“คุณปัถย์เคยเห็นและผมแนะนำแล้วตอนมาใหม่ ๆ แต่หลังจากนั้นก็มีเห็นบ้าง แต่บอสไม่จำเอง” ฉันทวิชญ์ยังคงพยายามรักษาท่าที่ด้วยการนิ่ง ทั้งที่ข้างในเริ่มสังหรณ์อะไรบางอย่างแล้ว
“เื่จิปาถะของผม เธอคนนี้ดูแลใช่ไหม”
“ครับ”
“ทำงานเก่งใช้ได้เลยนะ”
“ครับ”
“มีแฟนหรือยัง”
“เหมือนจะไม่มีนะครับ” ตอนแรกว่าจะโกหก แต่สายตาเหมือนรู้ทันของเ้านายทำให้ฉันทวิชญ์ต้องพูดความจริง
“โสดเหรอ...ไม่น่าเชื่อ” ปัถย์เดาะลิ้นยกยิ้มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินคำตอบ
“เธอต้องดูแลน้องสาวที่ป่วยเป็มะเร็งเลยไม่มีเวลาน่ะครับ”
“คุณรู้เื่เธอดีจัง” ปัถย์เลิกคิ้วมองฉันทวิชญ์อย่างจับผิด อย่าบอกน่ะว่าเธอเป็เด็กของเลขาฯ เขา
“คุณปัถย์กำลังคิดอะไรอยู่ครับ” ฉันทวิชญ์พูดดักอย่างเดาความคิดของอีกฝ่ายออก “เธอเป็ผู้ช่วยผมนี่ครับ อีกอย่างผมก็รู้จักครอบครัวของเธอเป็การส่วนตัวด้วย”
เมื่อได้ยินอย่างนั้นปัถย์ก็เปิดยิ้มกว้างขยับตัวเอาแขนทั้งสองเท้าโต๊ะ สองมือประสานกันตรงหน้า มองฉันทวิชญ์อย่างหมายมาดบางอย่าง
“พ่อแม่เธอไม่ช่วยดูหรือไง”
“เธอไม่มีใครครับเหลือกันแค่สองคนพี่น้อง”
“อย่างนั้นเหรอ...” ปัถย์กดยิ้มทิ้งตัวลงไปพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายใจ ชี้ปากกาในมือไปที่เลขาฯ แล้วบอกในสิ่งที่ตัวเอง้า “ผมตัดสินใจแล้ว ผู้หญิงคนนี้...ผมจะเอาผู้หญิงคนนี้มาเป็แม่ของลูกผม”
ฉันทวิชญ์ถึงกับตัวเกร็งกลืนน้ำลายคงคอแล้วแย้ง “ซีไม่ใช่สเปกของคุณเลยนะครับ” เขาเลื่อนเอกสารที่มีรูปของสาว ๆ ของอีกฝ่ายไปตรงหน้า จะได้ดูเปรียบเทียบว่ามันแตกต่างกันแค่ไหน เผื่อจะมีการเปลี่ยนใจ
ปัถย์ไม่แม้แต่จะปรายตามอง “ผมไม่ได้หาคู่ควง ผมหาแม่ของลูก เหมือนคุณไม่พอใจ หรือจริง ๆ แล้ว...” เขาหรี่ตามองอย่างจับผิด แม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธเื่นี้มาก่อนหน้าแล้ว แต่ขัดขวางขนาดนี้จะไม่ให้สงสัยได้ยังไง
“ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ใช่ ผมแค่ไม่อยากให้เธอเ็ป”
“ไม่มีอะไรเ็ปมากไปกว่าไม่มีเงินรักษาคนที่เรารักแล้วล่ะครับ”
“คุณปัถย์พูดเหมือนรู้” ฉันทวิชญ์มั่นใจว่ายังไม่ได้พูดปัญหาเื่ทางการเงินของวาริศาให้ได้ยินเลยสักครั้ง
“สีหน้าหม่นหมองขนาดนั้น ไม่รู้สิแปลก การรักษาโรคมะเร็งมันต้องใช้เงินเยอะนะ ลำพังเงินเดือนผู้ช่วยเลขาฯ ผมว่าไม่มีทางพอ หรือเธอมีสมบัติเก่าจากครอบครัวอย่างนั้นเหรอ” หรือเขาเดาผิด แม้จะกังวลขึ้นมานิดหน่อยแต่ปัถย์ก็เก็บอาการได้ค่อนข้างดีจึงไม่มีหลุดให้เลขาฯ ได้เห็นสีหน้านั้น
“ไม่มีเื่แบบนั้นหรอกครับ เธอลำบากจริง ๆ นั่นแหละ ผมเองก็ช่วยเท่าที่ช่วยได้” พอพูดมาถึงปัญหานี้แล้วฉันทวิชญ์ก็ได้แต่ถอนหายใจ ถ้าเขามีกำลังมากกว่านี้คงช่วยเหลือสองพี่น้องได้มากกว่านี้
“นี่ไง ผมกำลังจะช่วยเธอ” ปัถย์เลิกคิ้วยกยิ้มอย่างหมายมาด ผู้หญิงที่เข้าข่ายครบเครื่องในเงื่อนไข เขาไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปแน่
“ไม่ลองคุยกับผู้หญิงคนอื่นดูก่อนเหรอครับ หรือไม่ก็เดี๋ยวผมลองหาคนอื่นให้” ฉันทวิชญ์ยังไม่คิดที่จะล้มเลิกการโน้มน้าว
“ผมไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกนะครับ และตอนนี้ผมก็เจอแล้ว หน้าที่ของคุณคือ ไปคุยกับเธอซะ” ปัถย์ตัดบท ี้เีต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายที่ทำงานกับเขาแท้ ๆ แต่เอาแต่ะโออกโรงปกป้องผู้ช่วย
“ถ้าเธอปฏิเสธล่ะครับ”
“คุณก็มีหน้าที่ทำให้เธอตกลง เอาตามนั้นแล้วกัน เลยเวลาเลิกงานนานแล้วคุณกลับเถอะ ผมเองก็จะกลับเหมือนกัน อย่าลืมที่สั่งล่ะ คุณมีเวลาตั้งสองวัน สู้ ๆ นะครับ ผมรู้ว่าคุณทำได้” ปัถย์ยกยิ้มมุมปาก ตบที่ไหล่ของเลขาฯ แล้วเดินออกจากห้องไป
ฉันทวิชญ์ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจ “เฮ้อ...งานเข้าแล้ว”