มารตีเผยอริมฝีปากรับจูบของเขาอย่างอ่อนโยน แต่ในชั่วพริบตานั้นเองภาพของวรเมธเลือนหายไปจากจินตนาการริมฝีปากที่สัมผัสเธอในความคิดกลับกลายเป็นของอีกคน ชายหนุ่มผู้มีแววตาจริงใจที่เธอแอบมองอยู่เสมอในห้องประชุมและห้องชงชา...นัทพงษ์
เธอสะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถอนตัว ราวกับร่างกายยังยืนยันที่จะอยู่กับความจริงขณะที่หัวใจกลับซุกซ่อนอยู่ในฝันลึกล้ำนั้น
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ?” วรเมธถามเสียงนุ่มขณะใช้มือไล้เส้นผมที่ตกลงมาปิดหน้าเธอ
“เปล่าค่ะ...แค่รู้สึกว่าคืนนี้พิเศษดี” เธอยิ้มน้อยๆริมฝีปากยังคงมีรสสัมผัสจากจูบเมื่อครู่ ความอบอุ่นของวรเมธนั้นนุ่มนวลไม่เร่งร้อน แต่ก็หนักแน่นพอจะปลุกกระแสความปรารถนาในร่างเธอได้อย่างแผ่วเบาและต่อเนื่อง
ในอีกห้องหนึ่งของวิลล่า ปพนต์และจิรภาปล่อยเสียงหัวเราะแทรกกับเสียงลมหายใจแรงๆจากเตียงกว้างร่างเปลือยสองร่างพัวพันกันใต้ผ้าห่มสีขาวบริสุทธิ์แต่เร่าร้อนในรายละเอียดทุกการเคลื่อนไหวแฝงอารมณ์ขี้เล่น จิรภาพลิกตัวคร่อมปพนต์แล้วโน้มใบหน้าไปจูบเบาๆที่ขมับชายหนุ่ม ขณะที่ปพนต์ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังเปลือยของหญิงสาวราวกับกำลังวาดภาพบนผืนผ้าใบเสียงครางเบาๆ ดังลอดออกมาจากผนังห้องที่เป็นเพียงผืนผ้าที่บางพอจะส่งผ่านความเร่าร้อนให้ห้องที่ติดกันได้เลย
มารตีหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะจูบแต่เพื่อข่มเสียงจากห้องถัดไป เธอไม่อิจฉา...เพราะเธอเข้าใจดีว่าทั้งปพนต์และจิรภาต่างเลือกเดินทางสายนี้มาด้วยกันและด้วยความเข้าใจอย่างแท้จริง แต่หัวใจของเธอกลับกำลังถูกดึงให้แหวกทางไปอีกฟากหนึ่ง
ริมฝีปากของวรเมธขยับต่ำลงมา ลมหายใจร้อนๆ ของเขาเคลื่อนผ่านลำคอเธอไปมารตีสูดหายใจลึกๆ กลั้นเสียงสะอื้นที่เกือบจะหลุดออกมา เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวรเมธช่างเข้าใจจังหวะร่างกายของผู้หญิงอย่างเธอมากแค่ไหนทุกการสัมผัสเหมือนรู้ใจ แม้ไม่เคยเอ่ยอะไรเลย แต่ยิ่งร่างกายเข้าใกล้กัน ใจเธอกลับเหมือนห่างออกไป
“คืนนี้...ฉันควรจะมีความสุขสิ” มารตีคิดในใจ ในขณะที่เธอเอื้อมมือไปสัมผัสที่กึ่งกลางตัวของวรเมธแล้วขยับมือไปมาช้าๆ
เธอควรจะปล่อยตัว ปล่อยใจ ไปกับห้วงความสุขที่คนตรงหน้ากำลังมอบให้ทว่าในดวงตาที่ปิดสนิทของหญิงสาวกลับฉายภาพเด็กหนุ่มคนหนึ่งยิ้มให้เธออยู่ตรงมุมโต๊ะเครื่องดื่ม ในห้องพักพนักงานยื่นถ้วยชาร้อนให้พร้อมส่งสายตาเป็นประกายหวาน
"พี่รตี…วันนี้ดูสวยจังเลยครับ" นัทพงษ์เคยพูดแบบนั้น…เสียงนั้นยังอยู่ในหูเธอ
“รตี…” วรเมธเรียกเสียงแผ่ว เธอลืมตาขึ้น แววตาสั่นไหว
“คะ?” เธอหันกลับมาสบตาเขา แววตาของวรเมธไม่ได้คาดคั้นไม่ได้เอะใจ...แต่กลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และเข้าใจอย่างประหลาด เขาโน้มหน้าเข้ามาอีกครั้งแต่คราวนี้...จูบของเขาหยุดลงแค่หน้าผาก
“คืนนี้...ผมแค่อยากให้คุณสบายใจ” วรเมธกระซิบเบาๆแล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่เธออย่างแผ่วเบา
หญิงสาวไม่รู้ว่าเพราะคำพูดนั้น หรือการกระทำของเขาที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างแปลกประหลาดราวกับวรเมธเข้าใจว่าเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ทั้งตัวตน เธอยิ้มฝืนๆขณะหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้...เงียบสงบและเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่กล้าตอบตัวเอง เธอเริ่มหวั่นไหวกับนัทพงษ์...มากกว่าที่คิดไว้
แสงสีส้มอ่อนของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาว คลี่ตัวลงบนผิวเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างชายหนุ่มบนเตียงกว้างเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ และเสียงลมหายใจของวรเมธข้างกายยังคงสม่ำเสมอเย็นสบายเหมือนอ้อมแขนของทะเลที่โอบอุ้มพวกเขาไว้ตลอดทั้งคืน
มารตีค่อยๆ ลืมตาขึ้น เธอนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือแตะริมฝีปากตัวเองแผ่วเบาสัมผัสของจูบเมื่อคืนกับวรเมธยังอ้อยอิ่งอยู่ในความทรงจำ มันนุ่มนวล อ่อนโยนเต็มไปด้วยความใส่ใจของชายหนุ่มผู้ไม่เร่งเร้าและไม่คาดหวังสิ่งใดนอกจากการได้อยู่ตรงนั้นกับเธอ
ร่างบางค่อยๆ ขยับตัว ลุกขึ้นนั่งช้าๆ แผ่นหลังเปลือยเปล่าโค้งรับแสงเช้าผมยาวหล่นลงบนหัวไหล่อย่างแผ่วเบา เธอหันไปมองวรเมธที่ยังหลับตาอยู่ดวงหน้าหล่อเหลาของเขาดูสงบเสมือนเด็กหนุ่มไร้เดียงสา เธอยิ้มน้อยๆก่อนจะโน้มตัวไปจูบเบาๆ ที่มุมปากเขา ราวกับต้องการกล่าวขอบคุณโดยไม่ต้องใช้คำพูด
เสียง "ติ๊ง" จากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบมารตีชะงัก เธอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เหลือบตามองหน้าจอข้อความแจ้งเตือนจาก “นัทพงษ์” หัวใจของเธอกระตุกเบาๆ แค่เห็นชื่อเขาความอบอุ่นบางอย่างก็ไหลย้อนกลับมาในอก แม้เธอจะยังไม่เคยกอด ไม่เคยจูบไม่เคยแม้แต่จะบอกความรู้สึกใดออกไป แต่หัวใจเธอกลับเหมือนรู้จักเขามาแสนนาน เธอยกนิ้วแตะหน้าจอหยุดชั่วขณะ... ก่อนจะปัดโทรศัพท์ออกจากหน้าโดยไม่เปิดอ่านข้อความนั้น
"ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้...แต่กลัวว่ารู้แล้วจะยิ่งถวิลหา"
มารตีหันกลับมามองวรเมธที่ยังนอนนิ่ง เธอลุกขึ้นช้าๆ ก้าวเท้าเปล่าพาร่างเปลือยเดินไปที่ระเบียงท้องทะเลยังคงทอดตัวยาวไกล สะท้อนสีฟ้าอ่อนรับกับท้องฟ้าเช้าวันใหม่และเรือคายัคสองลำที่กำลังรออยู่ริมหาดก็เหมือนเชื้อเชิญให้พวกเขาออกไปเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกัน
เสียงหัวเราะดังแผ่วๆ ตามสายลมเมื่อลำเรือคายัคไหลลัดเลาะไปตามแนวคลื่นอ่อน ปพนต์อยู่บนเรือลำหนึ่งกับจิรภา ส่วนมารตีนั่งอยู่หน้าลำเรือกับวรเมธทั้งสี่คนใส่เสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาสั้นสบายๆ ร่างเปียกชื้นจากน้ำกระเซ็นทำให้ผิวที่โดนแดดอ่อนๆ ดูเปล่งประกาย
“เบาๆ หน่อยค่ะวรเมธ เดี๋ยวเรือจะคว่ำ” มารตีหัวเราะเบาๆ เมื่อวรเมธพยายามพายแรงๆด้วยความตื่นเต้น
“ถ้าเรือล่ม ผมก็แค่ได้กอดคุณแน่นๆ เท่านั้นเอง”เขาตอบด้วยแววตาขี้เล่น แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง
เธอยิ้มตอบแต่ไม่ได้พูดอะไร กลับหันหน้าหนีไปมองผืนน้ำกว้างแทนเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังจะแตกซ่านเธอไม่อยากให้เขารู้...ว่าหัวใจของเธอไม่ได้ว่างเปล่า เพราะในห้วงใจของเธอ...ยังมีใบหน้าหนึ่งที่ซ้อนทับขึ้นมาทุกครั้งเมื่อเธอรู้สึกอบอุ่นเกินควรนั่นคือนัทพงษ์
แม้เขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ ไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมใดๆ แต่มารตีกลับรู้สึกว่าเขากำลังเฝ้ามองอยู่เสมอผ่านความคิดถึงของเธอ ผ่านความรู้สึกที่ไม่ยอมลบหาย
ปพนต์และจิรภาพายเรือคู่กันไปไม่ไกลนักเสียงหัวเราะของทั้งคู่ยังดังมาให้ได้ยิน เมื่อคืนนี้สนุกดีนะ” ปพนต์เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“อืม...แต่ฉันว่ามารตีดูเหม่อๆ นะคะ” จิรภาเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน
“เธอคงคิดถึงเด็กคนนั้น...นัทพงษ์ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ” จิรภาพยักหน้าเบาๆ แล้วหัวเราะ “แต่ก็น่ารักดีออกคุณไม่ว่าอะไรเหรอคะ?”
“ผมไม่ได้ว่าอะไรเลย” ปพนต์เอ่ยเสียงเรียบ“ตราบใดที่เธอยังกลับมาหาผมทุกครั้ง...ผมก็พอใจแล้ว”
เมื่อคายัคกลับมาถึงริมฝั่ง มารตีเดินขึ้นมานั่งพักใต้ต้นไม้ใบหน้าสวยเปียกชื้น ริมฝีปากมีรอยยิ้มอ่อนๆ แต่ในดวงตานั้นยังมีความสับสนแฝงอยู่
วรเมธเดินตามมานั่งข้างๆ ไม่พูดอะไร เพียงส่งขวดน้ำให้เธอแล้วนั่งพิงหลังต้นไม้เคียงข้างกันอย่างเงียบสงบ ความเงียบที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอ...กลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดหากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ บางที...คนที่ทำให้เรารู้สึกวางใจที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เราคิดถึงเสมอไป แต่อาจเป็นคนที่อยู่ตรงนี้...เสมอ
มารตีหันไปมองวรเมธ สบตาเขานิ่งๆ แล้วพยักหน้าเบาๆราวกับกำลังกล่าวขอบคุณอีกครั้งโดยไม่ต้องใช้คำพูด แต่ในใจเธอ...ประโยคหนึ่งยังคงดังสะท้อนอยู่“นัทพงษ์...ถ้าตอนนี้เธออยู่ตรงนี้ ฉันคงเผลอยื่นมือไปกุมมือเธอไว้แน่ๆ”
สายลมทะเลพัดเอื่อยไปทั่วผืนทรายริมหาดที่ทอดตัวยาวในแสงแดดอุ่นช่วงสายเปล่งประกายระยิบระยับเหมือนฝันและในความฝันนั้น ร่างของทั้งสี่คน ปพนต์ จิรภา วรเมธ และมารตี ก็กำลังเดินเรียงกันไปอย่างช้าๆด้วยชุดผ้าบางเบาสีครีมแนบเนื้อ พลิ้วไหวไปตามแรงลมทะเล และไม่มีใครใส่อะไรไว้ภายใน...เหมือนจะเตรียมพร้อมเสมอ...นั่นคือข้อตกลงที่ต่างก็รับรู้ร่วมกัน