แสงตะวันยามเช้าสาดลอดหมู่เมฆหลังสายฝนโปรยผ่าน ลงบนกำแพงเมืองหลัวเฉิง เม็ดน้ำซึ่งยังเกาะอยู่ตามหลังคาและชายคาร้านค้าสะท้อนประกายระยิบระยับราวอัญมณี
ประตูเมืองทั้งสี่ด้านเปิดกว้างรับผู้คนจากสารทิศ ขบวนพ่อค้า เกวียนสินค้า และนักเดินทางจากหลากแคว้นหลั่งไหลเข้าออกไม่ขาดสาย จนถนนทุกสายภายในเมืองเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
รอบกำแพงเมือง ตลาดขนาดใหญ่ผุดขึ้นเป็หย่อม ๆ ต่อเนื่องกันไปสุดสายตา ร้านอาวุธจากแคว้นกังเสวี่ยแขวนกระบี่และหอกเงาวับเรียงรายอยู่หน้าร้าน สมุนไพรกับโสมหายากจากแคว้นไป๋ฮวาถูกจัดวางอยู่ในตู้ไม้กรุกระจก ขณะที่หมอจากชิงหว่านอี๋เปิดแผงรักษาผู้คนริมถนน
ท่ามกลางเสียงเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา และเสียงหัวเราะซึ่งดังสลับกันไปทั่วทั้งเมือง
เยว่เสวี่ยหลิง ฉิงอี และโยวหงเดินเคียงกันไปตามถนน พลางจูงและผลักหยางเสวี่ยอินให้ก้าวตามมาด้วย
“พวกเ้าจะพาข้ามาทำอะไรอีก”
หยางเสวี่ยอินถอนหายใจอย่างระอา แต่ยังปล่อยให้ทั้งสามพาฝ่าฝูงชนต่อไป กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าแผงร้านแห่งหนึ่ง
ขลุ่ย พิณ และเครื่องดนตรีหลากชนิดถูกจัดวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ ทุกชิ้นล้วนประณีตงดงามจนสะดุดตา แม้แต่กล่องเก็บเครื่องดนตรีก็ยังแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตร
“เชิญชมได้เลยขอรับ!”
เถ้าแก่เ้าของร้านรีบร้องทักด้วยรอยยิ้ม
“เครื่องดนตรีจากเฟิงหลัวทั้งนั้น วัสดุชั้นยอด ฝีมือช่างชั้นหนึ่ง!”
เยว่เสวี่ยหลิงกวาดสายตามองขลุ่ยจำนวนมากบนชั้นวาง ก่อนเหลือบเห็นผู้คุ้มกันของร้านซึ่งยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกล เพียงเท่านี้ก็พอจะบอกได้ว่าสิ่งของเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าไม่น้อย
ข้างกายหยางเสวี่ยอินเงียบลงโดยไม่รู้ตัว ฉิงอีจึงขยับไปยืนข้างนาง แล้วชี้ไปยังขลุ่ยหยกสีแดงเลาหนึ่ง
“ขลุ่ยเดิมของเ้าแตกไปแล้ว แม้จะซ่อมได้ แต่หากฝืนใช้นานไปก็คงไม่ดีนัก”
หยางเสวี่ยอินมองตาม ปลายนิ้วค่อย ๆ ยื่นออกไปแตะขลุ่ยเลานั้นอย่างระมัดระวัง ขณะที่มืออีกข้างยังคงกำขลุ่ยของมารดาไว้แน่นไม่ต่างจากเดิม
เถ้าแก่เห็นดังนั้นจึงรีบกล่าว
“ขลุ่ยหยกแดงเลานี้ สองร้อยซิงขอรับ ของดีเช่นนี้ถือว่าไม่แพงเลย”
มือของหยางเสวี่ยอินชะงัก ก่อนค่อย ๆ ดึงกลับโดยไม่กล่าวสิ่งใด
อีกด้านหนึ่ง โยวหงหันไปสบตาเยว่เสวี่ยหลิง และในวินาทีนั้น ทั้งสองก็เข้าใจความคิดของกันและกันโดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยคำใด
สายตาของเยว่เสวี่ยหลิงเลื่อนไปหยุดที่กล่องไม้สีขาวใบหนึ่งบนชั้นสูงสุด ตัวกล่องสลักลวดลายดอกไม้สีฟ้าอย่างประณีต ราวกับถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาสิ่งล้ำค่าโดยเฉพาะ แม้ฝาปิดยังไม่ถูกเปิดออก แต่กลับมีแสงสีฟ้าอ่อนลอดผ่านรอยต่อออกมาเป็ระยะ คล้ายบางสิ่งภายในกำลังรอคอยผู้
“เถ้าแก่ สิ่งนั้นคืออะไรหรือ”
เ้าของร้านหันมองตามสายตาของเยว่เสวี่ยหลิง ก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วหยิบกล่องไม้สีขาวลงมาจากชั้นอย่างระมัดระวัง
เมื่อฝาถูกเปิดออก ขลุ่ยหยกสีน้ำเงินเลาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นภายใน เนื้อหยกโปร่งใสราวน้ำแข็งพันปี แสงเย็นจาง ๆ ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวอย่างน่าอัศจรรย์
“นี่คือขลุ่ยเหมันต์ สร้างจากหยกเย็นของแคว้นหานเยวี่ย”
เถ้าแก่ลูบเครา พลางหยิบขลุ่ยออกจากกล่อง
“มีอายุมาหลายร้อยปีแล้ว และยังถูกจัดว่าเป็หนึ่งในศาสตราเวทขั้นสูง”
หยางเสวี่ยอินเงียบลงทันที สายตาของนางไม่ละจากขลุ่ยแม้แต่น้อย ราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด ปลายนิ้วค่อย ๆ ยื่นออกไปโดยไม่รู้ตัว กระทั่งโยวหงซึ่งยืนอยู่ข้างกันสังเกตเห็น จึงหันไปถามเถ้าแก่ด้วยรอยยิ้ม
“ราคาเท่าใดหรือ”
“สี่สิบเสี้ยวขอรับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยางเสวี่ยอินชะงัก นางดึงมือกลับราวเพิ่งตื่นจากภวังค์
“ข้าใช้ขลุ่ยไม้ก็พอ”
แม้น้ำเสียงจะยังคงสงบนิ่ง แต่ความเสียดายที่ซ่อนอยู่กลับไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนทั้งสามได้ เถ้าแก่จึงค่อย ๆ วางขลุ่ยเหมันต์กลับลงในกล่อง แล้วปิดฝาเก็บไว้ดังเดิม
หยางเสวี่ยอินหันไปมองขลุ่ยไม้เก่าเลาหนึ่งซึ่งวางอยู่มุมร้าน
“แล้วเลานั้นราคาเท่าใด”
เถ้าแก่เหลือบมองตาม ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ยี่สิบซิง เป็ของเก่า แต่ยังใช้งานได้ดี”
หยางเสวี่ยอินล้วงถุงผ้าเก่าใบเล็กออกจากข้างเอว คลายเชือกปากถุงแล้วเทเหรียญทั้งหมดลงบนฝ่ามือ เสียงโลหะกระทบกันดังแ่เบา นางก้มหน้านับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนับซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ
จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น
“หากข้ามีเพียงสิบห้าซิง...ท่านลดให้อีกได้หรือไม่”
เถ้าแก่หัวเราะอย่างลำบากใจ
“แม่นาง เื่นี้คงไม่ได้จริง ๆ”
หยางเสวี่ยอินเพียงพยักหน้า มิได้แสดงความผิดหวังหรือกล่าวต่อรองอีกแม้แต่คำเดียว นางเก็บเหรียญทั้งหมดกลับลงในถุงตามเดิม ราวกับคุ้นชินกับการปล่อยผ่านสิ่งที่ตนไม่มีโอกาส ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากร้าน
ทว่าในจังหวะนั้น กล่องไม้สีขาวกลับถูกยื่นมาขวางตรงหน้า
หยางเสวี่ยอินชะงัก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบเยว่เสวี่ยหลิงยืนอยู่เบื้องหน้า
“รับไว้สิ”
“ไม่ได้” นางรีบส่ายหน้า “มันมีค่ามากเกินไป”
กล่าวจบก็ผลักกล่องกลับคืนทันที
“แล้วเหตุใดเ้าต้องซื้อให้ข้าด้วย”
เยว่เสวี่ยหลิงไม่ได้ตอบ เพียงเปิดฝากล่องแล้วหยิบขลุ่ยเหมันต์ออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงรับขลุ่ยเก่าของหยางเสวี่ยอินไปวางเก็บไว้ภายในแทน ราวกับกำลังเก็บรักษาสิ่งล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ก่อนยื่นทั้งขลุ่ยเหมันต์และกล่องไม้กลับคืนให้อีกฝ่าย
“มันคู่ควรกับเ้า”
หยางเสวี่ยอินนิ่งไป
“และคุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ราคา” เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มบาง “แต่อยู่ที่ผู้ถือครองต่างหาก”
นางจับมืออีกฝ่ายขึ้น แล้ววางขลุ่ยเหมันต์ลงบนฝ่ามือนั้นอย่างแ่เบา
“ถือเสียว่า ต่อจากนี้เ้าต้องใช้มันปกป้องพวกข้า”
ลมหายใจของหยางเสวี่ยอินสะดุดไปชั่วขณะ นางก้มมองขลุ่ยในมืออยู่นาน ก่อนก้าวเข้าไปโอบกอดเยว่เสวี่ยหลิงอย่างกะทันหัน
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อย ขณะที่ฉิงอีกับโยวหงยืนมองอยู่ข้างกายพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อคลายอ้อมกอดออก หยางเสวี่ยอินจึงหันมองเพื่อนทั้งสาม ดวงตาแดงเรื่อด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบใจพวกเ้ามาก”
ไม่ไกลจากร้านเครื่องดนตรี โม่หยวนซางเพิ่งสนทนากับกองกำลังสามภพเสร็จสิ้น เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสี่ยืนล้อมกันอยู่ เขาจึงเดินตรงเข้ามา
“ดูเหมือนข้าจะมาขัดจังหวะบางอย่าง”
ฉิงอีกับโยวหงรีบประสานมือคำนับพร้อมกัน
“ท่านโม่หยวนซาง”
โม่หยวนซางพยักหน้ารับ สายตาเคลื่อนผ่านขลุ่ยเหมันต์ในมือของหยางเสวี่ยอิน ก่อนหยุดอยู่ที่ดวงตาแดงเรื่อซึ่งยังหลงเหลือร่องรอยแห่งอารมณ์ เพียงเท่านั้นเขาก็พอคาดเดาเื่ราวได้
“พวกเ้าพักฟื้นอยู่ที่นี่มาสามวันแล้ว อีกสองชั่วยามจะออกเดินทาง”
หยางเสวี่ยอินประสานมือคารวะ
“เหตุใดครั้งนี้พวกเราจึงพบหนึ่งในสี่ขุนพลเทพ”
โม่หยวนซางเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบผ่านเยว่เสวี่ยหลิงโดยไม่รู้ตัว
“ข้าหวังว่าจะเป็เพียงเื่บังเอิญ แต่นิกายกลืนสามภพกำลังเคลื่อนไหวมากขึ้น บางแห่งตามหาศาสตรา บางแห่งเกณฑ์ผู้คน ดูเหมือนกำลังเตรียมทำบางอย่าง”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักเล็กน้อย ก่อนประสานมือคารวะ
“ขอบคุณท่านมากสำหรับครั้งนี้”
“ไม่เป็ไร”
โม่หยวนซางตอบเรียบ ๆ ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนไปยังขลุ่ยเหมันต์ในมือหยางเสวี่ยอิน มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย
“เ้าซื้อขลุ่ยเหมันต์หรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงพยักหน้า
“สี่สิบเสี้ยว”
“เทียบได้กับคฤหาสน์หลังหนึ่งในบางเมืองเลยทีเดียว”
คำกล่าวนั้นทำให้หยางเสวี่ยอินก้มมองขลุ่ยในมือแทบจะทันที ส่วนเยว่เสวี่ยหลิงเองก็ชะงักไปเล็กน้อย ราวกับเพิ่งตระหนักว่าตนใช้เงินไปมากเพียงใด
โม่หยวนซางก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด
“เช่นนั้น...เ้าคิดจะตอบแทนข้าอย่างไร”
เยว่เสวี่ยหลิงเบิกตากว้าง ก่อนรีบล้วงถุงเงินตรงเอวออกมาโดยสัญชาตญาณ เมื่อคลายปากถุงดูไม่พบตั๋วเงิน และพบเหรียญเหลืออยู่เพียงไม่กี่เหรียญ
“ตอนนี้ข้ามีเหลือเพียงสองร้อยซิง”
คำตอบนั้นทำให้ฉิงอีกับโยวหงหลุดหัวเราะ แม้แต่โม่หยวนซางยังหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“ข้าไม่ได้้าเงิน”
เยว่เสวี่ยหลิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ขณะที่อีกฝ่ายกลับก้าวตามเข้ามา
“แล้วท่าน้าให้ข้าตอบแทนอย่างไร”
โม่หยวนซางไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงโน้มกายลงเล็กน้อย จนลมหายใจอุ่นเฉียดผ่านข้างแก้มของนาง
“เ้าก็รู้ว่าข้า้าสิ่งใด”
คราวนี้แม้แต่หยางเสวี่ยอินยังเงียบลง ส่วนฉิงอีกับโยวหงหันมองหน้ากัน สีหน้าราวกับกำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
เยว่เสวี่ยหลิงรู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที นางถอยหลังอีกก้าว ทว่าส้นเท้ากลับสะดุดพื้นหินจนเสียหลัก ร่างเอนหงายไปด้านหลัง
โม่หยวนซางยื่นมือออกมารับนางไว้ได้ทัน
“ระวัง”
น้ำเสียงของเขาแฝงรอยขบขันอย่างไม่คิดปิดบัง
เมื่อเยว่เสวี่ยหลิงตั้งตัวได้ นางก็รีบถอยออกมาอีกครั้ง พลางจ้องหน้าเขาอย่างไม่ยอมปล่อยผ่าน
“แล้วตกลงท่าน้าสิ่งใด”
โม่หยวนซางมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจังเสียจนทุกคนเผลอนิ่งรอฟัง
“ซาลาเปาที่เ้าทำ”
ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะ
จากนั้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นพร้อมกัน ฉิงอีกับโยวหงหัวเราะจนต้องยกมือปิดปาก แม้แต่หยางเสวี่ยอินยังหลุดยิ้มออกมา
ส่วนเยว่เสวี่ยหลิงยังคงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าแดงลามไปถึงใบหู
โม่หยวนซางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“หรือเ้าคิดเป็อย่างอื่น”
“ข้าไม่ได้คิดอะไร!”
คำปฏิเสธดังขึ้นแทบจะในทันที และยิ่งทำให้เสียงหัวเราะของทุกคนดังกว่าเดิม
แสงตะวันยามบ่ายทอดผ่านหลังคาเรือนของหมู่บ้านเล็กแห่งหนึ่ง ขณะกลุ่มศิษย์จวินเหิงหย่วนเดินทางผ่าน ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังมุงดูเหตุการณ์อยู่บริเวณลานกลางหมู่บ้าน
เหล่านักรบสามภพในชุดเกราะเงินล้อมชายหญิงคู่หนึ่งไว้ ชายหนุ่มยังพยายามดิ้นรนขัดขืน แม้แขนทั้งสองจะถูกกดตรึงอยู่กับพื้น ส่วนหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลถูกเชือกพันธนาการแน่นั้แ่ข้อมือจรดลำตัว ใบหน้าของนางดูอ่อนเยาว์และงดงาม หากมีปานสีเขียวเข้มแผ่จากข้างแก้มลงไปตามลำคอและแขน เห็นได้ชัดแม้อยู่ห่างออกไป
เยว่เสวี่ยหลิงรีบวิ่งเข้าไปทันที
“ท่านพี่นักรบ เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ”
ชายหนุ่มในชุดเกราะเงินเงยหน้าขึ้นตอบ ทว่าเมื่อเห็นโม่หยวนซางเดินตามหลังมา สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันที นักรบทั้งสิบกว่าคน
ประสานมือคารวะพร้อมกัน
“คารวะท่านโม่หยวนซาง”
โม่หยวนซางพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย หัวหน้านักรบจึงชี้ไปยังหญิงสาวที่ถูกมัด ก่อนหยิบสมุดทะเบียนเล่มหนาออกมา
“พวกเขาฝ่าฝืนกฎรักต่างภพ พวกเราได้รับการยืนยันแล้วว่านางมีรายชื่ออยู่ในภพอสูร”
ชายหนุ่มซึ่งถูกกดอยู่กับพื้นพลันดิ้นหลุดออกมาครึ่งก้าว แล้วคลานเข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้า
“พวกเราเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา” น้ำเสียงของเขาสั่นเครือ “เหตุใดความรักของพวกเราจึงเป็ความผิด”
เยว่เสวี่ยหลิงหันไปมองโม่หยวนซาง ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่ง ทอดสายตามองคนทั้งสอง
“พวกเขาไม่ได้คิดทำลายสมดุลของสามภพ” นางเอ่ยขึ้น “พวกเขาเพียงรักกันเท่านั้น”
หัวหน้านักรบกลับส่ายหน้า
“นางตั้งครรภ์แล้ว ปัญหาย่อมตามมา ผู้ใดจะรับผิดชอบ ผู้ใดจะดูแล”
เขาชี้ไปยังชายอีกสองคนในอาภรณ์สีน้ำตาลซึ่งถูกจับมัดอยู่ด้านหลัง
“หรือวันหนึ่ง พวกเขาอาจเข้าร่วมนิกายกลืนสามภพเช่นคนเหล่านี้”
ลมอ่อนพัดผ่านลานหมู่บ้าน โม่หยวนซางรับสมุดทะเบียนจากมือของนักรบ แต่กลับไม่ได้เปิดดู สายตาของเขายังคงหยุดอยู่ที่ชายหญิงคู่นั้น
“ความรักของพวกเ้าไม่ผิด”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที ทว่าถ้อยคำต่อมากลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
“แต่โลกใบนี้อาจโหดร้ายกับพวกเ้าจนไม่เหลือทางเลือก”
โม่หยวนซางเอื้อมมือดึงกระบี่ของเยว่เสวี่ยหลิงออกจากฝัก แล้วปักลงบนพื้นตรงหน้าชายหนุ่ม
“เลือกเอา”
เสียงของเขาสงบนิ่ง ทว่าทำให้ทั้งลานเงียบ
“เ้าจะเสียสละ...หรือนางจะเสียสละ”
เยว่เสวี่ยหลิงตัวแข็งค้าง
“ท่าน...”
เสียงของนางแทบไม่หลุดออกจากริมฝีปาก
ชายหนุ่มยังคงคุกเข่าอยู่อย่างนั้นเป็เวลานาน ก่อนค่อยๆ ยื่นมือไปจับด้ามกระบี่ หญิงสาวส่ายหน้าไม่หยุด น้ำตาไหลอาบแก้ม ขณะที่เขาหลับตาลงแล้วหันปลายคมเข้าหาตนเอง
ทว่าก่อนกระบี่จะถึงร่าง หญิงสาวกลับพุ่งเข้ามาขวาง
คมเหล็กทะลุผ่านกลางอกของนาง โลหิตสีแดงไหลอาบลงมาตามปลายกระบี่ แต่รอยยิ้มยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้า ทั้งที่น้ำตาไม่เคยหยุดไหล
“ข้าไม่เคยเสียใจ...ที่ได้รักท่าน”
ชายหนุ่มมองหญิงสาวซึ่งลมหายใจกำลังขาดห้วง มือที่กำด้ามกระบี่สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระชับแน่นขึ้นอีกครั้ง
เขาดึงร่างของนางเข้ามาใกล้ แล้วกดปลายกระบี่ให้ทะลุผ่านร่างของนางเข้าสู่หัวใจตนเอง
“ข้าก็จะไม่ปล่อยให้เ้าอยู่เพียงลำพัง”
ร่างของทั้งสองล้มลงพร้อมกัน
ไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใด มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านลานหมู่บ้าน
โม่หยวนซางยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นเบา ๆ ดอกไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ใกล้ทางเดินพลันถูกสายลมพัดลอยขึ้นจากพื้น แล้วโปรยลงบนร่างของคนทั้งสองราวหิมะหลากสี
“จัดการฝังพวกเขาไว้ด้วยกัน”
น้ำเสียงของเขาแ่เบา เหล่านักรบสามภพต่างก้มศีรษะรับคำสั่ง
เยว่เสวี่ยหลิงทรุดตัวลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว นางมองร่างของคนทั้งสองผ่านม่านน้ำตา ก่อนเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“ข้าอยากทำลายกฎนี้”
โม่หยวนซางก้มลงพยุงนางขึ้น ปลายนิ้วเช็ดหยดน้ำตาซึ่งไหลผ่านข้างแก้มอย่างแ่เบา
สายตาของทั้งสองสบกันอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าก็เช่นกัน”