ทางนี้ช่างกว่านยวี่กำลังพยายามเจรจาเงื่อนไขกับเฉินจิ้งเจียทางนั้นเฉินอี้เหอที่ถูกเผยฉางชิงบอกให้ตามหาตัวบึ้งก่อนหน้านี้ก็ทำภารกิจสำเร็จแล้ว นำตัวบึ้งหนึ่งถังเล็กกลับเรือนพักเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อเห็นบึ้งยั้วเยี้ยเต็มถังคิ้วเข้มของป๋อชางโหวพลันขมวดมุ่นทันใด ก่อนเดินเลี่ยงไปอีกฝั่งไม่มองภาพชวนขนลุกไปทั้งตัวนั้นอีกต่อไป
เผยฉางชิงเองยังเหงื่อกาฬผุดขึ้นหน้าผากไม่ต่างกัน
คนผู้นี้ซื่อตรงเกินไปเสียหน่อยหรือไม่บอกให้หาตัวบึ้งมานิดหน่อย เขาก็เอามาทีเดียวหนึ่งถังเลย?
“สักเท่านี้พอหรือไม่?” เฉินอี้เหอมองเผยฉางชิงอย่างตั้งอกตั้งใจ ก่อนเอ่ยปากถาม
สักเท่านี้พอหรือไม่?
เท่านี้พอหรือไม่?
นี้พอหรือไม่?
พอหรือไม่?
หรือไม่?
เผยฉางชิงกระแอมไอไปที“พอแล้ว พอแล้วขอรับ พวกเราไปกันเถิด”
พูดจบจึงสาวเท้าออกห้องไปมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ตนตามติดไปวันนั้น
เวลานี้ป๋อชางโหวมิได้เอ่ยอันใดแต่กลับตามติดฝีเท้าสองหนุ่มไปโดยดี
เขาเองก็อยากเห็นว่าบัณฑิตยาจกอย่างเผยฉางชิงผู้นี้ จะมีวิธีการใดตามหาตัวเฉินจิ้งเจียและอยากเห็นว่าใครกันแน่หาญกล้า ริอ่านลงมือต่อกรกับจวนป๋อชางโหวของพวกเขา!
เมื่อถึงจุดที่คลาดสายตาในวันนั้นเผยฉางชิงมองไปรอบด้าน เลือกตำแหน่งผนังกำแพงมุมหนึ่ง
อันดับแรกปูพื้นด้วยหญ้าแห้งหนาชั้นหนึ่งจากนั้นให้เฉินอี้เหอเทบึ้งในถังนั้นลงบนหญ้าแห้ง
“อย่างไรต่อ?”
เฉินอี้เหอแทบทนรอตะบันหน้าคนที่ลักพาตัวน้องสาวเขาไปไม่ไหวแล้ว
หากแต่เผยฉางชิงกลับเอาแต่จ้องบึ้งฝูงนั้นไม่แม้แต่กะพริบตา “รอ”
รออีกแล้ว?
เฉินอี้เหอมาดหมายเอ่ยอะไรบางอย่างทันใดนั้นป๋อชางโหวข้างกายกลับปรี่เข้ามารั้งเฉินอี้เหอไว้ตัวเขาเองกำลังจดจ้องบึ้งฝูงนั้นเช่นกันไม่ได้สนใจแล้วว่าสภาพพวกมันน่าขนลุกเพียงใด
ทั้งสองล้วนเอาแต่จับตามองบึ้งเฉินอี้เหอยกมือทึ้งผมก่อนนั่งยองลงตาม มองบึ้งฝูงนั้นไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้นณ มุมผนังตำหนักใหญ่ใกล้ทิศเหนือวัดอันเหริน จึงมีบุรุษสามคนนั่งยองอยู่ตรงนั้นสายตาจับจ้องบึ้งบนหญ้าแห้งไปพร้อมกัน
ภาพนี้...
ดูจะ...
ประหลาดยิ่ง...
จ้าวอี๋เหนียงที่นอนอยู่บนเตียงได้ยินคำบอกเล่าจากแม่นมซุนก็ขมวดคิ้วสงสัยขึ้นเช่นกัน
“เจ้าว่าอะไรนะ? ผู้ชายสามคนนั่งจ้องแมงมุมตรงมุมผนังหรือ?”
สีหน้าแม่นมซุนดูงุนงงคงไม่เข้าใจไม่ต่างกัน “เจ้าค่ะ พวกเขากำลังดูแมงมุม หรือว่าแมงมุมเหล่านั้นอาจชี้ทางไปยังตำแหน่งคุณหนูใหญ่เจ้าคะ?”
มิอาจไม่พูดได้แม่นมซุนอายุมากขนาดนี้แล้ว ความรอบรู้ย่อมมากครั้นเห็นสภาพการณ์พวกป๋อชางโหวทั้งสามแล้วก็เดาออกได้ถึงจุดประสงค์การใช้งานของพวกเขาทันใด
หากแต่จ้าวอี๋เหนียงกลับหาได้ใส่ใจ“ล้อเล่นอะไร หากแมงมุมเหล่านั้นชี้ตำแหน่งเฉินจิ้งเจียได้แม่นยำจริงข่าวลือเรื่องร่างกายเฉินจิ้งเจียสามารถดึงดูดแมงมุมได้คงแพร่สะพัดไปนานแล้ว”
“บางทีคุณหนูใหญ่อาจพกพวกผงหอมอะไรไว้ซึ่งมิอาจทราบได้เช่นกันเจ้าค่ะ” แม่นมซุนคาดเดาต่อทุกประโยคล้วนเอ่ยถูกจุดทั้งสิ้น
ทว่าจ้าวอี๋เหนียงกลับยังคงส่ายหน้า“ไม่มีทาง วันนั้นข้าสลบไปเจ้าก็เรียกคนมาแล้ว นางไม่มีทางเตรียมการทัน”
ไม่รู้เหมือนกันว่านางไปเอาความมั่นใจเพียงนี้มาจากไหนแม่นมซุนเงยหน้ามองจ้าวอี๋เหนียงวูบหนึ่ง สะกดความไม่พอใจเอาไว้ในทรวงก่อนทำแค่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเงียบเชียบ
หากมิใช่เพราะเรื่องนั้นไหนเลยนางต้องคอยช่วยจ้าวอี๋เหนียงอยู่ตลอดเช่นนี้?
ต้องคอยสนับสนุนคนไร้สมองแบบนี้ช่างเหนื่อยเหลือเกิน!
“ขยับแล้วขยับแล้ว!”
เมื่อเห็นบึ้งบนพื้นเคลื่อนไหวที่ผิดแปลกไปเฉินอี้เหอจึงเอ่ยปาก “ตามพวกมันไปแล้วจะหาเจียเอ๋อร์เจอใช่หรือไม่!”
เผยฉางชิงส่งเสียงอืมตอบรับในลำคอ“ขอรับ ตามพวกมันไปแล้วจะหาตัวคนเจอขอรับ”
ทั้งสามไม่สนใจขาที่ปวดเมื่อยจากการนั่งยองเมื่อครู่แม้แต่น้อยแค่เห็นทิศทางที่บึ้งพวกนั้นเคลื่อนตัวไป ก็รีบเร่งฝีเท้าตามหลังทันที
กระนั้นเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็มาถึงหน้าประตูเรือนพักของช่างกว่านยวี่แล้ว
ตัวบึ้งไต่แทรกเข้าตามช่องประตูเฉินอี้เหอลุกพรวด มองประตูเบื้องหน้าพร้อมแสยะยิ้มเหี้ยมกระหายเลือด
“อย่าบุ่มบ่ามไปพาองครักษ์ส่วนตัวของตัวข้าแม่ทัพใหญ่มา! ข้าอยากเห็นนักว่าผู้ใดกันอาจกล้าเพียงนี้ ริอ่านลงไม้ลงมือกับเจียเอ๋อร์ได้!”
เขาเกรี้ยวกราดบ้าคลั่งมาตลอดทางป๋อชางโหวข้างๆ ดูสุขุมกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
เขาจัดแจงเสื้อผ้ายับยู่ยี่ครู่หนึ่งก่อนเดินหน้าเคาะประตู “มีคนอยู่หรือไม่?”
คำถามนี้สร้างความตื่นตกใจแก่หวงกุ้ยเฟยแห่งแคว้นต้าเซิ่งที่กำลังดื่มชาในห้องเป็นอย่างยิ่ง
นางตะลึงงันไปชั่วขณะมองหาสาวใช้ข้างกายทันใด “ที่เราอยู่ตรงนี้ ใครรู้บ้าง?”
สาวใช้ผู้ไม่เคยแสดงสีหน้าท่าทางใดมาก่อนในที่สุดก็เผยแววความสงสัยออกมา “มิได้มีผู้ใดรู้ทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
ไม่มีใครรู้แต่ข้างนอกกลับมีคนเคาะประตู สรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“รีบพายวี่เอ๋อร์หนีไปเร็วเข้า!”
หวงกุ้ยเฟยเองร้อนรนขึ้นทันใดรีบสั่งการคนใกล้ตัวในบัดดล
รูปร่างของพวกนางต่างจากคนของราชวงศ์ต้าเซี่ยมากเกินไปหากคนนอกประตูคือเฉินอี้เหอเช่นนั้นเกรงว่านางและยวี่เอ๋อร์ของนางคงตกอยู่ในอันตรายแล้ว!
สาวใช้รีบร้อนปรี่เข้าห้องช่างกว่านยวี่มิได้สนใจเฉินจิ้งเจียอีกต่อไป รีบเร่งรายงานอีกคนทันที “คุณชายฮูหยินบอกให้ท่านรีบหนีโดยด่วนเจ้าค่ะ!”
รอยยิ้มบนหน้าช่างกว่านยวี่อันตรธานหายไปทันใดกลับเป็นเฉินจิ้งเจียเสียเองที่เบาใจลงไม่น้อย“ดูว่าคนที่ตามหาข้าคงตามมาถึงที่นี่แล้ว”
นับตั้งแต่อาเหนียงของเขาจับนางมาช่างกว่านยวี่ก็รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรสุดท้ายพวกเขาก็ต้องตามหาเฉินจิ้งเจียจนเจอแต่ไม่คิดฝันว่าจะตามหาได้รวดเร็วขนาดนี้
เขาส่ายหน้าอย่างเสียดายเล็กน้อยอีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น เฉินจิ้งเจียจะตอบรับคำขอของเขาแล้ว
เมื่อได้ยินเฉินจิ้งเจียเอ่ยดังว่าสาวใช้ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่พลันดึงกระบี่อ่อนห้อยเอวพุ่งเข้าจี้ลำคอเฉินจิ้งเจียทันใด
“หาที่นี่เจอแล้วอย่างไรตราบใดที่เจ้าอยู่ในกำมือเรา พวกเขาก็มิกล้าทำอันใดพวกข้าแน่นอน!”
เสียงนางเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งทำเอาเฉินจิ้งเจียสั่นสะท้านไปทั้งตัวอีกทั้งยังเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่ากระบี่อ่อนตรงลำคอเย็นเยียบเกินหรือเสียงของนางเยือกเย็นกว่ากันแน่
“จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ผิดแต่เจ้ามั่นใจว่าจะพาคุณหนูเย่อหยิ่งอย่างข้ากับองค์ชายใหญ่ร่างกายอ่อนแอหนีไปด้วยกันได้อย่างนั้นหรือ?”
เฉินจิ้งเจียหัวเราะฉายานามเทพสงครามของเฉินอี้เหอนั้น มิได้เป็นที่รู้กันแค่ในเซี่ยต้าแต่แคว้นต้าเซิ่งที่รบรากันมาเนิ่นนานล้วนทราบชัดเจน
“เจียวจู!ปล่อยแม่นางเฉินเดี๋ยวนี้!”
จู่ๆช่างกว่านยวี่กลับโพล่งขึ้น ทำเอาสาวใช้ชะงักงันทันตาคงเป็นเพราะไม่เคยเห็นว่าคนที่อ่อนโยนเสมอมาจะเปลี่ยนไปเป็นคนแข็งกร้าวเช่นนี้ได้
เขาเงยหน้ามองไปทางเฉินจิ้งเจีย“ข้าย่อมรักษาสัจจะตัวเอง ปล่อยท่านไปหวังว่าการเลือกของคุณหนูเฉินจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
เขาเดิมพันอีกแล้วเพียงแต่การเดิมพันก่อนหน้านี้ โอกาสชนะของเขามีมากทว่ายามนี้เขาแทบไม่มีโอกาสชนะแล้ว
เขาเอ่ยเด็กหนุ่มรับใช้ข้างๆ รีบปรี่เข้ามา จัดการสวมเสื้อผ้าให้ช่างกว่านยวี่ชั้นแล้วชั้นเล่า จากนั้นจึงแบกเขาไว้บนหลัง
“คุณหนูเฉินจากนี้คงมีโอกาสได้เจอกันอีก” ช่างกว่านยวี่เอ่ยทิ้งท้ายก่อนเด็กรับใช้ผู้นั้นจะเตรียมพาเขาเร้นหนีไป
เฉินจิ้งเจียยืนนิ่งอยู่ที่เดิมสายตาฉายแววความรู้สึกหลากหลาย “องค์ชายใหญ่ดูแลตัวเองเถิด หากท่านมีแรงพอมิสู้ไปสนใจน้องเจ็ดของท่านเสียก่อนดีกว่า”