“แม่หนูซี เจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆหากไม่ใช่ซูเฉิงนำทางข้าคงคิดไปว่าเป็นบ้านคนรวยเจ้าดูสิว่ากำแพงด้านนอกงดงามถึงเพียงใด”เถ้าแก่หยางกล่าวอย่างที่ไม่มีคำโกหกปนอยู่เลย กำแพงล้อมบริเวณบ้านของครอบครัวก็เรื่องหนึ่งเมื่อผ่านประตูเข้ามาแล้ว บ้านขนาดสามห้องที่สร้างจากโคลนก็ปรากฏตรงหน้าเขาบ้านดูเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง ลานบ้านได้รับการทำความสะอาดจนสะอาดสะอ้านและยังมีพื้นที่โล่งๆขนาดใหญ่อยู่รอบๆ พื้นที่เหล่านั้นก็ได้รับการทำความสะอาดจนหมดจดไม่รู้สึกสกปรกแม้แต่เพียงเล็กน้อย
“นั่นคือข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงท่านดูบ้านข้าสิ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าภาพลวงตา” นางมีเงินแต่น่าเสียดายที่เงินเหล่านั้นไม่อาจนำมาใช้ได้ ทำได้แค่เพียงรอรอจนกว่าจะมีโอกาสประจวบเหมาะ เงินเหล่านั้นจึงจะสามารถนำมาใช้ได้เมื่อถึงเวลานั้น บ้านของพวกนางก็จะเปลี่ยนไปไม่เหลือเค้าเดิมเช่นกันไว้เวลานั้นจึงจะเหมือนครอบครัวคนรวยในเมือง
“แม่หนูนี่ถ่อมตัวจริงบ้านไหนจะทำแบบเจ้าได้เล่า” อายุยังน้อยแต่เข้าใจอะไรมากมาย
“ไม่เช่นนั้นหรอกหากเราไม่ปรับตัวเราจะอยู่รอดได้อย่างไร”หากท่านพ่อและท่านแม่ยังอยู่ก็คงไม่วิ่งเต้นบากบั่นถึงเพียงนั้นหรอก
“มีเหตุผล” คำพูดของนางก็ไม่ผิดเด็กที่สูญเสียพ่อแม่ ทำได้เพียงแค่ทำทุกอย่างด้วยตัวเองไม่อย่างนั้นชีวิตจะบดขยี้พวกเขาอย่างแน่นอน โชคดีที่พวกเขาจิตใจแข็งแกร่งพอทั้งสามทำงานอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอด
“ท่านอาหยางพวกเรามีเพียงน้ำเปล่าท่านดื่มสักหน่อยเถิด” นางไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งเถ้าแก่หยางจะมาที่บ้านหากรู้จะได้เตรียมใบชาติดบ้านไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้รับแขก
“อืม ไม่ต้องมากเรื่องหรอกน้ำอะไรก็เหมือนกันทั้งสิ้น” เขามีเรื่องที่สำคัญที่สุดจึงมาที่นี่จะดื่มอะไรก็ไม่สำคัญหรอก “เอ่อ… แม่หนู...”เถ้าแก่หยางรู้สึกไม่สบายใจที่จะเอ่ยปาก อย่างไรก็ตามเขาเป็นคนเริ่มพูดแต่ตอนนี้กลับ…
แน่นอนว่าเฉียวซีมองท่าทางที่อยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออกของเถ้าแก่หยางออกแต่นางไม่รีบร้อน ถือแก้วน้ำไว้ในมือ ทำเป็นมองไม่เห็นความลำบากใจของเขา
หยางก่วงแอบมองเฉียวซีเมื่อเห็นว่านางไม่ได้มองเขาจิตใจของเขาก็สงบลงเล็กน้อยเขาจิบน้ำก่อนจะอ้าปากพูดออกมา “แม่หนูซี ผักที่ขายช่วงฤดูหนาวยังมีอยู่ไหม”
“เอ่อ…เถ้าแก่หยางบอกว่าไม่ต้องจัดหาให้แล้วไม่ใช่หรือ ข้าจึงเก็บไว้กินเองที่บ้าน”เฉียวซีแสร้งมองเถ้าแก่หยางด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนจะกล่าวขึ้น
“ไม่มีแล้วหรือ...”หยางก่วงรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย ใช่ เขาไม่ได้ซื้อผักของนางแล้วพวกเขาเป็นเพียงเด็ก ปลูกเยอะกินกันเองไม่หมดหรอกทำไมจะต้องเสียทั้งแรงและเวลาด้วยเล่า หากเขารู้แต่แรกว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ให้ตายเขาก็จะไม่ยกเลิกการค้าขายกับพวกนาง
“มีเหลือไม่เยอะยังพอมีเหลือจากที่ปลูกครั้งก่อน เพียงแต่ตอนนี้ไม่ได้ปลูกแล้ว”พลังวิเศษสามารถเปลี่ยนรสชาติของผักให้อร่อยมากยิ่งขึ้นแน่นอนว่านางไม่อยากปล่อยธุรกิจที่ทำกำไรนี้ไป แต่นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้หากคนไม่ยอมพลิกแพลง จะทำธุรกิจได้อย่างไร
“แม่หนู เจ้าปลูกต่อไปได้ไหมเจ้าจัดส่งให้จวี้เซียนโหลวของเราต่อได้ไหม ราคาเท่าตอนฤดูหนาวเลยเป็นอย่างไร”เขาต้องการทำให้จวี้เซียนโหลวในเมืองมีชีวิตชีวาขึ้นมาเขาไม่อยากได้รับคำวิจารณ์เสียทุกครั้ง ความรู้สึกนั้นมันย่ำแย่มากทีเดียว
“ท่านอาตอนนี้พี่ใหญ่ของข้าไม่ได้อยู่ที่บ้าน เขาไปเรียนที่สำนักศึกษาประจำอำเภอแล้วในบ้านมีแค่ข้ากับน้องชาย ข้าปลูกผักได้ไม่มีปัญหา หากจะให้การจัดส่งเช่นเดิมจำต้องให้ท่านพี่ซูมาช่วยที่บ้านข้าประเดี๋ยวข้าให้เงินค่าแรงที่ช่วยแบกของขึ้นรถม้าเป็นอย่างไรหากข้าให้เขาครั้งละยี่สิบอีแปะ ท่านว่าจะเหมาะสมหรือไม่”นางมีความสามารถในการเพาะปลูก นางสามารถจัดการได้สบายอย่างมากที่สุดคือการกำจัดวัชพืช แต่จะให้ยกทีละตะกร้า ทีละตะกร้าแม้ว่านางจะสามารถทำได้ แต่นางจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ทำได้เพียงให้เงินซูเฉิงมาทำ
“การมารับของถึงที่ไม่ใช่ปัญหาเลยส่วนเรื่องจะให้เงินหรือไม่ข้าไม่อาจตัดสินใจได้ เจ้าหารือกับซูเฉิงเองเถอะยังมีอีกเรื่องนะแม่หนู ในเมื่อเจ้าจัดส่งผักชนิดนี้ให้จวี้เซียนโหลวแล้วเจ้าไม่อาจขายให้กับร้านอื่นได้”
“ท่านอา ท่านวางใจได้เลยที่บ้านมีเพียงแค่ข้ากับน้องชาย จัดส่งให้ร้านท่านร้านเดียวยังพอไหวแต่ถ้ามากกว่านี้ข้าไม่มีกำลังพอหรอก และท่านยังมีบุญคุณต่อข้าข้าจะไปทำอะไรต่ำทรามเช่นนั้นได้อย่างไร” ตอนนี้นางยังไม่ขยายธุรกิจการค้าของนางหรอกส่วนอนาคตหลังจากนี้นางบอกไม่ได้
“แม่หนู ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้อาจะเชื่อเจ้า” เดิมทีเขาอยากทำการลงนามเป็นสัญญาอะไรสักอย่าง แต่พี่ชายนางไม่อยู่คงทำสัญญาไม่ได้ แต่ได้หลักประกันจากคำพูดของนางก็ดีแล้วและเด็กคนนี้เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น การหาเลี้ยงครอบครัวทำให้นางต้องเหนื่อยไม่น้อยไม่มีทางมีแรงมากพอที่จะไปหาหลายๆ ร้านเพื่อหาเงินมากกว่านี้เป็นแน่
“ท่านวางใจได้เลย”
“ซูเฉิง มานี่สิแม่หนูซีมีเรื่องอยากพูดกับเจ้า”หลังจากที่ซูเฉิงมาถึงก็ไปเฝ้าดูเฉียวไป่คัดตัวอักษรไม่ไปรบกวนเถ้าแก่กับแม่นางเฉียว
“น้องชายเจ้าเขียนตัวหนังสือสวยมากข้าไปดูมา” หลังจากลูบหัวเฉียวไป่ซูเฉิงจึงเดินมาหาพวกเขา
“แม่นางเฉียว เจ้ามีอะไรอยากพูดหรือ”เขามาที่บ้านเฉียวบ่อยครั้งและเขาก็ชอบสามพี่น้องตระกูลเฉียวมาก เขาไม่เคยได้ยินพวกเขาโทษฟ้าดินเลยสักคำในทางกลับกันพวกเขากลับให้กำลังใจตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็งเมื่อมองแล้วเขาก็มีกำลังใจ
“พี่ชายของข้าไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองแล้วหลังจากนี้ท่านต้องมาช่วยข้าขนผักขึ้นรถม้าที่บ้านข้าได้หรือไม่ทุกครั้งที่ช่วยข้าจะให้ท่านยี่สิบอีแปะ ไม่ทราบว่าท่านพอใจราคานี้หรือไม่ท่านพี่ซูหากท่านมีอะไรท่านเอ่ยออกมาได้เลย ไม่ต้องลำบากใจที่จะพูด”เฉียวซีชอบใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาในคราวเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจในภายหลัง
“ไม่ต้องให้ข้าหรอก แค่ช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ เพียงเท่านั้น” ซูเฉิงโบกมือครั้งแล้วครั้งเล่าเขาจะไปรับเงินที่พวกนางหามาอย่างยากลำบากได้อย่างไร
“นั่นไม่ได้หรอก นี่เป็นเรื่องระยะยาวไม่ใช่แค่ครั้งหรือสองครั้ง หลายครั้งไปข้าจะรู้สึกไม่สบายใจ ท่านต้องรับเงินเสียหากท่านไม่รับข้าจะจ้างคนมาส่งของเอง” เฉียวซียืนหยัดในความคิดของตนเป็นอย่างมากหากเป็นระยะเวลาสั้นๆ อาจถือว่าช่วยเหลือได้ แต่งานขนส่งนี้ต่อเนื่องยาวนานมากหากเขาไม่เต็มใจที่จะรับเงิน นางจะจ้างคนมาช่วยนางส่งทุกวันเชื่อว่ามีคนในหมู่บ้านทำได้แน่นอน
“ซูเฉิงแม่หนูซีพูดอะไรเจ้าก็รับปากไปเถอะ ยี่สิบอีแปะเจ้าอาจจะไม่พอใจหากไม่พอใจก็ขอเพิ่มเสีย แม่หนูซีข้าพูดถูกไหม” ครึ่งแรกพูดกับซูเฉิงครึ่งหลังพูดกับเฉียวซี
“ท่านอาพูดไม่ผิดหากว่าไม่พอใจในราคาพวกเราก็มาหารือกันอีกครั้ง”มีอาหยางช่วยเชื่อว่าซูเฉิงจะต้องยอมรับแน่นอน
“ยี่สิบอีแปะก็พอแล้ว ข้าตกลง”ซูเฉิงจำใจรับข้อเสนอของพวกเขา
“ถ้าอย่างนั้นถือเป็นอันตกลง”เฉียวซีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านอาข้ายังมีแตงกวากับมะเขือม่วงอยู่ด้วย ท่านอยากนำกลับไปสักเล็กน้อยหรือไม่ผักเหล่านี้สามารถจัดส่งให้ได้ประมาณครึ่งเดือนส่วนผักกาดกวางตุ้งอย่างน้อยต้องรออีกครึ่งเดือนจึงจะจัดส่งให้ได้” แตงกวาและมะเขือม่วงปลูกอยู่ก่อนแล้วต่อมาหลังเทศกาลหยวนเซียวก็ตกลงว่าไม่ต้องส่งผักเสียแล้วผักสองชนิดนี้จึงยังห้อยอยู่เถาของพวกมันและยังไม่ได้แก่จนเกินไป
“เอาๆ พาข้าไปเลือกเร็ว”เมื่อหยางก่วงได้ยินว่ามีแตงกวากับมะเขือม่วง ใบหน้าของเขาก็มีความสุขขึ้นมาทันทีถ้ามีผักสองชนิดนี้คำบ่นเหล่านั้นจะค่อยๆ หายไปเขาถูกเรียกให้ไปเปลี่ยนอาหารทุกวัน รู้สึกแย่มานานแล้ว
“ท่านอารอก่อน เอาตะกร้าก่อน”ดูเหมือนว่าแขกของร้านจะมีปฏิกิริยารุนแรงไม่อย่างนั้นอาหยางจะมีท่าทางร้อนรนเช่นนี้หรือ
“เจ้าพาข้าไป ให้สองคนนั้นแบกตะกร้าตามไปไม่ดีกว่าหรือ”เขาแค่อยากเห็นแตงกวากับมะเขือม่วงที่นางมี นั่นมันผักฤดูร้อนนะแม่หนูผู้นี้เก่งจริงๆ
“ทางนี้ ข้าจะพาท่านไป”เฉียวซีวิ่งไปข้างหน้าเถ้าแก่หยางก่อนจะพาเขาไปที่สวนหลังบ้าน “ท่านอาหยางอยู่นั่นไง” ชี้ไปที่แตงกวาและมะเขือม่วงริมรั้ว
“…” หยางก่วงตกใจกับแตงกวาและมะเขือม่วงที่เห็นตรงหน้าที่นั่นมีแตงกวาและมะเขือม่วงที่สดใหม่เรียงกันแน่น ดูแล้วน่าประทับใจเป็นอย่างมาก
“ท่านอาหยาง ไปกันเถอะ ไปเลือกผักกัน”เฉียวซีแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นความตกตะลึงของเถ้าแก่หยางเดินไปที่เถาแตงกวาและเอื้อมหยิบแตงกวาลูกที่ชอบทีละลูกแล้ววางไว้ข้างๆ
หยางก่วงตัวแข็งทื่อชั่วขณะก่อนจะได้สติแล้วรีบเดินตามหลังเฉียวซีไป และเริ่มเก็บแตงกวากับมะเขือม่วง
พวกเขาสี่คน สองคนเด็ดสองคนเก็บไม่นานตะกร้าสองใบก็ถูกเติมจนเต็ม
ครอบครัวของเฉียวซีไม่มีเครื่องชั่งจึงตกตรงกันว่าจะนำกลับไปชั่งน้ำหนักที่ร้าน และครั้งต่อไปซูเฉิงจึงจะนำเงินมาให้
หลังจากงานกันมาหลายครั้งความเชื่อใจจึงยังคงมีอยู่หยางก่วงและซูเฉิงช่วยกันยกตะกร้าที่มีแตงกวากับมะเขือม่วงอยู่เต็มตะกร้าทั้งสองใบขึ้นไปบนรถม้าเถ้าแก่หยางอดใจรอไม่ไหว ล้างแตงกวาหนึ่งลูกก่อนจะชิมความกรุบกรอบ “แม่หนูซีแตงกวาของเจ้าอร่อยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็ชอบกินผักของเจ้ามันต่างจากผักที่ผู้อื่นปลูกอย่างสิ้นเชิง เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำความหวานกระจายไปทั่วปาก กระตุ้นต่อมรับรส” หยางก่วงถอนหายใจ แข่งเรือแข่งพายได้แต่แข่งวาสนาไม่ได้ นี่เป็นแค่ผัก นึกไม่ถึงเลยว่าแค่ผู้ปลูกต่างกันก็ได้ผลผลิตที่ต่างกันบนโลกอันกว้างใหญ่มีสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจได้เสมอ
“ทุกคนยกย่องชมเชยมาเกินไปแล้วอย่างไรเสียมันก็เป็นสิ่งที่ปลูกออกมาจากดิน”
“แม่หนูซี เวลาป่านนี้แล้ว ข้าไปก่อนนะ”เขาต้องการนำผักเหล่านี้ไปให้หวังต้าฟาให้เร็วที่สุด หากช้าเกินไปก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเช่นไร
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไม่ไปส่งแล้วท่านระมัดระวังด้วย ท่านพี่ซู อย่าบังคับรถม้าให้เร็วเกินไปเชียวระวังความปลอดภัยด้วยนะเจ้าคะ”
“ขอรับ แม่นางเฉียว”
เฉียวซีมองดูพวกเขาจากไปตลอดทางจนมองไม่เห็นเงา สองพี่น้องจึงปิดประตู
หลังออกจากหมู่บ้านเฉียวซูเฉิงควบรถม้าให้เร็วขึ้น ไม่มีทางเลือก ใครให้เถ้าแก่เร่งเขาเล่าเขาไม่มีทางเลือกแล้ว รถม้าคันนี้จำต้องวิ่งให้เร็วเท่านั้น
“เสี่ยวเอ้อร์ เถ้าแก่ของเจ้าเล่าเมื่อไหร่จะมีผักอย่างฤดูหนาวอีก พวกข้ารอมานานแล้วนะ”
“ท่านคหบดีหลี่ขอรับเถ้าแก่ออกไปข้างนอกขอรับ ผักชนิดนี้ข้าไม่มั่นใจรอให้เถ้าแก่กลับมาข้าจะถามให้ท่านนะขอรับ”เสี่ยวเอ้อร์จำไม่ได้ว่าวันนี้มีแขกมาถามคำถามนี้กี่ครั้งแล้วตอนนี้เขาหวังให้เถ้าแก่กลับมาโดยเร็ว เขารับมือไม่ไหวแล้วจริงๆ!
พระเจ้าคงมองเขาด้วยความสงสารคนที่เขาเฝ้าคอยในที่สุดก็ปรากฏตัวที่ประตู
“เถ้าแก่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเมื่อไหร่ท่านจะมีผักเช่นนั้นสักที หากไม่มีข้าจะไม่มาอีกแล้ว”ตอนนี้ปากของเขาคุ้นเคยกับรสชาตินั้นไปเสียแล้วหากไม่ได้กินผักเช่นนั้นอีกทั้งตัวของเขาคงรู้สึกไม่สบาย จะทำอะไรก็ไร้เรี่ยวแรง