แสงตะวันเหนือสำนักเมฆาครามเริ่มแรงกล้าขึ้นทีละน้อย
หลังศึกกลางลานฝึกใน่เช้า ชื่อของอี้ซินได้แผ่ะเืไปทั่วเขตศิษย์ใหม่สายศึกอย่างแท้จริง มิใช่เพียงเพราะเขาตบศิษย์ชั้นนอกจนถอยกรูดต่อหน้าทุกคน หากเพราะเขากล้าริบหินปราณ โอสถ และแต้มทรัพยากรของจ้าวคุนคืนตรงหน้าเถาเหวิน แล้วผู้ดูแลเรือนก็มิได้ห้ามปราม
นั่นมิใช่เพียงการเอาชนะ
หากเป็การประกาศโดยไร้ถ้อยคำว่า ต่อแต่นี้เขามิใช่ศิษย์ใหม่ที่ใครจะเหยียบหัวเอาตามอำเภอใจได้อีก
ผู้คนในเรือนสายศึกจึงพลันแบ่งออกเป็หลายจำพวก
จำพวกหนึ่งคือผู้ที่เดิมหวาดกลัวและยอมก้มหัวให้จ้าวคุนอยู่แล้ว บัดนี้พอเห็นอี้ซินยืนขึ้นได้จริง ก็เริ่มลังเลว่าจะเปลี่ยนข้างดีหรือไม่
จำพวกหนึ่งคือผู้ริษยา
ยามเห็นคนที่เข้ามาพร้อมกันกลับโดดเด่นกว่าตน จึงเกิดความขุ่นเคืองแอบซ่อนไว้ในใจ
ส่วนอีกจำพวกหนึ่ง คือผู้ที่ถูกกดขี่มานาน
ผู้ที่ถูกแย่งหินปราณ แย่งโอสถ แย่งเวลา และแม้กระทั่งแย่งศักดิ์ศรีไปทีละส่วน
คนเหล่านี้...เพียงเห็นอี้ซินลงมือ ก็พลันรู้สึกว่าตนยังมีทางเลือกอีกคราหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาเที่ยงและอี้ซินเดินไปยังลานท้ายเรือนตามคำที่กล่าวไว้แต่เช้า
จึงมีศิษย์ใหม่ติดตามไปไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
ลานท้ายเรือนสายศึกเงียบกว่าด้านหน้า
พื้นลานปูด้วยหินเก่าซึ่งมีรอยแตกอยู่หลายแห่ง มุมหนึ่งตั้งเสาไม้สำหรับฝึกกระแทก อีกมุมมีหินแบกกับกระบะทรายลึกสำหรับฝึกฝีเท้า รอบด้านรายล้อมด้วยกำแพงเตี้ยและต้นสนสูงสองต้น ซึ่งช่วยบดบังเสียงจากลานหลักได้มาก
อี้ซินเดินมาหยุดกลางลานแล้วหันกลับมา
ผู้ที่ตามมามีทั้งสือเหยียน หลินเซวียน รวมถึงศิษย์ใหม่คนอื่นอีกหลายผู้ ชายหญิงปะปนกันไป แต่ส่วนใหญ่เป็บุรุษเพราะเรือนสายศึกฝ่ายชายมีจำนวนมากกว่า ใบหน้าของคนเหล่านี้มีทั้งความคาดหวัง ความเกร็ง ความอยากรู้อยากเห็น และบางส่วนก็ยังแฝงความสงสัย
เพราะต่อให้เช้านี้อี้ซินจะกดจ้าวคุนจนเสียหน้า
แต่การต่อสู้เก่ง หาใช่ว่าจะสอนคนอื่นเป็เสมอไป
อี้ซินกวาดตามองทีละคนช้า ๆ
จากนั้นจึงกล่าวขึ้นโดยไม่อ้อมค้อม
“ผู้ใดตามข้ามาเพราะอยากพึ่งเงาผู้อื่น จงกลับไปเสีย”
ผู้คนชะงักพร้อมกัน
อี้ซินกล่าวต่อ
“ข้าไม่รับบริวาร”
“ไม่เลี้ยงสุนัขเฝ้าประตู”
“และไม่้าคนที่อยากยืมชื่อข้าไปข่มคนอื่น”
คำพูดแต่ละคำเรียบยิ่ง
ทว่าคมชัดยิ่ง
สายตาบางคู่เริ่มสั่นไหว
โดยเฉพาะคนสองสามคนที่ตามมาเพราะหวังเกาะกระแสจริง ๆ
อี้ซินหยุดเพียงครู่ ก่อนกล่าวต่อไปอีก
“แต่ผู้ใดคิดยืนให้ตรงด้วยขาตนเอง คิดแย่งชิงทรัพยากรของตนคืน คิดฝึกให้แข็งพอจะไม่ถูกใครเอารัดเอาเปรียบ...ผู้นั้นอยู่ต่อได้”
สิ้นคำ ความเงียบก็กดลงทั้งลาน
จากนั้น สือเหยียนจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าวเป็คนแรก
“ข้าอยู่”
หลินเซวียนรีบก้าวตามทันที
“ข้าก็อยู่”
แล้วทีละคน...ทีละคน
ศิษย์ใหม่ที่เหลือก็ค่อย ๆ ขยับเท้าเข้ามาใกล้ขึ้นโดยมิได้นัดหมาย
อี้ซินเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าเพียงน้อย
“ดี”
เขาหันไปยังเสาไม้ฝั่งซ้าย
“ต่อไปนี้จงฟังให้ดี”
“ผู้ที่อ่อนแอ มิใช่เพราะกำปั้นเบาเสมอไป”
อี้ซินเอ่ยพลางเดินไปยืนข้างเสาไม้
“หลายคนแพ้ก่อนลงมือด้วยซ้ำ”
“แพ้เพราะหวาด”
“แพ้เพราะคิดว่าตนด้อยกว่า”
“แพ้เพราะเมื่อถูกตบคราแรก ใจตนก็ทรุดไปแล้ว”
ผู้คนตั้งใจฟังโดยพร้อมเพรียง
เพราะคำเหล่านี้แทงเข้าใจกลางของพวกเขาอย่างยิ่ง
หลายคนที่มาที่สำนักเมฆาคราม เดิมก็หาใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่มิใช่ พอเข้าเรือนสายศึกแล้วพบว่าศิษย์ชั้นนอกข่มขู่ได้ง่าย ผู้ดูแลก็มิได้ยื่นมือช่วยเต็มที่ จิตใจย่อมเสียเปรียบไปแล้วก่อนครึ่งหนึ่ง
อี้ซินยกมือขึ้นวางบนเสาไม้
“แต่ต่อให้ใจไม่แพ้” เขากล่าว “หากกำปั้นไร้ราก ฝีเท้าไร้หลัก กระดูกไร้แรง คำพูดทั้งหมดก็เป็เพียงลมปาก”
พูดจบ เขาก็ย่อตัวลงเล็กน้อย ฝ่าเท้ากดพื้นหินแน่น หมุนเอว แล้วปล่อยหมัดตรงเข้าที่เสาไม้หนึ่งครั้ง
ปึง!
เสียงกระแทกดังหนักแน่น
ผิวเสาไม้ซึ่งหนาเกือบครึ่งวงแขนบุรุษเต็มวัยยุบลงเป็รอยลึกชัดเจน
คนจำนวนมากสูดหายใจพร้อมกัน
พวกเขาเคยเห็นอี้ซินสู้
แต่การเห็นเขาปล่อยหมัดพื้นฐานใส่เสาอย่างง่ายดาย กลับยิ่งรับรู้ชัดว่าความต่างระหว่างตนกับเขามิใช่น้อย
อี้ซินชักมือกลับ
กระดูกนิ้วของเขายังขาวสะอาด มิได้บวมแดงมากนัก
เขาจึงกล่าวต่อ
“หมัดนี้มิได้พิเศษ”
“ผู้ใดอยากปล่อยได้เช่นนี้ จงฝึกสามอย่าง”
“หนึ่ง—รากเท้า”
“สอง—แรงเอว”
“สาม—ความกล้าเข้าระยะ”
เขามองผู้คนทีละคน
ก่อนสายตาจะหยุดที่สือเหยียน
“เ้าชกเสาให้ข้าดู”
สือเหยียนชะงักเล็กน้อย แต่ก็รีบก้าวออกมา เขาปรับท่ายืนตามสัญชาตญาณ หมุนเอว แล้วชกเสาไม้เต็มแรง
ปัก!
เสียงดังพอใช้
เสาไม้สั่น
แต่รอยยุบมีเพียงเล็กน้อย
อี้ซินพยักหน้า “ลมปราณมิเลว แต่รากเท้าเบาเกินไป”
จากนั้นเขาก็เดินไปหลังสือเหยียน ใช้ปลายเท้าเตะข้อเท้าอีกฝ่ายเบา ๆ จัดมุมเท้าใหม่ แล้วกดฝ่ามือลงบนเอวของเขา
“เ้าชกด้วยแขนมากไป” อี้ซินว่า “แรงของคนอยู่ที่เอวและสันหลัง มิใช่ปลายหมัดอย่างเดียว”
เขาถอยหนึ่งก้าว
“อีกครั้ง”
สือเหยียนสูดลมหายใจ
หมุนเอวตามที่ว่า
แล้วชกออกอีกครา
ปัง!
ครานี้เสียงหนักขึ้นชัด
เสาไม้ยุบลึกกว่าเดิมเกินเท่าตัว
แววตาหลายคู่สว่างขึ้นทันที
เพราะความต่างนั้นเห็นชัดเหลือเกิน แม้เพียงปรับท่าเล็กน้อย พลังก็กลับเพิ่มขึ้นมากมาย
อี้ซินจึงกล่าวเรียบ ๆ
“นี่คือสิ่งที่พวกเ้ามองข้าม”
จากนั้นทั้งลานจึงเริ่มฝึกกันจริงจัง
อี้ซินมิได้อธิบายยืดยาวไร้ประโยชน์
เขาให้ทุกคนยืนม้าใหม่
ตรวจมุมเท้า
ตรวจตำแหน่งหัวเข่า
ให้เปลี่ยนการส่งแรงจากไหล่ลงเอว
ให้ฝึกปล่อยหมัดโดยไม่ยกไหล่จนเกินไป
ให้ฝึกก้าวสั้นสามแบบสำหรับเข้าระยะประชิด
วิธีที่เขาสอนไม่เหมือนอาจารย์ในสำนักที่พูดเป็ตำรางดงาม
แต่เป็วิธีของผู้ที่เคยเอาชีวิตรอดมาจริง
คำของเขาจึงสั้น
ตรง
และไม่เหลือส่วนฟุ่มเฟือย
“หากคู่ต่อสู้สูงกว่า อย่าชกหน้า ให้ชกซี่โครง”
“หากมันถือไม้ยาว จงเข้าใกล้ ไม่ใช่ถอยหนีไกล”
“หากมันไวกว่าเ้า อย่าแย่งจังหวะแรก ให้แย่งจังหวะที่มันมั่นใจเกินไป”
“หากสู้กันจริง อย่าตีเพื่อให้เจ็บ จงตีเพื่อให้ขาดแรง”
ยิ่งฟัง ผู้คนยิ่งรู้สึกว่าตนไม่ได้แค่ฝึกกระบวนพื้นฐาน
แต่กำลังได้ฟังบทเรียนเอาชีวิตรอดในโลกยุทธ์โดยตรง
บางคนเริ่มมองอี้ซินด้วยความนับถือจริงใจ
บางคนยิ่งเชื่อว่าชายผู้นี้ต้องผ่านโลหิตมามากกว่าที่ใครคาด
ฝึกอยู่ราวครึ่งชั่วยาม
เหงื่อก็เริ่มชุ่มหลังหลายคน
แต่ประกายในดวงตากลับค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
จากเดิมที่หมัดไร้แรง
ฝีเท้าสะเปะสะปะ
สายตาไม่มั่นคง
บัดนี้อย่างน้อยพวกเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า ตนควรฝึกส่วนใดก่อน และเหตุใดการก้มหน้ารับอย่างเดียวจึงไม่มีวันทำให้แข็งขึ้นได้จริง
อี้ซินยืนมองอยู่กลางลาน
หาได้รู้สึกภูมิใจในฐานะผู้สอนไม่
เขาเพียงเห็นว่า คนเหล่านี้หากแข็งขึ้นอีกหน่อย
อย่างน้อยก็จะไม่ถูกพวกสุนัขของจ้าวคุนมาแย่งหินปราณกันง่าย ๆ
นั่นย่อมดีกับตนด้วย
ยามฝึกจบลง สือเหยียนจึงเดินเข้ามาใกล้
แผ่นอกของเขายังหอบเล็กน้อยจากการลองปรับท่าชกใหม่ซ้ำหลายสิบครา แต่แววตากลับฉายประกายแปลกไปจากเดิม
“เ้าคิดสิ่งเหล่านี้ได้เช่นไร” เขาถาม “แม้แต่บางคำที่ผู้ดูแลสอน ยังไม่ตรงเท่าคำของเ้า”
อี้ซินหยิบผ้าขึ้นเช็ดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยฝุ่นไม้
“เพราะหากข้าคิดไม่ออก” เขาตอบเรียบ “ข้าคงตายไปแล้ว”
สือเหยียนได้ยินดังนั้นก็เงียบไป
อี้ซินหาได้พูดโอ้อวด
แต่ทุกครั้งที่เขาเอ่ยเช่นนี้ กลับทำให้ผู้ฟังรู้ว่ามีโลหิตและกระดูกของจริงซ่อนอยู่เื้ั
หลินเซวียนจึงรีบเข้ามาอีกคน
“สหายอี้” เขาเอ่ย “หากพวกเราฝึกเช่นนี้ทุกวัน เกรงว่าไม่นานจ้าวคุนจะกดพวกเราไม่ได้แล้ว”
อี้ซินมองเขา
“ฝึกทุกวันยังไม่พอ” เขาว่า “ต้องแย่งทรัพยากรกลับคืนมาด้วย”
หลินเซวียนงงไปนิด
อี้ซินจึงหยิบถุงผ้าจากอกเสื้อออกมา โยนลงบนโต๊ะหินข้างลาน
ของในนั้นตกกระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง
มีหินปราณสามก้อน
ขวดโอสถสองขวด
และป้ายแต้มทรัพยากรของจ้าวคุนอีกหนึ่งชิ้น
ทุกคนถึงกับตาค้าง
สือเหยียนหัวเราะในลำคอ “ข้าคิดแล้วว่าเ้าคงไม่ริบมาเล่น ๆ”
อี้ซินกล่าวเสียงเรียบ
“ของพวกนี้ ข้าเก็บไว้คนเดียวก็ได้”
“แต่หากเก็บไว้ทั้งหมด คนอื่นจะยิ่งรู้ว่าข้าปล้นมันมาแล้ว และจะจ้องข้ายิ่งกว่าเดิม”
“เช่นนั้น...” หลินเซวียนเอ่ยอย่างลังเล “เ้าจะทำอย่างไร”
อี้ซินหยิบหินปราณก้อนหนึ่งขึ้นมา
“หินปราณหนึ่งก้อน ข้าจะเก็บไว้” เขาว่า “อีกสองก้อนแบ่งให้ผู้ที่ถูกจ้าวคุนกดมากที่สุด”
เขาหันไปมองหลินเซวียนก่อนเป็คนแรก
จากนั้นสายตาจึงหยุดที่หญิงสาวผู้หนึ่งในกลุ่มศิษย์ใหม่ซึ่งยืนเงียบมาตลอด
นางรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวแต่ซีดนิด ๆ ใบหน้าอ่อนละมุน มีไฝเล็กที่หางตาซ้าย ดูเป็คนพูดน้อยและมักถอยอยู่หลังคนอื่น
“เ้า” อี้ซินเอ่ย “ชื่ออะไร”
หญิงสาวผู้นั้นชะงักก่อนรีบประสานมือ
“ข้า...ชื่อเยี่ยซูซิน”
“ก่อนนี้ถูกจ้าวคุนริบของกี่ครา”
นางเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบเบา ๆ
“สามครา”
อี้ซินพยักหน้า
หยิบหินปราณอีกก้อนโยนให้นาง
เยี่ยซูซินรับไว้แทบไม่ทัน
ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ข้า...ข้ารับมิได้—”
“รับไว้” อี้ซินตัดบท “หากเ้าคิดจะฝึกให้เร็วขึ้น ก็อย่าเอาเวลามายื้อยุดเื่ไร้ค่า”
เยี่ยซูซินกำหินปราณแน่น
ริมฝีปากสั่นนิดหนึ่งก่อนค้อมศีรษะลึกโดยไม่กล่าวมาก
คนรอบด้านเห็นภาพนี้แล้ว แววตายิ่งเปลี่ยนไปอีก
อี้ซินมิได้เพียงกวาดทรัพยากรศัตรู
แต่ยังแบ่งใช้สร้างแรงใจให้คนในเรือน
นี่ไม่ใช่การเอื้อเฟื้ออย่างโง่งม
แต่คือการซื้อใจด้วยของที่กวาดมาจากศัตรูโดยตรง
สือเหยียนมองเขาแล้วหัวเราะเบา ๆ
“เ้าคนนี้...ร้ายพอตัว”
อี้ซินตอบเพียงว่า
“ของที่กวาดจากศัตรูมาได้ หากไม่ใช้ให้คุ้ม ก็เปล่าประโยชน์”
เขาเก็บขวดโอสถสองขวดเข้าตัว
แล้วถือป้ายแต้มทรัพยากรชั่วครู่
“ส่วนสิ่งนี้...ข้าจะไปแลกด้วยตนเอง”
สือเหยียนเลิกคิ้ว
“เ้าจะไปตอนนี้?”
“ตอนนี้ยิ่งดี” อี้ซินตอบ “หากช้าไป มันอาจใช้วิธีอื่นงับคืน”
คำพูดนั้นสมเหตุสมผลนัก
สือเหยียนจึงพยักหน้า
“เช่นนั้นข้าไปกับเ้า”
อี้ซินมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
หลินเซวียนเองก็อยากตาม
แต่เมื่อเห็นอี้ซินยังไม่เอ่ยชวน จึงได้แต่กัดฟันฝึกต่อกับคนอื่นตามเดิม
หอแลกทรัพยากรของสำนักอยู่ไม่ไกลจากเขตศิษย์ใหม่
ระหว่างทาง สือเหยียนเดินเคียงข้างอี้ซินพลางเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“เ้าจงใจสร้างอำนาจในเรือนหรือไม่”
อี้ซินไม่หันมามอง
“อำนาจ?” เขาทวนคำ “ข้ามิเคยคิดถึงสิ่งนั้น”
“แต่สิ่งที่เ้าทำ ทั้งสอนคน ทั้งแบ่งหินปราณ ทั้งยืนรับหน้าให้ผู้อื่น...” สือเหยียนหยุดนิดหนึ่ง “ต่อให้เ้าไม่คิดจะเป็หัวหน้า คนอื่นก็จะยกเ้าเป็เอง”
อี้ซินเดินต่อไปอีกหลายก้าว ก่อนตอบเรียบ ๆ
“หากคนพวกนั้นแข็งขึ้น ข้าก็ไม่ต้องวุ่นวายทุกครั้งที่สุนัขของจ้าวคุนออกมาเห่า”
สือเหยียนหัวเราะ
“เ้ามองทุกอย่างเป็กำไรขาดทุนในทางสู้ทั้งสิ้นจริง”
อี้ซินไม่ปฏิเสธ
นั่นเพราะชีวิตเขาแต่เดิมก็ถูกบีบให้ต้องคิดเช่นนี้อยู่แล้ว
กับคนมีคุณ เขาย่อมตอบแทน
กับมิตรสหาย เขาย่อมไม่ทอดทิ้ง
แต่กับศัตรูและผู้คิดร้าย เขาไม่เคยมีความคิดเื่ปรานีเกินจำเป็
หอแลกทรัพยากรเป็อาคารหินสองชั้น กว้างขวางและแน่นด้วยผู้คน
ภายในมีเคาน์เตอร์ไม้ยาวแบ่งเป็หลายส่วน
ส่วนหนึ่งแลกหินปราณกับโอสถ
ส่วนหนึ่งแลกแต้มสะสมประจำเดือนกับคัมภีร์พื้นฐาน
อีกส่วนเป็ชั้นวางกระบี่ไม้ ไม้ฝึก เข็มเงิน และของใช้ต่าง ๆ
อี้ซินเดินเข้าไปยังเคาน์เตอร์ฝั่งแต้มสะสมโดยตรง
ศิษย์ผู้ดูแลโต๊ะเป็ชายวัยกลางคนหนวดเคราสั้น เมื่อเห็นป้ายแต้มในมืออี้ซิน ก็กวาดตามองอยู่ครู่หนึ่งก่อนยื่นมือรับไปตรวจ
ทันทีที่เห็นชื่อบนป้าย
คิ้วของเขาก็กระตุกน้อย ๆ
“ของจ้าวคุน” เขากล่าวเรียบ “เหตุใดจึงมาอยู่ในมือเ้า”
อี้ซินตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า
“เพราะมันแพ้ข้า”
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ
จากนั้นจึงเหลือบไปมองสือเหยียน
แล้วก้มลงดูป้ายอีกครา
“เ้ารู้กฎหรือไม่” เขาถาม
“ผู้ใดได้ป้ายมาโดยชอบจากการประลองต่อหน้าผู้ดูแลหรือผู้มีพยานชัด ย่อมมีสิทธิ์ใช้แต้มสะสมนั้นได้” อี้ซินตอบทันที
ชายผู้นั้นหรี่ตา
“เ้ารู้ตำราสำนักเร็วใช้ได้”
“ข้าอ่านก่อนมา”
ความจริงคือระหว่างทางมา สือเหยียนเพิ่งอธิบายให้ฟัง แต่คนตรงหน้าไม่จำเป็ต้องรู้
ชายผู้ดูแลจึงแค่นหัวเราะเบา ๆ แล้วถามต่อ
“เช่นนั้นเ้าจะแลกอันใด”
อี้ซินมิได้ตอบทันที
สายตาเขากวาดผ่านชั้นวางของด้านหลังอย่างรวดเร็ว
หินปราณ...เขายังมี
โอสถพื้นฐาน...เขาเพิ่งได้จากมู่หรงเยว่
อาวุธทั่วไป...ยังไม่จำเป็นัก
สิ่งที่เขา้าจริง คือ “ข้อมูล”
ไม่นาน สายตาของเขาก็หยุดลงที่มุมหนึ่งของชั้นไม้ ซึ่งมีม้วนตำราเก่าเล่มบางไม่กี่เล่มวางรวมอยู่ ใต้ป้ายระบุว่า “ตำราบันทึกเบ็ดเตล็ดเขตเหนือ”
เขายกมือชี้
“ข้า้าตำราบันทึกเบ็ดเตล็ดเขตเหนือสามเล่มนั้น”
สือเหยียนที่ยืนข้าง ๆ ชะงักทันที
“เ้าจะเอาตำรากระจอกพวกนั้นไปทำอันใด” เขากระซิบ “แต้มเช่นนี้แลกโอสถหรือกระบวนกายพื้นฐานยังคุ้มกว่า”
อี้ซินกลับไม่ตอบ
เพราะสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่ มิใช่การเพิ่มพลังเพียงวันเดียว
แต่คือการตามรอย “สิ่งลึกลับในร่าง”
ั้แ่ตกลงสู่โพลงมรณะแล้วกลับขึ้นมา เขาก็รู้ชัดว่าทุกอย่างในตนเปลี่ยนไปเกินคนทั่วไป ไม่เพียงชีพจร ไม่เพียงลมปราณ หากยังมีสิ่งคล้าย “ไข่” บางอย่างในอก ที่แม้ตนเองก็ยังไม่รู้แน่ว่ามันคืออันใด
มู่หรงเยว่บอกเพียงว่ามันคล้ายสิ่งหลับอยู่
เฒ่าหานเองยังไม่ทันได้เห็นกับตาโดยละเอียด
เช่นนั้นหากหวังรู้ให้มากขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำก็คืออ่าน
ชายผู้ดูแลโต๊ะยักคิ้วเล็กน้อย
“พวกนี้เป็เพียงบันทึกเก่าเละเทะ มีทั้งเืู่เาเก่า ซากอสูรโบราณ คำเล่าลือของผู้เดินป่า และบันทึกประหลาดที่ไม่รู้จริงเท็จ เ้าจะเอาไปอ่านเล่นหรือ”
“ข้าอ่านได้”
“อ่านได้กับอ่านรู้ มิใช่เื่เดียวกัน”
อี้ซินจึงตอบเรียบ ๆ
“ข้าจะตัดสินเอง”
ผู้ดูแลโต๊ะมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะหึเบา ๆ แล้วหยิบตำราทั้งสามเล่มออกมาวางให้
“แต้มของจ้าวคุนพอแลกได้” เขาว่า “แต่เมื่อแลกแล้ว ไม่รับคืน”
“ข้าไม่คิดคืน”
อี้ซินรับตำราทั้งสามกับป้ายแต้มที่ถูกหักจนเหลือศูนย์ แล้วเก็บเข้าชายเสื้อทันที
สือเหยียนยังคงงุนงง
“เ้ามาถึงสำนักได้ไม่กี่วัน กลับแลกตำรารกร้างพวกนี้...”
“ของที่คนอื่นไม่เห็นค่า” อี้ซินตอบ “บางทีอาจเป็ของที่ควรค่าแก่ข้าที่สุด”
ประโยคนั้นทำให้สือเหยียนนิ่งไป
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า วิธีคิดของอี้ซินต่างจากผู้คนรอบตัวจริง ๆ
คนอื่นมองเห็นของที่ใช้เพิ่มกำลังตรงหน้า
แต่อี้ซินกลับมองหาสิ่งที่เชื่อมโยงกับปริศนาในตนเองก่อน
คนเช่นนี้...จึงมักไปได้ไกลกว่าคนทั่วไป
ทั้งสองกลับมาถึงเรือนสายศึกเมื่อแดดบ่ายอ่อนลงแล้ว
อี้ซินมิได้รีบฝึกต่อทันที
หากปิดประตูห้องลง วางตำราทั้งสามเล่มบนโต๊ะแล้วค่อย ๆ เปิดเล่มแรกอ่าน
กระดาษด้านในเก่าเหลือง
หมึกบางหน้าจางจนแทบเลือน
แต่ยังพออ่านได้
บันทึกเล่มแรกกล่าวถึงูเาและหุบเหวทางเหนือเป็หลัก
เล่มที่สองพูดถึงร่องรอยอสูรและพืชประหลาด
ส่วนเล่มที่สามรวบรวมเื่เล่าของผู้คนในเขตเหนือ ทั้งตำนาน เื่ลือ และเศษถ้อยคำจากผู้เคยรอดตายกลับมาจากสถานที่อันตรายบางแห่ง
อี้ซินเปิดอ่านช้า ๆ หน้าแล้วหน้าเล่า
ดวงตานิ่งลึก
ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่บรรทัดเดียว
หลายเื่ไร้ประโยชน์
หลายเื่เป็เพียงคำลือเกินจริง
กระทั่งอ่านไปถึงเกือบท้ายเล่มที่สอง
สายตาของเขาจึงหยุดลงที่บันทึกสั้น ๆ บรรทัดหนึ่ง
“...ในถ้ำมรณะใต้ผาเขตเหนือ มีผู้พบซากอสูรโบราณกับแร่ดารา บางครั้งยังพบ ‘แก่นเปลือกคล้ายไข่’ ฝังอยู่ในกระดูกอสูร หากมีชีวิตใดเข้าใกล้ แก่นนั้นอาจดูดซับพลังโลหิตและพลังปราณ...”
อี้ซินคิ้วขมวดทันที
แก่นเปลือกคล้ายไข่?
เขาเลื่อนสายตาอ่านต่ออย่างรวดเร็ว แต่บันทึกที่เหลือกลับขาดตอน เหมือนหน้าถัดไปถูกฉีกหายไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงถ้อยคำกระท่อนกระแท่นว่า
“...ผู้รอดจากหุบเหว หากร่างมิแตกสลาย อาจ...เปลี่ยนชีพจร...”
“...สิ่งนั้นมิรู้เป็ไข่หรือแก่น...”
“...ต้องใช้โลหิตและกาลเวลา...”
“...มีผู้สันนิษฐานว่าเป็มรดกของอสูร์หรือสัตว์เทพจากดารา...”
หัวใจของอี้ซินเต้นแรงขึ้นทันที
เขาหยิบเล่มที่สามมาเปิดต่ออย่างรวดเร็ว
ค้นหาคำว่า “ไข่”, “แก่น”, “ดารา”, “อสูร์” ทีละหน้า
เวลาผ่านไปนานกว่าครึ่งก้านธูป
ในที่สุดเขาจึงพบอีกบันทึกหนึ่งซึ่งย่อกว่าเดิมเสียอีก
“...ของล้ำค่าบางอย่างเมื่อเข้าร่างผู้ อาจไม่ปรากฏรูปชัดในทันที มีผู้เห็นเป็เพียงแสง มีผู้รู้สึกเป็เพียงจังหวะเต้น บางผู้กลับเห็นเป็เงารูปคล้ายไข่หรือดาราหมุน แต่ทั้งหมดเป็เพียงข้อสันนิษฐาน หาอาจยืนยันมิได้...”
อี้ซินวางตำราลงช้า ๆ
ลมหายใจของเขานิ่ง
แต่ดวงตากลับยิ่งลึกขึ้น
ยังไม่มีคำตอบ
แต่เขาเริ่มเห็น “ทิศทาง” แล้ว
สิ่งในร่างเขามิใช่จินตนาการ
มิใช่ความผิดปกติไร้ที่มา
หากมีร่องรอยให้ค้นได้จริงในบันทึกเก่า
เพียงแต่...สิ่งนั้นคืออันใดกันแน่
แก่นหรือไข่?
มรดกอสูรหรือสมบัติดารา?
สิ่งมีชีวิตหรือเพียงพลังที่แปรรูปรอเวลา?
อี้ซินยกมือแตะอกตนช้า ๆ
ลึกลงไปข้างใน
ยังมีจังหวะเต้นแ่เบาอยู่จริง
ตึก...
เบาเสียจนหากไม่ตั้งใจฟัง ย่อมไม่มีวันรู้สึก
อี้ซินขบคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ เก็บตำราทั้งสามไว้ใต้หมอนอย่างระมัดระวัง
เื่นี้...ต้องสืบต่อ
แต่ยังไม่ใช่เวลาเปิดเผยให้ผู้ใดรู้
ยามเย็นคล้อยอีกครา
เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
อี้ซินเปิดออก พบศิษย์ฝ่ายโอสถผู้หนึ่งยืนอยู่
เป็ชายหนุ่มคนเดิมที่เคยอยู่หน้าหอมู่หรงเยว่เมื่อคืน
ใบหน้าเขาวันนี้มีรอยยิ้มแปลก ๆ แฝงอยู่
“ศิษย์พี่มู่ให้ข้ามาแจ้ง” เขากล่าว “คืนนี้หากเ้าว่าง ให้นำเม็ดยาบำรุงลมปราณอีกครึ่งเม็ดไปด้วย นางจะดูอาการเ้าอีกครา”
อี้ซินนิ่งไปเพียงน้อย
คนตรงหน้าจึงเสริมอย่างเหมือนรู้งาน
“ศิษย์พี่มิชอบรอผู้ใดนาน”
อี้ซินพยักหน้า
“ข้าจะไป”
ชายหนุ่มประสานมือเล็กน้อยก่อนถอยไป
ประตูปิดลงอีกครั้ง
อี้ซินยืนเงียบอยู่ในห้องเล็กท่ามกลางแสงเย็นของยามโพล้เพล้ ในนอกหน้าต่าง เสียงผู้คนในเรือนสายศึกยังดังอยู่ไกล ๆ แต่ในใจเขากลับสงบอย่างประหลาด
เขามองตำราใต้หมอน
มองเม็ดยาอีกครึ่งบนโต๊ะ
แล้วมองออกไปทางทิศหอฝ่ายโอสถ
ปริศนาในร่างเขากำลังเปิดออกทีละน้อย
ศัตรูในเรือนกำลังกดดันเข้ามาทีละชั้น
หญิงงามในสำนักเองก็เริ่มเชื่อมเข้ามากับเส้นทางของเขาทีละเส้น
ทุกอย่างมิได้กระจัดกระจาย
หากกำลังค่อย ๆ ทอเป็โครงใหญ่ของชีวิตใหม่ที่เขากำลังก้าวเข้าไปจริง ๆ
อี้ซินหลับตาเพียงครู่หนึ่ง
เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็ยิ่งแน่วแน่กว่าเดิม
ผู้ใดคิดร้ายต่อเขา เขาย่อมเหยียบให้จม
ผู้ใดมีคุณต่อเขา เขาย่อมจำไม่ลืม
ส่วนเส้นทางเบื้องหน้า...ต่อให้มีดาราหล่น มีอสูร์ หรือมีสำนักั์ใดขวางอยู่ เขาก็จะเปิดมันด้วยกำปั้นของตนเอง..