“ท่าน...ท่านไป๋?”
“อืม”
ไป๋ซิวจิ่นมองท่าทางน่ารักยามเด็กสาวเบิกตากว้าง อ้าปากตะลึง เพราะเพิ่งตื่นนอน ดวงตาคู่งามจึงยังชุ่มฉ่ำ ราวกับกวางน้อยตัวหนึ่ง
มองจนหัวใจของเขาอ่อนยวบลงครั้งแล้วครั้งเล่า
จู่ๆ เขาก็รู้สึกไม่โกรธเรื่องที่นางล่วงเกินในโถงรับรองวันนั้นแล้ว
หากเป็นสตรีอื่น กล้าแตะต้องเขา แม้จะแตะเพียงครั้งเดียว มือของอีกฝ่ายก็คงไม่จำเป็นต้องเก็บไว้แล้ว
แต่...
สายตาของไป๋ซิวจิ่นเลื่อนลงไปตกลงบนมือขาวเรียวยาวน่ามองคู่นั้นของเด็กสาว มือเล็กงดงามคู่นี้ทำของหวานแสนอร่อยเช่นนั้นออกมา
อืม เช่นนั้นเขาจะไม่ถือสาที่นางล่วงเกินเขาในตอนนั้นก็แล้วกัน
เสิ่นม่านซูมองซ้ายมองขวา พบว่าบนรถม้านอกจากพวกเขาสองคนแล้วยังมีเจียงกูกูอยู่ด้วย
แต่ว่า...เจียงกูกูกลับหลับไปแล้วอย่างนั้นหรือ!
นางเม้มปากเล็กน้อย สายตาเลื่อนกลับมาที่ไป๋ซิวจิ่นอีกครั้ง
เสิ่นม่านซูเอ่ยถามอย่างมึนงง “ท่านไป๋ เหตุใดท่านถึงมาอยู่บนรถม้าจวนข้าได้เจ้าคะ”
“รถม้าของข้าเสีย ข้าจึงขอแม่ทัพเสิ่นนั่งรถม้าจวนเจ้าชั่วคราว”
“อ้อ” เสิ่นม่านซูรู้สึกว่าตนเองคงยังไม่ตื่นดีแน่ มิฉะนั้นต้นขาทองคำไป๋จะพูดคำมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ไป๋ซิวจิ่นมองม่านน้ำบางๆ อันงุนงงในดวงตาของเด็กสาว ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมโดยไม่รู้ตัว “ข้ามีธุระต้องไปทำทางใต้ หากเดินทางลำพังย่อมก่อให้เกิดปัญหา เหล่าองค์ชายกับแม่ทัพเสิ่นไม่รังเกียจ จึงให้ข้าร่วมขบวนไปด้วย สาวใช้กับบ่าวชายของเจ้าอยู่ด้านหลังกับพวกไป๋จื่อ ไม่ต้องกังวล”
“อ้อ” เสิ่นม่านซูพยักหน้า
ในเมื่อมีคนของต้นขาทองคำไป๋อยู่ด้วย เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเจ๋อหลันกับจินหลิงแล้ว
แต่เมื่อทั้งสองคนอยู่ใกล้กันเช่นนี้ เสิ่นม่านซูกลับรู้สึกเกร็งและกระวนกระวายเล็กน้อย
แคว้นต้าฉีไม่ได้มีข้อห้ามระหว่างชายหญิงมากมายถึงเพียงนั้น อีกทั้งหากนับตามลำดับอาวุโส ต้นขาทองคำไป๋ยังเป็นสหายของบิดานาง
แต่ถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งในนิยายนี่นา!
หน้าตางดงามถึงเพียงนั้น!
มิหนำซ้ำพื้นที่ภายในรถม้านี้ก็จำกัด...
เสิ่นม่านซูกังวลจริงๆ ว่าตนจะควบคุมมือเล็กของตนเองไม่อยู่ แล้วทำอะไรลงไปอีก...
หากล่วงเกินอีกครั้ง ต้นขาทองคำไป๋จะต้องเอาเข็มเงินมาจิ้มนางแน่ หรือไม่ก็ตัดแขนตัดขาของนางทิ้ง...
ดังนั้นจะล่วงเกินต้นขาทองคำไป๋อีกไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นม่านซูก็ขยับห่างจากไป๋ซิวจิ่นโดยไม่รู้ตัว
นางไม่ได้ขยับห่างอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง แต่ไป๋ซิวจิ่นยังคงสังเกตเห็น ดวงตาหงส์ราวอัญมณีหรี่ลงเล็กน้อย
หรือเป็นเพราะวันนั้นน้ำเสียงของเขาหนักเกินไป จึงทำให้นางตกใจ ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ส่งของหวานมาอีกเลย มิหนำซ้ำวันนี้ยังตั้งใจหลบเขาด้วย?
พอคิดเช่นนี้ คิ้วงามของไป๋ซิวจิ่นก็ขมวดเล็กน้อย เขาเม้มมุมปาก กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ได้ยินคนด้านนอกเอ่ยขึ้นเสียก่อน
“ขอถาม ไม่ทราบว่าผู้ที่อยู่บนรถม้าคือคุณหนูสามหรือไม่”
เป็นเสียงของจวินมั่วหาน!
เสิ่นม่านซูพลันฮึดขึ้นมาทันที นางหรี่ตา มุมปากยกยิ้มเย็นชา
ครั้งก่อนเกิดเรื่องอย่างนั้นในจวนองค์หญิง พระเอกสารเลวผู้นี้ยังมีหน้ามาพูดกับนางอีกหรือ
ควรบอกว่าคนผู้นี้หน้าด้าน หน้าด้านมาก หรือหน้าด้านที่สุดดีเล่า!
ไป๋ซิวจิ่นเองก็ฟังออกว่าเป็นเสียงของจวินมั่วหาน ในใจวาบผ่านความไม่พอใจสายหนึ่ง ทว่าชั่วพริบตาถัดมา เขาก็เห็นดวงตาของเด็กสาวสว่างวาบ ทั้งร่างแผ่ไอสังหาร
ไอสังหารพุ่งไปยังจวินมั่วหานที่อยู่นอกรถม้า!
ไม่รู้เพราะเหตุใด ไป๋ซิวจิ่นพลันรู้สึกว่าเด็กสาวที่ขนพองเช่นนี้น่าดึงดูดเป็นพิเศษ อดมองนางอยู่นานไม่ได้
เจียงกูกูที่เดิมที ‘หลับอยู่’ ก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
สีหน้าดวงตาของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย กวาดตามองไป๋ซิวจิ่นอย่างไม่เผยพิรุธแวบหนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวกับเสิ่นม่านซูเสียงเบาว่า “คุณหนู ให้บ่าว...”
“ไม่ต้อง”
เสิ่นม่านซูส่งสายตาราวกับบอกว่าไม่เป็นไรให้เจียงกูกู ก่อนจะกล่าวกับจวินมั่วหานนอกรถม้าโดยที่ไม่ได้เปิดม่าน “ไม่ใช่คุณหนูสาม แต่เป็นอาสามของเจ้าต่างหาก!”
บทที่ 90 แข็งกร้าวดีจริงๆ
ทุกคนชะงักไป ไม่มีผู้ใดคิดว่าเสิ่นม่านซูจะตอบเช่นนี้!
แข็งกร้าวดีจริงๆ! คนผู้นั้นเป็นองค์ชายก็ยังกล้าโต้กลับเช่นนี้หรือ
ด้านนอกพลันเงียบกริบราวกับไก่หุบปาก
เจียงกูกูอดขำไม่ได้ นางหันหน้าไป ก็พบว่าบนใบหน้าหล่อเหลาสง่างามและเย็นชาเรียบเฉยของไป๋ซิวจิ่นเองก็มีรอยยิ้มบางวาบผ่านเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าคำพูดประโยคนี้ของเสิ่นม่านซูทำให้จวินมั่วหานที่อยู่นอกรถม้าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ!
จวินมั่วหานแค่นหัวเราะเย็น “คุณหนูสามเสิ่นช่างโอหังนัก ถึงกับคิดจะเป็นอาขององค์ชายผู้นี้หรือ!”
เสิ่นม่านซูจึงค่อยๆ เปิดม่านมุมหนึ่งขึ้น ทำราวกับเพิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใด
ดวงตาดุจอัญมณีของนางกระทบแสง ก่อนจะกล่าวอย่างตกใจ “ไอ้หยา ที่แท้ก็องค์ชายเจ็ดนี่เอง เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว ม่านซูฟังไม่ออก ยังนึกว่าเป็นโจรชั่วที่ไหนเสียอีก”
จวินมั่วหาน “…”
พอนางพูดถึงโจรชั่ว จวินมั่วหานพลันนึกถึงเหตุการณ์หน้าประตูจวนตระกูลไป๋ที่เสิ่นม่านซูถีบเขาครั้งนั้น
อย่างไรกัน เพียงมีม่านกั้นชั้นหนึ่งก็ไม่รู้จักแล้วอย่างนั้นหรือ!
จวินมั่วหานโกรธจนสีหน้ามืดครึ้มยิ่งกว่าเดิม
แต่เสิ่นม่านซูกลับยังคงกล่าวอย่างแผ่วเบาลอยๆ “อ้อ จริงสิ องค์ชายเจ็ด ญาติผู้น้องของข้าหายตัวไปหลายวันแล้ว ตามหาอย่างไรก็หาไม่พบ ท่านเห็นนางบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
คำพูดแผ่วเบาอ่อนโยน กลับเหมือนเหวี่ยงมีดเล่มหนึ่งกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังปักเข้ากลางเป้าพอดี
สีหน้ามืดครึ้มของจวินมั่วหานพลันแปรเปลี่ยนไม่แน่นอนในทันที “ไม่เคย!”
เขาแทบจะกัดฟันพูดคำนี้ออกมา
นับตั้งแต่ซูฉินเข้าไปอยู่ในจวนของเขา จวินมั่วหานก็สั่งปิดปากบ่าวรับใช้ ไม่ให้ผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
ไม่ว่าอย่างไร ซูฉินก็เป็นสตรีของเขาแล้ว อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ในการล่วงรู้อนาคตเช่นนั้น จวินมั่วหานไม่มีทางยอมมองคนของจวนแม่ทัพพานางกลับไป แล้วส่งนางไปแต่งกับชาวนาที่ชนบทอย่างเด็ดขาด!
เดิมทีเขาตั้งใจว่า รอช่วยเหลือผู้ประสบภัยกลับมา หลังเสด็จพ่อแต่งตั้งเขาเป็นอ๋องแล้ว เขาค่อยให้ฐานะที่ถูกต้องชอบธรรมแก่ซูฉิน
แต่เสิ่นม่านซูถามเช่นนี้ นางรู้เรื่องอย่างนั้นหรือ
หรือว่ามีคนแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป?
เสิ่นม่านซูหัวเราะหยันเบามากเสียงหนึ่ง
องค์ชายเจ็ดผู้นี้ก็เป็นเช่นนี้เอง ผู้อื่นพูดเพียงประโยคเดียว เขาก็จะคิดคำนวณอยู่ครึ่งค่อนวัน
ฉะนั้นหากคิดมากเกินไปก็เหนื่อยเหมือนกันนะ
และตอนนี้ การทำให้เขาว้าวุ่นก็เป็นเพียงแค่เรียกน้ำย่อยเท่านั้น
ในเมื่อเขาล่วงเกินเสิ่นม่านซูผู้นี้ ก็รอดูเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ให้ดีแล้วกัน
สิ่งใดที่เจ้าปรารถนามากที่สุด ข้าก็จะยิ่งทำให้เจ้าพลาดสิ่งนั้นไป นี่คือวิธีแก้แค้นที่ได้ผลที่สุด
จวินมั่วหานที่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยมองเด็กสาวที่พิงอยู่ริมหน้าต่าง
ม่านรถม้าเปิดขึ้นเพียงมุมหนึ่ง บดบังร่างของนางไปกว่าครึ่ง แต่กลับเผยใบหน้างามล้ำไร้ที่เปรียบนั้นออกมา หางตาปลายคิ้วล้วนงดงามอ่อนหวาน ทุกครั้งที่นางยิ้มหรือขมวดคิ้วล้วนมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างยิ่ง
จวินมั่วหานพลันชะงักค้าง เขาราวกับเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรกว่าเสิ่นม่านซูงดงามถึงเพียงนี้
งดงามอย่างประณีต งดงามอย่างเฉียบคม แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายปราดเปรียวและความหยิ่งทะนงอันเป็นเอกลักษณ์
สายพิณในหัวใจถูกกระทบไหวเล็กน้อย ส่งเสียงสั่นสะเทือนยาวนานไม่จางหาย
จวินมั่วหานเพิ่งจะอ้าปาก ทว่าเสิ่นม่านซูกลับปล่อยม่านลงเสียแล้ว
บดบังฉากงามดุจภาพวาดนั้นเอาไว้จนมิดชิด
แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ในใจของจวินมั่วหานกลับมีความว่างเปล่าอันเข้มข้นผุดขึ้นมา
กระทั่งรถม้าเคลื่อนไปไกลแล้วเขาก็ยังไม่ได้สติกลับมา
เสิ่นม่านซูกลับไม่รู้เลยว่าตนเองเผลอไปสะกิดใจชายสารเลวผู้นั้นเข้าอีกครั้ง เพราะเวลานี้นางกำลังมึนงงอยู่ไม่น้อย
เพราะนางไม่ได้เป็นคนเอาม่านลง แต่เป็นต้นขาทองคำไป๋ต่างหาก!
เมื่อครู่แม้จะเปิดมุมม่านขึ้นเล็กน้อย อีกทั้งจวินมั่วหานก็คิดว่าผู้ที่นั่งรถร่วมกับเสิ่นม่านซูย่อมต้องเป็นสาวใช้ของนาง ฉะนั้นความสนใจทั้งหมดของเขาล้วนอยู่ที่เสิ่นม่านซู ไม่มีทางคิดว่าภายในรถยังมีผู้อื่นอยู่ด้วย
แต่ไป๋ซิวจิ่นที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันกลับรู้ว่า เมื่อครู่สายตาขององค์ชายเจ็ดผู้นั้น เกาะติดอยู่บนร่างคุณหนูสามอย่างแน่นหนา
ในใจพลันไม่สบอารมณ์