Age of war

    ตอนที่ 125 เส้นทางเลือกของห้าผู้กล้า

    “หากว่าเจ้าอยากฆ่าตัวตาย งั้นจงตายด้วยน้ำมือของข้าซะ! ข้า ผู้กล้าจากเผ่ายักษา [บานา] ขอท้าสู้กับผู้กล้าจากเผ่ามนุษย์ [เอรีส] เจ้าจะรับคำท้าของข้าหรือไม่ จงให้คำตอบเดียวนี้! ”

    คำประกาศนั้นได้กลบเสียงของสนามรบจนสิ้น

    ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่บุรุษร่างยักษ์ผิวสีเขียวทอประกายแสง

    "ท้าสู้… บานา… นาย… จะสู้ต่อไป.. เพื่ออะไร? "

    "เพื่อนำคนสำคัญกลับมา แล้วเจ้าละ ไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อเอาคนสำคัญเช่นนั้นหรือ? "

    "ฉัน… ไม่รู้… ฉันอยากช่วยแอร์บาส์ร แต่ถ้าจะให้ฆ่าเพื่อนเพื่อช่วยเเพื่อน… ฉันทำไม่ได้…"

    "พี่เอรีสค่ะ…"

    เสียงที่อ่อนล้าของเธอทำให้ทุกคนเริ่มหันมามองหน้ากัน

    บางสายตาเหมือนกับคนที่กลับมาได้สติ

    แต่บางสายตาเหมือนกับกำลังมองเรื่องไร้สาระอยู่

    อย่างเช่นเธอผู้นี้

    "อ่อนหัด กิว! อย่ามาทำเป็นพูดโลกสวยแบบนี้นะกิว! คิดว่าฉันต้องเจ็บปวดใจแค่ไหนที่ต้องมาฆ่าเพื่อนต่างเผ่ากันนะกิว! คนที่มีเพื่อนต่างเผ่าไม่ใช่เฉพาะเธอคนเดียวเสียหน่อยกิว! อย่ามาทำเหมือนกับว่าตัวเองโชคร้ายแล้วทำให้การตัดสินใจของพวกเราดูเป็นคนเลวนะ กิว! "

    ดิไลออน สตรีภูติผมขาวทรงแอฟโฟร่กล่าวทั้งน้ำตา

    ส่วนเอสเทอกับลังมันงงว่ายัยนี่ไปมีเพื่อนต่างเผ่าตอนไหนกันดอง…

    "ถ้าอยากจะตายก็รีบตายไปซะกิว! "

    ดิไลออนเริ่มสร้างประกายแสงขึ้นที่ปีกอีกครั้ง

    "หยุดก่อนดอง! ศัตรูของพวกเราไม่ใช่เผ่าอื่น แต่เป็นเงามืดพวกนั้น… นี่พวกเธอไม่คิดฟังคำสั่งจากผู้กล้าอย่างฉันแล้วหรือดอง! "

    "ตำแหน่งผู้กล้าที่ตั้งเพื่อความบันเทิงแบบนั้นไม่มีใครเขาสนกันหรอกกิว! "

    "ดอง!? "

    เอสเทอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าเต็มแรง

    ตำแหน่งผู้กล้าของเผ่าภูติมันก็แค่ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น

    หากลองมองย้อนกลับไปดู มันเคยมีใครเชื่อฟังเธออย่างจริงจังสักครั้งหรือ?

    คำตอบคือ [ไม่]

    "ฉันจะสู้เพื่อโรส---"

    "ระวังข้างล่าง! "

    "!? "

    ในตอนนั้นเองที่เจ้าโทเมบินขึ้นสูงพร้อมกับอาปากกว้าง

    เนื่องจากมัวแต่สนใจเอรีสกับเอสเทอตรงหน้า ดีไลออนจึงลดการระวังรอบตัวเองลง

    ความประมาทเพียงชั่วครู่ได้กลายเป็นจุดจบของชีวิต

    ฟันอันแหลมคมหุบลงพร้อมกับขย้ำร่างที่เล็กพอดีคำของดีไลออนลงไปข้างในลำคอของเจ้ามังกรสีเขียว

    "อย่าเข้ามาขวางการต่อสู้ของข้า! "

    บานาพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด

    ภาพที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เผ่าภูติต่างยืนนิ่งและเริ่มบินแตกกระจายไปคนละทิศอย่างหวาดกลัว

    "เอรีส ถ้าเจ้าไม่คิดต่อสู้ งั้นจงเชิญดูเฝ้าดูเผ่าพันธุ์ตัวเองถูกไล่สังหารอยู่ตรงนั้นอย่างไร้ค่าไปก็แล้วกัน! ทุกคนโจมตี! "

    ถึงในอดีตบานาจะมองว่า เอรีส เปอร์ไซด์ กับเอสเทอ สตรีทั้งสามเป็นคนสวยน่ารักดั่งนางฟ้าสำหรับเขา

    แต่ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจที่จะสู้เพื่อแครอท ดังนั้นจึงไม่มีความรู้สึกลังเลหลงเหลืออยู่อีก

    ไม่สิ มันยังมีความลังเลเหลืออยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ แต่เขาลั่นกุญแจเก็บมันเอาไว้แล้วต่างหาก

    ทุกครั้งที่เขาคร่าชีวิตผู้คนตรงหน้า มันคือทุกครั้งที่มีน้ำตาไหลรินลงมา

    หยาดน้ำตาของเขานั้นไหลรินลงมาจนแห้งเหือดและไม่อาจไหลออกมาได้อีกต่อไป…



    "ฉันขอตัว…ดอง…"

    เอสเทอมองภาพความตายของดิไลออนทั้งน้ำตา

    "จะไปไหนกันค่ะพี่เอสเทอ…"

    "หาทางหยุดเงามืด… ศัตรูของฉันมีแค่นั้นดอง…"

    "..."

    เอสเทอหมดหวังที่จะช่วยจิตใจของเอรีส หมดหวังที่จะหยุดการกระทำอันโง่เขลาของเผ่าตัวเอง

    เธอบินขึ้นสูงแล้วตรงไปทางกำแพงสีดำ

    บินตรงไปคนเดียวโดยไม่หันกลับมามองพวกเธออีก



    "จะทำยังไมต่อไปครับท่านผู้กล้าสเลบ? "

    "ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้ปีศาจยักษ์ ปีศาจแสง กับเผ่าจอมมารสู้กันเอง พวกเราถอยออกมายิงโจมตีจากวงนอกพอ"

    สเลบหันไปมองการต่อสู้ตรงหน้าอีกครั้ง

    เขาชูดาบสีดำขึ้นสูง พร้อมกับให้สัญญาณเคลื่อนทัพออกจากแนวปะทะ

    มันไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำสงครามเพื่อหวาดล้างศัตรู

    เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะที่เด็ดขาด เขาจึงต้องเยือกเย็นเข้าไว้

    " (ถึงทุกหน่วย จงแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดำดินรอเอาไว้ อีกกลุ่มโจมตีจากระยะไกลจากวงนอก อย่าลืมสร้างที่กำบังดิน เริ่มแผนการได้) "

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความหวังอันริบหรี่ที่จะได้นำชีวิตขององค์ราชินีแฟตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง



    "อย่ามาพูดโลกสวยนะกิว! "

    "ข้าขอท้าสู้เจ้า ผู้กล้าเอรีส! "

    "แด่ราชินีแฟต… "

    "รีบไปหาทางทำลายเงามืดเถอะดอง"

    "พี่เอรีส อย่าทำแบบนี้สิค่ะ! "

    คำพูดทั้งหลายได้โถมกระหน่ำใส่เอรีส

    คำพูดเหล่านั้นยิ่งทำให้เธอสับสน

    ความสับสนทำให้เธอกลายเป็นตุ๊กตาที่พังทลาย

    ดังนั้นเอรีสจึง

    "พี่เอรีส!? "

    โผเข้ากอดร่างอันนุ่มนิ่มของเปอร์ไซด์อย่างแนบแน่นด้วยรอยยิ้มที่พังทลายลง

    "นุ่มจัง… เรามาอยู่แบบนี้จนถึงวาระสุดท้ายด้วยกันเถอะนะเปอร์ไซด์…"

    ก่อนจะเริ่มนวยขนฟูพร้อมกับหนีความจริงตรงหน้าไป



    "พี่เอรีสค่ะ… ทุกคน…"

    จิตใจของทุกคนต่างกำลังกระจัดกระจายแยกไปคนละทิศละทาง

    เปอร์ไซด์คิดเช่นนั้น

    ไออุ่นจากผิวกายเอรีสกำลังแผ่เข้าสู่ร่างของเธอ

    เป็นความอบอุ่นที่ชวนให่รู้สึกปลอดภัยและมีความสุข

    เปอร์ไซด์กำลังคิดว่าจุดจบชีวิตครั้งสุดท้ายแบบนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน…

    " (ไม่คิดจะสู้เพื่อคนในเผ่าที่ตายไปเหมือนคนอื่นหรือ?) "

    " (ไม่สู้หรือ ไม่สู้หรือ?) "

    "คุณวิญญาณหรือคะ? นี่ยังสิงร่างหนูอยู่อีกหรือเนี่ย? "

    " (ก็บอกว่าไม่ใช่วิญญาณ!) "

    เสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นภายในสมองของเปอร์ไซด์ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหล

    ตัวจริงของเสียงนั้นคือเผ่าโพรแคริโอต สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีภูมิปัญญานั่นเอง

    "เห็นเงียบไปนาน นึกว่าไปสู่สุขคติแล้วเสียอีกค่ะ"

    “ (ยังไม่ตายเสียหน่อย! แล้วก็ไม่ใช่วิญญาณด้วย!) ”

    " (ให้ตายสิ เวลาแบบนี้ยังจะมีอารมณ์เล่นมุขอีกนะ… เอาเถอะ ตกลงเธออยากจะสู้หรือเปล่า? ถ้าอยากสู้ พวกเราจะเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายเธอให้การันตีชัยชนะให้เอง) "

    "... ไม่สนค่ะ"

    " (ทำไมละ?) "

    "จริงอยู่ว่าหนูเองก็อยากเห็นรอยยิ้มของพวกโซเดียมกับไฮเจนอีกครั้ง แต่จะให้ทำร้ายคนอื่นเพื่อคว้าเอาสัญญาที่ไม่มีอยู่จริง หนูไม่โง่พอทำแบบนั้นค่ะ"

    " (จะบอกว่าสัญชาตญาณมันบอกแบบนั้นสินะ) "

    "ใช่ค่ะ"

    สาเหตุที่เปอร์ไซด์ไม่ทำอะไรเลยแม้แต่จะช่วยเอสเทอทำลายเงามืด มันเป็นเพราะเหตุนี้

    เธอรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณของเผ่าที่เฉียบคม ว่าดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์

    เธอรู้ดีว่านี่คือจุดจบของทุกคน

    เธอรู้โดยสัญชาตญาณ ว่าคำสัญญาของเทพเจ้ามันไม่มีอยู่จริง

    ว่าแต่ทำไมถึงพึ่งจะมารู้สึกตัวเอาในวันสุดท้ายเช่นนี้นะ?

    เธอคิดเช่นนั้น

    "แล้วคุณวิญญาณไม่ลองเสี่ยงสู้เพื่อคืนชีพหรือคะ? จะคุมร่างของหนูไปใช้ก็ได้นะ"

    " (ชีวิตต้องตายสักวัน แค่ว่าวันนี้คือวันตายของพวกเรา) "

    " (พวกเรามีความสุขกับการใช้ชีวิตในร่างของเธอ มันไม่มีอะไรคาใจแล้วละ) "

    เหล่าสัตว์เซลล์เดียวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน

    " (แต่ว่ารู้สึกเดจาวูเหมือนกันนะ) "

    " (เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาถึงแปดครั้งแล้วละว่าไหม) "

    "แปดครั้ง? "

    " (เดจาวูนะ) "

    "? "

    เปอร์ไซด์เงียบเสียงลงครู่หนึ่งพร้อมกับมองไปที่สนามรบตรงหน้า

    "เดจาวูอย่างงั้นหรือค่ะ…"

    พอถูกทักเช่นนั้น เปอร์ไซด์ก็เริ่มคิด

    มันมีหลายครั้งที่เธอรู้สึกว่าบางเหตุการณ์มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน

    หากนับช่วงเวลา มันคงเป็นช่วงตอนที่ก่อนจะจบสงครามพันธมิตรกับเผ่าอาร์โธร์โพดา ที่เธอรู้สึกว่าหลาย ๆ เหตุการณ์มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่จะมาตระหนักเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้งในวันจุดจบของโลกใบนี้

    เธอไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร แต่เธอรู้สึกเช่นนั้น

    "บางทีอาจจะเป็นเหตุการณ์จากชาติก่อนก็ได้นะ"

    " (ฮะ ฮะ ฮะ พูดอะไรตลกน่า จะบอกว่าพวกเราเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาทำสงครามแบบนี้หลายต่อหลายครั้งแล้วหรือ?) "

    " (ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไอที่ดิ้นรนสู้กันตอนนี้มันจะไร้ความหมายไปเลยนะ ฮะ ฮะ ฮะ) "

    " (ไร้เดียงสา~) "

    "พวกคุณวิญญาณอย่าล้อกันจิ! "

    ว่าแล้วเปอร์ไซด์ก็หัวเราะร่วนไปด้วยอีกคน

    แต่บทสนทนาของพวกเขานั้น แทบจะทำให้เหล่าเทพเจ้าทั้งสามเสียวสันหลังวาบขึ้นมา

    เพราะสิ่งที่เปอร์ไซด์เดาเล่นกับเผ่าโพรแคริโอตนั้น มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น

    แถมทุกครั้งที่เริ่มเกมส์สงครามรอบใหม่ ความรุนแรงของความทรงจำจากชาติก่อนก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นด้วย

    แต่โชคยังดีที่ดูเหมือนพวกเธอจะตีความเป็นเรื่องไรสาระที่คิดกันไปเอง

    "... มาร้องเพลงด้วยกันเถอะค่ะ! "

    " (ร้องเพลง?) "

    "ใช่ค่ะ จริงด้วยสิ พี่สาวเอรีสเองก็มาร้องเพลงกันเถอะ"

    เปอร์ไซด์หันไปเรียกเอรีสที่กำลังใช้หน้านวยขนฟูของเธออยู่

    " (จะร้องเพลงตอนนี้ไปเพื่ออะไร?) "

    "เพราะว่ามันคือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต งั้นพวกเรามาสนุกด้วยกันให้ถึงที่สุดกันเถอะค่ะ! "



    เสียงเพลงร่ำร้อง

    เสียงบรรเลงที่ร่ำร้องแทรกสอดผ่านสนามรบ

    แต่ท่วงทำนองแสนสนุกกลับไม่อาจส่งไปถึงหัวใจของผู้คน

    คนที่ต่อสู้ยังคงต่อสู้ต่อไป

    ไม่มีใครที่ได้ยินเสียงเพลงนั้น

    เหล่าคนที่พ่ายแพ้ได้ล้มตายลง

    หนาว เจ็บปวด และหวาดกลัวต่อความตาย

    แต่เมื่อชีวิตมายืนที่ขอบเหวแห่งความตาย พวกเขาจึงเริ่มได้ยินเสียงดนตรีอันไพรเราะและสดใสของเปอร์ไซด์

    ราวกับเป้นเสียงสวรรค์ที่มอบให้กับพวกเขา

    ความทรงจำครั้งที่ไปร่วมคอนเสิร์ตของนกน้อยผู้น่ารักเมื่อครั้งในอดีตได้หวยย้อนกลับมา

    ความทรงจำที่ผู้คนจากหลายเผ่าได้ไปยืนส่งเสียเชียร์ไอดอลของตน พร้อมทั้งแอบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม [โดจิน] ของมนุษย์อย่างสนุกสนาน

    ความทรงจำที่บ้าบอไร้สาระนั้น ทำให้พวกเขาเหล่านักรบ ผู้ซึ่งกำลังจะสิ้นชีพยิ้มออกมาได้

    อย่างน้อยพวกเขาก็ได้นางฟ้าร้องเพลงอันไพเราะส่งท้ายก่อนที่ชีวิตจะสิ้นจากไป

    บทเพลงที่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดี

    [บทเพลงแห่งราตรีสีแดง]



    "ทุกคนบุกโจมตี"

    เมื่อเห็นจังหวะทิศทางลมเริ่มหันเข้าหาฝ่ายตนเอง สเลบก็ไม่รอช้าที่จะกางใบเรือรับลมที่โหมกระหน่ำอย่างเป็นใจนั้นเอาไว้

    "สเลบ… ใช้แผนลอบกัดเหมือนอย่างเคยไม่มีเปลี่ยน"

    บานาพอจะเดาได้ตั้งแต่ที่เห็นกองทัพสีดำของสเลบเคลื่อนตัวออกจากแนวรบแล้ว

    ทั้งที่มีกำลังพลเหลือถึงหนึ่งแสนนาย แต่กลับไม่ยอมบุกแล้วหนีออกไปโจมตีจากรอบนอกอย่างเยือกเย็นแทน

    มีการสร้างคันดินสูงเพื่อเป็นฐานที่มั่น มีการจัดทัพอย่างเป็นระเบียบ และยังมีกลุ่มที่มุดลงไปแอบซ่อนตัวในดิน

    ดูก็รู้ว่ากำลังเตรียมการเพื่อหวังชัยชนะที่เด็ดขาดอย่างแน่นอน

    ตอนแรกบานาอยากบุกทะลวงเข้าไปปลิดชีพผู้นำทัพอย่างสเลบ แต่ติดปัญหาที่เผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติที่เหลือรอด

    มันเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของบานา ที่คนระดับผู้นำของทั้งสองเผ่าไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว

    ส่วนเอรีสกับเอสเทอต่างไม่คิดที่จะร่วมสงคราม สองคนนั้นจึงไม่ถูกนับเข้าเป็นส่วนหนึ่งในสงครามที่เกิดขึ้น

    แม้แต่ตอนนี้ยังสามารถมองเห็นร่างทั้งสามที่อยู่ห่างออกไปจากสนามรบได้ชัดเจน

    คนหนึ่งกอดแม่นกน้อยร้องเพลงอันไพเราะไปพร้อมกัน

    ส่วนอีกหนึ่งคนกำลังพยายามใช้พลังทำลายวังวนแห่งความมืดอย่างไม่ลดละ

    พอขาดผู้นำ เผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติจึงเริ่มโจมตีอย่างไร้ทิศทาง

    ซึ่งนั่นทำให้บานาสามารถควบคุมสถานการณ์และเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย

    แต่โชคร้ายของเขานั้น คือการที่ศัตรูถูกสเลบนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนกำลังรบของบานาไปเสียสิ้น

    ถ้าหากว่ามีคนระดับผู้นำอยู่ พวกเขาคงตัดสินใจร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อรุมกองทัพของสเลบ

    แต่สถานการณ์ที่ว่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้น

    คนของบานาที่เหลือไม่ถึงหมื่น ได้ลดน้อยลงจนเหลือแค่ราวสามพันคน

    อาวุธเองก็เริ่มโทรมและพังเสียหาย

    ผิดกับกองทัพของสเลบที่ยังพร้อมทั้งกำลังพลและอาวุธอันเหนือกว่า

    ส่วนกองทัพของเผ่ามนุษย์กับภูตินั้น ลดลงจนเหลือแทบจะนับนิ้วได้

    ดีไม่ดีคงเหลือไม่ถึงเผ่าละห้าสิบคนแล้ว

    "แต่ใช่ว่าจะพ่ายแพ้"

    บานาได้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับกองทัพของฮอร์เนสในตอนที่เขาสังหารขุนพลของกองทัพลงมาได้

    นั่นคือกองทัพที่แตกกระเจิงราวกับฝูงมดแตกรัง

    “ต้องบุกตรงไปสังหารสเลบ แต่ถ้าจะทำแบบนั้น...”

    บานาหันไปมองกองทัพของตัวเองกับกองทัพของสเลบ

    บางทีสเลบเองคงทราบถึงความสำคัญของชีวิตตัวเอง เขาถึงได้ย้ายไปตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดของกองทัพ

    กำลังพลราวสามพันคนตรงนี้ ถ้าจะใช้เพื่อเปิดเส้นทางไปหาเขา คงต้องสละไปอีกหลายพันชีวิต

    ดีไม่ดีอาจทำไม่ได้ด้วย

    แต่เขาไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกต่อไป

    “พวกเจ้าเชื่อใจข้ามั้ย? ”

    “พวกเราจะติดตามผู้กล้าบานาไปถึงสุดขอบนรกครับ! ”

    “ดี งั้นจงสละชีวิตของพวกเจ้าเพื่อข้า แล้วข้าจะนำหัวของศัตรูกับชัยชนะกลับมาให้เผ่าของพวกเราเอง ข้าขอสาบาน! ”

    “พวกเราหน่วยยักษาแห่งปฐพี พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อท่านครับ! ทุกคน จัดรูปขบวนทัพหัวลิ่ม เตรียมบุกทะลวงไปที่หัวหน้าศัตรู! ”

    กองทัพเผ่ายักษาเริ่มจัดขบวนทัพเป็นหัวลิ่มขนาดใหญ่

    “บุก! ”

    “ยิงโจมตี! ”

    ทั้งสองฝ่ายต่างกรีดเสียงเปิดฉากโจมตีพร้อมกัน

    กองทัพครึ่งแสนตรงหน้าตั้งแถวตอนยาวรอต้อนรับกองทัพยักษา

    อีกครึ่งแสนผุดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าหมายจะลากลงไปสังหารที่ใต้ดิน

    กระสุนรังสีถูกลั่นยิงใส่ขบวนลิ่มตรงหน้า

    ใต้ฝ่าเท้าถูกขุดเป็นหลุมลึกพร้อมกับเขี้ยวสังหาร

    แสงสีฟ้ากับหลุมกำดักได้คร่าเอาชีวิตเผ่ามนุษย์และภูติที่เหลืออยู่โดยรอบบานาไปจนสิ้น

    ส่วนเผ่ายักษานะหรือ?

    แม้นจิตใจจะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แต่จิตวิญญาณของนักรบกลับถูกละลายไปพร้อมกับการโจมตีระลอกแรกไปอย่างง่ายดาย

    ปลายของขบวนลิ่มแตกสลายแทบจะในเสี้ยววินาที

    แต่หัวใจเผ่ายักษามิอาจสั่นคลอนด้วยความตาย

    พวกเขากลัวเสียเกียรติยิ่งกว่าความตายเสียอีก

    "บุก! เปิดเส้นทางให้ผู้กล้าของเรา! "

    "โอ๊วววว! "

    สหายที่อยู่ข้างหลังใช้แขนทั้งสองข้างคว้าเอาร่างกายไร้วิญญาณของคนตรงหน้า

    ใช้ศพของสหายเป็นโล่คุ้มครองของสหายที่ยังมีชีวิต

    จัดขบวนทัพเข้าชดเชยช่องว่างที่เกิดขึ้น ปกปิดช่องโหว่ประดุจรถถังที่น่าหวาดหวั่น

    กระสุนสังหารและอาวุธคำรามดังสนั่นลั่นฟ้า

    แสงรังสีวิ่งฟาดผ่านโต้กลับสาดส่องทั่วหล้า

    เขม่าปืนและฝุ่นควันลอยคลุ้งทั่วนภา

    แม้นจักตาย ขอตายอย่างสมเกียรติผองเผ่ายักษา

    สมบุรุษเผ่านักรบตราบเท่าฟ้าดินสลาย

    ผิวกายที่อันแน่นด้วยกล้ามเนื้อส่องประกายท่ามกลางทะเลสีดำ

    แม้นจักเจอหลุมกับดัก การโจมตีจากใต้ดิน ผ่าดงทุ่งสังหาร พวกเขาก็มิหยุดขาของตน

    จากสามพันเหลือสองพัน

    จากสองพันเหลือหนึ่งพัน

    พวกเขายังคงบุกทะลวงสุดใจขาดดิ้น

    แต่หนทางสู่ขุนพลสเลบนั้นช่างยาวไกล

    กองทัพของศัตรูตรงหน้าของพวกเขามีมากล้นสุดขอบฟ้า

    ราวกับว่าพวกเขากำลังวิ่งเข้าสู่ห้วงลึกของโคลนตมที่ไร้ก้นบ่อ

    "โจมตีเป็นเส้นตรง ไม่ต้องสนรอบนอก ยิงเป็นแนวตรง เดียวข้าจะบินผ่าไปเอง! "

    ดังนั้นบานาตัดสินใจใช้วิถีอันบ้าบิ่น

    หากแม้นฝืนสู้ต่อไป คงไม่แคล้วตายกันหมดในอีกไม่กี่นาที

    เผ่ายักษารีบตอบรับคำสั่งผู้กล้า

    แถวหน้าย่อตัวลง

    แถวหลังยกแขนขึ้นสูง

    คนไร้อาวุธหันไปยืนซ้ายขวาเป็นโล่เนื้อปกป้องพวกพ้องที่เตรียมลั่นโจมตี

    เสียงกระหน่ำอาวุธยิงออกไปได้ดังคำราม

    การโจมตีที่โถมอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เส้นทางตรงหน้าถูกเปิดออกในเสี้ยววินาที

    ม่านควันกลายเป็นดั่งม่านสีดำที่แผ่กว้างขนานตัดผ่านสนามรบ

    บานาไม่ลังเลรีบสั่งเจ้าโทเมบินพุ่งทะลุผ่านม่านควันนั้นที่เกิดขึ้น

    กองทัพของเขาที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลักได้ถูกคลื่นสีดำกลืนกินลงไปจนมิด

    แต่บานาไม่คิดแม้แต่จะหันกลับไปมองหรือกังวลใจ

    เพราะหากทำเช่นนั้น มันคงเป็นการดูหมิ่นเกียรติของผู้ที่สละชีวิตเพื่อเขา

    "สเลบ ข้าขอท้า--- นั่นแกกำลังหันหลังหนีข้าเรอะ! "

    แต่ตำแหน่งที่ควรมีสเลบยืนอยู่กลับว่างเปล่า

    แค่เห็นการเคลื่อนทัพที่ผิดแปลก สเลบก็พอจะเดาได้แล้วว่าบานาคิดจะทำอะไร

    แต่สเลบยังดำดินหนีไปได้ไม่ไกลนัก

    "โกรววว! "

    มังกรโทเมคำรามลั่น

    มันใช้ตัวเองเป็นโล่บินไถพื้นบุกตะลุบผ่ากองทัพตรงไปที่สเลบ

    ใช้จมูกของมันไล่ตามสเลบจนถึงตัว

    "โทเม นี่เจ้า!? "

    ปีกถูกกระฉีกกระชาก เลือดอาบไหลไปทั่วร่าง

    ชีวิตถูกช่วงชิง แต่เพื่อเจ้านายของมัน มันพร้อมจะสละชีวิตให้

    ปลายทางของร่างไร้ชีวิตคือปลายเท้าของสเลบที่ถูกเจ้าโทเมใช้ปากคว้านดินนำตัวเอาขึ้นมา

    ร่างมังกรสูงห้าเมตรได้มาหยุดลงตรงที่แทบเท้าของขุนพลสเลบในท้ายที่สุด

    "โทเม… ข้าสัญญา… ว่าจะเอาชัยชนะแล้วนำแครอทกลับมาให้ได้"

    บานาลงมาลูบหัวมังกรอย่างอ่อนโยน

    โทเมหลับตาลงและนอนจากไปอย่างสงบ

    มันตายจากไปด้วยด้วยรอยยิ้ม

    "สเลบ… ทำให้ข้าไล่ตามจนเหนื่อยเลยนะ"

    "... ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่านายจะผ่าดงกองทัพนับแสนมาถึงตรงนี้ได้"

    นักรบทั้งสองต่างยืนจับจ้องประสานตา

    "ไม่จำเป็นต้องช่วยผม"

    ความจริงสเลบไม่จำเป็นต้องสู้ตัวต่อตัวกับบานา

    แต่สเลบได้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของบานาจนไม่อาจปฏิเสธความกล้าหาญนั้นได้

    เขาสามารถผ่ากองทัพนับแสน ใช้กลยุทธ์ที่บ้าบิ่นพาตัวเองมายืนตรงหน้าเขาได้สำเร็จ

    เสียสละคนไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงมังกรคู่ใจที่รอดมาถึงวันสุดท้ายของโลกใบนี้

    ในฐานะสหาย ในฐานะคู่ต่อสู้ หากว่าเขายังหันหลังหนีเพื่อเอาชัยชนะที่แน่นอน เขาจะยังสามารถใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจในภายหลังจากนี้ได้อีกหรือ?

    เขารู้ดีว่าไม่ควรเลือกเส้นทางที่โง่เขลานี้

    ไม่ควรเอาชะตากรรมของทั้งเผ่ามาแขวนบนความรู้สึกของตัวเอง

    แต่เขาเองไม่อาจทำเป็นเมินศักดิ์ศรีของนักรบผู้ห้าวหาญตรงหน้าได้เช่นกัน

    "ถ้าแพ้… คงโดนท่านราชินีบ่นใส่จนหูชาในโลกหน้าแน่"

    สเลบคิดเช่นนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยกดาบดำเล่มหนึ่งขึ้นสูง

    โบกมือไล่ลูกน้องของตนเองให้ตีเป็นวงกลมล้อมพวกเขาเอาไว้

    "ข้า ผู้กล้าอสูร [บานา] ขอท้าเจ้าสู้กับเจ้า! "

    "ผม ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ] ขอน้อมรับคำท้านั้นครับ"