“มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง” องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงสอบถามคนสนิทระหว่างแต่งตัวไปร่วมงานล่าสัตว์ที่จัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทว่าสองฝ่ายต่างทราบดีว่ามันคือการแข่งขันเพื่อแสดงศักยภาพของแต่ละแคว้นต่างหาก
“ตอนนี้ทุกคนกำลังวุ่นวายกับงานพิธีปักปิ่น ส่วนสตรีที่จะเข้าร่วมพิธีต่างซุ่มซ้อมการแสดงอย่างขะมักเขม้น จะมีก็แต่... เอ่อ... องค์หญิงอู๋ิที่ออกไปเที่ยวเล่นนอกวังทุกวันพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หานรายงานตามข้อมูลที่ได้รับ
“นางไปที่ใดทุกวัน” องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงจำสตรีรูปร่างผอมบางที่ยืนข้างองค์รัชทายาทแคว้นต่งในวันงานต้อนรับได้ นางมิได้มีใบหน้างดงามโดดเด่น ท่าทางก็มิได้งามสง่า เทียบกับองค์หญิงลู่เอินและองค์หญิงเจียวมี่แล้วต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่เพียงเท่านั้นเขายังได้ข่าวมาอีกว่านางนั้นไร้ความสามารถและด้อยสติปัญญาอีกด้วย
“องค์หญิงอู๋ิเป็สหายรักของฮูหยินแม่ทัพหลี่ไท่หยูดังนั้นจึงมักไปขลุกตัวที่จวนแม่ทัพ ส่วนจะไปทำสิ่งใดนั้นไม่อาจทราบได้” องครักษ์หานกล่าวเสียงเบา คนของเขาสามารถแทรกซึมเข้าไปได้ทุกที่มีเพียงจวนแม่ทัพหลี่เท่านั้นที่เป็ข้อยกเว้น
“ไม่มีความสามารถยังไม่รู้จักขวนขวายอีก แล้วปิ่นของข้าจะตกถึงมือนางได้อย่างไร” เขาไม่คาดหวังการแสดงอันเยี่ยมยอดจากนาง ต่อให้มันย่ำแย่เพียงใดก็ยังสามารถหาเหตุผลมอบมันแก่นางได้ แต่นี่นางไม่คิดทำสิ่งใดเลยเขายังจะหาข้ออ้างจากไหนได้อีก
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ”
“งานล่าสัตว์วันนี้ นางจะมาหรือไม่”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ ข้าคงต้องกระตุ้นนางสักหน่อย” มือเรียวสะอาดถอดชุดที่เพิ่งสวมออกแล้วหันไปหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมแทน เนื้อผ้าของมันนุ่มลื่นทั้งแนบลู่ไปกับลำตัวเผยให้เห็นมัดกล้ามของชายชาตรีอย่างชัดเจน
“มาดูกันว่านางจะมีแรงฮึดขึ้นมาบ้างหรือไม่”
“ทำไมกิจกรรมในวังถึงได้เยอะนัก นี่มันไม่ปลอดภัยกับชีวิตของตัวประกอบเลยนะ” อู๋ิส่ายหน้าสองแขนโอบเสาแน่น สตรีอ่อนแอผอมแห้งอย่างนางจะสามารถล่าสัตว์อะไรกับเขาได้ เผลอ ๆ นางได้เสียมากกว่าจะเป็ฝ่ายถูกล่า
“แต่ฝ่าามีรับสั่งให้ทุกคนเข้าร่วมดังนั้นไม่ไปไม่ได้เพคะ” มู่หลานเองก็พยายามแกะมือเหนียวออกจากเสาอย่างสุดความสามารถ
“ฝ่าาจะไปทรงทราบอะไร จากการสำรวจของข้าตัวประกอบมักสังเวยชีวิตในสนามรบหรือไม่ก็งานล่าสัตว์นี่แหละ ดังนั้นทั้งเ้าและข้าไม่ควรเฉียดไปใกล้ที่นั่นเด็ดขาด” คิดแล้วก็น้อยใจ หากทราบพล๊อตเื่ล่วงหน้าเหมือนกับเหมยฮวาก็คงดี อู๋ิจะได้ไม่ต้องคอยระวังทุกย่างก้าว จนไม่กล้าขยับตัวทำอะไร ทำได้เพียงอาศัยประสบการณ์จากการเป็นักเขียนเอาตัวรอดไปวัน ๆ เท่านั้น
“รายชื่อของผู้เข้าร่วมงานส่งถึงพระหัตถ์ของฝ่าาแล้ว หากไม่เข้าร่วมอาจถูกลงโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งและหลอกลวงเบื้องสูงได้นะเพคะ” มู่หลานยังคงเกลี้ยกล่อมโดยไม่สนใจผลสำรวจที่ผู้เป็นายกล่าวอ้าง
“โธ่ ขาดพวกเราไปก็ใช่ว่างานจะยกเลิกเสียหน่อย อีกอย่างข้าเองก็ยุ่งมากกับเื่การแสดง ไหนยังต้องหาทางกลับโลกโน้น อุ๊บ..." อู๋ิรีบยกมือปิดปากเพราะเกรงมู่หลานจะวิ่งแจ้นไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการของนางอีกครั้ง
“แต่งานวันนี้องค์รัชทายาทหรงซิ่งเป็ผู้รับผิดชอบ หากองค์หญิงไม่ไป องค์รัชทายาทจะมิทรงเสียหน้าพรือเพคะ”
“เฮ้อ... ยังไงก็ต้องไปสินะ” อู๋ิคอตก สองแขนคลายออกอย่างไม่มีทางเลือก
“คิดออกแล้ว เ้ารอข้าประเดี๋ยว” อู๋ิวิ่งเข้าไปด้านในตำหนักอึดใจก่อนจะยื่นสิ่งที่นำออกมาด้วยแก่มู่หลานและกระซิบบอกว่าต้องทำอย่างไรกับมัน
“เอาล่ะ เป็ไงเป็กัน พวกเราไปลานล่าสัตว์กันเถอะลูกไก่ฉี” อู๋ิเชิดหน้าเดินไปข้างหน้าอย่างมุ่งมั่นทว่าเพียงไม่กี่ก้าวขาเ้ากรรมก็พาตัวเองวิ่งย้อนกลับไปหลบด้านหลังรองแม่ทัพฉีดังเต่าหัวหด
รองแม่ทัพฉีส่ายหน้าระอาก่อนจะเดินนำเ้านายคนใหม่ไปยังลานล่าสัตว์
“เห็นสิ่งใดผิดปกติหรือไม่” อู๋ิสอบถามขณะสอดส่ายสายตาไปรอบ ๆ อย่างเป็กังวล
“ย่อมเห็นพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงมั่นใจของรองแม่ทัพฉีทำเอาอู๋ิตาโต เย็นสันหลังวาบด้วยความหวาดกลัว
“ชายคนนั้นใช่หรือไม่ ขะ... ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน มีอะไรน่าสงสัยงั้นหรือ รีบบอกข้ามาเร็ว”
“ดูนั่นสิพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพฉีชี้มือไปยังของสิ่งหนึ่งด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ไหน ๆ อะไร ๆ” อู๋ิกระตุกแขนเสื้ออีกฝ่ายยิก ๆ หากสามารถจับคนร้ายได้ั้แ่เริ่ม แน่นอนว่าความสูญเสียก็จะไม่เกิดรวมถึงตัวนางเองด้วย
“ทอดพระเนตรถุงเงินของเขาสิพ่ะย่ะค่ะ”
“ถุงเงิน? เขาซ่อนอะไรไว้งั้นหรือ”
“ถุงเงินจะมีสิ่งใดได้ ก็ต้องใส่เงินสิพ่ะย่ะค่ะ ดูท่าท่านชายเซวียนเยว่คิดจะเล่นตุกติก ใช้เงินซื้อสัตว์ที่คนอื่นล่ามาเป็ผลงานของตนเองเหมือนที่ผ่านมา”
อู๋ิถอนหายใจและมองบน ดูท่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจองครักษ์ของนางคงมีเพียงแค่เงินทองของมีค่าเท่านั้น
“หากให้ข้าเดา ปีที่แล้วเ้าคงทำเงินได้เยอะเลยสิท่า”
“กระหม่อมได้เกือบสองร้อยตำลึง” ตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจและไม่ลืมส่งสัญญาณลับไปให้ลูกค้ารายใหญ่
จู่ ๆ อู๋ิก็อดกังวลไม่ได้ หากนางและท่านชายเซวียนเยว่ตกอยู่ในอันตรายทั้งคู่ รองแม่ทัพฉีจะปกป้องนางหรือถุงเงินของท่านชายเซวียนเยว่ก่อน
“ถอยไป อย่ายืนเกะกะขวางทาง”
อู๋ิถลาเกือบล้มหลังถูกกระแทกจากด้านหลังอย่างไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่รองแม่ทัพฉีสามารถคว้าคอเสื้อของนางไว้ได้ทัน
“โอ๊ะ! เป็เ้าเองหรอกหรืออู๋ิ เห็นยืนเก้ ๆ กัง ๆ ข้าก็นึกว่าสตรีบ้านนอกที่ไหนเสียอีก” องค์หญิงเจียวมี่ส่งยิ้มหวานไปให้คู่สนทนาดวงตาฉายแววพึงพอใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย
“เ้าจงใจเดินชนข้า”
“ข้าทำไปก็เพราะหวังดีต่อเ้า”
“หวังดี?” อู๋ิย้อนถามเสียงสูง เกลียดกันขนาดนี้ มาบอกหวังดี คงมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะเชื่อ
“สิ่งนี้เ้าเคยจับหรือใช้มันสักครั้งหรือไม่”
อู๋ิมองธนูในมือศัตรูก่อนจะส่ายหน้า
“เสด็จแม่คัดสรรสุดยอดอาจารย์มาสอนยิงธนูให้พวกเราพี่น้องั้แ่เด็ก ผิดกับเ้าที่นอกจากหนังสือแล้วก็ไม่ได้เรียนอย่างอื่นอีก ดังนั้นที่ข้าชนเ้าก็เพื่อให้เ้าได้มีข้ออ้างที่จะไม่ต้องทำตัวเองขายหน้าอย่างไรล่ะ ฮ่า ๆๆ”
องค์หญิงเจียวมี่หัวเราะประสานเสียงกับลูกสมุนด้านหลังทว่าสีหน้าของคู่กรณีหาได้ย่ำแย่อย่างที่คาด
“เช่นนั้นเ้าช่วยชนข้าอีกครั้งได้หรือไม่ ครั้งนี้เอาแบบเต็ม ๆ เลยนะ ข้าจะไม่หลบแม้แต่น้อย ข้าจะนับหนึ่งถึงสามนะ หนึ่ง... สอง...” อู๋ิหันหลังนับขณะรอให้องค์หญิงเจียวมี่ลงมือ
“ข้าจะสอนองค์หญิงอู๋ิเอง”
อู๋ิหันไปมองคนมาใหม่ก่อนจะหันไปทางองค์หญิงลู่เอินที่ยืนอยู่อีกด้านอย่างไม่เข้าใจ
“องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงช่วยสอนข้าด้วยจะได้หรือไม่ ปกติข้าถนัดแต่งานฝีมือ ดนตรี วาดภาพ แต่งกลอน ไม่ถนัดจับอาวุธสักนิด” องค์หญิงเจียวมี่บรรยายสรรพคุณของตัวเองและแสร้งปล่อยธนูในมือตกกระทบพื้น
“แต่เมื่อครู่เ้าบอกข้าว่าเ้า...” อู๋ิแย้งทว่าไม่ทันจบประโยค
"ข้าไม้ได้พูดสิ่งใดทั้งนั้น เ้าฟังผิดแล้ว"
องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงไม่ได้สนใจหญิงสาวด้านข้างแต่หันไปทางหญิงสาวผอมบางแทน
“ข้าช่วยสอนพื้นฐานให้องค์หญิงอู๋ิดีหรือไม่ ไม่แน่อาจล่าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้บ้าง”
องค์หญิงเจียวมี่จ้องทั้งสองคนเขม็ง อู๋ิไม่มีสิ่งใดเทียบนางได้เลยแต่ทำไมองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงถึงได้ดูสนใจอีกฝ่ายนัก
อู๋ิมองชายหนุ่มตาไม่กะพริบ รูปร่างหน้าตากอปรกับคำพูดและท่าทางเอาใจใส่เป็ใครก็ยากปฏิเสธทว่าสัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล สตรีที่เข้าร่วมงานล้วนงดงามโดดเด่นและคนที่เตะตาดึงดูดความสนใจมากที่สุดก็คือองค์หญิงลู่เอินดังนั้นเขาไม่ควรมายุ่งวุ่นวายกับนางตรงนี้แต่ควรไปอยู่ตรงโน้นต่างหาก จากประสบการณ์การอ่านนิยายและดูซีรีส์มาอย่างโชกโชน ตัวละครโดดเด่นเหล่านี้มักใช้ประโยชน์จากตัวประกอบเพื่อเป้าหมายบางอย่าง เมื่องานสำเร็จพวกเขาก็จะถูกกำจัดทิ้งทันที
“ขอบคุณในความหวังดี แต่ข้ามีองครักษ์ฝีมือเยี่ยมทั้งยังเคยรั้งตำแหน่งรองแม่ทัพของแคว้นอยู่แล้ว เขาจะสอนข้าเอง” อู๋ิก้าวถอยหลังไปยืนชิดด้านข้างเขาอย่างจงใจ
รองแม่ทัพฉีขยับออกห่างเล็กน้อยก่อนทำความเคารพองค์ชายต่างแคว้น องค์หญิงอู๋ิก็ช่างประหลาดนัก เห็นได้ชัดว่าองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงให้ความสนใจ ไยต้องปฏิเสธแถมยังใช้เขาเป็ไม้กันหมาด้วย
“ได้ยินกิตติศัพท์ของรองแม่ทัพฉีถงเทียนมานาน ไม่นึกว่าจะได้พบกันที่นี่”
คำพูดแดกดันทำให้รองแม่ทัพฉีเหลือบมองตัวการแวบหนึ่ง เขาก็ไม่ได้อยากเป็องครักษ์แต่เพราะองค์หญิงอู๋ิแค้นฝังหุ้นออกปานนั้นมีหรือจะยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ
“พวกเราพบกันที่นี่ย่อมดีกว่า เพราะหากเป็ในสนามรบ พวกเราคงไม่อาจสนทนากันเช่นนี้เป็แน่”
สองหนุ่มจ้องตากันราวกับว่าหากผู้ใดกะพริบก่อนคือแพ้
“พวกเราแยกกันฝึกดีหรือไม่ องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงสอนองค์หญิงเจียวมี่ ส่วนข้าจะไปฝึกกับรองแม่ทัพฉีที่อีกด้าน ไป พวกเรารีบไปกันเถิดองครักษ์ฉี” อู๋ิจับแขนรองแม่ทัพฉีแล้วลากเขาไปอีกทางโดยไม่รอให้ใครปฏิเสธ
องค์หญิงเจียวมี่งุนงง สตรีในที่นี้ล้วนไขว่คว้าหาโอกาสใกล้ชิดกับองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงแต่อู๋ิกลับตรงกันข้าม หรืออีกฝ่าย้าจะประจบเอาใจนางกันแน่
‘โอกาสมาถึงแล้ว หากไม่คว้าเอาไว้ ข้าก็โง่เต็มที’
องค์หญิงเจียวมี่รีบคล้องแขนองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงและลากเขาผ่านหน้าบรรดาองค์หญิงและท่านหญิงทั้งหลายไปอีกด้านเพื่ออวด จากนั้นองค์หญิงเจียวมี่ก็สวมบทบาทสาวน้อยผู้ไม่ประสา นำความรู้ที่เคยร่ำเรียนมาโยนทิ้งจนหมดเพื่อให้บุรุษในดวงใจได้ทำการสอนอย่างเต็มที่ ส่วนอีกฝั่งก็ตั้งใจสอนลูกศิษย์อย่างเต็มที่เช่นกัน
“ยกศอกให้สูงกว่านี้หน่อยพ่ะย่ะค่ะ” ไม่พูดเปล่ารองแม่ทัพฉียังยื่นมือไปช่วยจัดระเบียบร่างกายของอีกฝ่ายด้วย
“นี่ยังสูงไม่พออีกหรือ สูงกว่านี้ก็จะบินได้แล้วนะ”
“ออกแรงดึงสายธนูสิพ่ะย่ะค่ะ จะทรงล่าสัตว์หรือ้ายิงเท้าตัวเองพ่ะย่ะค่ะ"
“ข้าก็ดึงสุดแรงเกิดจนแขนจะหักอยู่แล้วเนี่ย”
รองแม่ทัพฉีดูสายธนูที่โค้งมาด้านหลังเพียงนิดเดียวกับแขนเล็กที่ออกแรงดึงจนสั่นแล้วได้แต่ถอนหายใจ แรงเพียงเท่านี้เขานึกไม่ออกเลยว่าจะสามารถล่าสิ่งใดได้ ล่ายุงสักตัวเขาว่ายังยากเลย
“พกนี่ไว้ดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
อู๋ิมองอาวุธบนฝ่ามือองครักษ์ฉี ไม่รู้เพราะเหตุใดพอเห็นมันแล้ว นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูกแต่สุดท้ายก็ยอมยื่นมือออกไปรับ
“หวังว่าข้าจะไม่ต้องใช้มัน”
“ฮ่องเต้เสด็จ”
เสียงประกาศทำให้ทุกคนหยุดทุกการกระทำและพากันไปรวมตัวเบื้องหน้าพระพักตร์ จากนั้นก็เป็การกล่าวเปิดงานและย้ำถึงจุดประสงค์ในการจัดงานล่าสัตว์อีกครั้งว่าเพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นแม้ความจริงจะตรงกันข้ามก็ตาม นอกจากนี้หากผู้ใดสามารถทำผลงานออกมาได้โดดเด่น ฮ่องเต้ก็จะประทานรางวัลพิเศษให้นอกเหนือไปจากนั้นคือชื่อเสียงที่จะตามมาในไม่ช้า
องค์รัชทายาทหรงซิ่งมองสถานที่ล่าสัตว์และหันไปทางน้องสาวต่างมารดาที่อาศัยร่วมตำหนักเดียวกันมาเกือบเดือนด้วยแววตาสับสน ใจนึงบอกว่านางจะเป็หรือตายก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเขา อีกใจก็รู้สึกผิดที่ทำให้หญิงสาวต้องมาตกอยูในสถาการณ์อันตราย
“อย่าอยู่ห่างข้าเป็อันขาด”
"ทรงเป็ห่วงหม่อมฉันหรือเพคะ” อู๋ิส่งยิ้มกว้างไปให้คนปากร้ายใจดี
“ไม่ใช่ เป็เพราะข้าไม่อยากเจียดเวลาอันมีค่าไปจัดงานศพให้เ้าต่างหากดังนั้นหากไม่อยากตายก็ตามข้ามาได้แล้ว” องค์รัชทายาทหรงซิ่งตัดบทก่อนจะเดินนำมุ่งหน้าสู่ป่าแต่เมื่อไม่เห็นมีใครตามมา เขาก็เดินย้อนกลับไปอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เมื่อครู่ข้าบอกเ้าว่าอย่างไร”
“หม่อมฉันต้องตามติดองค์รัชทายาทแน่นอนเพคะเพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร”
“เพียงแต่หม่อมฉันขาสั้นดังนั้นช่วยเดินช้าลงสักหน่อยจะได้หรือไม่เพคะ” อู๋ิจับชายเสื้อสีดำของพี่ชายแกว่งไปมาด้วยท่าทางออดอ้อน
“ข้าไม่จำเป็ต้องทำตามคำของเ้า รีบตามมาได้แล้ว”
อู๋ิรีบวิ่งก่อนจับสังเกตได้ว่าจังหวะการเดินของเขาเปลี่ยนเป็ช้าลง
“จะครึ่งชั่วยามแล้วยังล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือไม่มีสัตว์ป่าออกมาให้พวกเราล่าสักตัวต่างหาก” อู๋ิบ่นและหันมองรอบ ๆ อย่างไม่สบายใจ
“เงียบก่อน” องค์รัชทายาทหรงซิ่งส่งสัญญาณขณะเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวและมองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง เป็ไปไม่ได้ที่ลานล่าสัตว์จะเงียบ ไม่มีแม้เสียงของสัตว์ป่า มีบางอย่างผิดปกติ
ฟิ้ววววววว ฉึก! ฉึก! ฉึก!
“ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
"นั่นไง ข้าว่าแล้ว! ์! ท่านส่งข้ามาขัดเกลาจิตใจot นี่ยังไม่ทันได้เริ่มเลย จะให้ข้าตายแล้วเหรอ ฮือ ๆ ๆ" อู๋ิร่ำไห้ขณะวิ่งหลบลูกธนูหัวซุกหัวซุน