“...เร... เรย์— ตื่นสิ”
เรย์เหมือนได้ยินเสียงของชิโฮะะโเรียกจากที่ไกลๆ สติอันเลือนรางค่อย ๆ กลับคืนมา รอบตัวเบลอและหมุนคว้างไปหมด
เขากระพริบตาถี่ สายตาก็เริ่มปรับตัวโฟกัสมองเห็นสภาพแวดล้อมชัดเจนขึ้นภาพแรกที่ได้เห็นคือใบของใครบางคนที่ยื่นเข้ามา เขาไม่สามารถมองออกได้ว่าเป็ใครเมื่อทุกอย่างในทัศนวิสัยกลายเป็เส้นสีสันหลากตาตัดสลับไปมากับภาพปกติจนชวนคลื่นเหียนรู้สึกสับสนพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าดูวุ่นวายไปหมดราวกับว่าเขาไม่สามารถทำให้ตัวเองมีสมาธิได้
เรย์กวาดตาเริ่มสำรวจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเห็นร่างของนักเรียนมากมายต่างฟุบลงบ้างก็ยังไม่ได้สติบ้างก็พยายามลุกขึ้นอย่างโซซัดโซเซตกอยู่ในอาการมึนงง
“...นี่มัน...เกิดอะไรขึ้น”
เขายกมือซ้ายขึ้นนวดไปบริเวณหน้าผากด้วยอาการมึนหัวเล็กน้อยเหมือนว่าร่างกายจะชาไปทั้งตัว
“...ระ...เรย์มือกับดวงตาของเธอ!”
เขาหันไปมองหน้าต่างบานกระจกที่อยู่ใกล้จากนั้นเขาก็เห็นสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่ง—กระจกตาทั้งสองข้างของตนนั้นมีสีสันที่ผิดแผกไป
แต่สักพักสีของดวงตาก็กลับสู่สภาวะเดิมการมองเห็นค่อย ๆ กลับมาเป็ปกติแต่สิ่งที่หน้าใยิ่งกว่าคือมือซ้ายของตนเองมีสีผิวที่เปลี่ยนไปมีบางอย่างปรากฏเป็ลักษณะของสีดำอมม่วงลวดลายและพื้นผิวของมันนั้นราวกับท้องฟ้ายามราตรีอันเต็มไปด้วยหมู่ดาวที่ส่องสว่างยามค่ำคืนมันทั้งดูน่ากลัวและสวยงามไปในเวลาเดียวกันจนหน้าขนลุก
“นี่มัน...อะไรน่ะ...?”
เขาพยายามลองสะบัดมือหลายครั้งแต่มันก็ยังไม่อะไรเปลี่ยนแปลง หรือนี่จะเป็ความฝัน เรย์อยากให้เป็อย่างนั้นแต่ความรู้สึกมันชัดเจนเกินไป จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่านี่คือเื่จริง
“เวรเอ้ย...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย”
เสียงสถบของเคนจิดึงสติของเขากลับมา
“อูย— มึนหัวชะมัดนี่มัน...รายการแกล้งกันเหรอ”
เคนจิกับฮารุโตะยันตัวลุกขึ้น รุ่นพี่นาคาจิม่าซึ่งอยู่ไม่ไกลกันเริ่มได้สติ
“เฮ้ยเรย์—แขนนายไปโดนอะไรมาวะน่ะ!?”
“ฉัน...ก็ไม่รู้เหมือนกัน พอรู้สึกตัวมันก็เป็แบบนี้แล้วไหนจะเสียงที่อยู่ในความทรงจำนี่อีก— อึก!”
ตอนนี้เรย์รู้สึกถึงอะไรบางอย่างความร้อนที่กำลังใหลเวียนเข้ามาอยู่ภายในกายระหว่างที่กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์นั้น เขาก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายขึ้น
‘กรี๊ด—!!’
‘อ๊าก—!!’
“เหวอ! ใครก็ได้ช่วยฉันด้วย”
“ขาฉัน... ช่วย—”
พวกเขาได้ยินเสียงความวุ่นวายลอยขึ้นมาจากชั้นล่างทุกคนต่างรีบลุกขึ้นไปยืนมุงดูที่หน้าต่างของอาคารเรียน
สิ่งที่ปรากฏขึ้นแก่สายตาคือบนสนามกีฬากลางโรงเรียนมีเด็กนักเรียนมากมายกำลังวิ่งหนีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ในชุดเกราะนักรบโบราณหลายตน
ทว่ามันกลับดูสูงใหญ่ผิดปกติ นักรบเ่าั้มีร่างกายสูงใหญ่เกินมนุษย์ธรรมดาใบหน้าของพวกมันถูกซ่อนอยู่ใต้หมวกเกราะที่ดูบิดเบี้ยวดวงตาเปล่งแสงสีแดงดุร้ายจากกระโหลกที่ยิ้มเยาะด้วยความชั่วร้ายชุดเกราะเก่าแก่ของพวกมันเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและเศษผ้าที่ขาดวิ่นพลิ้วไหวไปตามสายลมพวกมันถือดาบยาวและอาวุธต่าง ๆในมือที่ส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้องขณะเดินเข้าหาฝูงชน
การปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้โลกทัศน์นั้นผิดเพี้ยนในพริบตา จนรู้สึกถึงกระทั่งความไม่สมเหตุสมผล
ในตอนแรกเริ่มพอฝูงชนเห็นชุดผิดยุคผิดสมัย พวกเขาก็ส่งเสียงเอะอะพลางมองหน้ากันและกันต่างเข้าใจว่าโรงเรียนของตนถูกยืมสถานที่ถ่ายละคร
ดูยังไงก็เหมือนกับนักแสดงที่กำลังเตรียมตัวถ่ายทำ

ทว่าไม่นานที่พวกมันเริ่มลงมือทุกอย่างก็ตกอยู่ในความโกลาหล
นักเรียนหญิงผู้โชคร้ายที่อยู่ใกล้สุดถูกฟันจนศีรษะขาดกระเด็น ต่อหน้าเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ
กว่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอนที่เืสด ๆ ฟุ้งซาดกระเซ็นออกจากร่างไร้หัว ชโลมบนร่างกายของทุกคนโดยรอบ
ส่วนผู้โชคร้ายอีกคนถูกดาบแทงทะลุทรวงอกขณะกำลังหันหลังวิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนไม่มีใครได้ทันตั้งตัว
“เหวอ! ไม่เข้าใจเลย นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรกันเนี่ย— อ็อก!”
“ช่วยด้วยฉันยังไม่อยากตาย!”
“กรี๊ดดด!!”
“พ่อคะ!แม่คะ! ช่วยหนูด้วย”
หลายคนต่างยืนตัวแข็งค้างไปหลายวินาทีกับภาพตรงหน้าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตานั้นมีแต่ความหวาดกลัวและความไม่เข้าใจ
พวกมันไล่ฆ่านักเรียนอย่างไร้ความปราณีชิ้นส่วนมนุษย์ที่ถูกฟันต่างกระจายปลิวว่อนเป็ภาพอันน่าสยดสยองเกินที่มนุษย์ปกติจะรับไหว
เสียงหวีดร้องของเหล่านักเรียนที่กำลังหนีกระเจิดกระเจิงอย่างแตกตื่นดังระงมจากทุกทิศ พวกเขาเ่าั้ต่างถูกไล่ต้อน คลื่นฝูงชนวิ่งทะลักเข้ามาในตัวอาคารทิ้งละอองเืที่กำลังฟุ้งกระจายไว้เื้ั
“ทุกคนถอยห่างออกจากหน้าต่างเดี๋ยวนี้!”
ขณะที่คนอื่นๆกำลังใกับภาพเบื้องล่างที่ได้เห็นอยู่นั้นเองเรย์กลับมองเห็นธนูดอกหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาด้วยความเร็ว
เรย์สังเกตเห็นทันก่อนใครีบะโร้องบอกทว่าเสียงนั้นส่งออกไปไม่ทันการ
นักเรียนผู้โชคร้ายซึ่งยืนถัดจากเขาไปไม่กี่เมตรถูกลูกธนูเจาะเข้ากระโหลกศีรษะอย่างแม่นยำและเสียชีวิตทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้แม้แต่ส่งเสียงร้องใด ๆ ออกมา

ความตายที่มาเยือนอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนตกตะลึงเกิดเป็ภาพความวุ่นวาย วิ่งหนีกระจัดกระจายกันอย่างอลม่าน
“นี่คือความจริงงั้นเหรอไม่ใช่ความฝันใช่ไหม ละ... แล้ว พวกเราควรทำยังไงกันดี?”
รุ่นพี่นาคาจิม่าเอ่ยถามด้วยความสับสน น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
คน ๆ อื่นได้แต่ส่ายหน้าอย่างสับสน
“ก่อนอื่นต้องหาทางไปจากโรงเรียนนี้ จะไม่ยอมตายโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเด็ดขาดฉันจะป้องปกเธอเอง สัญญาเลย”
เคนจิดึงอีกฝ่ายมากอดปลอบถึงแม้ในใจจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแค่ไหนแต่ก็ต้องทำตัวเข้มแข็งเป็หลักยึดให้กับทุกคน
เรย์ที่ได้ฟังเช่นนั้นก็รวบรวมสติขึ้นบ้างเขามองไปยังมือซ้ายที่เปลี่ยนไปก่อนจะดึงแขนเสื้อคลุมตัวนอกมาปิดให้มิดชิดเท่าที่ทำได้เพื่อไม่ให้สะดุดตา
“อืม...เรารีบหาทางออกไปจากที่นี่กันเถอะ”
เสียงกรีดร้องและเสียงฝีเท้าที่ตื่นตระหนกดังกึกก้องไปทั่วอาคารพวกเรย์และเพื่อน ๆ วิ่งหนีออกจากห้องด้วยความเร็วทุกคนต่างรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจขณะที่พวกเขาก้าวเข้าสู่ทางเดินยาวที่ทอดผ่านตลอดชั้นของอาคาร เสียงลมหายใจหนัก ๆผสานกับเสียงร้องเรียกให้ช่วยจากนักเรียนคนอื่น ๆ ที่วิ่งกระจัดกระจายตามทางเดิน
แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างด้านข้างตัดกับเงาของนักเรียนที่วิ่งหนีทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตึงเครียดพื้นกระเบื้องสีใต้ฝ่าเท้าดูราวกับยิ่งกดดันให้หนีเร็วขึ้นแต่ทุกย่างก้าวกลับหนักอึ้งเหมือนเวลาเคลื่อนช้าลง
เสียงฝีเท้าของเคนจิและฮารุโตะดังสม่ำเสมอข้างกันกับเรย์ขณะที่ชิโฮะหอบเหนื่อยอยู่ไม่ไกลแต่ทว่าทุกอย่างรอบตัวกลับเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงนักเรียนที่วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทางเงาของปีศาจในชุดเกราะั์ที่ยังคงตามล่าจากชั้นล่างนั้นยิ่งทำให้ทุกคนหวาดกลัว
ขณะเรย์หันไปมองข้างหลังสายตาเขาเห็นกลุ่มนักเรียนบางคนถูกตามล่าจนติดอยู่ที่ปลายทางเดินทุกอย่างดูเหมือนจะมืดมัวและไม่มีทางหนีรอดเสียงธนูที่ถูกยิงทะลุอากาศดังก้องไปทั่ว เรย์เห็นลูกธนูพุ่งผ่านหัวของเขาไปพอดีและกระแทกเข้ากับกำแพงข้างหน้า
“อย่าหยุดเด็ดขาด!”
เรย์ะโลั่นหันกลับมาคว้าแขนชิโฮะและดึงให้เธอวิ่งต่อ
“พับผ่าสิวะทางนี้ผ่านไปไม่ได้แล้ว ถอยก่อน”
เมื่อพวกเขาวิ่งมาถึงจุดหมายสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นไปแล้ว
ขณะกลุ่มพวกเขากำลังใช้บันไดเพื่อวิ่งลงไปยังชั้นล่างกลับพบซารูไรปีศาจตัวหนึ่งเดินถือกระบองหนามขนาดใหญ่ย่างก้าวสวนขึ้นมา
มันฆ่านักเรียนทุกคนที่กำลังกระหืดกระหอบวิ่งหนีอยู่ในระยะรัศมีเสียงป่นเละของกระดูกและเืเนื้อดังก้อง ความตายปลิวว่อนไม่มีใครเผชิญหน้ากับมันแล้วรอดได้สักราย
เพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้นคนก็ตายไปมากขนาดนี้แล้ว
“เ้านั่นมันตัวบ้าอะไรกันทำไมต้องไล่ฆ่าทุกคนแบบนี้ด้วย”
ชิโฮะเอามือปิดปากรับไม่ได้กับภาพที่เห็น
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงพวกเรารีบขึ้นไปที่ชั้นบนก่อน วิ่งเดียวนี้!!”
ในตอนที่เคนจิพูดอยู่นั้นมีเสียงร้องโหยหวนของดังขึ้นมีนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่จำได้ว่าเป็เพื่อนร่วมชั้นของพวกเขาเดินกุมลำคอของตนเองที่มีลูกธนูเสียบคา ด้วยดวงตาแดงก่ำมีเืไหลซึมก่อนหน้าคว่ำล้มลงกับพื้น
“ชะ...ช่ว...”
เธอเบิกตาค้าง อ้าปากพะงาบ ๆพยายามออกเสียงในลำคอก่อนสิ้นลมลงในที่สุด
“กรี๊ด! ไม่นะฮิบาริ”
ชิโฮะกรีดร้องความตายของเพื่อนที่ปรากฏต่อหน้า ทำให้เธอตัวแข็งทื่อในขณะที่ซามูไรอีกตัวย่างกรายเข้ามาใกล้ เงื้ออาวุธในมือเตรียมปลิดชีวิตเธอ
เคนจิใช้ศอกกระแทกตู้กระจกเอาถังดับเพลิงออกมา เขากระชากสลักทิ้งจ่อปลายสายฉีดอัดใส่เ้าตัวประหลาดในชุดเกราะซามูไร
สารเคมีสีขาวพุ่งอัดใส่หน้าจนมันต้องยกมือขึ้นปัดป้องท่ามกลางหมอกควันขาวที่เริ่มกระจายไปทั่วเคนจิยกถังดับเพลิงทุ่มใส่จนตัวมันเสียหลักเปิดโอกาสให้เรย์เข้ามาคว้าแขนของชิโฮะที่ใกล้เสียสติออกวิ่ง
"ตั้งสติหน่อยชิโฮะฮิบาริไม่รอดแล้ว วิ่งไปทางนั้นเร็วเข้า ไปเร็ว!"
เรย์เอ่ยขึ้นเพื่อดึงสติชิโฮะ
พวกเขาวิ่งขึ้นมาหลบยังชั้นดาดฟ้าของอาคารซึ่งเป็สนามกีฑาขนาดใหญ่โดยตัวอาคารเรียนแห่งนี้มีทั้งหมดสี่ชั้น
เรย์กับเคนจิและนักเรียนคนอื่น ๆรีบช่วยกันนำของที่มีน้ำหนักมากั้นประตูทางขึ้นเอาไว้อย่างน้อยยังพอช่วยทำให้ทุกคนอุ่นใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
เสียงะโกรีดร้องยังคงดังระงมขึ้นอยู่เป็ระยะตามชั้นอาคารเรียนอื่น ๆ
“เ้าพวกนั้นเป็ตัวห่าอะไรกันแน่วะ...มันเกิดบ้าอะไรกันขึ้น!?”
“ฉันไม่รู้... แต่ที่แน่ๆ มันฆ่าทุกอย่างที่ขวางหน้า นี่ไม่ใช่อะไรที่เราจะยับยั้งได้อีกแล้ว”
"เราจะทำไงกันดีฉันยังไม่อยากตาย ฮึก..."
"ตัวพรรค์นั้นมีอยู่จริงงั้นเหรอฉันไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ฮือ ๆ"
"แล้วสิ่งที่ดวงตาเห็นมันใช่มนุษย์หรือไงเวรเอ้ย!"
เสียงของนักเรียนดังอื้ออึงอย่างสับสนใบหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวายตัวสั่นกลัว
เรย์และกลุ่มผู้รอดชีวิตต่างเลือกที่จะนั่งรวมกันปรึกษาอยู่ที่มุมหนึ่งห่างไกลจากบานประตูเกือบร้อยเมตรขณะนี้เหล่านักเรียนในใจตื่นกลัวอย่างไร้ที่เปรียบแต่ความหวาดกลัวต่อภัยคุกคามรวมทั้งชีวิตเพื่อนนักเรียนกระตุ้นให้พวกเขารักษาสติปัญญาเอาไว้หน่อย เพียงปิดปากร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาๆ
บางคนที่อดทนมาตลอดเริ่มไม่ไหวพวกเขาแยกตัวหลบมุมไปสำรอกสิ่งที่กินลงไปมื้อล่าสุดออกมาเมื่อต้องอดทนเห็นสภาพหน้าสยดสยองของเพื่อนนักเรียนผู้โชคร้ายด้วยกัน
เรย์หยิบมือถือในกระเป๋าขึ้นเปิดดู
“ดูเหมือนสัญญาณโทรศัพท์หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ตจะไม่มีเลยสักอย่าง...”
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นเขาก็ยังพยายามกดโทรออกอีกหลายครั้งหลายคนเห็นเช่นนั้นจึงเริ่มตรวจสอบเช็คอุปกรณ์ของตัวเองบ้าง
“ลองช่วยกันโทรไปหาตำรวจหรือกองกำลังป้องกันตนเองดูดีไหมพวกเราอาจโชคดีก็ได้”
ใครบางคนเสนอขึ้นจึงเริ่มช่วยกันพยายามติดต่อไปยังหน่วยงานราชการที่ใกล้ที่สุดเวลานี้ทุกคนต่างดิ้นรนระดมความคิดในการหาทางออกไปจากโรงเรียนนี้กันอย่างสุดความสามารถ
ทว่าสำหรับเรย์แล้วนั้นภายในใจเขากลับมองว่าเื่นี้เปล่าประโยชน์วิเคราะห์สถานการณ์ได้จากกลุ่มควันที่ลอยขึ้นกระจายอยู่ทั่วทุกมุมเมืองเมื่อมองจากบนดาดฟ้า สภาพพื้นที่อื่น ๆ ตอนนี้คงเกิดเื่ไม่ต่างกัน แต่เขาก็เลือกเงียบไว้ไม่ได้พูดสิ่งที่คิดออกไปเพื่อบั่นทอนกำลังใจของทุกคน