บทที่ 62 บทเพื่อนพระเอก
กระแสข่าวดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะยังไม่ได้มีการเปิดกล้องอย่างเป็นทางการ เพียงแค่ข่าวเรื่องการร่วมรับประทานอาหารกันเมื่อวันก่อนเท่านั้น ผ่านมาไม่กี่ชั่วโมงเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการไปเสียแล้ว สำหรับวงการบันเทิงนั้นจะมีอะไรดีไปกว่าการได้ร่วมงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่ หากทำได้ดี ในอนาคตก็ยังมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีกเรื่อยๆ ยิ่งกับคนที่ได้ชื่อว่าประธานบริษัทใหญ่อย่าง TIMEs Tula ที่ไม่เคยเอาดีด้านวงการบันเทิงมาก่อนเช่นนี้ เมื่อเขาได้ก้าวเข้าสู่สังเวียน ไม่มีใครสนใจหรอกว่าเขาจะทำเพื่อเอาใจน้องชายที่แต่งวรรณกรรมขึ้นมาหรือไม่ ทว่าการก้าวขาของเขานั้นเป็นการก้าวที่ใหญ่ที่สุดในวงการบันเทิงเลยก็ว่าได้
ทางบริษัทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์มากมายต่างก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สำนักข่าวมากมายตีพิมพ์เรื่องนี้จนทำให้เหล่าผู้ที่มีรายชื่อนั้นกลายเป็นที่จับตามองไปในชั่วพริบตา
แน่นอนว่าใครบางคนที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ ก็ไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้ได้เลย
“ประธานครับ คุณกันต์ไปติดต่อที่บริษัท อยากจะขอเข้าพบประธานครับ” เชษกล่าวรายงานหลังจากที่เขาได้รับสายของศศิธร แม่เลขาสาวที่ช่วงนี้ต้องปวดหัวกับการรับมือผู้ที่เข้ามาติดต่อประธานมากมาย
เดิมทีงานนี้ก็นับว่าหนักอยู่แล้ว เนื่องจากต้องคอยปฎิเสธแขกให้ท่านประธานเสียส่วนใหญ่ แต่พอนานวันเข้าเหล่านักธุรกิจก็เริ่มชินชา พวกเขาจึงไม่ติดต่อผ่านเลขาหน้าห้องเพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ สู้ไปเจอกันตามงานแล้วก็ติดต่อกันเอาไว้เลยเองมากกว่า ดังนั้นงานของศศิธรจึงเบาลงไปค่อนข้างมาก
แต่ใครจะรู้ว่าผ่านไปแค่ไม่นาน ประธานก็หางานมาให้เจ้าหล่อนอีกแล้ว ครานี้ถึงกับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการบันเทิง พวกนักข่าวที่ชอบตามจิกเหมือนกับนกพิราบเห็นเม็ดข้าวโพดจะพลาดได้อย่างไร นอกจากนี้ความพยายามของพวกเขาเหล่านั้นก็มากกว่านักธุรกิจอีกด้วย ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะรามือไปได้บ้างเพราะว่าประธานนั้นไม่ได้เข้าวงการเหมือนนักธุรกิจอื่นๆ ทว่าตอนนี้ต่างออกไป
ศึกครานี้ไม่ได้เล็กน้อยเสียแล้ว
ไม่เพียงแค่เหล่านักข่าวมากมายที่ติดต่อเข้ามา ยังมีนักแสดงและตัวแทนบริษัทอีกจำนวนหนึ่งด้วยที่พยายามจะขอเข้ามาของาน แต่ก็ถูกปฎิเสธไปหมดแล้ว มีเพียงสายนี้ที่เชษจำเป็นต้องรายงาน ดูเหมือนว่ารายชื่อนี้จะอยู่ในรายชื่อขึ้นบัญชีดำที่ต้องจัดการของคนเป็นนาย ดังนั้นจะปฎิเสธหรือตอบรับ ตัวเขาไม่สามารถจัดการแทนได้
ยังไม่ทันที่ต้นหนาวจะได้ตอบอะไรออกไป ปลายฝนที่กำลังทำเพจอวยยศแก่พีรพลก็ล็อกหน้าจอโน้ตบุคของตนเองแล้ววิ่งพรวดพราดเข้ามาหาพี่ชายที่โต๊ะทำงานทันที
“พี่” เด็กน้อยทำหน้าตาสนใจเรื่องของกันต์จนออกนอกหน้าเช่นนี้ ทำเอาต้นหนาวอดที่จะหรี่ตามองอย่างจับผิดไม่ได้
เขากังวลใจจริงๆว่าน้องชายตัวน้อยของเขาอยากจะเล่นสนุกอะไรขึ้นมาอีก เพราะดูจากแผนที่อีกฝ่ายต้องการเล่นสนุกกับดารานักแสดงที่ไร้เสน่ห์คนนั้นแล้ว เขาก็เริ่มหวาดกลัวความคิดของน้องขึ้นมาแล้ว
ไม่ได้หวาดกลัวเพราะน้องดูน่ากลัว แต่หวาดกลัวเพราะไม่อยากให้น้องเอาตัวเองไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระ วันๆเขาอยากจะให้น้องน้อยของเขาดูแลตัวเองดีๆ มีความสุขทุกครั้งที่อยู่กับเขา ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความทั้งนั้น เพราะที่เหลือเขาอยากจะเป็นคนจัดการแทนน้องเอง
แต่ปลายฝนไม่ใช่หุ่นยนต์ และเขาไม่ต้องการให้น้องเป็นแบบนั้น นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมสุดท้ายแล้วเขายังปล่อยให้น้องได้ทำตามใจ น้องควรจะมีความคิดของตนเองแบบนี้ และเพราะน้องเป็นแบบนี้ก็เลยทำให้เขาหลงจนหัวปักหัวปำ แน่นอนว่ายิ่งเป็นห่วงมากขึ้นไปด้วย
น้องของเขายังใสซื่อ(?)เกินไป คิดว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องยาก แต่ชีวิตจริงมันโหดร้ายกว่านั้น เขาไม่รู้ว่าใครทำให้น้องโกรธได้มากมายขนาดนี้ แต่การที่น้องโกรธมากก็หมายความว่าคนพวกนั้นสมควรโดนลงโทษแล้ว
“อืม” ถึงจะมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่เขาก็ยังตอบรับน้องน้อยไปอย่างเสียไม่ได้
“พี่ คุณกันต์โทรมาทำไมหรอครับ” เด็กน้อยทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ ต้นหนาวก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหมายหัวกันต์เอาไว้ด้วย ตัวเขาเองก่อนหน้านี้ก็คิดอยู่แล้วว่าจะจัดการอีกฝ่ายอย่างไร เพราะคนๆนี้ยุ่งวุ่นวายกับน้องชายของเขา ถึงกับกล้าที่จะสืบข้อมูลน้องของเขาตลอดเวลา แบบนี้เขาไม่คิดจะปล่อยให้ลอยนวลอยู่แล้ว
“เอ่อ คุณกันต์โทรมาของานครับคุณชายรอง” เชษเป็นคนตอบคำถามนี้ เนื่องจากเขายังไม่ได้เล่าให้ประธานฟังเพราะคุณชายรองพุ่งเข้ามาก่อน ดังนั้นการตอบคำถามนี้จึงเป็นเหมือนการตอบคุณชายรอง และบอกประธานไปในตัว
“งานหรอครับ? ใช่ที่ครั้งก่อนขอเป็นพรีเซนเตอร์หรือเปล่าครับ” ปลายฝนเอียงคอถามอย่างน่ารัก ยิ่งวันนี้เจ้าตัวใส่ชุดสีม่วงอ่อนที่ขับผิวขาวให้กลมกลืนไปด้วยกันแล้วก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเด็กน้อยที่น่าทะนุถนอม
ที่จริงต้องบอกว่าการแต่งกายของปลายฝนหลังจากที่ได้เหล่า 4 สาวเข้ามาช่วยนั้นดูดีขึ้นมาก ในทุกๆวันจะแต่งตัวไปในแบบต่างๆชนิดที่ว่าเมื่อเห็นก็จะให้ความรู้สึกไม่เบื่อเลย บางวันเป็นเหมือนเด็กน่ารักสดใส บางวันเหมือนคนที่อยู่สูงส่งจนไม่อาจเอื้อ บางวันดูน่ารักน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอม บางวันก็มีเสน่ห์เย้ายวนใจ แน่นอนว่าความรู้สึกเหล่านั้นถึงจะเกิดกับทุกคนที่ได้เห็น แต่จะมากหน่อยก็ที่ประธานของเขานี่แหละ
เชษไม่รู้ว่าประธานนั้นรับรู้ได้ไหมว่าวันนี้คุณชายรองถูกจับแต่งตัวมาในลุคแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้วประธานก็หลงหัวปักหัวปำ แถมไม่ว่าเด็กน้อยจะใส่ชุดอะไรก็หื่นกามใส่ได้ตลอดเวลา
ก่อนหน้านี้ว่าเป็นหนักแล้ว หลังจากที่ได้เขาแล้วก็ดูเหมือนจะเป็นหนักกว่า....
อันที่จริงเชษเคยคิดกับตนเอง คุณชายรองนั้นน่าจะเหมาะกับวงการบันเทิงจริงๆ มันหาได้ยากมากกับคนที่จะเข้าได้กับเสื้อผ้าทุกชุดทั้งยังส่งให้เอกลักษณ์ของชุดนั้นดูโดดเด่นมากขึ้นไปอีก ต่อให้เขาเป็นแค่นายแบบก็ต้องประสบผลสำเร็จในด้านนี้อย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่เด็กน้อยนั้นอยู่ในหินที่หนาแน่น การจะขยับตัวไปไหนมาไหนก็ว่ายากแล้ว ถ้าบอกว่าอยากจะเข้าวงการบันเทิงนั้นเป็นอะไรที่ยากยิ่งกว่า
แต่ก็นะ....มันเป็นแค่ความคิดของเขาเท่านั้นแหละ หากคุณชายรองอยากจะทำจริงๆ คิดว่าประธานของเขาจะเอาใจที่ไหนไปห้ามได้? ขอแค่คุณชายรองอ้อนนิดอ้อนหน่อย รับรองว่าได้รับคำอนุญาตมาอย่างง่ายดายแล้ว
ยังดีที่คุณชายรองไม่คิดสร้างเรื่องให้พวกเขาปวดเศียรเวียนเกล้าไปมากกว่านี้...
“คุณเชษ?” ปลายฝนเรียกสติคนที่เหมือนกำลังล่องลอยไปไกลให้กลับมา คิ้วเรียวได้รูปขมวดเข้าหากันเล็กน้อยจนทำให้คนมองอดที่จะรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้
เนื่องจากเชษอยู่กับประธานมานาน และดูเหมือนเขาจะติดนิสัยเอาอกเอาใจเด็กน้อยผู้นี้แล้ว ต่างกันก็แค่ความรู้สึกที่เขามีนั้นไม่เหมือนประธาน ประธานที่จ้องจับกินเด็กน้อย ส่วนเขานั้นรู้สึกเหมือนเป็นพ่อทูนหัวไปแล้วอีกคน ทำอะไรก็นึกถึงว่าจะทำให้อีกฝ่ายมีความสุขอย่างไร บางครั้งก็เขานี่แหละที่เตือนให้ประธานลดความอยากของตนเองลงบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการทำร้ายเด็กน้อยนุ่มนิ่มคนนี้มากไปหน่อย
เอาเถอะ....ถึงจะไม่ใช่พ่อแท้ๆ ก็ขอทำหน้าที่พ่อลับๆแล้วกัน
“เรื่องนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ใช่นะครับ ทางเราเสนองานพรีเซนเตอร์ให้แล้ว แต่อีกฝ่ายกำลังขอร่วมงานละครที่กำลังจะถ่ายมากกว่าครับ” เชษอธิบาย ก่อนหน้านี้เพราะคุณชายรองดูเหมือนอยากจะให้อีกฝ่ายได้เป็นพรีเซนเตอร์ ประธานก็เลยยอมให้ทางนั้นได้งานนี้ไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับโทรมาของานเพิ่มอีกเสียนี่
“อ่อ จริงๆคุณกันต์ก็มีความสามารถนะครับ หาตำแหน่งเล็กๆให้เขาแสดงดีไหมครับ” ปลายฝนเอ่ยถามเชษ ก่อนจะมองไปที่พี่ชายของตนเองด้วยสายตาเชิงตั้งคำถาม
“อยากให้มันร่วมแสดงด้วย?” ต้นหนาวขมวดคิ้ว เขาไม่ใคร่จะพอใจเท่าไรนักที่น้องชายของเขานี้จะสนับสนุนคนไม่น่าไว้ใจคนนั้น
“ครับ ผมว่าถ้าได้บทเพื่อนพระเอกก็น่าจะดีนะครับ บทไม่มีอะไรมากด้วย แล้วก็น่าจะเข้ากับคุณกันต์ไม่น้อยเลย” ปลายฝนแตะคางเหมือนใช้ความคิด ราวกับว่าไม่เข้าใจอารมณ์ของพี่ชายที่ถูกส่งออกมา
“เจ้านั่นได้งานพรีเซนเตอร์ไปแล้ว แค่นี้ก็น่าจะทำให้โด่งดังมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เข้าร่วมแสดงอีก” ต้นหนาวยังคงไม่อยากยอมรับ แค่เขามอบงานให้หนึ่งชิ้น ที่จริงก็เป็นพระคุณมากแล้วนะ
ก่อนหน้านี้คิดจะแค่หลอกใช้งานแล้วก็เปิดโปงว่าอีกฝ่ายเป็นลูกของคนค้ายา แล้วก็ถอดออกจากพรีเซนเตอร์ ประกาศยืนอย่างมั่นคงว่าพวกเขาไม่สนับสนุนการทำผิดทุกกรณี เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าไปด้วยในตัว เขาไม่รู้ว่าเด็กน้อยของเขาจะถูกใจหรือไม่ ทว่าเขาต้องการจะให้น้องน้อยได้ตัดสินใจอีกทีในคราวหลัง เขาเชื่อว่าปลายฝนจะต้องเข้าใจ เพราะพวกเขาทำธุรกิจกับความเชื่อใจของคน หากว่ายังให้พรีเซนเตอร์ที่มีประวัติไม่ดี แล้วใครจะกล้าซื้อของ จ่ายเงินให้กับพวกเขากันล่ะ?
แต่ตอนนี้ปลายฝนกลับกำลังดึงให้อีกฝ่ายมาเล่นละครที่ตัวเองสร้างอีก แบบนี้หากเขาแบนอีกฝ่ายไป แล้วละครของน้องชายล่ะจะทำยังไง
“แต่บทนี้ก็เข้ากับเขาจริงๆนะครับ” ปลายฝนทำปากจู๋เหมือนไม่พอใจ ต้นหนาวจึงต้องลุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
หากว่าเขาปล่อยให้น้องน้อยเข้าใจผิดไปอีก เด็กน้อยของเขางอแงขึ้นมา แล้วเขาจะยังมีจิตใจทำงานได้อีกอยู่อย่างไร คนตัวสูงยืนอย่างมั่นคงก่อนจะก้าวเท้ามาหาเด็กน้อยของเขา คนอุ้มเจ้าหนูขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนก่อนจะพากันไปนั่งที่โซฟา ตอนนี้เขาตัดสินใจที่จะบอกน้องชายทั้งหมดแล้วรวมไปถึงแผนของเขาด้วย
ที่จริงปลายฝนเองก็เดาได้ตั้งแต่แรกว่าพี่ชายคิดจะทำอะไรกับกันต์ อย่างไรก็ตามอย่างที่เขาบอกไปก่อนหน้านี้ หากอีกฝ่ายถูกลงโทษเพียงเพราะว่าพ่อของเขาทำความผิด เช่นนั้นก็ยิ่งแย่ไม่ใช่หรือ? กันต์ก็จะไม่ได้รับรู้เลยว่าตัวเองทำอะไรผิดไป สังคมมองพ่อของตนเองแล้วก็ลงโทษเขาที่บริสุทธิ์ เขาจะได้ชื่อว่าลูกของคนขายยา แต่หลังจากนั้นล่ะ?
หากเขาทำดี พิสูจน์ตนเอง สุดท้ายแล้วเรื่องที่พ่อขายยาก็จะเป็นเหมือนละครชั้นดีที่ทำให้เขามีภูมิหลังที่น่าสงสารไปเสียอย่างนั้น ปลายฝนไม่ต้องการให้ชีวิตของอีกฝ่ายยังสามารถกลับมาได้อีก
มันจะดีกว่าไหมถ้าเกิดว่าคนๆนี้เลวด้วยตนเองจนสังคมตราหน้า แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยเปิดเผยว่าเขานั้นเป็นลูกของคนขายยาที่ทำลายชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปนับไม่ถ้วน หลังจากนั้นต่อให้แก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อใจได้แล้ว เพราะนิสัยดั้งเดิมของอีกฝ่ายก็น่ารังเกียจพออยู่แล้วเช่นนี้
การที่เขาเสนอพี่ชายให้ทำซีรีย์เรื่องนี้ เขาก็วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะชวนกันต์มาแสดงด้วย ยิ่งบทบาทที่ได้รับนั้นออกจะแสนดีเป็นเพื่อนพระเอกที่ดูเหมือนคนโง่ซึ่งเป็นบุคลิกเดียวกับเจ้าตัว ทว่าวันหนึ่งก็ได้เปิดเผยนิสัยเลวๆของตนเองขึ้นมา เมื่อได้คู่กับพระเอกที่เหมือนแสนดีแต่กลับเป็นผู้ชายสารเลวที่ไล่พังความรักของคนอื่นไปทั่วแบบนั้น ดูจะเป็นคู่สร้างคู่สมกันพอตัวเลย
เขาอยากจะรู้ว่าสังคมจะมองอย่างไร หากว่าทั้งสองคนนั้นเป็นคนคิดทำร้ายคนที่ให้โอกาสพวกเขาได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ คนหนึ่งนั้นได้เป็นพระเอกละครเรื่องแรกในชีวิต อีกคนก็ได้ร่วมงานแสดงชนิดที่ว่าใกล้จะเป็นนักแสดงเบอร์หนึ่งแล้ว เป็นการก้าวขั้นอย่างก้าวกระโดด เรื่องเช่นนี้ผู้คนจะต้องให้ความเห็นใจเขาแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็อยากจะรู้จริงๆว่าถ้านิสัยของมันทั้งสองคนออกมาแล้ว มันจะยังอยู่ในวงการได้อีกหรือไม่?
ก็นะ....เขาไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนนี้ทำไมถึงคิดจะทำร้ายเขาหนักขนาดนี้ ทว่าเขาเชื่อว่าครั้งก่อนที่เขาไม่ได้รู้เรื่องรู้ราว กันต์ยังหักหลังเขาได้เจ็บแสบขนาดนั้นย่อมมีสาเหตุ นอกจากนี้เขาก็ได้รู้จากพี่ชายว่าอีกฝ่ายเป็นน้องของพี่แม็กที่ชอบเข้ามาวุ่นวายกับเขาเมื่อก่อนตอนเด็กๆ เขาก็เริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว
ลองเขาได้เจอพี่แม็กอีกครั้ง ดูสิว่ากันต์จะเก็บตัวตนของตัวเองไว้ได้อีกหรือไม่
ส่วนละครที่เขาทำ ถามว่าเขาเสียดายเนื้อเรื่องไหมน่ะหรอ? ก็จะเสียดายทำไม สุดท้ายแล้วละครเรื่องนี้ก็ยังต้องถ่ายทำต่อไป ก็แค่เปลี่ยนนักแสดงชุดใหม่ พร้อมกับเงินชดเชยที่จะเรียกเอาจากบริษัทที่ทั้งสองอยู่ในล่มจมไงล่ะ ยิ่งลงเงินทุนหนามากเท่าไร ตอนฟ้องร้องก็ยิ่งได้กลับคืนมามากขึ้นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นละครเรื่องหนึ่งจำเป็นต้องลงเงิน 100 ล้านเลยหรือ?
โชคดีที่ทั้งสองอยู่สังกัดเดียวกัน แถมเคยอยู่สังกัดเดียวกับเขาเสียด้วย ไอ้บริษัทเฮงซวยที่ใช้งานเขาแต่เอาเปรียบทุกอย่างเพียงเพราะเขาเซ็นต์สัญญาทาสกับพวกมันน่ะ อยากจะให้มันได้ชดใช้ในชีวิตนี้พร้อมๆกับสารเลวสองตัวนี้ด้วย!
“กำลังคิดอะไร หืม?” ต้นหนาวเอ่ยถามเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของเขา ปลายฝนลังเลเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขาแสดงการเอาแต่ใจด้วยการบอกให้พี่รู้แล้วว่าเขาอยากจะแก้แค้นพีรพลมากๆ ถ้าตอนนี้เขายังบอกไปอีกว่าเขาอยากจะจัดการกันต์และค่ายด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าพี่จะสงสัยหรือไม่
“เอ่อ...คือว่า...” เด็กน้อยอึกอักอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่ไม่ใช่การแสดง แต่เขาคิดไม่ตกจริงๆ ที่จริงก็อยากให้พี่ช่วย แต่ก็ไม่กล้าที่จะบอกอีกนั่นแหละ
ถ้าพี่รู้ว่าเขาร้ายกาจขนาดไหน พี่จะยังรักเขาหรือไม่นะ?
“ไม่บอกพี่หรอ หืม?” ต้นหนาวจับคางน้องน้อยไม่ให้หลบตาตนเอง สายตาคมเข้มของคนอายุมากกว่าจับจ้องไปในดวงตาของปลายฝน ท่าทางจริงจังและเป็นห่วงเป็นใยนั้นทำเอาเด็กน้อยที่หวาดกลัวในตอนแรกรู้สึกอบอุ่นขึ้น
แขนเล็กๆของปลายฝนเอื้อมไปสุดแขน โอบกอดคอแกร่งของพี่ชายเอาไว้อย่างหวงแหน กลัวว่าถ้าพี่รู้ความจริงทั้งหมดขึ้นมา พี่อาจจะไม่ชอบใจเขาแล้วก็ได้
“พี่รักผมไหมครับ” ปลายฝนรู้ว่าตัวเองถามในสิ่งที่โง่เง่าออกไป คำตอบที่เขาก็รู้อยู่แล้วว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เขาก็ยังอายกจะถาม ยังอยากจะได้ยินในทุกๆวัน
“กำลังยั่วยวนพี่?” ต้นหนาวได้ยินเสียงที่สั่นสะท้านของคนบนตัก เขารับรู้ได้ถึงความกังวลและไม่มั่นใจของอีกฝ่าย เขาไม่รู้ว่าอะไรทำให้น้องคิดแบบนั้น แต่มันเป็นเขามากกว่าไม่ใช่หรือที่ควรจะกลัว
สำหรับเขาแล้ว น้องคือทุกอย่าง เป็นทั้งชีวิตของเขา เขารักเด็กคนนี้ แอบมองมาเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว เขารักน้องตั้งแต่แรก และคาดหวังว่าจะอยู่กับน้องตลอดไป เดิมทีการที่น้องตอบรับรักเขาเป็นอะไรที่เห็นแก่ตัวและไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ตอนนี้ที่เป็นอยู่นี้นั้นนับว่าเป็นอะไรที่เกินความคาดฝันไปแล้ว
และมันเป็นสาเหตุให้เขาอยากจะชดใช้น้องให้มากที่สุด ให้สมกับที่น้องเลือกเขา ต้นหนาวรู้ว่าน้องรู้คำตอบอยู่แล้วกับคำถามที่เอ่ยถามออกมา แต่ถ้าน้องอยากจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้ เขาก็พร้อมที่จะทำให้ได้ยินเหมือนกัน
มือสากลูบไล้ไปที่แผ่นหลังของน้องชายอย่างเบามือ เลิกเสื้อที่อีกฝ่ายสวมทับในกางเกงอย่างคล่องแคล่ว กระทั่งมืออุ่นร้อนของเขาเข้าไปในสาบเสื้อนั่นแหละ คนตัวเล็กถึงได้รู้ตัว
“ฮื้อ ไม่เอาครับพี่ ยังคุยไม่จบเลย” เด็กน้อยดื้อดึงขึ้นมา ทั้งๆที่เมื่อครู่ยังเรียกร้องขอคำตอบจากเขาอยู่เลย ต้นหนาวจึงไม่ได้หยุดมือแต่อย่างใด เขายิ่งเข้าไปให้ลึกขึ้นเรื่อยๆ จนแตะตุ่มไตเล็กที่หน้าอกของน้องชาย นี่ส่งผลให้ร่างเล็กสะดุ้งขึ้นสุดตัว ถ้าไม่ใช่เพราะต้นหนาวกอดเอวอีกฝ่ายแล้วรั้งไว้ ตอนนี้น้องคงจะลุกจากตัวของเขาไปแล้ว
“พี่ พอก่อนครับ ยังคุยไม่จบเลยนะครับ” ปลายฝนพูดขึ้นอย่างจริงจัง ทว่าหลังจากที่ได้สัมผัสน้องชาย ต้นหนาวก็ไม่อาจจะหยุดได้อีกต่อไปแล้ว
“อยากให้เล่นบทอะไรก็บอกเชษเลย ไม่ใช่เรื่องสำคัญ” คนเป็นพี่ที่ความกามเข้าครอบงำได้ตัดสินใจอะไรง่ายๆลงไปอีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าทำไมน้องถึงอยากจะสนับสนุนเด็กผู้ชายคนนั้น เขาไม่สนด้วยว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรและทำให้เขาปวดหัวขนาดไหน
ตอนนี้คนหลงกำลังต้องการจะกินเด็กน้อยอย่างหน้ามืดตามัว ทำให้ปลายฝนที่นั่งคิดมานานว่าจะอธิบายอย่างไรอดที่จะรู้สึกหมันไส้พี่ชายตัวดีไม่ได้
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นผมจะติดต่อคุณกันต์ไปตามนี้นะครับ เช่นนั้นขอตัวก่อน” เชษเป็นอีกคนที่เอือมระอากับนายของตนเอง หลังจากที่ได้สติเดี๋ยวก็คงหาแผนการอื่นมารองรับจนปวดหัวอีกเป็นแน่ กระนั้นเขาก็ไม่กล้าขัดพายุลูกนี้หรอก ได้แต่ระเห็จตนเองออกมาให้เร็วที่สุดเท่านั้น....
…………………………………………