“ฮ่า ฮ่า! ไม่เป็อะไรไม่ต้องกังวล แต่ที่ข้าพูดเมื่อครู่ยังยึดถือได้เสมอหากเ้า้าความช่วยเหลือสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ เอาละ! ไปกินกันเถิด”ฉินเอ้าเซวียนลุกขึ้นแล้วเดินนำออกไปด้านนอกเนื่องจากที่นี่เป็ห้องโถงสำหรับประชุม ไม่ใช่สำหรับจัดงานเลี้ยง
งานเลี้ยงจัดขึ้นที่โถงข้างของคฤหาสน์ฉินด้านหน้าห้องโถงมีสวนขนาดใหญ่ที่จัดไว้อย่างสวยสง่าเกินบรรยาย
ตู้ชงพาเยี่ยซางไปที่ห้องโถงก่อนจะไปนั่งกับหยางเซินจางจงเสวียน หลินเฉี่ยว พร้อมหญิงชายอีกสองคน
“องครักษ์หยางองครักษ์ตู้ พวกเ้าออกไปหาอูเจียว แต่กลับให้ท่านอาสามติดหนี้บุญเขาหรือ? เพื่ออะไรกัน?” ชายหนุ่มที่มีดวงตาดุร้ายจ้องมาที่เยี่ยซาง
“นายน้อยไห่โปรดระวังคำพูดด้วย!” หลังได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม หน้าหยางเซินก็เปลี่ยนสี
“ไม่ต้องกังวลหรอก!ทำไมเ้าถึงร้อนตัวเล่า?” นายน้อยไห่หรือฉินไห่กล่าวด้วยรอยยิ้มขณะใช้สายตาราวกับมองสิ่งของหายากจับจ้องเยี่ยซาง
“ได้รับความกรุณาแล้วนั่นคือสิ่งที่ท่านรองเ้านครฉินพูดไม่ใช่ตัวข้าเยี่ยซางพูดดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องพูดถึงหรอกขอรับ” เยี่ยซางกล่าวอย่างเ็าเขาไม่ชอบสายตาของฉินไห่ที่มองเหมือนกำลังดูถูกเขาอยู่
“เ้าคิดอย่างนั้นก็ดีฮ่าฮ่า! กินอะไรสักก่อนสิ” ฉินไห่หัวเราะเสียงดังแล้วเริ่มกินข้าวของตนเอง
เยี่ยซางหยิบตะเกียบขึ้นมาก่อนจะวางลงไปแล้วมองฉินไห่เขารู้สึกไม่อยากอาหารอะไรทั้งสิ้น
หยางเซินและคนที่เหลือก็ไม่ได้ขยับตะเกียบของพวกตนเช่นกันคำพูดของฉินไห่ทำให้พวกเขารู้สึกโกรธเคืองทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถโต้ตอบชายหนุ่มที่เป็ถึงลูกชายของพี่ชายคนโตของฉินเอ้าเซวียนได้
เยี่ยซาง้าจะลุกขึ้นออกไปแต่นั่นจะเป็การหักหน้าตระกูลฉินเขาไม่อาจทำอะไรที่ไม่เหมาะสมเพียงเพราะฉินไห่คนเดียวได้
ในขณะที่คนจำนวนหนึ่งกำลังรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยหญิงสาววัยกลางคนที่แต่งกายงดงามผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาจากทางเข้าของห้องโถงพร้อมกับสาวใช้สองคน
เมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาทุกคนในห้องโถงก็ยืนขึ้น
“คารวะฮูหยิน”เมื่อเห็นหญิงวัยกลางคนปรากฏตัว หยางเซินซึ่งอยู่ใกล้ประตูก็ยืนขึ้นและกล่าวทักทาย
“เ้าคือเยี่ยซาง!่สองสามวันที่ผ่านมาข้าไปขอพรที่วัด ทำให้ไม่ได้ไปพบเ้าเลย”หญิงวัยกลางคนเดินไปหาเยี่ยซางแล้วเอ่ยขึ้น
“ฮูหยินสุภาพเกินไปแล้วเป็เื่เล็กน้อยเท่านั้นขอรับ” เยี่ยซางกล่าวและโค้งคำนับ
“เช่นนั้นก็ได้เ้าช่างเป็เด็กดีจริงๆ ทานให้อร่อยละ”หญิงสาววัยกลางคนเดินไปที่เบาะหลักหลังจากพูดเช่นนั้น
“ไม่ต้องสนใจคนที่ไม่เกี่ยวข้องหรอกกินกันเถิด!” หลินเฉี่ยวเหลือบมองฉินไห่ก่อนจะดึงเยี่ยซางให้นั่งลง
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเฉี่ยวฉินไห่ก็พ่นลมหายใจออกอย่างเ็าแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะฮูหยินฉินและหลินเฉี่ยวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการไปตอบโต้กับหลินเฉี่ยวในตอนนี้ไม่ใช่เื่ที่ดีนัก
เยี่ยซางส่งยิ้มให้หลินเฉี่ยวก่อนจะหยิบชามและตะเกียบขึ้นมาเริ่มลงมือกินข้าว
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จฮูหยินฉินก็มาพบกับเยี่ยซางอีกครั้งพร้อมพูดคุยกับเด็กหนุ่มอีกสองสามคำด้วยความห่วงใยเยี่ยซางรู้สึกได้ว่าฮูหยินฉินเป็คนจริงใจและมีจิตใจดี
จากนั้นเยี่ยซางก็ตามตู้ชงออกจากคฤหาสน์ฉิน
“มีคนดีย่อมมีคนชั่วฉินไห่ผู้นี้คงไม่มีเื่อะไรให้ทำ หากไม่ใช่เพราะเขาเป็คนตระกูลฉินเขาคงไม่เย่อหยิ่งถึงเพียงนี้ ไม่เช่นนั้นเขาคงถูกหักขาไปแล้ว”ตู้ชงยังคงโกรธจัดกับความหยิ่งยะโสของฉินไห่
“เป็เื่ปกติไม่จำเป็ต้องสนใจเขาหรอก” เยี่ยซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นี่จะมีปัญหายุ่งยากอยู่เล็กน้อยผู้ชายคนนั้นก็กำลังจะไปหุบเขาโอสถทีู่เาตานติ่งด้วยเ้าอาจจะเจอปัญหาระหว่างทางได้นะ” เมื่อคิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นสีหน้าของหยางเซินก็เปลี่ยนไป
หลังจากได้ยินคำพูดของหยางเซินแล้วตู้ชง จางจงเสวียนและหลินเฉี่ยวก็หยุดเดิน
“ไม่ต้องห่วง ข้าก็แค่ไม่สนใจเขา”เยี่ยซางพูดด้วยรอยยิ้ม
“เยี่ยซางเ้าไม่เข้าใจ ฉินไห่ผู้นี้คิดว่าตนเองนั้นสูงส่ง หากเ้าไม่สนใจเขาเขาจะทำให้เ้าลำบากแน่” หลินเฉี่ยวกล่าวอย่างเป็กังวล
“หรือข้าควรไปบอกท่านรองเ้านครว่าจะไม่ไปูเาถานแล้วแต่จะเข้าร่วมการคุ้มกันครั้งนี้แทน” ตู้ชงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น
“พี่รองตู้ไม่ต้องกังวลข้าดูแลตัวเองได้” หลังจากได้ยินคำพูดของตู้ชงแล้ว เยี่ยซางก็รู้ว่าคงมีเื่ของบางคนที่เขาต้องจัดการ
“ถ้าอย่างนั้นเ้าต้องระวังตัวด้วย”หยางเซินพูดหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เยี่ยซางยิ้มและพยักหน้าตอบเขาไม่อยากรบกวนหยางเซินและคนอื่นๆ
เมื่อกลับถึงบ้านของตู้ชงแล้วเยี่ยซางก็ไปฝึกซ้อมต่อ พิธีคัดเลือกศิษย์ของหุบเขาโอสถนั้นเข้มงวดมากเป็เื่ยากที่จะผ่านไปได้หากไม่มีพร์ที่ดีหรือรากฐานที่มั่นคงดังนั้นเยี่ยซางจึงจำเป็ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเอง
สองวันต่อมาตู้ชงก็มาเรียกเยี่ยซาง “ขบวนที่จะไปูเาตานติ่งกำลังจะออกเดินทางแล้ว”
ถึงฉินเอ้าเซวียนกำลังยุ่งกับเื่อื่นๆอยู่ เขาก็ยังคงขอให้ตู้ชงนำขวดยาเผยหยวน ยาพั่วชี่ และตั๋วทองสองใบไปให้เยี่ยซาง
ยาเผยหยวนเป็ยาเม็ดที่ใช้ช่วยในการฝึกฝนยาแต่ละเม็ดจะมีพลังปราณจำนวนหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับผู้บ่มเพาะเลี่ยนชี่เนื่องจากการดูดซับปราณจากยาจะเร็วกว่าการดูดซับปราณจากจิติญญาฟ้าดินส่วนยาพั่วชี่จะใช้เมื่อบ่มเพาะระดับเลี่ยนชี่ถึงขั้นที่เก้าเพื่อข้ามไประดับจวี้หยวน ดังนั้นมันเป็ยาที่มีค่ามาก
ตู้ชงพาเยี่ยซางออกไปทำให้เขาได้พบกับหยางเซิน จางจงเสวียนและหลินเฉี่ยว
“มาเถิด!เราจะพาเ้าไปที่นั่นด้วยกัน!” หยางเซินพูดด้วยรอยยิ้ม
ภายใต้การนำของหยางเซินและคนอื่นๆทั้งกลุ่มได้เดินทางมาถึงลานหน้าคฤหาสน์รองเ้านคร
ตอนที่มาถึงก็มีคนจำนวนมากอยู่ในลานกว้างแล้วบางคนเป็หนุ่มสาวที่พ่อแม่พามา บางคนเป็องครักษ์ของรองเ้านครที่สวมชุดสีดำ
เยี่ยซางเห็นฉินไห่และชายหนุ่มอีกคนที่อยู่กับเขา
“นั่นคือฉินซานเป็ลูกของพี่ชายคนที่สองของท่านเ้านคร เขากับฉินไห่เป็คนประเภทเดียวกัน”หลินเฉี่ยวอธิบาย หลังสังเกตเห็นสายตาของเยี่ยซาง
ขณะที่หลินเฉี่ยวกำลังพูดฮูหยินฉินได้นำองครักษ์สองคนและเด็กชายร่างผอมที่สูงพอๆ กับเยี่ยซางมาด้วย
เมื่อฮูหยินฉินปรากฏตัวขึ้นหลายคนได้เข้าไปทักทายนางขณะที่ฮูหยินฉินพาองครักษ์และเด็กชายมาหาเยี่ยซาง
“เจินเอ๋อร์นี่คือเยี่ยซาง เขาพยายามอย่างมากเพื่อหาวัตถุดิบหลักของยาให้เ้า”ฮูหยินฉินพูดกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างกายนาง
ฉินเจินดูผอมเล็กน้อยแต่ดวงตาของเขาเป็ประกายชัดเจนเด็กหนุ่มเหลือบมองเยี่ยซางก่อนจะก้มศีรษะให้แต่ไม่ได้พูดอะไร
“เด็กคนนี้ก็เป็แบบนี้แหละเขาไม่ค่อยพูดเท่าไรนัก” ฮูหยินฉินกล่าวขอโทษเยี่ยซางด้วยรอยยิ้ม
เยี่ยซางยิ้มเล็กน้อยเขามองออกว่าฉินเจินสื่อสารไม่เก่ง เเต่อีกฝ่ายก็ยังพยายามแสดงออกด้วยการก้มหัวให้ถือว่าหาได้ยากแล้ว
พูดคุยกันสักพักหนึ่งก็มีคนออกมาจากคฤหาสน์รองเ้านครผู้เดินนำหน้าหน้าก้มศีรษะคำนับฮูหยินฉิน ก่อนจะประกาศให้ออกเดินทาง
ฮูหยินฉิน หยางเซินและผู้คนที่เหลือเห็นพวกเขาเข้าร่วมขบวนเดินทางก็โบกมือลาแต่องครักษ์สองคนที่มาพร้อมกับฮูหยินฉินกลับอยู่ในกลุ่มคุ้มกันขบวนเดินทางด้วยเหมือนว่าพวกเขาจะกังวลเกี่ยวกับฉินเจินมากทีเดียว
เมื่อออกจากเมืองความรู้สึกอึดอัดกังวลในใจของเยี่ยซางก็หายไปนอกประตูเมืองมีรถสัตว์อสูรขนาดใหญ่สองหรือสามคันรออยู่ในตอนแรกเยี่ยซางสงสัยว่าคนกลุ่มนี้จะไปทีู่เาตานติ่งกันอย่างไรหากเดินเท้าก็ไม่รู้เมื่อไรจะไปถึง
เมื่อเห็นสายตาประหลาดใจของเยี่ยซางฉินไห่ก็ยิ้มเยาะ เขาเดินนำไปขึ้นรถ จากนั้นคนอื่นๆ ก็รีบตามขึ้นไป แต่เยี่ยซางกลับไม่รีบร้อนถึงอย่างไรคนพวกนี้ก็ไม่สามารถทิ้งเขาไว้ได้ไม่ใช่หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นฉินเจินยังไม่ได้ขึ้นรถเขาเชื่อว่าองครักษ์ทั้งหมดควรจะรู้ฐานะของฉินเจิน
เนื่องจากมีคนจำนวนมากทำให้รถเต็มก่อนที่เยี่ยซาง ฉินเจิน และอีกสองคนจะได้ขึ้นไป
“ไม่จำเป็ต้องเบียดกันคนอื่นๆ สามารถนั่งในรถด้านหลังคันถัดไปได้” หัวหน้าองครักษ์กล่าว
แผนการเดิมคือจะให้กลุ่มหนุ่มสาวนั่งรถอสูรตรงกลางขณะที่องครักษ์จะนั่งอยู่บนรถอสูรด้านหน้าและด้านหลังแต่เมื่อมีคนมากขึ้นหัวหน้าองครักษ์จึงจัดขบวนใหม่