สถานที่แห่งนี้มิใช่เพียงแค่รอยแยกของขุนเขาธรรมดาสามัญในสายตาของนักพเนจรทว่ามันคือปากแผลฉกรรจ์ของแผ่นดินที่ไม่มีวันสมานเป็รอยแยกที่ลึกสุดหยั่งประดุจขุมนรกที่อ้าปากคอยรับผู้เคราะห์ร้ายลงไปซ้ำเติมรอยแผลนั้นอยู่เสมออย่างไม่รู้จักอิ่มเอมสถาปัตยกรรมของธรรมชาติแห่งนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนักหน้าผาสูงชันดิ่งลงมาเป็เส้นตรงประดุจถูกขวาน์จามลงอย่างบ้าคลั่งด้วยโทสะสองฟากฝั่งหน้าผาเต็มไปด้วยเมฆหมอกสีเทาเหลืองที่ลอยอ้อยอิ่งและข้นเหนียวปกคลุมความลับอันโสโครกและคาวเืของยุทธภพไว้ภายใต้ความเงียบงันที่น่าขนพองสยองเกล้า
ร่างของ ฟางหาน นอนนิ่งสงบประดุจซากศพบนกองกระดูกขาวโพลนที่ทับถมกันเป็พะเนินเทินทึกราวกับซากศพใหม่ที่เพิ่งถูกโยนลงมาประดับสุสานธรรมชาติที่ไร้ชื่อจารึกกระดูกมนุษย์นับหมื่นชิ้นที่นี่มีที่มาต่างกันบ้างมาจากจอมยุทธ์ผู้ทรนงที่พ่ายแพ้ต่อแผนชั่ว บ้างมาจากคนโฉดที่ถูกลวงมาปลิดชีพ บ้างผุพังเป็ผงธุลีปลิวว่อนตามแรงลมบ้างยังคงรูปทรงที่แสดงถึงความทรมานแสนสาหัสก่อนขาดใจตาย
ความเ็ปที่รุมเร้าฟางหานยามที่สติเริ่มคืนกลับมามิได้มาเป็ระลอกประดุจเกลียวคลื่นแต่มันสถิตแน่นอยู่ในทุกรูขุมขนราวกับมีเข็มพิษพันเล่มทิ่มแทงและหมุนวนอยู่ในกระแสเืทะลวงผ่านเส้นเอ็นที่ฉีกขาด บดขยี้กระดูกที่แตกละเอียดและพุ่งตรงไปหยุดนิ่งอยู่ที่แกนกลางของจิติญญาประดุจคีมเหล็กร้อนที่หนีบดวงใจไว้
กลิ่น...มันคือสิ่งแรกที่ต้อนรับเขา สัญญาณเตือนภัยแห่งการมาถึงของนรกที่แท้จริงแต่มันมิใช่กลิ่นดินหรือกลิ่นหญ้า ทว่าคือกลิ่นสาบของความตายที่หมักหมมจนข้นคลักเป็เนื้อเดียวกับอากาศกลิ่นคาวเืที่เน่าเหม็นจนสามารถทำให้คนปกติกลายเป็บ้าคลั่งได้ในชั่วอึดใจเืสีแดงฉานจากแผลที่หน้าอกของฟางหานค่อยๆ ซึมลงไปในร่องกระดูกที่แตกหักผสมปนเปไปกับน้ำครำและเศษเนื้อเน่าที่เน่าเปื่อยมานานปี
เขาพยายามจะอ้าปากะโทวงถามความยุติธรรมจาก์เบื้องบนทว่าลำคอที่แห้งผากประดุจผืนทรายกลับไร้ซึ่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมานอกจากเสียงหวีดหวิวของลมฤดูหนาวที่พัดผ่านรอยแยกหินคล้ายเสียงกรีดร้องโหยหวนของิญญานับพันที่ถูกจองจำและลืมเลือนอยู่ที่นี่ก่อนหน้าเขามานานนับศตวรรษ
"ข้า... ยังไม่ตาย?"
ความคิดหนึ่งแวบขึ้นมาในห้วงคำนึงที่พร่ามัวประดุจแสงเทียนกลางพายุความจริงเขาควรจะสิ้นใจไปั้แ่วินาทีที่ฝ่ามืออันอำมหิตของฉู่จือเหวินกระแทกลงบนหน้าอกพลังม่วงทะลวงสรวงนั้นรุนแรงและโเี้จนเส้นชีพจรทั่วร่างควรจะแตกซ่านไปนานแล้วหากเป็จอมยุทธ์ทั่วไปป่านนี้ดวงิญญาคงหลุดลอยไปถึงสะพานไน่เหอเพื่อดื่มน้ำแกงลืมเลือนความทุกข์ไปแล้ว
หรือว่า...การที่์ยังเหลือลมหายใจที่รวยรินนี้ไว้ให้ข้าคือการลงทัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าความตาย? เป็การบังคับให้ข้าต้องเผชิญกับนรกที่ยังมีลมหายใจ?
เขาหลับตาลงอย่างอ่อนแรงภาพของมารดาผู้ชราที่ยังคงนั่งรอคอยการกลับไปของเขาพร้อมสำรับอาหารขี้เหร่ๆในโรงครัวผุดขึ้นมาในมโนสำนึกรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดในโลกที่นางมอบให้เขายามที่เขาได้รับาเ็กลับดูเลือนลางไปในความมืดประดุจภาพลวงตาทันใดนั้น ภาพใบหน้าของฉู่เทียนผู้หล่อเหลาราวเทพบุตรจุติทว่าจิตใจกลับโสมมยิ่งกว่าอสูรกายก็ผุดขึ้นมาทับซ้อนบดบังภาพความทรงจำที่ดีงามจนสิ้น
“เ้าสำนัก...ศิษย์พี่ใหญ่...” เขาเค้นคำพูดออกมาผ่านไรฟันที่อาบไปด้วยเืที่เริ่มแข็งตัว
“พวกท่านพร่ำสอนข้าเสมอว่าความดีงามคือรากฐานของวรยุทธชั้นสูง...แต่ในวันนี้พวกท่านกลับใช้ความชั่วร้ายเป็บันไดเพื่อก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งอำนาจ!”
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตาที่บวมช้ำของเด็กหนุ่มทว่าก่อนที่หยดน้ำตานั้นจะร่วงหล่นลงสู่กองกระดูกเบื้องล่างมันกลับเหือดแห้งหายไปในพริบตาประหนึ่งหยดน้ำบนเตาร้อน มิใช่เพราะแสงแดดที่แผดเผาทว่ายามนี้ในอกของฟางหานมีเพลิงแค้นที่ลุกโชนขึ้นแทนที่ความเสียใจไฟแค้นที่ไร้รูปร่างแต่กำลังแผดเผาทุกความอ่อนแอและความเมตตาในใจให้มอดไหม้กลายเป็เถ้าถ่าน
คนเรามักร้องไห้เมื่อเสียใจ...แต่จะหยุดร้องไห้เมื่อความแค้นนั้นใหญ่กว่าความเสียใจ
ท่ามกลางความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเสียงบางอย่างดังขึ้นอย่างแ่เบา... สวบ... สวบ... มันมิใช่เสียงลมพัดผ่านซอกหินแต่มันคือเสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนกองกระดูกมนุษย์อย่างมั่นคงหนักแน่นแต่กลับเชื่องช้าประดุจเข็มนาฬิกาของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาเหยื่อฟางหานพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายเอียงคอที่บิดเบี้ยวเพื่อมองหาต้นเสียงนั้น
ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาเหลืองที่หนาทึบเขาเห็นเงาร่างของชายชราคนหนึ่งค่อยๆ ปรากฏกายออกมา ิัของชายชราเหี่ยวย่นและมีสีคล้ำจัดปานเปลือกไม้แก่จัดที่ผ่านแดดฝนมานับร้อยปีเส้นผมสีขาวโพลนประดุจหิมะเก่าเลอะเทอะยาวลากพื้นยุ่งเหยิงราวกระต๊อบร้างที่ไม่มีใครเหลียวแลดวงตาของชายชราลึกโหลและมืดมิดประดุจเหวไร้ก้นทว่าในส่วนลึกของั์ตากลับมีแสงสีม่วงจางๆ วูบไหวอยู่อย่างน่าประหลาด
“มาอีกคนแล้ว...”เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบประดุจลมพัดลอดช่องหินที่หนาวจัดจนบาดผิว
“บรรพตม่วง...มักจะชอบส่ง 'ขยะ' ที่ดูน่าสนใจลงมาให้ข้าเสมอมามิเคยขาดสาย...”
“ท่าน... เป็ใคร?”ฟางหานเค้นเสียงถามด้วยความทรมาน ทุกคำพูดประดุจอาเจียนออกมาเป็เื
ชายชราหยุดมือที่กำลังสลักอักขระลึกลับลงบนเศษกระดูกหัวกะโหลกเขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะแสยะยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวเผยให้เห็นฟันที่หลุดร่วง
“ข้าคือคนที่โลกเบื้องบนจงใจลืมเลือนและข้าเองก็ลืมเลือนชื่อของตัวเองไปนานแสนนานแล้ว คนตายที่อยู่ที่นี่เรียกข้าว่า 'เฒ่าดับสูญ' ข้าอาศัยอยู่ท่ามกลางซากศพและความเงียบเหงามานานกว่าที่เ้าจะมีลมหายใจแรกเสียอีกเ้าหนุ่ม”
ชายชราก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างที่แหลกเหลวของฟางหานรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาเข้มข้นจนกดทับอากาศรอบตัวจนฟางหานรู้สึกอึดอัดหายใจลำบากประดุจมีหินก้อนใหญ่นับพันชั่งวางทับอกเฒ่าดับสูญใช้มือที่หยาบกร้านทว่าแข็งแรงประดุจคีมเหล็กยกคอเสื้อของฟางหานขึ้นอย่างง่ายดายราวกับยกขนนกที่ไร้น้ำหนัก
“เ้าตกลงมาจากหน้าผาความสูงกว่าสามร้อยจ้าง...เส้นชีพจรแหลกเหลว อวัยวะภายในพังพินาศ แต่เ้ายังคงยื้อลมหายใจไว้ได้...ความแค้นในใจเ้านี่มันช่างรุนแรงนักรุนแรงจนแม้แต่ความตายยังรู้สึกขยาดที่จะรับดวงิญญาเ้าไปร่วมวงสังสรรค์ในยมโลก”
ฟางหานจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่มืดมิดของเฒ่าดับสูญความกลัวที่เคยมีบัดนี้ได้อันตรธานหายไปสิ้นนานแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ค้ำจุนจิติญญาที่บอบช้ำนี้ไว้
“ข้า...ข้าอยากแก้แค้น... ข้าอยากให้พวกมันพินาศ...”
“แก้แค้นงั้นรึ?”ชายชราหัวเราะเสียงแหลมประหนึ่งนกแสกร้องยามค่ำคืน
“เ้าอยากจะเลือกสิ่งใด?อยากเป็เหมือนกองกระดูกที่เน่าเปื่อยเ่าั้ที่กลายเป็ที่รองนั่งให้ข้าไปชั่วนิรันดร์หรืออยากจะเป็คนที่ปีนป่ายขึ้นไปจากนรกเพื่อตัดหัวพวกโฉดที่ส่งเ้าลงมา?”
“ข้าอยากฆ่ามัน...ข้าอยากทำลายทุกอย่างที่มันรักและภาคภูมิใจให้พินาศคามือข้า!” ฟางหานคำรามน้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากแหบพร่าเป็แหลมเล็กและเย็นเยียบประดุจเสียงดาบที่ขูดกับแผ่นหิน
เฒ่าดับสูญจ้องหน้าเด็กหนุ่มนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความเย้ยหยันลง
“คนที่จะแก้แค้นได้ต้องมิใช่คน... เพราะคนมีความรู้สึก แต่คนตายไม่มีเ้าพร้อมจะสละความเป็คนเพื่อแลกกับพลังอสูรหรือไม่?”
“ต่อให้ต้องกลายเป็อสูรกายข้าก็จะยอม!” คำพูดนั้นเด็ดเดี่ยวราวเสียงดาบที่สับลงบนคอปะาอย่างไร้ความลังเล
“ดี! ช่างดีนัก!”เฒ่าดับสูญพยักหน้าด้วยความพึงใจ แววตาสีม่วงสว่างวาบ
“ทว่าการแก้แค้นย่อมมีราคาที่ต้องแลกเปลี่ยนที่สูงค่ากว่าชีวิตวิชาของข้าคือ 'ลมปราณกลืนิญญา' วิชาที่ใช้ความเ็ปที่แสนสาหัสเป็เชื้อไฟและใช้ไอความตายจากซากศพเป็อาหารส่งเสริมพลัง เ้าต้องกลายเป็คนกึ่งเป็กึ่งตายหัวใจของเ้าจะเต้นเพียงครั้งเดียวในหนึ่งชั่วยามเพื่อประหยัดพลังชีวิตเ้าจะมิใช่คนธรรมดาอีกต่อไป ทว่าจะเป็ปีศาจที่เดินในร่างมนุษย์ เ้ายังอยากจะฝึกมันอยู่หรือไม่?”
“ข้ายอมรับ!”ฟางหานย้ำหนักแน่น
เฒ่าดับสูญไม่รอช้าเขาใช้นิ้วชี้ที่เรียวยาวทว่าแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าจิ้มลงบนตำแหน่งหัวใจที่แหลกเหลวของฟางหานทันที!
“อ๊ากกกกกกกก!”
เสียงกรีดร้องที่แฝงไปด้วยความเ็ปปางตายดังสนั่นะเืไปทั่วหุบเขาหมื่นศพนิ้วของเฒ่าดับสูญเปรียบเสมือนเข็มไฟที่กำลังวาดลวดลายและอักขระอาถรรพ์ลงบนโครงกระดูกและเส้นเอ็นของเด็กหนุ่มฟางหานรู้สึกเหมือนิญญาของตนถูกฉีกออกเป็ชิ้นๆแล้วถูกหลอมรวมใหม่ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ที่แผดเผาจากข้างใน
“อย่าหลับ!จงเบิกตาไว้! จงจำใบหน้าของคนที่มันทำร้ายเ้าและมารดาของเ้าไว้ให้แม่น!”
ชายชราตะคอกเสียงดังพลางเพิ่มพลังวัตรอันมหาศาลเข้าสู่ร่างฟางหาน
ฟางหานกัดริมฝีปากจนเืโชกเพื่อเรียกสติเขาเห็นภาพฉู่เทียนที่หัวเราะเยาะอย่างลำพองเห็นชามข้าวที่มีค่าของเขาถูกเหยียบย่ำจนจมดิน ความแค้นเ่าั้กลายเป็กำแพงเหล็กกล้าที่กั้นเขาไว้จากความสลบไสลในที่สุดรอยสักลึกลับสีม่วงดำคล้ายดวงตาปีศาจที่กำลังจ้องมองโลกก็ปรากฏขึ้นเด่นชัดที่หน้าอกมันฝังลึกลงไปในกระดูกและเนื้อเยื่อ สั่นไหวไปตามจังหวะชีพจรที่ช้าลงเรื่อยๆจนเกือบจะหยุดนิ่งไปในที่สุด
“สำเร็จแล้ว...เ้าคือศิษย์เพียงคนเดียวในรอบร้อยปีที่ทนรับการสลักกระดูกเปลี่ยนิญญาได้โดยไม่สิ้นใจตายไปเสียก่อน”
ฟางหานยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆเสียงกระดูกที่เคยหักสะบั้นดัง กร๊อบแกร๊บประสานเข้าหากันด้วยพลังประหลาดที่น่าขนลุกในดวงตาที่เคยพร่ามัวบัดนี้มีประกายสีม่วงเย็นเยียบสว่างวาบขึ้นประดุจลูกไฟปีศาจเขาััได้ถึงพลังงานที่มองไม่เห็นจากซากศพนับหมื่นที่อยู่รายรอบกำลังหลั่งไหลเข้ามาส่งเสริมแรงอาฆาตในร่างของเขาประดุจสายน้ำหลาก
“หยดน้ำตาของเ้าหายไปไหนหมดแล้วล่ะเ้าหนุ่ม?”ชายชราเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเย็น
ฟางหานเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีเทาหม่นเบื้องบนที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีดำมืด
"น้ำตาของข้า...มันเหือดแห้งไปั้แ่วินาทีที่ข้าตกลงมาที่นรกแห่งนี้แล้วท่านอาจารย์"น้ำเสียงของเขายามนี้เ็าและไร้ความรู้สึกจนแม้แต่ลมฤดูหนาวยังต้องหลีกทางให้
"ต่อจากนี้...จะมีเพียงเืสดๆ ของพวกมันเท่านั้นที่จะไหลรินออกมาเพื่อเป็เครื่องเซ่นสังเวยน้ำตาของข้าที่เสียไป"
“ดี...กระบี่ที่คมที่สุด คือกระบี่ที่ตีขึ้นจากความเ็า” เฒ่าดับสูญหัวเราะเบาๆ
“จงจำไว้ความกตัญญูอาจทำให้คนเป็วีรบุรุษ แต่ความแค้นจะทำให้คนเป็ะ”
ดวงิญญาของเด็กหนุ่มที่อ่อนแอและขี้ขลาดได้ถูกฝังไว้อย่างถาวรในกองกระดูกแห่งคุกศิลานี้แล้วและสิ่งที่กำลังก้าวออกมาจากเงาแห่งความตายนั้น...คือมัจจุราชผมขาวที่์มิอาจสยบ และนรกมิอาจกักขังไว้อีกต่อไป!
*****************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่"กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร