ชีตาห์ยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ “ลักษณ์มนตราคือลักษณะทางกายภาพที่พิเศษกว่าคนทั่วไป บางคนอาจเกิดมาพร้อมกับมัน หรือบางคนก็ได้รับจากการหลอมรวม ‘มรดกมนตรา’ ของสัตว์วิเศษเข้าสู่ร่างกาย มันอาจจะเป็เกล็ดัที่ซ่อนอยู่ใต้ิั เส้นผมที่กักเก็บธาตุไฟ หรือนิ้วมือที่ควบคุมสายฟ้าได้ ทำให้ผู้วิเศษมีพลังอำนาจเฉพาะทางเพิ่มขึ้นมา อย่างเช่น...”
ชีตาห์ยกนิ้วมือขึ้นอีกครั้ง นิ้วของเขาเปล่งแสงไฟแลบแปลบปลาบออกมาหลายครั้ง
ชีตะ... ริศรีบเตือนชีตาห์แต่ไม่ทันการ จู่ๆ เพดานอาคารก็มืดลงดูขุ่นมัวเหมือนเมฆฝน แล้วมันก็กลายเป็ฝนตกลงมาจริงๆ ภัทรรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมากจนลืมไปว่าตัวเองอยู่ในโลกเวทมนตร์ ฝนนี้ตกหนักมากทำให้ตัวเขา และชีตาห์ที่นั่งอยู่เก้าอี้ข้างๆ เปียกปอนเป็ลูกหมาตกน้ำ ทั้งเตียงและผ้าห่มของเขาเปียกจนหมด เขาจึงหันไปหาริศเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร
แต่เมื่อเขามองริศกลับพบว่า แม้ว่าเธอจะนั่งไขว่ห้างทำหน้าบูดอยู่ แต่ฝนที่ตกหนักลงมากลับไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวเธอได้เลยแม้แต่น้อย เหมือนมีม่านที่มองไม่เห็นคลุมตัวเธอไว้ไม่ให้เปียก
จู่ๆ เขาก็เห็นว่ามีนกกระดาษสีฟ้าเก่าๆ ตัวหนึ่งกระพือปีกบินเข้ามาจากทางหน้าต่าง เมื่อเข้ามาในห้องมันก็ไม่เปียกฝนเลยแม้แต่น้อย กระดาษนั้นพับตัวเองกลายเป็รูปปากคนแล้วพูดขึ้นเป็เสียงของผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่ง
“เด็กๆ ที่รัก ฉันว่าฉันเตือนพวกเธอแล้วเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการใช้เวทมนตร์ที่อันตรายในเขตสำนักงานไปแล้วนะจ๊ะ”
ชีตาห์ และริศลุกขึ้นและพูดพร้อมกัน “ขอโทษค่ะ/ครับ”
“เพื่อเป็การลงโทษ ชีตาห์ เธอทำความสะอาดห้องนี้ให้หมด แน่นอนว่าห้ามใช้เวทมนตร์ (เสียงชีตาห์แอบร้องโหยหวนเบาๆ) ส่วนริศ พาเด็กน้อยไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย มีชุดสำหรับเขาแล้วที่ฝ่ายอุปกรณ์”
“ครับ/ค่ะ” ริศตอบด้วยท่าทางสงบ ส่วนชีตาห์ตอบด้วยหน้าซังตาย
“ดีมาก” กระดาษนั้นหันมาทางภัทร “เด็กน้อยสามัญที่รัก ยินดีต้อนรับสู่โลกผู้วิเศษ”
ภัทรรีบยืนขึ้นตอบอย่างสุภาพ
“ดีใจที่ได้พบคุณครับ”
“เด็กดี” กระดาษพูดก่อนกลับกลายเป็นกกระดาษบินลงมาในมือภัทร
“เ้าหมอนี่ได้ของดีด้วย ไม่ยุติธรรมเลย” ชีตาห์หน้ามุ่ย
“ก็ภัทรยังใช้เวทมนตร์ไม่ได้ มีอะไรป้องกันตัวหน่อยก็ดีไม่ใช่เหรอ”
“ก็จริง”
“สิ่งนี้คืออะไรเหรอครับ” ภัทรก้มมองนกกระดาษในมือ
“มันคือนกกระดาษรับเคราะห์ มันสามารถรับการโจมตีเต็มกำลังของผู้วิเศษระดับสองได้หนึ่งครั้ง ส่วนเื่ระดับของผู้วิเศษ กับกระดูกมนตราเอาไว้คราวหน้าแล้วกัน เพราะเื่ด่วนที่สุดตอนนี้คือ...”
เธอมองภัทรด้วยสายตาเวทนา ไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ๆ ยังต้องมารับกรรมไปด้วย
ภัทรเข้าใจสายตาที่เธอสื่อจึงตอบกลับ “ไม่เป็ไรหรอกครับ เื่แค่นี้เอง”
ริศตอบกลับ “แต่จะให้ไปทั้งชุดเปียกแบบนี้ก็คงไม่ได้” เธอจึงหยิบไม้กายสิทธิ์มาโบกพร้อมพูดกับเขา
“อาริดุส (Aridus)”
ชุดที่เขาสวมใส่แห้งลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็แฝงไปด้วยความร้อนเหมือนเสื้อผ้าที่เพิ่งอบมาใหม่
“โอ๊ย! ขอโทษทีภัทร ฉันลืมเื่ความร้อนอีกแล้ว”
ภัทรได้แต่ยิ้มแห้งส่ายหน้าบอกปัดว่าไม่เป็อะไร เพราะนี่คือความหวังดีอย่างหนึ่ง
“งั้นพวกเราไปกันเถอะ ชีตาห์ทำเสร็จจะตามมาก็ได้นะ”ริศหันมายิ้มให้ชีต้าห์
“โห เจ๊ใจร้าย”
“ใครบอกให้นายใช้พลังพร่ำเพรื่อล่ะ”
จากนั้นเขากับริศเดินออกมาจากห้อง ทางเดินเป็อาคารปูนสีขาวที่ดูเก่า และวังเวง เขาเดินผ่านพบว่าห้องส่วนใหญ่ถูกคล้องกุญแจไม่ได้ใช้งาน เขาเดินลงบันไดวนที่ดูมีอายุอานามพอสมควร หลังจากลงมาที่ชั้นหนึ่ง เขาก็เดินเข้าสู่สวนหย่อมที่มีใบไม้ติดต้นอยู่น้อยจนน่าสงสาร ริศเริ่มพาไปอีกตัวอาคารที่ใหญ่กว่า เหมือนกับว่าอาคารที่เขาอยู่เป็อาคารพักอาศัย เขามองไปที่อาคารหลังใหญ่ประมาณสามชั้นลักษณะคล้ายอาคารทรงโรมันเก่าที่ดูทรุดโทรมแต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเกรงขาม
“ภัทร เมื่อกี้เราอยู่ที่อาคารพักชั่วคราวของเ้าหน้าที่ อาคารใหญ่ตรงหน้าคืออาคาร ‘สำนักงานป้องกันและปราบปรามการใช้เวทมนตร์ในทางที่ผิดในพื้นที่เขตสามัญประจำเมืองเกร็ดมณี นี่เป็หนึ่งในสามส่วนของหน่วยงานเราแบ่งเป็ ฝ่ายเฝ้าระวัง ฝ่ายปราบปราม และฝ่ายช่วยเหลือ (เก็บกวาด) เราคือหน่วยช่วยเหลือ”
“ถ้าเราเป็หน่วยช่วยเหลือ แล้วก่อนหน้านี้ทำไมหน่วยเฝ้าระวังกับปราบปรามถึงไม่ได้เข้ามาปราบปรามก่อนล่ะครับ ผมคิดว่าหน่วยช่วยเหลือนาจะเป็หน่วยที่ต้องมาถึงหลังสุด” ภัทรถามด้วยความสงสัย
ริศขมวดคิ้วเล็กน้อยตอบภัทร
“หน่วยเฝ้าระวังน่ะมาช่วยเหลือั้แ่แรกแล้ว แต่พวกเขาไม่สามารถทะลวงมิติเข้าไปได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มีบุคลากรด้านมิติหรือบุคลากรที่มีความสามารถถึงระดับสาม และ...”
ริศหยุดทำหน้ามีอารมณ์โกรธขึ้นมาแล้วพูดต่อ
“พวกเขามีบุคลากรระดับสาม สามคน มีฝ่ายปราบปรามคนระดับสองขั้นสูงอีกหลายสิยคน แต่พวกมันคิดว่าเื่นี้เล็กน้อยเกินไป ไม่ได้ชื่อเสียงเพียงพอ พวกเขาคิดแค่ว่าก็แค่พวกสามัญเข้าไปติดตายกันสามสี่คน สำหรับเบื้องบนไม่ใช่เื่ใหญ่หรอก แต่ถ้าพวกมันรู้ว่ามีผู้วิเศษติดร่างแหไปด้วยแถมยังอัญเชิญอัครสาวกได้ พวกมันจะทำยังไง... และเธอจะต้องไปรายงานเื่นี้กับท่านหญิงด้วย”
เธอยิ้มอย่างชั่วร้ายผิดจากภาพลักษณ์ไปอย่างสิ้นเชิงจนภัทรอดจะรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้ แต่ก็คิดอะไรได้จึงถามขึ้น
“แต่คุณริศครับ สิ่งที่ปลุกขึ้นมาในตัวมิรินไม่น่าใช่อัครสาวกนะครับ เพราะชายที่ชื่อภากรพูดขึ้นมาว่าเทพี เหมือนจะชื่อ อมา...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ จู่ๆ ท้องฟ้ารอบตัวเขาก็มืดครึ้ม เสียงนกการ้องดังขึ้นมากมายมหาศาล ริศที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาก็ตัวสั่นแบบควบคุมไม่ได้ แม้แต่เขาเองก็เหมือนเสียอะไรไปสักอย่าง เหมือนเรี่ยวแรงหดหาย ทรุดลงกับพื้น
“อย่าเอ่ยเทวนามออกมา!”
เสียงดังกังวานของชายชราคนหนึ่งดังขึ้นมา ก่อนจะมีกำแพงทรงลูกบาศก์สีทองอร่ามลงมาครอบตัวพวกเขา มีผู้ชายหนึ่งหญิงสามคนพุ่งลงจากทิศทางที่ต่างกัน หนึ่งในนั้นเป็หัวหน้าจีที่เขาเจอเมื่อวาน อีกสามคนประกอบด้วย ชายหนุ่มอายุราวสามสี่สิบปีหุ่นท้วมมีหนวดยาวเล็กน้อยชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยแจ็กเกตหนัง หญิงสาวผิวขาววัยกลางคนผมเป็ลอนเหมือนแฟชั่นยุคแปดศูนย์ ใส่แว่นกลมโต ใบหน้าตายิ้มแต่ปากไม่ยิ้ม และชายสูงอายุผมสั้นสีขาวทั้งหัว ไว้หนวดม้วนเป็ทรงในชุดทักซิโด้สีดำ ผูกโบสีแดง แต่ที่แปลกกว่าคนอื่นคือเขาใช้ไม้เท้าแทนไม้กายสิทธิ์ ทั้งสี่ยืนล้อมอยู่สี่มุม ก่อนหัวหน้าจะพูดขึ้น
“อ้าว พวกเธอเองเหรอ ฉันคิดว่ามีสาวกกุหลาบดำโผล่มาแถวนี้ พวกเธอเห็นใครพูดอะไร หรือร่ายคาถาอะไรออกมาหรือเปล่า”หัวหน้าพูดขึ้น
“เขานั่นแหละ” ชายชราพูดแทรกขึ้น และถามภัทร “เมื่อกี้เธอจะพูดอะไร เ้าหนูยืนไหวไหม กินนี่ซะ”
ภัทรรับสิ่งหนึ่งที่โยนมาที่เขา มันคล้ายลูกอมเม็ดสีเขียวใส เมื่อกินเข้าไปรู้สึกสดชื้นขึ้นมา
“ขอบคุณครับ”
“งั้นก็ตอบมาเถอะ เมื่อกี้เธอพูดอะไรกัน”
เมื่อเห็นว่าทุกคนดูจริงจังอย่างมาก ภัทรกลืนน้ำลายด้วยความรู้สึกกดดันแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อนจะพูด “เอ่อ... ผมพูดว่าชายที่ชื่อภากรทำการเรียกอวตารลงมาไม่น่าใช่อัครสาวก”
“แค่นี้เหรอ ต่อจากนี้ล่ะ” ชายร่างท้วมถามต่อ
“ผมคิดว่าเป็เทพีที่ชื่อ...”
“หืม! ไม่ต้องพูดต่อแล้ว!” ชายชราตัดบท
ภัทรมองหน้าทั้งสี่
“เธอเพิ่งมาที่นี่อาจจะไม่รู้ แต่ว่าโลกนี้เองก็มีกฎของมันเหมือนกัน หนึ่งในกฎอย่างไม่เป็ลายลักษณ์อักษรคือห้ามเอ่ยเทวทินนามของเทพใดๆ ออกมาอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเทพองค์นั้นจะรู้สึกถึงเธอได้ โลกนี้แม้วิเศษแต่ก็เต็มไปด้วยกฎที่แปลกประหลาด ถ้ามันแค่ทำร้ายเธอก็คงไม่มีปัญหา แต่อย่าทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจแล้วครับ ขอโทษที่สร้างความเดือดร้อนครับ”
“เข้าใจก็ดี” ชายชรายิ้มเล็กน้อย “ว่าแต่เธอรู้จักพระนามนั้นได้อย่างไร”
“ร่างอวตารที่เธออยู่บอกผมครับ”
“บอกว่าอะไร”
“บอกชื่อของเธอที่เป็เทพี กับบอกว่า... อย่าลืมเธอ”