ตอนที่ 9 ออกศึก (1)
เวลาผ่านไปเร็วมาก เพียงชั่วพริบตาก็ถึงวันกรีธาทัพ มู่ชิวจัดการสั่งงานภายในจวนเรียบร้อย รอแค่ออกเดินทางไปกับซ่งจื่อเฉิน ส่วนอี้เอ๋อร์ก็ถูกส่งเข้าไปในวังหลวงเพื่อให้ฮ่องเต้เลี้ยงดูแทนแล้ว เมื่อมองจวนที่แทบจะเหลือเพียงเปลือกเปล่า ซ่งจื่อเฉินก็อดยิ้มพลางส่ายหน้าไม่ได้ มองคนข้างกายที่ยืนอย่างสง่าผ่าเผย “มู่ชิว เ้าว่าพอเขาพบว่าในจวนนี้ไม่เหลือใครสักคน จะโกรธจนมีสภาพเช่นไร”
มู่ชิวเป็คนรอบคอบพูดน้อยมาตลอด พอได้ฟังก็แค่ก้มหน้ายิ้มเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านอ๋อง เดินทางครั้งนี้ต้องระมัดระวัง อย่างไรเสียอยู่ในเมืองหลวง จะทำสิ่งใดล้วนอยู่ใต้ฝ่าพระบาท เขาย่อมยังมิถึงขั้นกระทำโดยไม่เลือกวิถีทาง ทว่าเมื่อออกจากเมืองหลวงแห่งนี้ไป จะทำอะไรก็ไม่ต้องไตร่ตรองให้มากแล้ว”
“มีเ้าอยู่ข้าก็มีที่พึ่งพิงในใจ”
ซ่งจื่อเฉินมองมู่ชิวอยู่นานแล้วถึงตอบ จากนั้นก็ช่วยผูกเสื้อคลุมให้กระชับมากขึ้น “อากาศเย็น เ้าสุขภาพไม่ค่อยดี ชายแดนหนาวทรมาน ไปครั้งนี้คงไม่ได้กลับมาในเร็ววัน ข้ามั่นใจว่าตนเองปกป้องเ้าในาได้ กลัวเพียงเ้าจะทนสภาพอากาศของที่นั่นไม่ไหว...อย่าเอาแต่เป็ห่วงข้า ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย เข้าใจหรือไม่”
มู่ชิวยิ้ม แต่กลับไม่ขานรับ เขาแค่พยักหน้าเบาๆ ซ่งจื่อเฉินจับบ่าที่ผอมบางของเขา อดเป็ห่วงไม่ได้ว่าร่างกายบอบบางเช่นนี้จะแบกชุดเกราะที่หนักอึ้งได้หรือไม่ “ระหว่างทางนั่งรถม้า ฟังข้าได้หรือไม่”
“ท่านอ๋อง อันที่จริงกระหม่อมยังไม่ได้อ่อนแอถึงเพียงนั้น ท่านอ๋องไม่ต้องกังวลมากเกินไป”
มู่ชิวยิ้มอย่างจนปัญญา ตอบเสียงอ่อน ซ่งจื่อเฉินกลับเอาแต่จ้องเขาด้วยสีหน้าดื้อรั้นเสียจนเขาแทบจะมิอาจปฏิเสธได้ แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่ถนัดรับมือกับท่าทีเช่นนี้ของอีกฝ่าย เป็เช่นนี้ั้แ่พวกเขารู้จักกันครั้งแรก เด็กกำพร้าที่เหมือนลูกหมาป่าคนนั้นยื่นยาเม็ดหนึ่งให้เขา สีหน้าขึงขังจนเหมือนเ็าไร้เยื่อใยเช่นเดียวกับพี่ชาย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับมีประกายน้ำตาคลอคล้ายกำลังเ็ป ทำให้เขามิอาจมีความคิดปฏิเสธได้
ตอนนั้นเขาก็อายุน้อยเช่นกัน ไม่รู้ว่ายาเม็ดนั้นคืออะไรกันแน่ ไม่รู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเองจะถูกยาเม็ดนี้กักขังไว้ในเหวลึกที่มืดสนิทราวกับไร้แสงตะวัน แต่ถึงแม้ในเวลาต่อมาเขาจะรู้เื่ทั้งหมด ทว่าเมื่อนึกถึงประกายในดวงตาคู่นั้น ก็ยังคงมิอาจเกิดความคิดตำหนิคนผู้นี้ได้เพียงสักนิด
“มู่ชิว...”
ซ่งจื่อเฉินมองคนตรงหน้าที่หลายวันมานี้สีหน้าไม่มีเืฝาดเลยแม้แต่น้อย ในใจของราวกับถูกก้อนหินขนาดั์กดทับไว้ตลอด เขาไม่รู้ว่ามู่ชิวยังมีอะไรปิดบังเขาอยู่อีกหรือไม่ ทว่าหลายวันมานี้ไม่ว่าจะบำรุงมู่ชิวอย่างไร ร่างกายของคนผู้นี้ก็เหมือนจะไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิดเดียว
“แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว เชื่อฟังข้าได้หรือไม่ ข้าไม่วางใจจริงๆ...”
เขาแอบสาบานต่อตัวเองอยู่ก่อนแล้วว่าจะไม่บังคับให้มู่ชิวทำอะไรที่เ้าตัวไม่ยินยอมอีกเด็ดขาด แต่ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่กล้าให้คนผู้นี้สวมชุดเกราะหนักอึ้งที่แสนเย็นเฉียบทั้งตัวเร่งเดินทางบนเส้นทางยาวไกลมุ่งหน้าสู่ดินแดนทะเลทรายที่แสนร้างและหนาวเย็นไปกับเขา
เมื่อใดที่นึกถึงภาพมู่ชิวในชาติก่อนที่กระอักเืไม่หยุดอยู่ในอ้อมกอด เขาก็ยากที่จะทำใจให้สงบได้ กลัวว่าครั้งไหนที่ดูแลไม่ดี คนผู้นี้ก็จะหายไปจากข้างกายเขาอีกครั้งอย่างเงียบๆ
ซ่งจื่อเฉินไม่ถนัดเกลี้ยกล่อมผู้อื่น เขาเป็องค์ชาย อีกทั้งยังตัดสินใจเด็ดขาด พูดแล้วต้องทำ ตามความเคยชินในค่ายทหาร แทบจะไม่จำเป็ต้องมานั่งกลุ้มว่าควรทำอย่างไรถึงจะเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นเชื่อคำพูดของตัวเองได้ ทว่ามู่ชิวกลับต่างกัน เขาไม่อยากออกคำสั่งกับคนผู้นี้ และไม่อยากเห็นท่าทางนอบน้อมอดทนของมู่ชิว ดังนั้นต่อให้ยากเพียงใด เขาก็ยังคงตัดสินใจแล้วว่าจะต้องทำให้ตัวเองชินกับสภาพนี้ ห้ามทำให้คนผู้นี้ต้องตกที่นั่งลำบากอีก
“อันที่จริง ขอเพียงท่านอ๋องรับสั่ง มู่ชิวก็จะทำตามอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นความรู้สึกหนาวเย็นก็ได้แผ่ซ่าน ซ่งจื่อเฉินเงยหน้ามองในทันที จึงได้พบกับแววตาแฝงรอยยิ้มของคนตรงหน้า “ดังนั้นท่านอ๋องไม่ต้องลำบากเช่นนี้ เอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด แม้พระชันษาจะยังไม่มาก ก็ยากที่จะเลี่ยงความชราก่อนวัยได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งจื่อเฉินนึกไม่ถึงว่าคนที่สุขุมอ่อนโยนมาตลอดจะพูดเช่นนี้ออกมา เขามองด้วยสายตาใอยู่สักพัก ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ จากนั้นก็กระแอมเล็กน้อยแล้วพูดอย่างจริงจัง “ปล่อยให้ชราไปแล้วอย่างไร ข้ามิได้ใช้ใบหน้านี้ดำรงชีวิต สุดท้ายแล้ววันข้างหน้าเพียงมีเ้าอยู่เป็เพื่อน ข้าก็พอใจแล้ว”
เป็ครั้งแรกที่มู่ชิวได้ยินเขาพูดเื่อนาคตออกมาตรงๆ เช่นนี้ รู้สึกใเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าที่เริ่มแดงระเรื่อก้มลงเล็กน้อยอย่างยากจะปิดบังความเขินอาย “ท่านอ๋อง บัดนี้ทรงจะพาทหารออกศึกแล้ว อย่าตรัสเหลวไหลเช่นนี้...”
“ขอแค่พวกเราอยู่ด้วยกันตลอดไป ข้ายังมีโอกาสให้เหลวไหลได้อีกมาก”
ดวงตาของซ่งจื่อเฉินเจือไปด้วยรอยยิ้ม มองซ้ายขวา เมื่อพบว่าไร้ผู้คนก็รวบคนตรงหน้าเข้ามาบรรจงจูบลงบนหน้าผาก “มู่ชิว ขอแค่เ้าสุขสบายดี หัวใจของข้าก็จะสงบ ทำอะไรล้วนเปี่ยมด้วยความมั่นใจ...ดังนั้นเ้าก็ต้องใช้ชีวิตให้ดีถึงจะถูก อย่าทำให้ข้าเป็ห่วง ได้หรือไม่”
มู่ชิวถูกเขารวบเข้าไปกอดอย่างไม่ทันตั้งตัว อยากถอยออกในทันทีแต่กลับถูกแขนคู่นั้นออกแรงรวบกลับไปอีกครั้งอย่างไม่ยอมให้ขัดขืน เพียงขยับแม้สักนิด แรงจากสองแขนนั้นก็จะยิ่งโอบรัดแน่นขึ้น