“ผู้าุโ...ท่านเป็ใครกัน!?” เหยียนชิงะโถามออกมาด้วยเสียงอันดัง เสียงสะท้อนก้องดังไปมาภายในหอคอย แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับเขามาแม้เพียงนิด
ชายหนุ่มค่อยๆสงบใจตนเองอย่างช้าๆ ไม่นานนักเขาก็กลับมาเป็คนที่สุขุมเช่นเดิม
“ท่านกล่าวว่าหากข้าอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร...ก็จงขึ้นไปยังชั้นที่9ของหอคอย..”. เหยียนชิงคิดพร้อมแหงนหน้ามองขึ้นไป้า มันเป็บันไดวนที่ขดตัวเรียงขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ข้างบนเต็มไปด้วยกลุ่มหมอกหนาที่ทำให้มองไม่เห็นชั้นต่อไป
“ความไม่รู้ทั้งหลายเป็บ่อเกิดแห่งความตาย และความประมาทก็เป็หนทางไปสู่ความตายเช่นเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังอยากรู้มากกว่าจะมากลัวตายที่นี่!” ดวงตาชายหนุ่มสาดประกายความแน่วแน่ ก่อนจะก้าวเดินขึ้นไปบนหอคอยทีละชั้น
เวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า คล้ายกับว่าชายหนุ่มได้ก้าวขึ้นไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ชั้นแต่ชั้นมีความห่างกันเป็อย่างมาก จากชั้นแรกไปยังชั้นที่สองมีเพียงร้อยขั้นบันได แต่นับจากชั้นที่สองไปเรื่อยๆ จำนวนขั้นนั้นก็ค่อยๆเพิ่มเช่นเดียวกัน จากหนึ่งร้อย เป็สองร้อย ห้าร้อย เจ็ดร้อย เก้าร้อย หนึ่งพัน หนึ่งพันห้าร้อย จนกระทั่งชั้นที่เก้าที่มีระยะระหว่างชั้นถึงสามพันก้าว ชายหนุ่มนั่งเหนื่อยหอบอยู่ตรงขั้นบันใดสุดท้ายของชั้นเก้า เขามองลงไปยังด้านล่าง กลับไม่พบพื้นดินแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับเต็มไปด้วยความมืดมิด แม้ว่าข้างนอกของหอคอยนั้นฟ้าจะกลับมาสดใสเช่นเดิมแล้วก็ตามที
“แฮ่ก....แฮ่ก นี่ข้า...ขึ้น มาได้ ...อย่างไรกัน....ฮ่า...ฮ่า...”เหยียนชิงเหนื่อยหอบจากการเดินขึ้นมายังชั้นที่เก้านี้มาก เพราะแต่ละชั้นที่ขึ้นมาเขาเผชิญกับแรงกดดันแปลกๆที่ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นทีละนิด จนกระทั่งคล้ายกับว่าร่างกายของเขากำลังแบกก้อนหินที่หนักนับร้อยๆจินเอาไว้บนบ่า”
ชายหนุ่มลุกขึ้นมายืนอยู่ตรงหน้าประตูของชั้นเก้า เขาค่อยๆเปิดประตูออกมา ข้างในนั้นเป็ห้องว่างๆอยู่ห้องหนึ่ง ไม่มีการประดับตกแต่งอะไรแม้เพียงนิด พื้นและผนังเป็สีดำคล้ายคราบโลหิตที่แห้งกรังเป็เวลานาน ในตนนั้นเอง เหยียนชิงที่กำลังมองสำรวจไปรอบๆห้องพลันเหลือบเป็เห็นอะไรบางอย่างกองอยู่ตรงหัวมุม
เขาค่อยๆเดินเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง แล้วหยิบเอาบางส่วนที่ยื่นออกมาดู เท่าที่เขาเห็นมันเป็ซากเสื้อผ้าเก่าๆชุดหนึ่งที่ดูคล้ายจะผ่านยุคผ่านสมัยมานับไม่ถ้วน จนกระทั่งมือของเขาเลื่อนไปถูกส่วนด้านใน ทำให้มีบางสิ่งบางอย่างหล่นลงมา
ตึง! วัตถุบางอย่างตกลงมากระทบพื้นเสียงดังก้องไปทั่ว มันกลิ้งไปมาจนกระทั่งมาหยุดตรงรองเท้าของชายหนุ่ม
“หือ?” เหยียนชิงหยิบมันขึ้นมาดู เหมือนวัตถุนี้จะเป็ทรงค่อนข้างกลม มีรูโบ๋สองรูด้านข้าง กับมีรูวงรีสองรูอยู่ตรงกลาง สายตาของเขาเริ่มค่อยๆปรับให้ชินกับความมืดภายในห้อง เหยียนชิงหันไปมองอย่างพินิจอีกครั้งก่อนจะค่อยๆมองเห็นสิ่งที่ตนถืออยู่.......
“อ้ากกกกกกกกก!!!” ชายหนุ่มกรีดร้องเสียงหลง ก่อนจะเขวี้ยงกะโหลกที่เขาถืออยู่ทิ้งทันทีทันใดก่อนจะพุ่งออกมาจากศพตรงมุมห้อง
“กะ....กะโหลกมนุษย์?!” เหยียนชิงใกับเหตุการณ์เมื่อครู่มาก นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาเคยเห็นศพที่แห้งกรังเช่นนี้
“นี่......นี่ข้าโดนผีหลอกอยู่รึ?” ถ้าศพนี่อยู่ที่ชั้นเก้ามานานแล้ว แสดงว่าคนที่เรียกเขามาก็น่าจะเป็ิญญาของร่างนี้!
“ผู้....ผู้าุโ โปรดอภัยให้กับความเสียมารยาทของผู้เยาว์ ข้าแค่ใเพียงนิดหน่อยเท่านั้น” เหยียนชิงประสานมือคารวะกล่าวขึ้นอย่างกลัวๆไปรอบๆห้อง จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ซากศพตรงมุม
“ใน้อยนิด? เ้าใจนถึงขนาดขว้างกะโหลกศีรษะข้าทิ้งจนแหลกละเอียดเชียวนะ” เสียงชายชราดังขึ้นข้างๆหูเขา เหยียนชิงค่อยๆหันกลับไปมอง ก่อนจะพบกับชายชราไร้หัวคนหนึ่งในชุดคลุมเก่าแก่อยู่ห่างจากใบหน้าเขาเพียงไม่กี่คืบเท่านั้น
“ว้ากกกกกกก!!” บัดนี้ชายหนุ่มได้ขวัญหนีดีฝ่อเป็ที่เรียบร้อย เขาวิ่งไปเปิดประตูห้องของชั้นเก้าทันทีเพื่อหลบหนีจากที่แห่งนี้ แต่กลับพบว่าประตูนั้นไม่ขยับเขยื้อนโดยสิ้นเชิง
“เ้าจะตกอกใอะไรนักหนา ข้าแค่หยอกเ้าเล่นนิดหน่อยเท่านั้น ทำตัวเป็เด็กๆไปเสียได้”เสียงชายชราลอยมาจากด้านหลัง เมื่อเหยียนชิงหันกลับไปมองอีกครั้ง ปรากฏว่าชายชราผู้นี้กลับมามีศีรษะ ใบหน้าเขาคล้ายกับผู้าุโที่มีเมตตา มีหนวดสีขาวที่ยาวจนถึงกลางอก ชุดที่เคยเก่าบัดนี้ดูขาวสะอาดตา ส่งบรรยากาศนักพรตที่น่านับถือออกมาให้เห็น
“ท่าน....ถ้าท่านไม่อยากให้ข้ากลัว ทำไมถึงไม่ออกมาด้วยรูปลักษณ์นี้ั้แ่แรกเล่า!” เหยียนชิงกัดฟันบ่นออกมา บัดซบ!... นี่มันวันอะไรกัน ข้าเกือบตายที่ข้างนอกนั่นทีหนึ่งแล้ว ยังจะมาเกือบหัวใจวายตายข้างในนี้อีก
“ข้าช่วยเ้าจากเ้าพวกข้างนอกนั่น เ้ายังไม่สำนึกบุญคุณ แถมยังมีหน้ามาด่าข้าอีกเรอะ!?”ชายชรานักพรตถลึงตามองเหยียนชิง
“ใครบอกข้าด่าท่านผู้าุโ ข้า......ข้าก็แค่ออกความคิดเห็นเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ได้โปรดระงับโทสะ” เหยียนชิงประสานมือโค้งตัวลงขออภัย แต่ที่ปากกลับเม้มขมุบขมิบ คล้ายกำลังหลอกด่านักพรตเฒ่าอยู่ในใจ หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“เอ่อ.....ผู้าุโ สิ่งที่ข้าเจอข้างนอกนั่นมันคือตัวอะไรกัน พวกมันดูคล้ายจะน่ากลัวเป็อย่างยิ่งท่าบอกข้าได้หรือไม่?”ชายหนุ่มถามคำถามที่ไม่คาดคิดกับนักพรตชราทันที
ชายชราเงียบลงไปทันใด ผ่านไปไม่นาน ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “..........พวกมันเรียกว่าเหล่าซากศพอสงไขย ตามตำนานเล่าว่ามันเป็ผู้ฝึกตนที่ตายไปแล้วจนไม่อาจนับวันเวลาได้ แต่จิตใจยังอาฆาตพยาบาทอยู่ มันเลยพยายามที่จะกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง โดยการกินปราณของผู้ที่แข็งแกร่ง”นักพรตเฒ่าอธิบาย
“ผู้ฝึกตน? ไม่ใช่ว่าโลกนี้มีแต่ผู้ฝึกยุทธ์หรอกหรือท่านผู้าุโ?” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย เขาเคยได้ยินแต่เื่ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น
“ตอนนี้เ้ายังไม่จำเป็ต้องรู้เื่นั้น ที่เ้าควรจะรู้คือเื่ของพวกมันมากกว่าเื่ของผู้ฝึกตน”นักพรตเฒ่ากล่าวขึ้น
“โอ้....! ใช่เเล้ว ขอผู้าุโได้โปรดอธิบายให้ผู้เยาว์ได้รับรู้ด้วย” ชายหนุ่มกลับมาสนใจเื่ของพวกซากศพเ่าั้ต่อ
“เดิมทีแล้วพวกมันเป็ผู้ฝึกยุทธ์ มีเืเนื้อและจิติญญาเหมือนคนทั่วไป แต่หลังจากที่มันเข้าสู่วิถีการฝึกตน พลังปราณของมันก็แตกซ่าน ทำให้จิติญญาแตกสลายไป แต่ร่างกายที่แข็งแกร่งยังคงอยู่ และเหลือไว้เพียงสัญชาติญาณดิบที่จะล่าเท่านั้น” นักพรตเฒ่าอธิบายให้กับเหยียนชิง ดวงตาของท่านสาดประกายแปลกๆขึ้นมาชั่วครู่
“ท่านบอกว่าพวกมันอยู่มานานแล้วใช่หรือไม่ พวกมันอยู่ในสมัยไหนกัน?”
“.........ยุคสมัยแห่งเทพ”นักพรตเฒ่าตอบชายหนุ่มสั้นๆ
“ยุค.......ของเทพ!”เหยียนชิงอ้าปากค้าง ในใจนั้นทั้งเต็มไปด้วยความเชื่อและไม่เชื่อผสมกันไป ......ถ้าหากมันอยู่ในยุคสมัยแห่งเทพ นั่นแสดงว่าพวกมันต้องมีพลังร้ายกาจอย่างแน่นอน….ชายหนุ่มคิด
“แต่อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ่านไปจนไม่อาจนับได้นั้นทำให้พื้นฐานการฝึกตนของมันลดลง จนกระทั่งความเก่งกาจของพวกมันลดลงไปจากอดีตมาก นั่นเป็อีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมมันถึงออกมาสูบพลังปราณของผู้คน”
“นั่นเป็เหตุผลที่ข้าโดนโจมตีด้วยรึเปล่าขอรับ ผู้าุโ?ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่าข้ามีพลังที่ยิ่งใหญ่อยู่ใช่หรือไม่?!” เหยียนชิงถามต่อด้วยความตื่นเต้น
นักพรตเฒ่ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ั์ตาสาดประกาดความเ้าเล่ห์ออกมา
“สำหรับคนพิการลมปราณเช่นเ้า รู้เื่ไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใดขึ้นมา”