ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 8 มุ่งหน้าสู่สำนักหยางอิน

    ท้องฟ้าของเช้าวันใหม่ ดวงอาทิตย์ยังมิทันได้ขึ้นสู่ขอบฟ้า ข้าและอี๋เฉินพากันเตรียมข้าวของขึ้นรถม้าด้วยความวุ่นวาย เราต่างวิ่งวุ่นไปมาเพราะข้าต้องการไปสำนักหยางอินให้เช้าที่สุด แต่ติดตรงที่พี่สี่ดันเผลอนอนเพลินเสียจนแสงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาเสียนี่ หลังจากวุ่นวายกับการเตรียมข้าวของขึ้นรถม้า รองลงมาก็ต้องวุ่นวายเรื่องปลุกพี่สี่ให้ตื่นขึ้นมาอีก
    ประตูหน้าเรือนที่ไม่มีคนเลยในช่วงเช้ามืด บัดนี้กลับยืนกันแออัดไปเสียหมด ท่านพี่ทั้งสองของข้าต่างพากันมอบอาวุธและของวิเศษติดตัวมาให้ข้า ซึ่งอาวุธที่พี่ใหญ่มอบให้ข้ามามันหนักมากเสียจนข้าถือไม่ไหว จึงต้องตัดใจไม่พกอาวุธของพี่ใหญ่ไปทันที ส่วนพี่รองได้มอบกระเป๋าใบเล็กใบหนึ่งให้ข้า พอเปิดออกดูจึงได้รู้ซึ้งว่าแท้จริงแล้วมันคือกระเป๋าสำหรับใส่ของวิเศษโดยเฉพาะ มันเป็นกระเป๋าที่ภายในมีความกว้างและความยาวแบบไม่จำกัด เรียกได้ว่าจะใส่ของเข้าไปเป็นพันๆชิ้นก็ย่อมได้ ภายในนั้นพี่รองยังได้ใส่ยาวิเศษกับอาวุธเล็กๆอย่างกริดและปิ่นปักผมที่ตรงปลายถูกลับให้คม อาวุธเหล่านี้แม้อานุภาพที่สร้างความเสียหายอาจจะไม่ได้รุนแรงมาก แต่ก็สะดวกมากพอที่ข้าจะพกไปไหนมาไหนด้วยส่วนพี่สี่ก็ได้แต่ยืนหลบอยู่ที่รถม้า เขาไม่มีความกล้ามากพอที่จะอยู่ต่อหน้าบุคคลเหล่านั้น เพราะเขาเองก็ถือว่าติดทัณฑ์บนของสกุลจางอยู่ สีหน้าของเมิ่งฉิงในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความเศร้าเล็กน้อย แม้สีหน้าจะปรากฏเพียงชั่ววูบแต่มันก็มากพอที่อี๋เฉินจะทันสังเกตเห็น อี๋เฉินเองก็สงสารคุณชายน้อยอย่างเมิ่งฉิงเช่นกัน แต่เขาจะทำอย่างไรได้? เมื่อล่ำลากับทางครอบครัวเรียบร้อยแล้วข้าจึงไม่รอช้า เร่งรีบฝีเท้าก้าวขึ้นสู่รถม้าทันที พี่สี่เองก็ค่อยๆขึ้นรถม้าตามข้าและปิดท้ายด้วยอี๋เฉิน เมื่อพวกเราจัดแจงที่นั่งกันเรียบร้อยแล้วอี๋เฉินจึงส่งสัญญาณให้คนขับรถม้าเริ่มขับเคลื่อนออกไปทันทีรถม้าเคลื่อนตัวไปทางทิศบูรพาอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีหยุดพัก ดวงตะวันเริ่มเคลื่อนขึ้นจนอยู่เหนือหัว หลังจากออกเดินทางกันมาระยะหนึ่งเวลาก็ล่วงเข้าสู่ยามอู่[1]แล้ว อี๋เฉินเลือกหยิบเอาตะกร้าสานใบไม่เล็กไม่ใหญ่ขึ้นมาอันหนึ่ง ภายในนั้นมีผลไม้นานาชนิดถูกจัดเรียงใส่เอาไว้มากมาย ข้าและพี่สี่ไม่รอช้าจึงได้จัดการผลไม้ในตะกร้าทั้งหมดด้วยความหิวอย่างรวดเร็วเมื่อกินอิ่มแล้วหนังตาก็เริ่มหย่อน แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงมาตามช่วงเวลา ข้ากึ่งกลับกึ่งตื่นอยู่หลายครั้งหลายครา ถามว่าข้าง่วงหรือไม่? ข้าง่วง...แต่ข้านอนไม่ได้ต่างหากเล่า! เส้นทางการเดินทางหลายชั่วยามที่ผ่านมาต่างเป็นเส้นทางที่เรียบ รถม้าจึงโยกไปมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อเริ่มเข้าใกล้สำนักหยางอิน เส้นทางที่ใช้ก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นดินและก้อนกรวดแทนพื้นถนนที่เรียบไร้สิ่งใดรบกวนการเดินทาง รถม้าโยกไปมาด้วยความรุนแรงเสียจนข้าเริ่มหวาดผวาว่าอีกไม่นานรถม้าคันนี้คงได้คว่ำเป็นแน่แท้ พวกเราทั้งสามต่างหาที่ยึดเหนี่ยวร่างกายไม่ให้เด้งไปมาอย่างรวดเร็ว หากข้าไม่หาที่ยึดจับไว้ให้มั่น ป่านนี้หัวของข้าคงกระแทกเข้ากับหน้าต่างรถม้าจนเขียวช้ำเป็นแน่“เรียนท่านอี๋เฉิน ทางข้างหน้านั้นเป็นทางที่สิ้นสุดของรถม้าแล้วขอรับ หากพวกท่านจะเดินทางไปสำนักหยางอินก็ต้องอาศัยการเดินเท้าเอาแล้วขอรับ”เสียงของคนขับรถม้าดังลอดเข้ามายังภายใน อี๋เฉินขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากถามคนขับรถม้าออกไป“เช่นนั้นข้าต้องเดินเท้าไปอีกไกลเท่าใดจึงจะถึงสำนักหยางอิน?”“ไกลประมาณราวๆสองลี้ขอรับ หากรวมเวลาเดินกลับออกมาก็เป็นสี่ลี้ขอรับ”“ตกลง เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะเดินไปส่งคุณชายสี่และคุณหนูเล็ก”
    เมื่ออี๋เฉินกล่าวจบ คนขับรถม้าจึงตอบรับคำสั่งของอี๋เฉินทันที อี๋เฉินส่งสัญญาณให้ข้าและพี่สี่เตรียมข้าวของลงจากรถม้า เพื่อเดินทางเท้าต่อไปอีกสองลี้“ทางเดินเท้าข้างหน้านี้เป็นป่าไม่ลึกนัก แต่พวกท่านอย่าเดินแยกจากข้าเป็นอันขาดนะขอรับ” “เข้าใจล่ะ / ตกลง”ข้าและพี่สี่ตอบอี๋เฉินด้วยความพร้อมเพรียง คนหนึ่งง่วงงุนส่วนอีกคนหนึ่งตื่นเต้นจนตาเป็นประกายลุกวาวและอีกคนหนึ่งเป็นทหารยามเฝ้าประตูจวน ทั้งสามต่างพากันเดินเข้าไปในป่าโดยไม่ลีลา ป่าแห่งนี้มิค่อยรกร้างมากนัก อาจเป็นเพราะภายในมีสำนักหยางอินตั้งอยู่ ป่าบริเวณนี้จึงถูกดูแลอย่างดีเพื่อไม่ให้รกร้างจนเกินไป ข้าเดินตามหลังของอี๋เฉินไปพลางสอดส่องสายตาตามสองข้างทางไปพลาง ต้นไม้ใหญ่สูงท่วมหัวใบไม้และกิ่งไม้ต่างแผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปเสียจนบดบังแสงของดวงอาทิตย์จนเกือบหมด อากาศภายในนี้ค่อนข้างเย็นและชื้นอยู่บ้าง เรียกได้ว่าอากาศกำลังดีพอสมควรพวกเราทั้งสามต่างเร่งฝีเท้าโดยไม่มีหยุดพัก หากหยุดพักล่ะก็ อี๋เฉินคงได้กลับออกมาตอนค่ำมืดเป็นแน่ ดังนั้นข้าและพี่สี่จึงต้องอดทนกันเสียเล็กน้อย“คุณหนูเล็ก คุณชายสี่ เดินไปข้างหน้าอีกไม่กี่สิบก้าวท่านจะเจอกับประตูของสำนักหยางอิน...”“เจ้าจะไม่เข้าไปด้วยกันกับพวกข้าหรือ?”ข้าถามอี๋เฉินด้วยความสงสัย ถ้าจะมาส่งเหตุใดจึงไม่ส่งให้ถึงหน้าประตูของสำนักเล่า?
    “เรียนคุณหนู อี๋เฉินมิใช่ผู้ที่มีความประสงค์จะฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนัก หากข้าเข้าไปเกรงว่าจะเป็นการรบกวนของบรรดาศิษย์น้อยใหญ่ทั้งหลายเอาขอรับ”“ก็ได้ ข้าจะไปกับพี่สี่สองคนส่วนเจ้าก็รีบออกจากป่าไปเสียเถิด หากช้ากว่านี้อาจจะเกิดอันตรายได้นะ”ข้าพูดจบพลางตบบ่าอี๋เฉินเบาๆ ก่อนจะหันไปจูงมือพี่สี่มุ่งหน้าสู่ทางเข้าสำนักหยางอินอี๋เฉินมองตามเงาหลังเล็กๆของผู้เป็นนายทั้งสองอย่างเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจหันหลังและเดินทางออกจากป่าทันที ด้านหน้าของเด็กชายและเด็กหญิงทั้งสองได้ปรากฏทางเข้าสำนักที่สร้างขึ้นมาจากปูน ลวดลายเรียบง่ายที่ทำขึ้นจากไม้ถูกสลักตกแต่งอยู่ด้านบนของทางเข้าสำนัก เวลานี้ไม่มีแม้แต่ศิษย์หรืออาจารย์ในสำนักมายืนเฝ้าที่หน้าทางเข้านี้เลยแม้แต่คนเดียว ทำให้ข้าและพี่สี่ยืนเก้ๆกังๆกันอยู่นานสองนาน ไม่นานข้าจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเป็นคนแรก เพราะถ้ามัวแต่รอให้พี่สี่เป็นผู้เดินเข้าไปก่อน เกรงว่ากว่าจะได้เข้าสำนักก็คงพรุ่งนี้เช้าพอดี เมื่อข้าเดินเข้ามาได้โดยไม่มีสิ่งใดที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับข้า มือเล็กๆทั้งสองของข้าจึงลากแขนพี่สี่ให้เข้ามาด้านในด้วยกัน“น้องเล็ก! เจ้าอย่าลากข้าได้รึไม่? แขนข้าจะขาดอยู่แล้ว!”เสียงพี่สี่ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เขานิ่วหน้าพลางพยายามดึงมือน้องเล็กของตนออกไปด้วย“เอ...ข้าว่าข้าก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมากมายนะพี่สี่”“เจ้า...! เอาเถิด รีบเข้าไปด้านในก่อนที่ฟ้าจะมืดเถิด”สิ้นเสียงของเด็กชายที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหน่าย เท้าเล็กๆทั้งสองข้างของเขาจึงได้เดินนำลิ่วออกไปด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้เด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่ที่เดิมเพียงลำพัง“พี่สี่! ท่านรอข้าด้วย!”เมื่อข้าได้สติกลับคืนมา จึงได้ออกเร่งฝีเท้าวิ่งตามผู้เป็นพี่ชายไปอย่างรวดเร็ว เมิ่งฉิงเหล่ตามองเด็กหญิงตัวน้อยที่วิ่งตามเขามาเสียจนเหนื่อยหอบ เมื่อเห็นดังนั้นในใจก็พลันเกิดความรู้สึกสงสารนางขึ้นมา ฝีเท้าที่เคยเดินอย่างรวดเร็วก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเดินอย่างเชื่องช้าเสียจนน้องสาวของตนตามมาทัน เมื่อเห็นว่านางตามมาทันมุมปากของเขาที่เคยเรียบนิ่งเป็นเส้นตรงก็ได้ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะจางหายไปตามสายลม “ผู้ที่ต้องการฝากตัวเป็นศิษย์ของสำนักหยางอิน โปรดมาต่อแถวกันที่ด้านหน้าของข้าด้วย!”เสียงที่น่าเกรงขามของผู้เป็นลูกศิษย์ของสำนักหยางอินได้ประกาศกร้าวออกมา เสียงนั้นดังไปทั่วบริเวณลานกว้างหน้าบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ผู้คนมากมายที่ยืนกันกระจัดกระจายไปมา เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากลูกศิษย์ของสำนักหยางอิน จึงรีบพากันไปเข้าแถวตามคำสั่งทันที ผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งชายและหญิงต่างเดินทางเข้ามาที่นี่เพื่อรับการคัดเลือกเข้าสำนักหยางอิน สำนักหยางอินเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในทิศบูรพา อีกทั้งยังตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของชาวบ้าน ที่นี่จึงกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับชาวบ้านที่ไม่มีงบประมาณมากพอในการเดินทางไปเข้าสำนักมีชื่อที่เมืองอื่น ข้าและพี่สี่ที่เพิ่งมาถึงได้ไม่นาน เมื่อได้ยินคำประกาศก็ได้รีบพากันไปต่อแถว ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาเข้าสำนักต่างมีอายุที่มากกว่าข้าและพี่สี่ขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น มีเพียงข้าและพี่สี่เท่านั้นที่อายุน้อยที่สุด จึงไม่แคล้วที่จะถูกสายตาของผู้คนมองแปลกๆใส่ ข้าได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้าสบสายตากับผู้ใด แต่เดิมที่อยู่โลกเก่า ข้ามีเพื่อนสนิทเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แถมข้ายังเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์และการพบปะสังคมแย่แบบสุดๆ ยิ่งเวลาที่ตกเป็นเป้าสายตาแล้ว ข้าแทบจะกระอักเลือดตายเสียตรงนั้นให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!ราวกับพี่สี่ได้ยินเสียงครวญครางในใจของข้าก็ไม่ปาน เขาเอื้อมมือเล็กๆของเขามากุมมือข้าอย่างแน่นหนา ข้าชำเลืองมองพี่สี่เล็กน้อย เราสบสายตากันอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก“วันนี้ข้าขอบคุณทุกท่านที่ได้เดินทางมาร่วมการคัดเลือกศิษย์ของสำนักหยางอินของเรา ทางสำนักได้ตระเตรียมที่พักเอาไว้ให้พวกท่านแล้ว หวังว่าพวกท่านจะพักผ่อนได้เต็มที่ พรุ่งนี้พวกท่านทุกคนจะต้องเข้าร่วมการทดสอบของสำนัก หากผ่านตามเกณฑ์ที่ทางสำนักกำหนดพวกท่านก็จะได้สิทธิ์ในการเข้าสำนัก”ผู้คนมากมายต่างพากันพูดคุยถึงเรื่องด่านทดสอบของสำนักว่าจะยากมากน้อยเพียงใด บริเวณนี้จึงได้เกิดเสียงจ้อกแจ้กขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
    ตึง!แลดูสีหน้าของท่านลูกศิษย์จะเริ่มมีกากบาทขึ้นขมับแล้วก็ไม่ปาน มือเรียวยาวของเขาตบไปที่โต๊ะข้างตัวเสียจนเกิดเสียงดังกึกก้องไปหมด“ทุกท่าน โปรดเงียบด้วย!”“...”ได้ผล ทุกคนเงียบกันไปหมดแม้กระทั่งจิ้งหรีดที่เคยร้องดังระงมก็พลอยเงียบตามไปด้วย“แยกย้ายกันไปยังที่พักได้ ห้ามเข้าร่วมการทดสอบของสำนักสายเด็ดขาด มิเช่นนั้นข้าจะถือว่าหมดสิทธิ์! เข้าใจหรือไม่?”“เจ้าค่ะ/ขอรับ”เสียงขานรับของผู้คนดังกระหึ่มขึ้นมาด้วยความพร้อมเพรียงกัน ศิษย์สำนักหยางอินถอนหายใจกันเล็กน้อยก่อนจะนำพาพวกเราเข้าสู่ที่พักเตรียมรับการทดสอบในวันรุ่งขึ้น... ด้านหน้าของข้าได้มีเรือนไม้ไผ่หลังยาวตั้งเรียงรายปรากฏขึ้นสู่สายตา เรือนไม้ไผ่พวกนี้มีทั้งหมดสี่หลัง แบ่งแยกเป็นชายและหญิงอีกคนละสองหลัง ชายหญิงต่างเข้าแถวและแยกย้ายกันเข้าที่พักตามที่ลูกศิษย์ของสำนักหยางอินนำทางให้ เรือนไม้ไผ่เล็กและแคบมาก ดังนั้นเวลานอนจึงต้องปูฟูกบางๆและนอนเบียดๆกันไป ‘เหตุใดมันถึงได้ลำบากเยี่ยงนี้เล่า...หากพรุ่งนี้เช้าข้าปวดเมื่อยเสียจนไม่มีแรงเข้าทดสอบจะทำอย่างไร!?’ข้าทำได้แต่โอดครวญอยู่ในใจเงียบๆเพียงลำพังเท่านั้น... กลิ่นอายเย็นๆยามเช้าลอดผ่านประตูบานเล็กๆของเรือนไม้ไผ่ แสงอาทิตย์ค่อยๆโผล่พ้นขึ้นขอบฟ้า นกนานาชนิดต่างพากันร้องขับขานด้วยเสียงอันเจื้อยแจ้ว ข้าค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลอย่างช้าๆ ผู้คนที่นอนอยู่ข้างๆของข้า บัดนี้...ก็ยังไม่มีผู้ใดตื่นขึ้นมาเลยแม้แต่คนเดียว!เพ้ย! จะบ้าหรืออย่างไร? มิใช่ว่าเหล่าหญิงสาวชาวบ้านจะต้องตื่นก่อนฟ้าสางมิใช่หรือ เหตุใดพวกนางจึงยังคงนอนหลับตาพริ้มน้ำลายยืดเยี่ยงนี้เล่า? พวกนางเป็นหญิงสาวชาวบ้านจริงๆกันรึเปล่าเนี่ย!ข้ากุมขมับน้อยๆของตนก่อนจะออกแรงดันขาของแม่หญิงทั้งหลายที่ก่ายอยู่บนตัวข้าออกไปให้พ้นตัวให้หมด ช่างพวกนางเสียเถิด อย่างน้อยก็ถือว่าข้าได้ตัดคู่แข่งออกไปได้มากพอสมควรข้าลุกขึ้นและเดินออกไปทางประตูก่อนจะตัดสินใจหันกลับเข้ามาในห้องที่พวกนางกำลังนอนกันอย่างสบายใจเฉิบ ข้าเบ้ปากให้พวกนางไปชุดใหญ่ก่อนจะส่งเสียง ‘หึ!’ ออกมาด้วยความภาคภูมิขอบคุณโรงเรียนในภพก่อนที่สอนสั่งให้ข้าได้ไปโรงเรียนแต่เช้า!


    [1] ยามอู่ = เวลา 11.00 น. จนถึง 12.59 น.