หลังจากพักผ่อนแช่ตัวที่บ่อน้ำพุร้อนอยู่ตลอดสัปดาห์ ในที่สุดท่านพ่อก็สะสางงานเสร็จสิ้นและเริ่มเตรียมตัวเดินทางกลับเรือน โดยมีท่านหมอจื่อลู่และจื่อรั่วเดินทางกลับไปพร้อมกันด้วย
เพราะในที่สุดท่านพ่อก็พูดจาหว่านล้อมจนหมอชรายอมลงจากเขา เหตุผลหลักๆ เพราะท่านหมอชรามากแล้ว และอีกเหตุผลคือ จื่อรั่วเป็เด็กผู้หญิง มีหลายเื่ที่ท่านหมอไม่สะดวกจะชี้แนะนางได้ หากเอาแต่เก็บตัวอยู่บนเขา ท่านหมอกลัวว่านางจะอ่อนต่อโลกเกินไป ยิ่งต่อไปเมื่อนางถึงวัยออกเรือน หากหมอชรามีฐานะเป็หมอประจำตระกูลให้จิ้นอ๋อง ไม่แน่ว่านางอาจได้ตบแต่งออกไปกับสามีที่พอมีฐานะบ้าง
ดังนั้นในระหว่างที่รอท่านหมอชรากับจื่อรั่วเก็บสัมภาระลงมาจากเขา ท่านพ่อก็ยังพอมีเวลาได้พักผ่อนจริงๆ เพียงวันเดียวเท่านั้น หลังจากหมอจื่อลู่กับจื่อรั่วตามมาสมทบที่โรงเตี้ยม ขบวนรถม้าเดินทางกลับตำหนักที่ประทับแคว้นจิ้นก็ยาวขึ้นอีกเล็กน้อย
ระหว่างทางเถียนซีจะไปนั่งรถม้าร่วมกับจื่อรั่ว เพื่อทำความสนิทสนมกับนางมากขึ้น ทั้งยังให้โอกาสท่านพ่อได้มีเวลาอยู่บนรถม้าสองต่อสองกับท่านแม่เหมย
ขณะที่รถม้าเคลื่อนผ่านเมืองชู่โอไปอย่างช้าๆ อยู่ๆ ท่านพ่อก็สั่งหยุดพัก เนื่องจากได้รับสาส์นด่วนจากฝ่าามาถึง
“ฝ่าาเรียกพ่อเข้าวังด่วน ไหนๆ พวกเราก็มากันหมดบ้านแล้ว ยังไงก็เข้าวังไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศสักหน่อยดีหรือไม่?” ท่านพ่อหันมาถามความเห็นคนอื่นๆ ที่กำลังนั่งพักดื่มชากับขนม
“ท่านพี่...ข้าไม่เคยเข้าวังมาก่อน..เกรงว่าจะทำให้ท่านเสื่อมเสีย” ท่านพ่อหันมองท่านแม่เหมยแล้วคลี่ยิ้มให้
“เราเข้าเฝ้าเป็การส่วนตัว อย่างมากเสด็จแม่ก็คงจะเรียกเข้าไปดูตัวเท่านั้น อาเหมยของข้าวางตัวเหมาะสมอยู่แล้ว อย่ากลัวไปเลย” เถียนซีที่มองพวกเขาคุยกันก็รีบสำทับ
“ใช่! ท่านแม่อย่ากลัวเลย ถ้าเข้าตาจนจริงๆ ข้าจะช่วยเฉไฉให้เอง”
“เถียนเถียนน่ารักที่สุด...ส่วนท่านหมอให้เข้าพักที่ตำหนักส่วนตัวของข้าได้เลย พอถึงที่โน่นจะมีขันทีพาไปเอง”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” หมอชรากล่าว
จากนั้นพวกเขาก็เดินทางกันต่อ แต่ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงต้องหยุดพักม้าอยู่หลายครั้ง ระหว่างนั้นหมอจื่อลู่จะพาจื่อรั่วออกไปเก็บสมุนไพรใกล้ๆ ที่พักเสมอ เถียนซีสนใจเื่ปรุงยาเป็พิเศษ จึงติดตามทั้งสองเข้าป่าไปด้วยเวลาแวะพักข้างทาง
“พี่สาวดูนี่! ข้าเก็บเห็ดพวกนี้มาเต็มเลย ไว้เราเอาไปย่างกินกันนะ” เถียนซีแบกกระบุงใหญ่อยู่บนหลังเก็บเห็ดหลายชนิทใส่จนเต็มกระบุงร้องบอกจื่อรั่วที่เก็บสมุนไพรอยู่ด้านข้างอย่างดีใจ
“ไหนข้าดูสิ” เถียนซีรีบวางกระบุงลงแล้วให้จื่อรั่วดู
“อืม...อันนี้เห็ดเมากินแล้วจะเห็นภาพหลอน....นี่ก็เมล็ดละหุ่งกินไม่ได้ ส่วนนี่ที่เ้าถอนมาก็ไม่ใช่หัวเผือกแต่เป็บอน เสี่ยวเถียน...เ้านี่มีพร์ในการหาสมุนไพรพิษจริงๆ”
ขณะที่เถียนซีอ้าปากค้าง หมอจื่อลู่ที่เดินออกมาจากชายป่าอีกด้านก็หัวเราะแล้วสอนพวกเขา
“จื่อรั่วเอ้ย...อาจารย์เคยสอนเ้าแล้วไงว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มีคุณสมบัติแตกต่างกันทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร อย่างต้นบอน...น้ำยางถูกแล้วจะคันก็จริง แต่ก้านอ่อนใช้แกงได้ สุกแล้วจึงไม่คัน เมล็ดละหุ่งมีพิษทำให้ปากคอไหม้ มีอาการคลื่นไส้ หายใจลำบาก เจ็บคอ ม่านตาขยาย ร่างกายอ่อนเพลีย มีเืออกในช่องท้อง ถ่ายเป็เืก็จริง แต่รากใช้ปรุงเป็ยาสมานแผลได้ ใบสดตำเป็ยารักษาฝีได้ น้ำมันละหุ่งรักษาิัอักเสบ เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน สมุนไพรเองก็มีทั้งคุณและโทษเช่นกัน” เถียนซีและจื่อรั่วพยักหน้าฟังคำสอนของหมอชรา
จากนั้นพวกเขาก็พากันเดินกลับไปที่จุดพักรถม้า แต่ระหว่างทางดันผ่านพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เห็นพวกเด็กเล็กๆ 5-6 คนกำลังเอาไม้ตีและทุบกองผ้าแถวๆ เดินดินเตี้ยๆ หมอจื่อลู่ชรามากแล้วสายตายาวจึงมองเห็นได้ไกลกว่าคนอื่น อยู่ๆ ก็มีร้องะโไล่พวกเด็กๆ แล้ววิ่งออกไป จื่อรั่วเห็นก็เรียกอาจารย์คำหนึ่งก่อนจะวิ่งตามหมอชราไปติดๆ
ตอนที่เถียนซีเดินตามไปถึงก็เห็นหมอจื่อลู่คุกเข่าลงข้างๆ เนินดินหยิบห่อผ้าขึ้นมา จึงเห็นว่าเป็เด็กชายผอมแห้งคนหนึ่งใส่ชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ขนาดชุดใหญ่กว่าตัว จึงทำให้ตอนแรกเห็นเพียงกองผ้าเท่านั้น
“ยังหายใจอยู่....เ้าหนู...” หมอจื่อลู่แตะชีพจรที่แขนแล้วประคองเด็กชายเขย่าตัวเขาเบาๆ
เด็กชายคนนั้นซ่อนใบหน้าไว้ใต้ผมเผ้าที่รุงรังปรกหน้าปรกตา พอถูกเขย่าเบาๆ ก็สะลึมสะลือคลานผละจากหมอจื่อลู่ไปทางเนินดินเตี้ยๆ ที่มีหญ้าแห้งๆ และวัชพืช เขาล้วงของในอกเสื้อออกไปวางไว้ข้างเนินดินแล้วนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้นเป็เวลานาน
“เขาทำอะไรหรืออาจารย์” จื่อรั่วอดสงสัยไม่ได้ถึงถามออกไป
“เอาของกินมาเซ่นไหว้หลุมศพ” หมอชราพูดพลางถอนหายใจ
เถียนซีปรายตามองที่หลุมศพที่เคยคิดว่ามันเป็เพียงเนินดิน
ตรงนั้นมีทั้งผลส้มเน่า ของที่ดูคล้ายหมั่นโถวที่ถูกกัดแหว่งไปครึ่งแต่ตอนนี้เน่าจนเกือบหมดแล้ว กับก้อนสีดำๆ เขียวๆ ที่ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมันเป็อะไร ไม้เสียบอะไรย่างดำๆ อีกไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ของพวกนี้น่าจะเป็ของกิน และทั้งหมดตั้งอยู่หน้าหลุมศพ
“่นี้แม้บ้านเมืองจะสงบสุขไม่มีการสู้รบ แต่ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินว่าพวกชายหนุ่มละแวกใกล้เคียงเมืองหลวงถูกกวาดต้อนไปรบ อาจมีหลายครอบครัวที่ขาดผู้นำแล้วบ้านแตกสาแหรกขาด”
“อาจารย์...พวกเราพอจะทำอะไรได้บ้างหรือไม่?” จื่อรั่วเกาะเอวหมอจื่อลู่ พลางมองเด็กชายมอมแมมคนนั้น
“จะทำอะไร...ก็ช่วยสิ! เพิ่มขึ้นมาอีกแค่หนึ่งปาก ท่านพ่อข้าเลี้ยงได้อยู่แล้ว” เถียนซีไม่ค่อยสนใจอยู่แล้วว่าจะต้อนสิ้นเปลืองเงินทองเท่าไหร่ ขอแค่ซื้อใจสองศิษย์อาจารย์คู่นี้ได้ก็พอ
“เ้าหนู...หิวหรือไม่?” หมอจื่อลู่ย่อตัวลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ห่อขนมเปี๊ยะออกมาแล้วยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“นั่นพวกเ้าทำอะไรกันน่ะ! รังแกกันหรือ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนที่คนอื่นๆ จะหันไปมอง
เถียนซีหันไปเห็นเด็กชายวัยไล่เลี่ยกับเขาสวมชุดสีเขียวเข้มเก่าๆ เดินตรงมา ทั้งยังวางท่าจังก้าคอยบังเด็กชายข้างหลุมศพไว้ด้านหลัง ดวงหน้าของเด็กตรงหน้าคล้ายคลึงกับหลี่เฉียงถึง 7-8 ส่วน หลี่เฉียงนั้นดูสุขุมรอบคอบ ไม่พูดมากและไม่ค่อยชอบยุ่งเื่คนอื่นเหมือนเด็กคนนี้ที่อวดดีไม่เบา
“แล้วเ้าเป็ใคร? สำเนียงเหมือนไม่ใช่คนเมืองหลวง” เถียนซีพินิจของเด็กคนนั้น ยิ่งมองใกล้ๆ ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนหลี่เฉียงมาก
“ข้าเป็ชนเผ่าแล้วทำไม! จะดูถูกกันรึ!” อีกฝ่ายท่าทางยโสและไม่แยแสพวกเขา หันไปหาเ้าก้อนผ้าขี้ริ้วแล้วเอาหมั่นโถวยัดใส่มืออีกฝ่าย
“คราวหลังไม่ต้องเอามาเผื่อแม่เ้าแล้ว เดี๋ยวก็อดตายหรอก”
“เด็กนั่นเป็อะไร?” เถียนซีถามเด็กแปลกหน้า
“ข้าก็ไม่ค่อยรู้อะไรมาก รู้แค่ว่าหลายเดือนมานี้เ้าโง่เข้าไปขโมยของกินในตลาดใกล้ๆ ส่วนหนึ่งเอามาวางที่หลุมศพ อีกส่วนไว้กินเอง ท่าทางมันโง่ๆ ทึ่มๆ พูดอยู่แค่ไม่กี่คำ แต่กลับหลบหนีคนไล่ตีว่องไว ข้าเองก็เสียพ่อแม่และพี่ชายไปเหมือนกันเลยสงสาร อดเอาของกินมาแบ่งเ้าโง่ไม่ได้ เพราะอย่างน้อยข้าก็ยังมีงานทำ เป็ลูกมือช่างไม้อยู่ท้ายหมู่บ้านโน้น”
“เ้าคงไม่ได้บังเอิญมาจากเผ่าเซียนเป่ยหรอกนะ?” เถียนซีลองเชิง
“เ้ารู้ได้ยังไง? เผ่าของเราอยู่ชายแดนทางเหนือ มักถูกชาวทูเจี๋ยรุกราน พ่อแม่พาข้ากับพี่ชายหนีข้ามมา แต่ระหว่างทางพวกเราถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงาน ข้ากับพี่ชายหนีออกมาได้แต่พ่อแม่ถูกพวกมันฆ่าตายหมด พี่ชายพาข้ามาถึงด่านชายแดน แต่อยู่ๆ กลับถูกกลุ่มคนประหลาดจับตัวไป พวกมันฝึกให้พวกเราฆ่ากันเอง พี่ชายพาข้าหนี โดยใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อ...” เด็กคนนั้นสีหน้าสลดลงแล้วไม่ได้เอ่ยอะไรต่ออีก
“พี่ชายเ้าถูกเรียกว่าหลี่เฉียงใช่หรือไม่?”
“ใช่....ทำไมเ้า...” เด็กชายยังไม่ทันพูดจบประโยคดีก็มีชายตัวใหญ่ใส่ผ้าหนังกันเปื้อน ท่าทางขี้โมโหะโเรียก
“หลี่ไป๋! แกมัวทำอะไรอยู่ ข้าใช้ให้ออกมาขนไม้เหตุใดโผล่มาที่นี่อีก!” เด็กที่ถูกเรียกว่าหลี่ไป๋ถูกชายร่างใหญ่ตรงเข้ามาบิดหูแล้วลากตัวออกมาโดยไม่ฟังเสียงร้องของหลี่ไป๋แม้แต่น้อย ทว่าคนที่สงสารกลับเป็หมอจื่อลู่
“พี่ชายท่านนี้ เด็กตัวเล็กนิดเดียวท่านอย่าได้ใช้กำลังเลย”
“มันเป็คนงานในบ้านข้า ข้าจะทำยังไงกับมันก็ได้ พวกเ้าเกี่ยวอะไรด้วย?” เมื่อหมอจื่อลู่ถูกตอกกลับมาอย่างนั้นก็ได้แต่นิ่งอึ้ง เถียนซีไม่รอช้ารีบตรงเข้าไปยัดป้ายหยกใส่มือหลี่ไป๋แล้วกระซิบเสียงเบาข้างหู
“หากเดือดร้อนให้เอาของสิ่งนี้ไปยื่นที่หน้าวังหลวง....เก็บให้ดี” เถียนซีเห็นจื่อรั่วท่าทางกระวนกระวายใจจึงรีบปลอบ
“พี่สาววางใจเถอะ...หากเขาทนกดขี่ไม่ไหวต้องหาทางมาพึ่งเราแน่ ข้าให้ป้ายหยกระบุตัวยัดใส่มือหลี่ไป๋ไปแล้ว” เขาไม่ยอมให้หลี่ไป๋หลุดมือแน่ หลี่เฉี่ยงมีครอบครัวเหลือเพียงคนเดียวคือน้องชายคนนี้เท่านั้น
“แต่เราจะทำอย่างไรกับนั่นดี” เถียนซีชี้ไปที่กองผ้าขี้ริ้วข้างหลุมศพ
“ข้าจะรักษาเขาเอง ไม่รบกวนท่านชายกับท่านอ๋องแน่นอน” หมอจื่อลู่ใจอ่อนขี้สงสาร เก็บจื่อรั่วมาเลี้ยงคนหนึ่งได้ ก็สามารถเลี้ยงอีกคนได้ ดังนั้นเถียนซีจึงแค่พยักหน้าแล้วมองหมอจื่อลู่อุ้มคนกลับไปที่รถม้า
เถียนซีกลับไปถึงก็อธิบายเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ตาแก่ฟังตาแก่ก็ไม่ได้ว่าอะไรหากท่านหมอจะรับเด็กมาเลี้ยงเพิ่ม เสร็จจากนั้นเถียนซีก็เดินกลับไปที่รถม้า รอเวลาเดินทางต่อ
ในตอนที่ขึ้นรถม้าไปถึงก็พบว่ากองผ้าขี้ริ้วหายไปแล้ว เหลือเพียงแต่เด็กตัวเหลือง ผอมจนหน้าตอบผมยาวรุงรังพันกันจนปิดบังหน้าตาไปด้านหนึ่ง แขนขาเล็กเก้งก้างในชุดที่หลวมกว่าตัว โดยมีหมอจื่อลู่กำลังนั่งก้มๆ เงยๆ ฝังเข็มให้อีกฝ่าย เถียนซีรู้สึกว่าเขาจำใบหน้านี้ได้
“โม่โฉว!” เถียนซีปราดเข้าไปนั่งข้างหมอจื่อลู่ด้วยความตื่นเต้น เกลี่ยผมที่พันกันรุงรังบดบังใบหน้าดวงน้อยออก อีกฝ่ายคล้ายจะรู้สึกตัวว่าถูกจับใบหน้าก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตาใสกระจ่างสีอ่อน ที่ครั้งหนึ่งโม่โฉวเคยเสียดวงตาคู่งามนี้เพื่อกลับมารับเขา ‘เป็โม่โฉวจริงๆ ’ เถียนซียิ้มให้อีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว เขาตามหาอีกฝ่ายแทบพลิกแผ่นดิน เผลอแป๊บเดียวกลับมาอยู่ข้างกายเขาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านชายรู้จักเด็กคนนี้หรือ?”
“ปะ..เปล่า...ท่านหมอ...อาการเขาเป็อย่างไรบ้าง?” เถียนซีหันไปถามท่านหมอที่มองเขาด้วยสายตาใคร่รู้
“อาการโดยรวมคือขาดสารอาหารอย่างหนักเป็เวลานาน ทำให้ตัวซีดเหลือง แต่ยังพอรักษาได้ บำรุงให้ดีหน่อยไม่กี่ปีก็หายขอรับ”
“แล้วสมองเล่า? เขาปัญญาทึบ สมองไม่ปลอดโปร่ง อะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็คนปัญญาทึบได้?” เถียนซีถามต่อ ยิ่งทำให้หมอจื่อลู่สงสัย เถียนซีจึงแสร้งตอบไปว่า
“ข้าได้ยินเ้าเด็กหลี่ไป๋พูดว่าเขาโง่น่ะ พูดได้ไม่กี่คำทั้งที่โตแล้ว” หมอจื่อลู่นิ่งคิดแล้วตอบ
“โดยปกติเด็กที่เกิดมาหากสติปัญญาไม่ปลอดโปร่งมาั้แ่เกิด ส่วนใหญ่ล้วนมาจากแม่ผู้ให้กำเนิด หาทราบว่าแม่ของเขาถูกพิษหรือกินอะไรผิดปกติ จะสามารถรักษาได้ง่ายขึ้นขอรับ” เถียนซีพยักหน้า ไม่รอช้าที่จะเรียกองครักษ์ลับของท่านพ่อออกมา ให้ตามสืบเื่ของโม่โฉว กับหลุมศพที่เขานั่งเฝ้า
“อาจารย์ยามาแล้ว” จื่อรั่วยกถ้วยยาเข้ามาในรถม้า หมอจื่อลู่สั่งให้นางออกไปต้มยาแบบเดียวกันอีกสองหม้อ ไว้สำหรับดื่มระหว่างทางก่อนเข้าเมืองหลวง จากนั้นก็หันมาจะป้อนยาให้โม่โฉว
“เอามาให้ข้า...ข้าจัดการเอง” เถียนซีพยุงตัวโม่โฉวขึ้นจากที่นอน จากนั้นรีบสอดตัวเองเข้าไปนั่งซ้อนด้านหลังโม่โฉวแล้วยื่นมือไปขอชามยา
“โม่โฉว...ดื่มยาหน่อย” เถียนซีค่อยๆ ป้อนให้โม่โฉวจิบยา
“ท่านชายจะให้เขาชื่อโม่โฉวหรือ?” หมอจื่อลู่เอ่ยถาม ขณะทอดสายตามองเขาป้อนยาให้โม่โฉวอย่างอ่อนโยน
“โม่โฉวแปลว่าปราศจากความกังวล ข้าไม่อยากเห็นเขาทุกข์อีก”
เถียนซีไม่ชื่อว่าโม่โฉวเป็ลูกของแม่ทัพชายแดนั้แ่แรก เพราะลำดับเวลาการเกิดของโม่โฉวและครอบครัวแม่ทัพนั้นไม่ถูกต้อง ยิ่งพบอีกฝ่ายใกล้เมืองหลวงเช่นนี้ยิ่งผิดปกติ เมื่อชาติก่อนเถียนซีไม่รู้ภูมิหลังของโม่โฉว ไม่รู้เลยว่ากว่าอีกฝ่ายจะกลายเป็แม่ทัพได้นั้นผ่านอะไรมาบ้าง
เถียนซีประคองโม่โฉวนอนลง จากนั้นก็กุมมืออีกฝ่ายมาวางแนบใบหน้าตัวเอง
“เมื่อก่อนเ้าอาจตัวคนเดียว แต่เวลานี้ข้าหาเ้าเจอแล้ว...ข้าจะไม่ยอมให้อะไรเกิดขึ้นกับเ้าเด็ดขาด”
เด็กชายค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงพูดข้างๆ หู เขาฟังที่อีกฝ่ายพูดออกทุกคำ เพียงแต่...มันนานมากแล้วที่มีคนสัญญาว่าจะปกป้องเขาแบบนี้ เขาอยู่อย่างไร้ตัวตนมาตลอด แม้แต่แม่ผู้มีสายเืเดียวกันยังทิ้งเขาไป
ดวงตาสีอ่อนเพ่งมองใบหน้าหวานของเด็กชายที่โตกว่าสองปีผิวขาวราวหิมะและปากแดงฉ่ำ เขาพยายามจดจำใบหน้านั้นประทับไว้ในใจ
.........................................
หลังจากเดินทางมาตลอดหลายสัปดาห์ ในที่สุดขบวนรถม้าของจิ้น อ๋องก็เดินทางเข้าเขตเมืองหลวง ตลาดในเมืองหลวงคึกคัก ผู้คนออกมาซื้อหาของกินของใช้จำนวนมาก จื่อรั่วและหมอจื่อลู่จ้องมองผู้คนผ่านหน้าต่างด้วยตาเปล่งประกาย
“อาจารย์ข้าอยากไปเดินตลาด”
“ไว้ท่านอ๋องเสร็จธุระเมื่อไหร่เราค่อยขอออกมาเถอะ ท่านอ๋องต้องเข้าเฝ้า หากชักช้าจะมีความผิด” หมอจื่อลู่ตอบลูกศิษย์สาว
เถียนซีหันไปมองโม่โฉวที่เกาะขอบหน้าต่างมองด้านนอกด้วยดวงตาเป็ประกายอยู่ข้างๆ เขา
“โม่น้อยก็อยากเดินตลาดหรือ? ไว้ข้าจะพาไปซื้อของอร่อยๆ นะ” เถียนซีลูบหัวโม่โฉว เด็กน้อยเอียงหัวหลับตาพริ้มรับััเหมือนแมวน้อย
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านตลาดไปจนถึงประตูวังทางทิศเหนือ ประตูแห่งนี้เรียกว่าประตูอานหลี่ เป็ประตูที่เชื่อมตรงไปยังที่ประทับขององค์จักรพรรดิ ส่วนใหญ่มีแต่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่ใช้ประตูนี้
เมื่อรถม้าจอด ท่านพ่อก็ลงมารับเขาที่รถม้าอีกคัน พร้อมกับสั่งฝูกงกงที่รอเฝ้าให้พาหมอจื่อลู่เข้าพักที่ตำหนักจงเหรินกง ตำหนักที่ประทับเก่าของท่านพ่อสมัยที่ยังเป็องค์ชายรอง
จนถึงตอนนี้ท่านพ่อยังไม่รู้เื่ของโม่โฉวแม้แต่น้อย รู้เพียงว่าหมอจื่อลู่รับเด็กชายไร้บ้านอีกคนมาอยู่ด้วยเท่านั้น เขาอยากบอกท่านพ่อใจจะขาดว่าจะรับโม่โฉวมาเป็สามี แต่หาจังหวะเหมาะๆ พูดไม่ได้เสียที
“เถียนเถียนไปเข้าเฝ้าเสด็จลุงกับพ่อ” ท่านพ่ออุ้มเขาลงจากรถม้า เพื่อไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวที่ห้องข้างแล้วขึ้นเกี้ยวที่รอรับไปเข้าเฝ้า ท่ามกลางสายตาอาลัยอาวรณ์ของโม่โฉว
เถียนซีนั่งโคลงเคลงในเกี้ยวมาได้ครู่หนึ่ง ในที่สุดกงกงรับใช้หน้าตำหนักไท่เหอเตี้ยนก็กล่าวรายงานตัวจิ้นอ๋องพร้อมครอบครัวขอเข้าเฝ้าพร้อมกับเปิดประตูใหญ่ให้พวกเขาสามคนเข้าเฝ้า
“จิ้นเหวินกงถวายพระพรฝ่าา...ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
“ข้าน้อยหร่านหวังเฟยถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี” ท่านพ่อและท่านแม่เหมยคุกเข่าถวายพระพรเบื้องหน้าฝ่าา ขณะที่เถียนซีวิ่งตึงตังไปที่บัลลังก์พร้อมกับปีขึ้นไปนั่งตักองค์จักรพรรดิ
“เถียนซีถวายพระพรฝ่าา ขอฝ่าาอายุยืนนานหมื่นปี” เถียนซีว่าพลางคล้องแขนตัวเองกับคอของเสด็จลุงแล้วซบไหล่อีกฝ่ายอย่างถือดี
“เถียนเถียน! เ้าเด็กบ้านี่! ห้ามเสียมารยาทกับฝ่าานะ” ท่านพ่อะโลั่นแล้วชี้หน้าเขา
“ท่านพ่อต่างหากที่เสียมารยาท ฝ่าายังไม่สั่งให้ลุก ท่านขึ้นมายืนชี้หน้าฝ่าาแบบนี้ไม่กลัวถูกตัดหัวหรือไง” เถียนซีแลบลิ้นใส่ตาแก่แล้วเอนหน้าซบไหล่เสร็จลุงอย่างเอาใจ เพราะรู้ว่าเหล่าองค์ชายไม่มีใครกล้าแสดงความรักอย่างจริงใจต่อฝ่าาเช่นนี้มาก่อน
“ฮ่ะฮ่าๆ ยังเป็เถียนเอ๋อร์ของเราที่น่ารักที่สุด” ฝ่าาอุ้มเขาแล้วลุกขึ้นจากบัลลังก์ ลูบหลังเขาเล็กน้อยแล้วพาเดินไปหยิบขนมยัดใส่มือ
“ฝ่าาทรงให้ท้ายเขาจนจะเสียคนอยู่แล้ว” ท่านพ่อร้องคราง
“เอาเถอะๆ หวังเฟยก็ลุกขึ้นเถอะ อย่ามากพิธีเลย ในนี้มีแค่เราเท่านั้น” องค์จักรพรรดิวางเถียนซีลงกับพื้นแล้วเดินเข้าไปตบไหล่น้องชาย
“หลายปีมานี้เ้าสบายดีหรือไม่? ขนาดแต่งหวังเฟยคนใหม่ยังไม่ยอมพาเข้าวังพามาให้เห็นหน้าสักครั้ง”
ท่านแม่เหมยควักมือเรียกเถียนซีเข้าไปยืนข้างๆ เพราะรู้ว่าพี่น้องไม่พบกันนาน มีเื่ต้องหารือกัน ยิ่ง่หลังพวกขุนนางและเหล่าเสนาบดีในวังหลวงมักหยิบยกเื่จิ้นอ๋องมาพูดว่าชาวบ้านรักใคร่เทิดทูนท่านพ่อของเขา ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องยิ่งกระอักกระอ่วนยิ่งขึ้น
“ไทเฮารับสั่งอยากพบหวังเฟย ถ้าอย่างไรไปเข้าเฝ้าสักครั้งเถอะ” เมื่อฝ่าาตรัสเช่นนั้น ท่านแม่เหมยจึงรับคำแล้วเดินจากมาพร้อมเถียนซี
เมื่อออกมาจากตำหนักไท่เหอเตี้ยน เถียนซีก็จูงมือท่านแม่เหมยมุ่งหน้าไปยังวังหลังที่อยู่ทิศตะวันตกที่เป็เขตของฝ่ายในทั้งหมด ซึ่งตำหนักซือ หนิงกงหรือตำหนักที่ประทับของไทเฮานั้นจะอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งค่อนข้างใหญ่โตกว้างขวางกว่าตำหนักหมู่ของฮองเฮาและเหล่าพระสนม
หลังจากมาถึงพวกเขาแม่ลูกยังต้องยืนรออยู่ด้านนอกเพื่อรอไทเฮาตื่นจากบรรทมตอนกลางวันอีกครู่ใหญ่กว่าจะถูกเรียกตัวเข้าไปข้างใน
“ถวายพระพรไทเฮา ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี” เถียนซีและท่านแม่คุกเข่าถวายบังคมพร้อมกัน ไม่กล้ากระโดกกระเดกเช่นตอนที่ไปถวายพระพรกับฝ่าาแม้แต่น้อย
“เถียนเอ๋อร์ปีนี้โตขึ้นมาจริงๆ ไหนลุกมาให้ย่าดูหน้าใกล้ๆ สิ” เถียนซีเหลือบมองท่านแม่เหมยที่ยังคงคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่พื้น แล้วเดินไปด้านข้างตั่งตัวใหญ่ที่ไทเฮานอนเอนกายอยู่
“ใบหน้างดงามหมดจรดเหมือนแม่ของเ้ายิ่งนัก มีแต่จมูกกับปากเท่านั้นที่เหมือนพ่อเ้า ต่อไปคงเป็ิที่งดงามหาตัวจับยาก หนาวหรือไม่?” ไทเฮาจับมือเขาแล้วยัดเตาอุ่นมืออันเล็กใส่มือเขา
“ทูลเสด็จย่าข้าไม่หนาวไม้แต่น้อย ตำหนักเสด็จย่าอุ่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิถึงเพียงนี้”
“หน็อยเ้าเด็กคนนี้” ไทเฮาใช้นิ้วจิ้มจมูกของคนช่างเจรจา
“แต่น้องชายอาจจะหนาวพ่ะย่ะค่ะ”
“น้องชาย! หร่านหวังเฟยตั้งครรภ์อยู่รึ? เหตุใดไม่รีบบอกข้าเล่า! ให้คนรีบไปยกเก้าอี้มา! ตามหมอหลวงเร็วเข้า” ไทเฮาร้องสั่งลั่น
“เอ่อ...ผู้น้อยไม่...” ท่านแม่เหมยเขม่นตาใส่เขา
เถียนซีแอบแลบลิ้นขอแค่เอาตัวรอดไปได้ เื่ท้องหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที แต่ใครจะไปรู้ว่าพอหมอหลวงมาช่วยจับชีพจรกลับพบชีพจรมงคล ท่านแม่เหมยตั้งท้องแล้วจริงๆ แม้อายุครรภ์จะยังน้อยมากก็ตาม
เื่นี้พอเข้าหูท่านพ่อ ตาแก่ก็รีบวิ่งเร็วจี๋มาหาถึงตำหนักไทเฮา เพื่อมารับท่านแม่และเขาด้วยตัวเอง และเพราะท่านแม่ท้องอ่อนๆ นี้เองทำให้ไทเฮารับสั่งให้พวกเขาอยู่ในวังหลวงนานขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็ต้องสามเดือนขึ้นไป รอครรภ์ท่านแม่แข็งแรงมั่นคงแล้วจึงจะเดินทางกลับแคว้นจิ้น
ระหว่างที่ท่านพ่อกำลังดีใจจนตัวลอยที่ได้ลูกเพิ่ม เถียนซีกลับหนักใจ เมื่อกลับมาถึงตำหนักด้านข้าง ที่พักอาศัยของหมอจื่อลู่กลับพบว่าโม่โฉวถูจับโกนหัวจนเป็หลวงจีนน้อยไปแล้ว
“ท่านชายโปรดวางใจไม่นานผมของโม่โฉวก็ยาว เพียงแต่ตอนนี้ที่ต้องโกนผมทิ้งก็เพื่อที่จะฝังเข็มได้แม่นยำมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ข้าจับชีพจรของโม่โฉวดูแล้ว พบว่าภายในลมปราณปั่นป่วน จำต้องปลุกสมองเปิดทวารเพื่อแก้ไขให้สมองปลอดโปร่งมากที่สุด” เถียนซีพยักหน้ารับทราบ จากนั้นเพียงรอองครักษ์ลับกลับมารายงานความคืบหน้า
ไม่กี่วันต่อมาองครักษ์ลับก็กลับมารายงานว่า ที่จริงนั้นโม่โฉวถูกส่งตัวออกมาจากเมืองหลวงพร้อมศพของมารดาที่เป็หญิงชาวอุยกูร์ที่ฝ่าาประทานให้จากจวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายเซี่ยงกั๋ว ทว่าเป็ไปได้มากที่โม่โฉวจะเป็ลูกนอกสมรสของฝ่าากับหญิงสาวอุยกูร์นางนั้น เพราะนางเข้าจวนเสนาบดีเพียงไม่ถึงเดือนก็ตั้งท้องโม่โฉว โดยตั้งครรภ์มานาน 3 เดือนแล้ว
เสนาบดีเซี่ยงทราบข่าวก็นึกรังเกียจพวกนางแม่ลูกจึงสั่งย้ายนางไปอยู่เรือนข้ารับใช้และไม่ได้แตะต้องนางอีก เนื่องจากฝ่าาพระราชทานยศให้นางเป็ฮูหยินตราตั้ง ส่วนฮูหยินเซี่ยงเองก็เกลียดพวกนางแม่ลูกมากแต่ไม่อาจฆ่านางได้ จึงกลั่นแกล้งนางและเป็คนสอนให้นางติดฝิ่น
หลังจากคลอดโม่โฉวออกมาได้สองแม่ลูกก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ไม่แปลกที่โม่โฉวจะกลายเป็เด็กขาดสารอาหาร เมื่อเถียนซีรู้ดังนั้นก็รีบวิ่งไปแจ้งข่าวแก่หมอจื่อลู่ ให้ทราบว่าระหว่างที่ท้องแม่ของโม่โฉวน่าจะติดฝิ่น ทำให้ท่านหมอหาวิธีรักษาสมองโม่โฉวได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
-----------------------------------------
To Be Con
ในที่สุดพระนายก็ได้เจอกันแล้วนะคะ
นามิ