“หากว่าเจ้าอยากฆ่าตัวตาย งั้นจงตายด้วยน้ำมือของข้าซะ! ข้า ผู้กล้าจากเผ่ายักษา [บานา] ขอท้าสู้กับผู้กล้าจากเผ่ามนุษย์ [เอรีส] เจ้าจะรับคำท้าของข้าหรือไม่ จงให้คำตอบเดียวนี้! ”
คำประกาศนั้นได้กลบเสียงของสนามรบจนสิ้น
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่บุรุษร่างยักษ์ผิวสีเขียวทอประกายแสง
"ท้าสู้… บานา… นาย… จะสู้ต่อไป.. เพื่ออะไร? "
"เพื่อนำคนสำคัญกลับมา แล้วเจ้าละ ไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อเอาคนสำคัญเช่นนั้นหรือ? "
"ฉัน… ไม่รู้… ฉันอยากช่วยแอร์บาส์ร แต่ถ้าจะให้ฆ่าเพื่อนเพื่อช่วยเเพื่อน… ฉันทำไม่ได้…"
"พี่เอรีสค่ะ…"
เสียงที่อ่อนล้าของเธอทำให้ทุกคนเริ่มหันมามองหน้ากัน
บางสายตาเหมือนกับคนที่กลับมาได้สติ
แต่บางสายตาเหมือนกับกำลังมองเรื่องไร้สาระอยู่
อย่างเช่นเธอผู้นี้
"อ่อนหัด กิว! อย่ามาทำเป็นพูดโลกสวยแบบนี้นะกิว! คิดว่าฉันต้องเจ็บปวดใจแค่ไหนที่ต้องมาฆ่าเพื่อนต่างเผ่ากันนะกิว! คนที่มีเพื่อนต่างเผ่าไม่ใช่เฉพาะเธอคนเดียวเสียหน่อยกิว! อย่ามาทำเหมือนกับว่าตัวเองโชคร้ายแล้วทำให้การตัดสินใจของพวกเราดูเป็นคนเลวนะ กิว! "
ดิไลออน สตรีภูติผมขาวทรงแอฟโฟร่กล่าวทั้งน้ำตา
ส่วนเอสเทอกับลังมันงงว่ายัยนี่ไปมีเพื่อนต่างเผ่าตอนไหนกันดอง…
"ถ้าอยากจะตายก็รีบตายไปซะกิว! "
ดิไลออนเริ่มสร้างประกายแสงขึ้นที่ปีกอีกครั้ง
"หยุดก่อนดอง! ศัตรูของพวกเราไม่ใช่เผ่าอื่น แต่เป็นเงามืดพวกนั้น… นี่พวกเธอไม่คิดฟังคำสั่งจากผู้กล้าอย่างฉันแล้วหรือดอง! "
"ตำแหน่งผู้กล้าที่ตั้งเพื่อความบันเทิงแบบนั้นไม่มีใครเขาสนกันหรอกกิว! "
"ดอง!? "
เอสเทอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเข้าเต็มแรง
ตำแหน่งผู้กล้าของเผ่าภูติมันก็แค่ตำแหน่งที่ตั้งขึ้นเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น
หากลองมองย้อนกลับไปดู มันเคยมีใครเชื่อฟังเธออย่างจริงจังสักครั้งหรือ?
คำตอบคือ [ไม่]
"ฉันจะสู้เพื่อโรส---"
"ระวังข้างล่าง! "
"!? "
ในตอนนั้นเองที่เจ้าโทเมบินขึ้นสูงพร้อมกับอาปากกว้าง
เนื่องจากมัวแต่สนใจเอรีสกับเอสเทอตรงหน้า ดีไลออนจึงลดการระวังรอบตัวเองลง
ความประมาทเพียงชั่วครู่ได้กลายเป็นจุดจบของชีวิต
ฟันอันแหลมคมหุบลงพร้อมกับขย้ำร่างที่เล็กพอดีคำของดีไลออนลงไปข้างในลำคอของเจ้ามังกรสีเขียว
"อย่าเข้ามาขวางการต่อสู้ของข้า! "
บานาพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
ภาพที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เผ่าภูติต่างยืนนิ่งและเริ่มบินแตกกระจายไปคนละทิศอย่างหวาดกลัว
"เอรีส ถ้าเจ้าไม่คิดต่อสู้ งั้นจงเชิญดูเฝ้าดูเผ่าพันธุ์ตัวเองถูกไล่สังหารอยู่ตรงนั้นอย่างไร้ค่าไปก็แล้วกัน! ทุกคนโจมตี! "
ถึงในอดีตบานาจะมองว่า เอรีส เปอร์ไซด์ กับเอสเทอ สตรีทั้งสามเป็นคนสวยน่ารักดั่งนางฟ้าสำหรับเขา
แต่ตอนนี้เขาได้ตัดสินใจที่จะสู้เพื่อแครอท ดังนั้นจึงไม่มีความรู้สึกลังเลหลงเหลืออยู่อีก
ไม่สิ มันยังมีความลังเลเหลืออยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ แต่เขาลั่นกุญแจเก็บมันเอาไว้แล้วต่างหาก
ทุกครั้งที่เขาคร่าชีวิตผู้คนตรงหน้า มันคือทุกครั้งที่มีน้ำตาไหลรินลงมา
หยาดน้ำตาของเขานั้นไหลรินลงมาจนแห้งเหือดและไม่อาจไหลออกมาได้อีกต่อไป…
"ฉันขอตัว…ดอง…"
เอสเทอมองภาพความตายของดิไลออนทั้งน้ำตา
"จะไปไหนกันค่ะพี่เอสเทอ…"
"หาทางหยุดเงามืด… ศัตรูของฉันมีแค่นั้นดอง…"
"..."
เอสเทอหมดหวังที่จะช่วยจิตใจของเอรีส หมดหวังที่จะหยุดการกระทำอันโง่เขลาของเผ่าตัวเอง
เธอบินขึ้นสูงแล้วตรงไปทางกำแพงสีดำ
บินตรงไปคนเดียวโดยไม่หันกลับมามองพวกเธออีก
"จะทำยังไมต่อไปครับท่านผู้กล้าสเลบ? "
"ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ปล่อยให้ปีศาจยักษ์ ปีศาจแสง กับเผ่าจอมมารสู้กันเอง พวกเราถอยออกมายิงโจมตีจากวงนอกพอ"
สเลบหันไปมองการต่อสู้ตรงหน้าอีกครั้ง
เขาชูดาบสีดำขึ้นสูง พร้อมกับให้สัญญาณเคลื่อนทัพออกจากแนวปะทะ
มันไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำสงครามเพื่อหวาดล้างศัตรู
เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะที่เด็ดขาด เขาจึงต้องเยือกเย็นเข้าไว้
" (ถึงทุกหน่วย จงแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้ดำดินรอเอาไว้ อีกกลุ่มโจมตีจากระยะไกลจากวงนอก อย่าลืมสร้างที่กำบังดิน เริ่มแผนการได้) "
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความหวังอันริบหรี่ที่จะได้นำชีวิตขององค์ราชินีแฟตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
"อย่ามาพูดโลกสวยนะกิว! "
"ข้าขอท้าสู้เจ้า ผู้กล้าเอรีส! "
"แด่ราชินีแฟต… "
"รีบไปหาทางทำลายเงามืดเถอะดอง"
"พี่เอรีส อย่าทำแบบนี้สิค่ะ! "
คำพูดทั้งหลายได้โถมกระหน่ำใส่เอรีส
คำพูดเหล่านั้นยิ่งทำให้เธอสับสน
ความสับสนทำให้เธอกลายเป็นตุ๊กตาที่พังทลาย
ดังนั้นเอรีสจึง
"พี่เอรีส!? "
โผเข้ากอดร่างอันนุ่มนิ่มของเปอร์ไซด์อย่างแนบแน่นด้วยรอยยิ้มที่พังทลายลง
"นุ่มจัง… เรามาอยู่แบบนี้จนถึงวาระสุดท้ายด้วยกันเถอะนะเปอร์ไซด์…"
ก่อนจะเริ่มนวยขนฟูพร้อมกับหนีความจริงตรงหน้าไป
"พี่เอรีสค่ะ… ทุกคน…"
จิตใจของทุกคนต่างกำลังกระจัดกระจายแยกไปคนละทิศละทาง
เปอร์ไซด์คิดเช่นนั้น
ไออุ่นจากผิวกายเอรีสกำลังแผ่เข้าสู่ร่างของเธอ
เป็นความอบอุ่นที่ชวนให่รู้สึกปลอดภัยและมีความสุข
เปอร์ไซด์กำลังคิดว่าจุดจบชีวิตครั้งสุดท้ายแบบนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน…
" (ไม่คิดจะสู้เพื่อคนในเผ่าที่ตายไปเหมือนคนอื่นหรือ?) "
" (ไม่สู้หรือ ไม่สู้หรือ?) "
"คุณวิญญาณหรือคะ? นี่ยังสิงร่างหนูอยู่อีกหรือเนี่ย? "
" (ก็บอกว่าไม่ใช่วิญญาณ!) "
เสียงที่คุ้นเคยได้ดังขึ้นภายในสมองของเปอร์ไซด์ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหล
ตัวจริงของเสียงนั้นคือเผ่าโพรแคริโอต สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีภูมิปัญญานั่นเอง
"เห็นเงียบไปนาน นึกว่าไปสู่สุขคติแล้วเสียอีกค่ะ"
“ (ยังไม่ตายเสียหน่อย! แล้วก็ไม่ใช่วิญญาณด้วย!) ”
" (ให้ตายสิ เวลาแบบนี้ยังจะมีอารมณ์เล่นมุขอีกนะ… เอาเถอะ ตกลงเธออยากจะสู้หรือเปล่า? ถ้าอยากสู้ พวกเราจะเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายเธอให้การันตีชัยชนะให้เอง) "
"... ไม่สนค่ะ"
" (ทำไมละ?) "
"จริงอยู่ว่าหนูเองก็อยากเห็นรอยยิ้มของพวกโซเดียมกับไฮเจนอีกครั้ง แต่จะให้ทำร้ายคนอื่นเพื่อคว้าเอาสัญญาที่ไม่มีอยู่จริง หนูไม่โง่พอทำแบบนั้นค่ะ"
" (จะบอกว่าสัญชาตญาณมันบอกแบบนั้นสินะ) "
"ใช่ค่ะ"
สาเหตุที่เปอร์ไซด์ไม่ทำอะไรเลยแม้แต่จะช่วยเอสเทอทำลายเงามืด มันเป็นเพราะเหตุนี้
เธอรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณของเผ่าที่เฉียบคม ว่าดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์
เธอรู้ดีว่านี่คือจุดจบของทุกคน
เธอรู้โดยสัญชาตญาณ ว่าคำสัญญาของเทพเจ้ามันไม่มีอยู่จริง
ว่าแต่ทำไมถึงพึ่งจะมารู้สึกตัวเอาในวันสุดท้ายเช่นนี้นะ?
เธอคิดเช่นนั้น
"แล้วคุณวิญญาณไม่ลองเสี่ยงสู้เพื่อคืนชีพหรือคะ? จะคุมร่างของหนูไปใช้ก็ได้นะ"
" (ชีวิตต้องตายสักวัน แค่ว่าวันนี้คือวันตายของพวกเรา) "
" (พวกเรามีความสุขกับการใช้ชีวิตในร่างของเธอ มันไม่มีอะไรคาใจแล้วละ) "
เหล่าสัตว์เซลล์เดียวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน
" (แต่ว่ารู้สึกเดจาวูเหมือนกันนะ) "
" (เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาถึงแปดครั้งแล้วละว่าไหม) "
"แปดครั้ง? "
" (เดจาวูนะ) "
"? "
เปอร์ไซด์เงียบเสียงลงครู่หนึ่งพร้อมกับมองไปที่สนามรบตรงหน้า
"เดจาวูอย่างงั้นหรือค่ะ…"
พอถูกทักเช่นนั้น เปอร์ไซด์ก็เริ่มคิด
มันมีหลายครั้งที่เธอรู้สึกว่าบางเหตุการณ์มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากนับช่วงเวลา มันคงเป็นช่วงตอนที่ก่อนจะจบสงครามพันธมิตรกับเผ่าอาร์โธร์โพดา ที่เธอรู้สึกว่าหลาย ๆ เหตุการณ์มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน ก่อนที่จะมาตระหนักเหตุการณ์ซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีกครั้งในวันจุดจบของโลกใบนี้
เธอไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร แต่เธอรู้สึกเช่นนั้น
"บางทีอาจจะเป็นเหตุการณ์จากชาติก่อนก็ได้นะ"
" (ฮะ ฮะ ฮะ พูดอะไรตลกน่า จะบอกว่าพวกเราเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาทำสงครามแบบนี้หลายต่อหลายครั้งแล้วหรือ?) "
" (ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไอที่ดิ้นรนสู้กันตอนนี้มันจะไร้ความหมายไปเลยนะ ฮะ ฮะ ฮะ) "
" (ไร้เดียงสา~) "
"พวกคุณวิญญาณอย่าล้อกันจิ! "
ว่าแล้วเปอร์ไซด์ก็หัวเราะร่วนไปด้วยอีกคน
แต่บทสนทนาของพวกเขานั้น แทบจะทำให้เหล่าเทพเจ้าทั้งสามเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
เพราะสิ่งที่เปอร์ไซด์เดาเล่นกับเผ่าโพรแคริโอตนั้น มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้น
แถมทุกครั้งที่เริ่มเกมส์สงครามรอบใหม่ ความรุนแรงของความทรงจำจากชาติก่อนก็ยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้นด้วย
แต่โชคยังดีที่ดูเหมือนพวกเธอจะตีความเป็นเรื่องไรสาระที่คิดกันไปเอง
"... มาร้องเพลงด้วยกันเถอะค่ะ! "
" (ร้องเพลง?) "
"ใช่ค่ะ จริงด้วยสิ พี่สาวเอรีสเองก็มาร้องเพลงกันเถอะ"
เปอร์ไซด์หันไปเรียกเอรีสที่กำลังใช้หน้านวยขนฟูของเธออยู่
" (จะร้องเพลงตอนนี้ไปเพื่ออะไร?) "
"เพราะว่ามันคือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต งั้นพวกเรามาสนุกด้วยกันให้ถึงที่สุดกันเถอะค่ะ! "
เสียงเพลงร่ำร้อง
เสียงบรรเลงที่ร่ำร้องแทรกสอดผ่านสนามรบ
แต่ท่วงทำนองแสนสนุกกลับไม่อาจส่งไปถึงหัวใจของผู้คน
คนที่ต่อสู้ยังคงต่อสู้ต่อไป
ไม่มีใครที่ได้ยินเสียงเพลงนั้น
เหล่าคนที่พ่ายแพ้ได้ล้มตายลง
หนาว เจ็บปวด และหวาดกลัวต่อความตาย
แต่เมื่อชีวิตมายืนที่ขอบเหวแห่งความตาย พวกเขาจึงเริ่มได้ยินเสียงดนตรีอันไพรเราะและสดใสของเปอร์ไซด์
ราวกับเป้นเสียงสวรรค์ที่มอบให้กับพวกเขา
ความทรงจำครั้งที่ไปร่วมคอนเสิร์ตของนกน้อยผู้น่ารักเมื่อครั้งในอดีตได้หวยย้อนกลับมา
ความทรงจำที่ผู้คนจากหลายเผ่าได้ไปยืนส่งเสียเชียร์ไอดอลของตน พร้อมทั้งแอบแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม [โดจิน] ของมนุษย์อย่างสนุกสนาน
ความทรงจำที่บ้าบอไร้สาระนั้น ทำให้พวกเขาเหล่านักรบ ผู้ซึ่งกำลังจะสิ้นชีพยิ้มออกมาได้
อย่างน้อยพวกเขาก็ได้นางฟ้าร้องเพลงอันไพเราะส่งท้ายก่อนที่ชีวิตจะสิ้นจากไป
บทเพลงที่พวกเขารู้จักกันเป็นอย่างดี
[บทเพลงแห่งราตรีสีแดง]
"ทุกคนบุกโจมตี"
เมื่อเห็นจังหวะทิศทางลมเริ่มหันเข้าหาฝ่ายตนเอง สเลบก็ไม่รอช้าที่จะกางใบเรือรับลมที่โหมกระหน่ำอย่างเป็นใจนั้นเอาไว้
"สเลบ… ใช้แผนลอบกัดเหมือนอย่างเคยไม่มีเปลี่ยน"
บานาพอจะเดาได้ตั้งแต่ที่เห็นกองทัพสีดำของสเลบเคลื่อนตัวออกจากแนวรบแล้ว
ทั้งที่มีกำลังพลเหลือถึงหนึ่งแสนนาย แต่กลับไม่ยอมบุกแล้วหนีออกไปโจมตีจากรอบนอกอย่างเยือกเย็นแทน
มีการสร้างคันดินสูงเพื่อเป็นฐานที่มั่น มีการจัดทัพอย่างเป็นระเบียบ และยังมีกลุ่มที่มุดลงไปแอบซ่อนตัวในดิน
ดูก็รู้ว่ากำลังเตรียมการเพื่อหวังชัยชนะที่เด็ดขาดอย่างแน่นอน
ตอนแรกบานาอยากบุกทะลวงเข้าไปปลิดชีพผู้นำทัพอย่างสเลบ แต่ติดปัญหาที่เผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติที่เหลือรอด
มันเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของบานา ที่คนระดับผู้นำของทั้งสองเผ่าไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว
ส่วนเอรีสกับเอสเทอต่างไม่คิดที่จะร่วมสงคราม สองคนนั้นจึงไม่ถูกนับเข้าเป็นส่วนหนึ่งในสงครามที่เกิดขึ้น
แม้แต่ตอนนี้ยังสามารถมองเห็นร่างทั้งสามที่อยู่ห่างออกไปจากสนามรบได้ชัดเจน
คนหนึ่งกอดแม่นกน้อยร้องเพลงอันไพเราะไปพร้อมกัน
ส่วนอีกหนึ่งคนกำลังพยายามใช้พลังทำลายวังวนแห่งความมืดอย่างไม่ลดละ
พอขาดผู้นำ เผ่ามนุษย์กับเผ่าภูติจึงเริ่มโจมตีอย่างไร้ทิศทาง
ซึ่งนั่นทำให้บานาสามารถควบคุมสถานการณ์และเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย
แต่โชคร้ายของเขานั้น คือการที่ศัตรูถูกสเลบนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนกำลังรบของบานาไปเสียสิ้น
ถ้าหากว่ามีคนระดับผู้นำอยู่ พวกเขาคงตัดสินใจร่วมมือกันชั่วคราวเพื่อรุมกองทัพของสเลบ
แต่สถานการณ์ที่ว่านั้นคงไม่มีทางเกิดขึ้น
คนของบานาที่เหลือไม่ถึงหมื่น ได้ลดน้อยลงจนเหลือแค่ราวสามพันคน
อาวุธเองก็เริ่มโทรมและพังเสียหาย
ผิดกับกองทัพของสเลบที่ยังพร้อมทั้งกำลังพลและอาวุธอันเหนือกว่า
ส่วนกองทัพของเผ่ามนุษย์กับภูตินั้น ลดลงจนเหลือแทบจะนับนิ้วได้
ดีไม่ดีคงเหลือไม่ถึงเผ่าละห้าสิบคนแล้ว
"แต่ใช่ว่าจะพ่ายแพ้"
บานาได้เห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับกองทัพของฮอร์เนสในตอนที่เขาสังหารขุนพลของกองทัพลงมาได้
นั่นคือกองทัพที่แตกกระเจิงราวกับฝูงมดแตกรัง
“ต้องบุกตรงไปสังหารสเลบ แต่ถ้าจะทำแบบนั้น...”
บานาหันไปมองกองทัพของตัวเองกับกองทัพของสเลบ
บางทีสเลบเองคงทราบถึงความสำคัญของชีวิตตัวเอง เขาถึงได้ย้ายไปตำแหน่งที่อยู่ท้ายสุดของกองทัพ
กำลังพลราวสามพันคนตรงนี้ ถ้าจะใช้เพื่อเปิดเส้นทางไปหาเขา คงต้องสละไปอีกหลายพันชีวิต
ดีไม่ดีอาจทำไม่ได้ด้วย
แต่เขาไม่เหลือทางเลือกอื่นอีกต่อไป
“พวกเจ้าเชื่อใจข้ามั้ย? ”
“พวกเราจะติดตามผู้กล้าบานาไปถึงสุดขอบนรกครับ! ”
“ดี งั้นจงสละชีวิตของพวกเจ้าเพื่อข้า แล้วข้าจะนำหัวของศัตรูกับชัยชนะกลับมาให้เผ่าของพวกเราเอง ข้าขอสาบาน! ”
“พวกเราหน่วยยักษาแห่งปฐพี พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อท่านครับ! ทุกคน จัดรูปขบวนทัพหัวลิ่ม เตรียมบุกทะลวงไปที่หัวหน้าศัตรู! ”
กองทัพเผ่ายักษาเริ่มจัดขบวนทัพเป็นหัวลิ่มขนาดใหญ่
“บุก! ”
“ยิงโจมตี! ”
ทั้งสองฝ่ายต่างกรีดเสียงเปิดฉากโจมตีพร้อมกัน
กองทัพครึ่งแสนตรงหน้าตั้งแถวตอนยาวรอต้อนรับกองทัพยักษา
อีกครึ่งแสนผุดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าหมายจะลากลงไปสังหารที่ใต้ดิน
กระสุนรังสีถูกลั่นยิงใส่ขบวนลิ่มตรงหน้า
ใต้ฝ่าเท้าถูกขุดเป็นหลุมลึกพร้อมกับเขี้ยวสังหาร
แสงสีฟ้ากับหลุมกำดักได้คร่าเอาชีวิตเผ่ามนุษย์และภูติที่เหลืออยู่โดยรอบบานาไปจนสิ้น
ส่วนเผ่ายักษานะหรือ?
แม้นจิตใจจะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ แต่จิตวิญญาณของนักรบกลับถูกละลายไปพร้อมกับการโจมตีระลอกแรกไปอย่างง่ายดาย
ปลายของขบวนลิ่มแตกสลายแทบจะในเสี้ยววินาที
แต่หัวใจเผ่ายักษามิอาจสั่นคลอนด้วยความตาย
พวกเขากลัวเสียเกียรติยิ่งกว่าความตายเสียอีก
"บุก! เปิดเส้นทางให้ผู้กล้าของเรา! "
"โอ๊วววว! "
สหายที่อยู่ข้างหลังใช้แขนทั้งสองข้างคว้าเอาร่างกายไร้วิญญาณของคนตรงหน้า
ใช้ศพของสหายเป็นโล่คุ้มครองของสหายที่ยังมีชีวิต
จัดขบวนทัพเข้าชดเชยช่องว่างที่เกิดขึ้น ปกปิดช่องโหว่ประดุจรถถังที่น่าหวาดหวั่น
กระสุนสังหารและอาวุธคำรามดังสนั่นลั่นฟ้า
แสงรังสีวิ่งฟาดผ่านโต้กลับสาดส่องทั่วหล้า
เขม่าปืนและฝุ่นควันลอยคลุ้งทั่วนภา
แม้นจักตาย ขอตายอย่างสมเกียรติผองเผ่ายักษา
สมบุรุษเผ่านักรบตราบเท่าฟ้าดินสลาย
ผิวกายที่อันแน่นด้วยกล้ามเนื้อส่องประกายท่ามกลางทะเลสีดำ
แม้นจักเจอหลุมกับดัก การโจมตีจากใต้ดิน ผ่าดงทุ่งสังหาร พวกเขาก็มิหยุดขาของตน
จากสามพันเหลือสองพัน
จากสองพันเหลือหนึ่งพัน
พวกเขายังคงบุกทะลวงสุดใจขาดดิ้น
แต่หนทางสู่ขุนพลสเลบนั้นช่างยาวไกล
กองทัพของศัตรูตรงหน้าของพวกเขามีมากล้นสุดขอบฟ้า
ราวกับว่าพวกเขากำลังวิ่งเข้าสู่ห้วงลึกของโคลนตมที่ไร้ก้นบ่อ
"โจมตีเป็นเส้นตรง ไม่ต้องสนรอบนอก ยิงเป็นแนวตรง เดียวข้าจะบินผ่าไปเอง! "
ดังนั้นบานาตัดสินใจใช้วิถีอันบ้าบิ่น
หากแม้นฝืนสู้ต่อไป คงไม่แคล้วตายกันหมดในอีกไม่กี่นาที
เผ่ายักษารีบตอบรับคำสั่งผู้กล้า
แถวหน้าย่อตัวลง
แถวหลังยกแขนขึ้นสูง
คนไร้อาวุธหันไปยืนซ้ายขวาเป็นโล่เนื้อปกป้องพวกพ้องที่เตรียมลั่นโจมตี
เสียงกระหน่ำอาวุธยิงออกไปได้ดังคำราม
การโจมตีที่โถมอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เส้นทางตรงหน้าถูกเปิดออกในเสี้ยววินาที
ม่านควันกลายเป็นดั่งม่านสีดำที่แผ่กว้างขนานตัดผ่านสนามรบ
บานาไม่ลังเลรีบสั่งเจ้าโทเมบินพุ่งทะลุผ่านม่านควันนั้นที่เกิดขึ้น
กองทัพของเขาที่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลักได้ถูกคลื่นสีดำกลืนกินลงไปจนมิด
แต่บานาไม่คิดแม้แต่จะหันกลับไปมองหรือกังวลใจ
เพราะหากทำเช่นนั้น มันคงเป็นการดูหมิ่นเกียรติของผู้ที่สละชีวิตเพื่อเขา
"สเลบ ข้าขอท้า--- นั่นแกกำลังหันหลังหนีข้าเรอะ! "
แต่ตำแหน่งที่ควรมีสเลบยืนอยู่กลับว่างเปล่า
แค่เห็นการเคลื่อนทัพที่ผิดแปลก สเลบก็พอจะเดาได้แล้วว่าบานาคิดจะทำอะไร
แต่สเลบยังดำดินหนีไปได้ไม่ไกลนัก
"โกรววว! "
มังกรโทเมคำรามลั่น
มันใช้ตัวเองเป็นโล่บินไถพื้นบุกตะลุบผ่ากองทัพตรงไปที่สเลบ
ใช้จมูกของมันไล่ตามสเลบจนถึงตัว
"โทเม นี่เจ้า!? "
ปีกถูกกระฉีกกระชาก เลือดอาบไหลไปทั่วร่าง
ชีวิตถูกช่วงชิง แต่เพื่อเจ้านายของมัน มันพร้อมจะสละชีวิตให้
ปลายทางของร่างไร้ชีวิตคือปลายเท้าของสเลบที่ถูกเจ้าโทเมใช้ปากคว้านดินนำตัวเอาขึ้นมา
ร่างมังกรสูงห้าเมตรได้มาหยุดลงตรงที่แทบเท้าของขุนพลสเลบในท้ายที่สุด
"โทเม… ข้าสัญญา… ว่าจะเอาชัยชนะแล้วนำแครอทกลับมาให้ได้"
บานาลงมาลูบหัวมังกรอย่างอ่อนโยน
โทเมหลับตาลงและนอนจากไปอย่างสงบ
มันตายจากไปด้วยด้วยรอยยิ้ม
"สเลบ… ทำให้ข้าไล่ตามจนเหนื่อยเลยนะ"
"... ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่านายจะผ่าดงกองทัพนับแสนมาถึงตรงนี้ได้"
นักรบทั้งสองต่างยืนจับจ้องประสานตา
"ไม่จำเป็นต้องช่วยผม"
ความจริงสเลบไม่จำเป็นต้องสู้ตัวต่อตัวกับบานา
แต่สเลบได้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวของบานาจนไม่อาจปฏิเสธความกล้าหาญนั้นได้
เขาสามารถผ่ากองทัพนับแสน ใช้กลยุทธ์ที่บ้าบิ่นพาตัวเองมายืนตรงหน้าเขาได้สำเร็จ
เสียสละคนไปเป็นจำนวนมาก รวมถึงมังกรคู่ใจที่รอดมาถึงวันสุดท้ายของโลกใบนี้
ในฐานะสหาย ในฐานะคู่ต่อสู้ หากว่าเขายังหันหลังหนีเพื่อเอาชัยชนะที่แน่นอน เขาจะยังสามารถใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจในภายหลังจากนี้ได้อีกหรือ?
เขารู้ดีว่าไม่ควรเลือกเส้นทางที่โง่เขลานี้
ไม่ควรเอาชะตากรรมของทั้งเผ่ามาแขวนบนความรู้สึกของตัวเอง
แต่เขาเองไม่อาจทำเป็นเมินศักดิ์ศรีของนักรบผู้ห้าวหาญตรงหน้าได้เช่นกัน
"ถ้าแพ้… คงโดนท่านราชินีบ่นใส่จนหูชาในโลกหน้าแน่"
สเลบคิดเช่นนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยกดาบดำเล่มหนึ่งขึ้นสูง
โบกมือไล่ลูกน้องของตนเองให้ตีเป็นวงกลมล้อมพวกเขาเอาไว้
"ข้า ผู้กล้าอสูร [บานา] ขอท้าเจ้าสู้กับเจ้า! "
"ผม ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ] ขอน้อมรับคำท้านั้นครับ"