“เ้าหมายถึงเ้าชายขยะนั่น?”
กิลเบิร์ตยิ้มแล้วพยักหน้าให้กับพ่อ
“แล้วเ้าคิดจะใช้มันยังไง”
“พ่อคงเคยได้ยินข่าวลือที่ว่าทั้งพระาาหรือพระราชินีและเ้าหญิงทั้งสองต่างให้ความสำคัญกับเ้าชายขยะบ้างไหมครับ”
ลอร์ดอาร์เทมิสนึกภาพเขาพบว่าตนเองมีข้อมูลเกี่ยวกับเ้าชายของไพร์ล็อกน้อยมาก สาเหตุก็เพราะหลายปีที่ผ่านมาเ้าชายผู้นี้มักขลุกตัวอยู่แต่ในปราสาท เขาจะมีโอกาสได้เห็นก็เป็ครั้งคราวเท่านั้น และทุกครั้งเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากเพราะเห็นว่าเป็คนที่จะอยู่หรือไม่อยู่ก็แทบไม่มีความหมายอะไร แต่ทุกครั้งที่เขาเห็นเ้าชายอยู่กับคนในครอบครัวเขาสามารถมองเห็นความรักและความห่วงใยที่บิดามารดามีให้กับบุตร ส่วนเ้าหญิงลิลิธที่มักจะแสดงท่าทีเ็าเสมอนั้นเขาก็ยังรู้สึกได้ว่าบรรยากาศที่เธอแผ่ออกมาเวลาที่อยู่กับเ้าชายขยะเธอกลับดูแตกต่างจากปกติ
ลอร์ดอาร์เทมิสหรี่ตาลงก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ พูดว่า
“เ้าพูดถูกพวกเขาเ่าั้ให้ความสำคัญกับเ้าขยะนั่นจริง ๆ” ลอร์ดอาร์เทมิสหันไปมองลูกชายเป็ครั้งแรกั้แ่ที่เขาเดินเข้าห้องมา ถามลูกชายตนไปว่า “แล้วเ้ามีแผนอะไร?”
กิลเบิร์ตแกว่งแก้วไวน์ในมือเล่นพร้อมกับมองไวน์ที่อยู่ในแก้วพลางยิ้มมุมปากก่อนจะพูดว่า
“ง่ายมากเลยก็ใช้เ้าขยะนั่นเป็สะพานไงพ่อ ข้าก็จะเข้าไปตีสนิทมันทำดีกับมัน พ่อลองคิดดูสิในขณะที่ทุกคนต่างพากันยี้เ้าขยะนั่นแล้วก็คอยตีตัวออกห่าง แต่ข้ากลับทำตรงกันข้าม พ่อว่ามันจะคิดยังไงในสายตามันข้าเป็คนแบบไหน แล้วมันจะพูดถึงข้ากับเ้าหญิงลิลิธยังไงเื่แค่นี้พ่อคงเดาได้ไม่ยาก”
ลอร์ดอาร์เทมิสใช้ความคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า
“ความคิดของเ้าไม่เลวแต่อย่าได้ประมาทไปเชียวล่ะ การที่เ้าสังเกตเื่นี้ได้ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะสังเกตไม่ได้เช่นเดียวกัน เื่ท่าทีที่เธอมีให้เ้าขยะนั่นอีกหลายคนย่อมต้องสังเกตเห็นแน่นอน หรือต่อให้มองไม่เห็นท่าทีของเ้าหญิงแต่หากเ้าไปตีสนิทกับเ้าขยะนั่นหลายคนต้องเอะใจแล้วเริ่มมองอะไรออกแน่ แต่เ้าจะยังคงได้เปรียบเพราะเป็ฝ่ายลงมือก่อน”
ลอร์ดอาร์เทมิสหันสายตากลับมาจ้องมองเปลวไฟก่อนจะพูดว่า
“เื่คนสืบทอดบัลลังก์เหล่าขุนนางต่างลงความเห็นว่า มีเพียงเ้าหญิงลิลิธที่มีสิทธิ์ เพราะเ้าชายก็เป็แค่เศษขยะ เ้าหญิงเรเชลก็เป็ลูกนอกสมรส ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนต่างจ้องมองตาเป็มันก็คือตำแหน่งพระสวามีของเ้าหญิงลิลิธ ถ้าหากสามารถเษกสมรสกับเ้าหญิงตำแหน่งพระาาก็เรียกได้ว่าแน่นอน
“ดยุคกาเลออนมีลูกสาวเพียงคนเดียว ลูกชายโทนของบารอนเอเดรียนเป็คนที่มีพร์และความสามารถในเื่เวทมนตร์สูงกว่าเ้า แต่กลับไม่พอใจที่จะอยู่ในเมืองเล็ก ๆ อย่างไพร์ล็อกนี่จึงได้ออกผจญภัยไป เคานต์เรห์นวาร์ดมีลูกชายสองคนแต่ดูแล้วเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไร มาร์ควิสเฟลิกซ์มีลูกชายคนหนึ่งแต่เ้าหมอนี่ขยะของแท้มีพลังเวทอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่กลับไม่เอาการเอางานดีแต่ก่อเื่ไปวัน ๆ และคนสุดท้ายลูกชายของไวส์เคานต์โรซาลินด์”
พูดถึงตรงนี้ลอร์ดอาร์เทมิสหรี่ตาพลางเคาะนิ้วกับที่เท้าแขนเก้าอี้ไปมาก่อนจะพูดว่า
“โทมัสเ้าหนูนั่นเป็คนที่ไม่ด้อยไปกว่าเ้าทั้งรูปร่างหน้าตาและความสามารถ จะติดก็แต่มันหมกมุ่นอยู่กับตำรามากเกินไป กับนิสัยนี้ของมันแม้แต่ไวส์เคานต์โรซาลินด์พ่อของมันที่้าให้มันสนิทชิดเชื้อกับเ้าหญิงยังปวดหัว ซึ่งดูไม่น่ากังวลเท่าไหร่นักแต่อย่าได้ประมาทเชียว พ่อได้ยินมาว่าเ้าชายขยะเองก็ใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นอยู่กับห้องสมุดในปราสาท ถ้าสองคนนี้ได้คุยกันจริง ๆ อาจสนิทกันได้มากกว่าเ้าก็เป็ได้”
กิลเบิร์ตจิบไวน์ก่อนจะทำหน้าดื่มด่ำแล้วพูดกับพ่อว่า
“พ่อไม่ต้องห่วงหรอกเพราะข้ารู้ว่าเ้าโทมัสตอนนี้แทบจะกินนอนอยู่ท่ามกลางกองหนังสืออยู่แล้ว ขนาดพ่อของมันยังลากมันออกมาจากห้องสมุดไม่ได้แล้วใครยังจะทำได้”
ลอร์ดอาร์เทมิสพยักหน้าเล็กน้อย
“เป็อย่างนั้นก็ดี”
“พรุ่งนี้ข้าจะส่งจดหมายให้เ้าชายขยะนั่นบอกว่าอยากชวนมันออกไปล่าสัตว์ในอีกสามวัน เมื่อวันนั้นมาถึงข้าจะแสดงให้มันเห็นว่าข้านั้นยอดเยี่ยมขนาดไหนและมีข้าเท่านั้นที่ดีกับมัน”
ลอร์ดอาร์เทมิสไม่พูดอะไรเพียงพยักหน้าเงียบ ๆ เขาเลือกที่จะไม่บอกลูกชายเื่พฤติกรรมแปลกของเ้าชายขยะเมื่อวานนี้และเื่ข้อสงสัยเกี่ยวกับบุคคลที่อยู่เื้ัของพฤติกรรมแปลก ๆ นั้น เพราะเื่พวกนี้ลูกชายเขาไม่จำเป็ต้องรู้ เขาเพียงปัดมือสองทีเป็การไล่ลูกชายให้เข้านอน ก่อนที่เขาจะกลับมาใช้ความคิดอยู่คนเดียวเงียบ ๆ จ้องมองเปลวไฟที่ลุกโชนในเตาผิง
ภายในถ้ำใต้หน้าผา
เออร์วินรีบกลับมาที่ถ้ำด้วยท่าทีร้อนรนกระวนกระวายแต่ทันทีที่เข้ามาในถ้ำพบว่าทุกอย่างยังปกติดีก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กวาดสายตามองภายในถ้ำพบมีผู้หญิงสี่คนอยู่สามคนมองเขาด้วยสายตาที่หวาดระแวง ส่วนหนึ่งคนนั้นมีสภาพที่ไม่ดีนักเธอคนนี้แขนซ้ายหายไปั้แ่ข้อศอกลงมาส่วนขาขวานั้นขาดั้แ่หัวเข่า ตามเนื้อตัวของเธอเต็มไปด้วยรอยาแทั้งรอยแส้และรอยไหม้ ตาขวาของเธอบอดสนิท ส่วนแววตาอีกข้างของเธอนั้นเหม่อลอยไร้ประกายไม่มีการตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ก็คืออกที่กระเพื่อมแม้จะบางเบาเป็การบ่งบอกว่าเธอนั้นยังหายใจอยู่
ทันทีที่เออร์วินเห็นอาการของเธอก็รีบเข้าไปดูใกล้ ๆ กลับต้องขมวดคิ้วออกมา พบว่าสักพักเรเวนก็โผล่ออกมาจากเงาของเขา มองอาการของผู้หญิงคนนั้นถามว่า
“ช่วยเธอได้ไหม?”
เออร์วินไม่ตอบแต่หันไปมองผู้หญิงอีกสามคนที่เหลือ ทั้งสามคนมีอายุไล่เลี่ยกันทั้งยังมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่สิ่งที่มีสะดุดตามากที่สุดกลับเป็หูของพวกเธอซึ่งไม่ใช่หูของมนุษย์ แต่กลับมีหูของสุนัขโผล่จากบนหัวและยังมีหาง คนที่อายุมากที่สุดเอาตัวบังคนที่อายุน้อยกว่าไว้ทางด้านหลังแล้วใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงมองมายังเออร์วิน ในบรรดาทั้งสามคนนี้มีเพียงคนที่อายุมากสุดเท่านั้นที่ตามเนื้อตัวมีแต่รอยาแที่ดูแล้วน่าจะเป็รอยแส้ ซึ่งทั้งสามคนนี้ต่างสวมปลอกคอเหล็กสีดำ
เออร์วินสบตากับผู้หญิงหูสุนัขที่อายุมากที่สุดก่อนจะถามว่า
“คุณชื่ออะไรครับ?”
ผู้หญิงคนนั้นดูลังเลเล็กน้อยแต่ก็ตัดสินใจตอบว่า
“ลูซี่”
“เป็เผ่ามารหูสัตว์?”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าช้า ๆ เออร์วินถอนหายใจช้า ๆ เผ่ามารคือสิ่งที่ขุมกำลังทั้งหมดในทวีปอาร์เคนัสต่างยกให้เป็ศัตรูของส่วนรวม ในตลอดหลายพันปีที่ผ่านมานับแต่เริ่มมีการบันทึกประวัติศาสตร์ าระหว่างเผ่ามารกับมนุษย์ก็ดำเนินเรื่อยมาโดยตลอดไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ความขัดแย้งและความเกลียดชังกลายเป็รากที่ฝังลึกโดยที่จุดเริ่มต้นคืออะไรกลับไม่มีใครสามารถบอกได้
ตำนานเล่าว่าเมื่อก่อนเผ่ามารก็อยู่ในทวีปอาร์เคนัสเหมือนกับเจ็ดอาณาจักรใหญ่และเมืองอื่น ๆ ของมนุษย์ เผ่ามารนั้นเป็เผ่าพันธุ์ที่ชั่วร้ายโดยสันดาน ชื่นชอบการกินเนืุ้์และดื่มเืสด ๆ เป็อาหาร แต่มาวันหนึ่งมนุษย์ที่เป็เหยื่อมาโดยตลอดกลับลุกขึ้นต่อต้านและขับไล่ แน่นอนว่าเออร์วินกลับมองว่านี่คือเื่ไร้สาระทั้งเพ หนังสือที่มนุษย์เป็คนแต่งถ้าไม่เขียนให้มนุษย์เป็ฝ่ายชอบธรรมก็แปลกแล้ว
ปัจจุบันเผ่ามารถูกขับไล่ให้ไปอยู่สุดขอบของทวีปอาร์เคนัสทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในแดนที่ชื่อแดนทมิฬ ซึ่งเป็ดินแดนที่โหดร้ายทารุณและยากที่จะมีมนุษย์คนไหนกล้าที่จะเดินทางไปเหยียบที่นั่น แม้จะเป็แบบนั้นแต่ก็ใช่ว่าเผ่ามารทั้งหมดจะอาศัยอยู่ที่แดนทมิฬ บ่อยครั้งที่พบเห็นเผ่ามารที่อยู่กันเป็เผ่าในป่าลึกหรือเผ่ามารที่มีนิสัยสันโดษแยกออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งทุกครั้งที่มีการค้นพบจะชักนำการไล่ล่ากวาดล้างมาด้วยเสมอ และตัวตั้งตัวดีในการกวาดล้างก็คือ ศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์
ในทวีปอาร์เคนัสยังมีระบบทาสอยู่และทาสที่มีมูลค่าสูงและหาได้ยากนอกจากเป็ทาสที่เคยเป็เชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรที่ล่มสลายเพราะพ่ายแพ้ในาแล้ว ก็คือทาสเผ่ามารที่มีมูลค่าสูงไม่แพ้กัน
เออร์วินละสายตาจากลูซี่มาให้ความสำคัญกับผู้หญิงที่มีร่างกายพิการตรงหน้า ไม่พูดพร่ำทำเพลงเด็กชายจับนู่นคลำนี่ของผู้หญิงคนนั้น การกระทำของเขาทำให้เรเวนกับลูซี่ทำหน้าเหวอโดยเฉพาะเรเวนที่หน้าเธอมีสีเืขึ้นมา แต่ที่หนักที่สุดก็คือเขากลับเปิดกระโปรงเพื่อดูของลับของผู้หญิงคนนั้น
“เดี๋ยวสิ!!! ทำอะไรของเธอน่ะ”
เรเวนร้องอย่างใ ในขณะที่ลูซี่มีสีหน้าซีดเซียวระคนกังวลท่าทีระแวดระวังยิ่งกว่าเดิมร้องในใจว่า
‘หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็คนประเภทเดียวกับไอ้อ้วนปีศาจนั่น’
เออร์วินดูอยู่สักพักก่อนจะถอนหายใจดังฟู่แต่กลับยังมีสีหน้าหนักอึ้ง เขาพูดว่า
“กระดูกหักหลายแห่งตรงส่วนที่อวัยวะขาดไปนั้นเริ่มมีแผลเน่าและติดเชื้อ าแหลายจุดตามร่างกายเริ่มติดเชื้อ อวัยวะเพศฉีกขาดเต็มไปด้วยสารคัดหลั่งและยังมีอาการติดเชื้อเช่นกัน”
เรเวนกับลูซี่พอได้ฟังก็เข้าใจว่าที่เออร์วินทำไปนั้นก็เพื่อเช็กอาการของผู้หญิงคนนี้ต่างก็มีสีหน้าโล่งอก แม้พวกเธอจะไม่เข้าใจว่าติดเชื้อที่อีกฝ่ายพูดถึงคืออะไรก็ตาม เรเวนเห็นเออร์วินมีสีหน้าหนักอึ้งคล้ายมีอะไรในใจจึงถามเขาไปว่า
“ช่วยเธอได้มั้ย”
“ตอนนี้ทำได้แค่สมานาแกับลดการติดเชื้อออก แต่าแทางจิตใจนี่สิ”
“าแทางจิตใจ?” เรเวนทวนคำ เป็อีกครั้งที่เธอได้ยินคำศัพท์แปลก ๆ จากเออร์วินในวันนี้
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“เอาเป็ว่ารักษาชีวิตเธอก่อนแล้วกัน”
พูดจบเออร์วินก็หยิบถุงมิติเทียมออกมาคุ้ยหาอะไรบางอย่างในถุงก่อนจะล้วงขวดโพชั่นขึ้นมาหนึ่งขวด เขามองมายังเรเวนบอกว่า
“พี่สาวช่วยผมหน่อยครับ”
เรเวนพยักหน้าเข้าไปช้อนศีรษะผู้หญิงคนนั้นให้เงยหน้าขึ้นจับให้เธออ้าปากเล็กน้อย เออร์วินทำการเทโพชั่นลงปากของเธอ หลังจากที่โพชั่นไหลสู่ลำคอของเธอสักพักตัวของเธอก็เรืองแสงอ่อน ๆ าแต่าง ๆ บนร่างกายของเธอเริ่มสมานตัว แผลที่เริ่มมีอาการเน่าเริ่มค่อย ๆ หายไปทีละนิด ไม่เกินชั่วอึดใจอาการของเธอก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แขนและขาที่ขาดไปจะไม่ได้งอกใหม่ก็ตาม
สักพักหน้าอกของเธอก็เริ่มมีแรงกระเพื่อมมากขึ้นไม่ได้แ่เบาอ่อนล้าเหมือนเมื่อครู่แต่อย่างใด แววตาข้างซ้ายของเธอเริ่มมีประกายขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายว่าเธอเริ่มที่จะฟื้นฟูสติสัมปชัญญะขึ้นมาได้บ้าง เธอกลอกตาไปมาช้า ๆ ก่อนจะมีท่าทีหวาดกลัวและตื่นตระหนก เธอพยายามดันร่างกายที่พิการให้ถอยห่างจากเออร์วิน
เออร์วินกลับกุมมือของเธออย่างอ่อนโยนพูดกับเธอว่า
“ไม่ต้องกลัวนะครับคุณไม่เป็อะไรแล้ว พวกผมจะไม่ทำร้ายคุณครับดังนั้นไม่ต้องกลัวนะครับ”
เออร์วินพูดแบบนี้อีกสองรอบผู้หญิงคนนี้จึงมีอาการสงบลง ก่อนจะหลับตาลงแล้วหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย เรเวนค่อย ๆ บรรจงวางศีรษะเธอลงกับพื้นช้า ๆ
เออร์วินหันไปมองลูซี่ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินหาเธอแม้ว่าตอนนี้เธอจะยังเอาตัวบังทาสหูสัตว์ที่ด้านหลังของเธอ แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้แสดงความระแวดระวังเฉกเช่นตอนแรกอีก เออร์วินยื่นขวดโพชั่นที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งให้เธอ เขายิ้มให้เธอ
“ดื่มมันสิครับ”
ลูซี่ยื่นมือรับไว้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะตัดสินใจดื่มโพชั่นที่เหลืออยู่จนหมดสิ้น สักพักก็มีแสงล้อมรอบตัวเธอจากนั้นาแต่าง ๆ ทั่วตัวเธอก็เริ่มหายทีละนิด หลงเหลือไว้เพียงแต่รอยแผลเป็ที่เกิดจากแผลที่แห้งแล้วเท่านั้นที่ไม่สามารถรักษาได้ เธอมองาแตามร่างกายก่อนจะมองเออร์วินด้วยสายตาที่ตื้นตันพูดว่า
“ขอบคุณค่ะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะถามว่า
“พวกคุณมาจากที่ไหนครับ”
ลูซี่ส่ายหน้าบอกว่า
“เื่นั้นข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกันค่ะรู้แต่เพียงชนเผ่าของข้าอาศัยอยู่ในป่าลึก วันนึงข้าพาน้อง ๆ มาเก็บเบอร์รีป่าแต่กลับถูกพวกกลุ่มพ่อค้าทาสจับตัวมา แล้วจากนั้นข้าและน้องสาวก็ถูกพามาขายให้กับ...”
พูดถึงตรงนี้ลูซี่ก็ดูมีอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นเธอกอดไหล่อันสั่นเทาของตัวเอง คล้ายกับว่าเธอนึกถึงเื่อะไรที่น่ากลัวสุดขีดขึ้นมา เออร์วินรีบเข้าไปกอดเธอทันทีพร้อมกับบอกว่า
“ไม่เป็อะไรนะครับคุณไม่เป็อะไรแล้ว คุณเก่งมากครับที่ผ่านมันมาได้แต่ว่าจากนี้ไปคุณจะไม่เจอเื่แบบนั้นขึ้นอีกครับ”
เออร์วินทำการพูดปลอบแบบนี้อีกสองครั้ง อาการของลูซี่จึงดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัด เออร์วินกอดเธออยู่พักหนึ่งก่อนจะคลายอ้อมกอดออกมา ถามเธอว่า
“คุณลูซี่ครับที่อยู่ข้างหลังคุณคือน้อง ๆ ของคุณใช่ไหมครับ”
ลูซี่พยักหน้า
“ขอผมได้พบน้อง ๆ ของคุณหน่อยได้ไหมครับ”
ลูซี่พยักหน้าก่อนจะเหลียวมองไปยังด้านหลังบอกกับน้องสาวทั้งสองคนว่า
“ลิลลี่ เดซี่ให้เขาพบพวกเธอหน่อยเถอะ”
เด็กสาวสองคนโผล่หน้ามาจากทางด้านหลังซ้ายขวาของพี่สาวด้านขวาเป็คนผมสั้นท่าทางดูแก่น ๆ แนะนำตัวว่า
“ลิลลี่”
ทางซ้ายเป็คนผมยาวดูหวาด ๆ แนะนำตัวว่า
“เดซี่ค่ะ”
เดซี่แนะนำตัวเสร็จก็รีบหลบหน้ากลับเข้าไปก่อนจะยื่นหน้าออกมาครึ่งหนึ่งมองเออร์วิน เออร์วินยิ้มให้พวกเธอก่อนจะพูดว่า
“ไม่ทราบว่าขอผมดูร่างกายน้องสาวคุณหน่อยได้ไหมครับ”
ลิลลี่ที่ได้ยินดังนั้นจึงพูดว่า “โรคจิต” พร้อมกับมองเออร์วินด้วยความหวาดระแวง ส่วนเดซี่นั้นมุดหน้ากลับไปที่ด้านหลังพี่สาวของตนั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้
เออร์วินที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนก่อนจะสังเกตเห็นว่าลูซี่เองก็ใช้สายตาแปลก ๆ มองดูเขา ยังไม่พอเขายังรู้สึกได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากเรเวนทางด้านหลังจึงเหลียวกลับไปมองพบว่าเธอมองมายังตนด้วยสายตาที่เหมือนกับมองไส้เดือน เออร์วินใช้นิ้วชี้นวดขมับเพราะรู้ว่าพวกเธอกำลังเข้าใจผิดแต่เขาคร้านจะอธิบายจึงเปลี่ยนเป็ถามลูซี่ว่า
“เอ่อคุณลูซี่ครับไม่ทราบว่าที่ผ่านมาในแต่ละวันพวกคุณกินอะไรครับ”
ลูซี่ที่อยู่ ๆ อีกฝ่ายก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาจึงอึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า
“ได้กินเพียงแค่ขนมปังวันละหนึ่งก้อนกับน้ำเปล่าค่ะ”
เออร์วินมองร่างกายที่ผอมซูบของพวกเธอก็ได้แต่พูดในใจ ‘ว่าแล้วเชียว’ ก่อนจะหันไปบอกเรเวนว่า
“พี่สาวครับเดี๋ยวจากนี้รบกวนพี่สาวเป็คนเตรียมอาหารให้พวกเธอในแต่ละวันหน่อยนะครับ อาหารที่เตรียมต้องเป็อาหารย่อยง่ายอย่างพวกนม ข้าวต้ม ไข่ต้ม และก็กล้วย โดยผมจะคอยเช็กสุขภาพพวกเธอวันละครั้งและประเมินว่าควรปรับเปลี่ยนอาหารยังไงครับ”
เรเวนที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วถามว่า
“จำเป็ต้องยุ่งยากขนาดนี้ด้วยเหรอ”
“จำเป็มาก ๆ เลยล่ะครับ เพราะพวกเธอไม่เพียงแต่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในแต่ละวัน แม้แต่อาหารก็ยังไม่เพียงพอด้วย จนพวกเธออาจเป็โรคขาดอาหารก็ได้ ถ้าให้ทานอาหารหนัก ๆ ตอนนี้มันอันตรายเกินไปน่ะครับ”
เรเวนอึ้งนึกถึงสิ่งที่เออร์วินพูดออกมา สารอาหาร เป็อีกคำที่เธอเพิ่งจะเคยได้ยิน เธอก็ได้แต่นึกในใจว่า ‘เด็กนี่ไปเอาคำแปลก ๆ นี้มาจากไหนกันนะ แล้วยังโรคขาดอาหารด้วยมันมีโรคนี้ที่ไหนกัน’ เรเวนมองเออร์วินก่อนจะถามว่า
“แล้วทำไมเธอไม่เป็คนเตรียมเอง”
ทว่าคำตอบที่ได้กลับมาคือคำว่า
“ก็พี่สาวเป็สาวใช้ส่วนตัวของผมนี่ครับ”
เรเวนนิ่งไปทันที เออร์วินไม่สนใจเธอหันไปถามลูซี่ว่า
“ว่าแต่หลังจากนี้คุณลูซี่จะเอายังไงครับ ผมหมายถึงกรณีที่คุณและน้อง ๆ กลับมาแข็งแรงดังเดิมแล้วน่ะครับ”
ทันทีที่ถูกถามลูซี่ก็นิ่งไปทันทีั้แ่เล็กจนโตเธอก็อาศัยอยู่ในเผ่าของเธอมาโดยตลอด ในทวีปอาร์เคนัสที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเผ่าของเธอตั้งอยู่ตรงส่วนไหนในแผนที่โลก พอได้เห็นสีหน้าของเธอเออร์วินก็พูดว่า
“หากยังตัดสินใจไม่ได้หรือไม่รู้จะไปไหนล่ะก็จะลองฟังข้อเสนอของผมไหมครับ”