“ฉันเกลียดพี่สาวของนาย”
หญิงสาวแหวกลับไปอย่างจนตรอกที่จะเถียง
“เออ เคยได้ยินแต่แม่เลี้ยงรังแกลูกเลี้ยง แต่กรณีนี้ดูเหมือนลูกเลี้ยงจะเป็ฝ่ายรังแกแม่เลี้ยงเสียมากกว่า”
“บ้าที่สุด มันไม่ใช่อย่างที่นายคิด ฉันเกลียดนายด้วย เกลียดที่สุดในโลกเลย”
หญิงสาวแผดเสียงดังลั่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำเอาฐาปกรณ์แทบหูดับ
“แล้วถ้างั้นเธอจะมาอยู่กับฉันทำไม”
ชายหนุ่มย้อนถามอย่างชักจะโมโหขึ้นมาบ้าง
“ฉันขัดคุณพ่อไม่ได้ไง ท่านบังคับให้ฉันมา ฉันรู้ว่าต้องเป็เพราะยัยแม่เลี้ยงนั้นแหละที่คอยยุแยงอยู่เื้ั หล่อนยังสาวยังสวยนี่ พูดอะไรคุณพ่อก็เชื่อไปหมด ฉันก็เลยคิดว่าจะมาพอเป็พิธีเท่านั้นแหละพอสองสามวันผ่านไปฉันก็กลับไปบอกคุณพ่อว่าอยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะนายข่มเหงรังแก เท่านั้นก็จบ”
หญิงสาวเชิดคางกล่าวอย่างมั่นใจถือดี
“โอ้โฮ แม่คุณ ไอเดียบรรเจิดเพริดแพร้วชะมัด”
ชายหนุ่มทำเสียงประชด ก่อนจะชะลอความเร็วของรถลงเมื่อต้องผ่านประตูรั้วทางเข้ารีสอร์ทไป รีสอร์ทซึ่งอยู่บนเนื้อที่ห้าสิบไร่ที่เขาได้รับเป็มรดกมาจากพ่อกับแม่นั้นอยู่ติดกับทะเลสาบเหนือเขื่อนพอดี และเขาเห็นว่ามันอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสมและสวยงามจึงได้เปิดเป็รีสอร์ทขึ้น ซึ่งแม้จะอยู่ห่างไกลความเจริญไปสักหน่อย แต่กลุ่มลูกค้าของเขาก็คือคนที่เบื่อความแออัดวุ่นวายในเมืองแล้ว้าความสงบเงียบ เรียบง่ายและอยากอยู่กับธรรมชาติจริงๆซึ่งนับวันลูกค้าของเขาก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพราะยิ่งสังคมโลกเจริญมากขึ้นไปเท่าไหร่ ความวุ่นวายในการใช้ชีวิตในเมืองก็มีมากขึ้นตาม ดั่งนั้นเมื่อมีเวลาผู้คนจึงใฝ่หาความสงบเงียบกันมากขึ้นรีสอร์ทในชนบทของเขาจึงมีลูกค้าเดินทางเข้ามาพักไม่ขาดแม้ไม่ใช่่เทศกาลก็ตาม ซึ่งพวกเขาจะรู้จักรีสอร์ทไร่ไผ่เขียวได้ก็ด้วยทางสื่อโซเชี่ยลที่ฐาปกรณ์ได้ไปลงโฆษนาไว้
ชายหนุ่มขับรถเลยอาคารสำนักงานและส่วนต้อนรับแขกเบื้องต้นไปที่บ้านพักของตนซึ่งปลูกแยกออกไปเป็ส่วนตัว เป็บ้านชั้นเดียวหลังกะทัดรัดที่สร้างมาจากไม้ทั้งหลังตั้งอยู่บนเนินดินสูงชิดไหล่เขาและมองออกไปเห็นวิวอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนได้เป็อย่างดี
“ถึงแล้ว ลงไปสิ”
เขาบอกเธอเมื่อได้จอดรถลงยังโรงจอดที่อยู่ใกล้ๆกับตัวบ้านนั้น
“นายอยู่กับใคร”
ณิชาภัทรหันไปถามเขา
“บอกให้เรียกน้า”
ชายหนุ่มบอกย้ำเมื่อได้ยินเธอยังเรียกเขาอย่างนั้น
“ไม่ บอกแล้วไงว่าฉันไม่เคยนับพี่สาวของนายเป็แม่ แล้วก็ไม่มีวันที่จะนับนายเป็น้าของฉันด้วย” หญิงสาวเน้นคำบอกเสียงห้วนก่อนเปิดประตูก้าวลงไปจากรถแล้วออกคำสั่งกับเขา“เอากระเป๋าลงมาให้ฉันด้วยน่ะ”
“มากไปแล้วแม่คุณ ที่ฉันอุตส่าห์ขับรถออกไปรับเธอมามันก็เป็บุญแล้วน่ะ ยังจะมาชี้นิ้วใช้ฉันให้ถือกระเป๋าให้อีกเรอะ รู้งี้ปล่อยให้ตากฝนเป็ปอดบวมตายอยู่ตรงนั้นไปเลยดีกว่า”
ชายหนุ่มกล่าวโดยไม่มีทีท่าว่าจะทำตามคำสั่งของหญิงสาว
“แล้วที่นี่ไม่มีคนใช้เลยหรือไง”
“ก็อาจจะมี แต่พวกเขาต้องทำงานในหน้าที่อื่นด้วย ไม่ใช่จะมาคอยรับใช้เราอยู่อย่างเดียว อีกอย่างถึงจะเป็คนใช้หรือคนงานแต่เราก็อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง อะไรเล็กๆน้อยๆพอทำเองได้ก็ควรจะทำเอง ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เรียกใช้คนอื่นไปเสียหมด”
“หมั่นไส้ ถามนิดเดียวตอบยาวเหยียด เทศนาอยู่ตลอดเวลายิ่งกว่าคนแก่”
หญิงสาวกระแทกเสียงใส่ก่อนจำต้องหิ้วกระเป๋าของตนไปเองอย่างไม่พอใจ
ฐาปกรณ์มองตามแล้วก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทนยัยเด็กบ้าที่แสนดื้อด้านนี้ไปได้นานแค่ไหน หนักเข้าคงมีหวังได้จับเอาหวายหวดหลังลายไปเท่านั้น ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิดใจก่อนลงจากรถแล้ววิ่งฝ่าสายฝนใน่ระยะทางสั้นๆตามหญิงสาวที่ก้าวขึ้นบันไดห้าขั้นที่ทอดผ่านเนินดินสู่ระเบียงบ้านไปก่อนหน้าแล้ว