ตอนที่ 5 เปิดร้านขายไก่ทอดเกาหลี
“เราสองคนจะไม่ทำงานพาร์ทไทม์อีกต่อไปแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราสองคนจะเป็เ้าของร้านบ้าง” พีทหันไปพูดกับแชมป์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จริงจัง โดยสายตาของพีทได้ทอประกายเจิดจ้า จนแม้แต่แชมป์ที่เป็เพื่อนสนิทก็ยังอดสะท้านหวั่นไหวกับคำชักชวนนี้ไม่ได้
‘เป็เ้าของร้าน…เอาจริงดิ?!’
แชมป์เองก็รู้สึกงุนงงกับความตั้งใจของพีทเช่นเดียวกัน ถึงกระนั้นในเมื่อเพื่อนของเขา ได้ตัดสินใจที่จะลงมือทำแล้ว แชมป์ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องทักท้วงอีก
“เอาก็เอา ว่าแต่แกอยากจะทำเปิดร้านอะไร?” แชมป์หยุดปากกาของตัวเอง ที่กำลังกรอกใบสมัคร ก่อนจะหันมาถามกับพีทถึงความตั้งใจนี้
“ฉันจะเปิดร้านขายไก่ทอด” พีทตอบกลับทันที โดยไม่มีความลังเลเลยสักนิด
“ร้านขายไก่ทอด?!” แชมป์ได้ยินก็ผุดลุกขึ้น ด้วยความใ เพราะคิดว่าพีทนั้นทำไปเพราะความแค้นจากการที่พวกเขาทั้งสองถูกกลั่นแกล้งจากดิวตี้จนต้องลาออกจากงาน ร้าน QFC ที่เป็ร้านแฟรนไชส์ขายไก่ทอด
“ใช่ ฉันจะเปิดร้านขายไก่ทอด…แกจะเอาด้วยไหม” พีทยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น พลางชักชวนแชมป์มาร่วมหุ้นด้วยกัน
“พีท แกกับฉันทอดไก่เป็ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราสองคนจะเปิดร้านขายไก่ทอดแล้วไปรอดนะ...ไก่ทอดที่ขายตามข้างทาง มันไม่ได้ง่ายเหมือนพวกเราทอดไก่ที่ร้าน QFC ที่ทำสำเร็จมาแล้วนะเพื่อน” แชมป์เองก็เริ่มจริงจังตามพีทแล้วเหมือนกัน จึงได้ตักเตือนถึงความน่ากลัวของการเปิดร้านไก่ทอดให้กับพีทได้ฟังว่ามันไม่ได้ง่าย เหมือนกับงานที่พวกเขาเคยทำตอนทำพาร์ทไทม์ในร้าน QFC
การเปิดร้านขายไก่ทอดเป็ของตัวเอง มีต้นทุนในการเปิดอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์หรือวัตถุดิบ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีต้นทุนที่ต้องใช้ทั้งนั้น ไม่นับรวมกับความเสี่ยงที่จะต้องพบเจอจากการขายไม่ได้อีก
“แกลืมไปหรือเปล่าว่าก่อนหน้านี้ บ้านของฉันเคยทำอะไรมาก่อน พวกเราไม่จำเป็ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด” พีทไม่ได้สุ่มสี่สุ่มห้า ใจร้อนอยากจะเปิดร้านโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง หลังจากได้รับสูตรไก่ทอดมาจากมินแจกยู
เขาได้ไตร่ตรองแล้วว่าตัวเขาสามารถเปิดร้านนี้ได้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพราะที่บ้านของพีท ตัวของพ่อและแม่ ก่อนที่พ่อของเขาจะเสียชีวิต พ่อกับแม่ของเขานั้นเคยเปิดร้านขายข้าวมันไก่มาก่อน
แต่ที่ต้องปิดร้านข้าวมันไก่ไป ก็เพราะพ่อของเขาล้มป่วยจากโรคมะเร็ง ซึ่งโรคนี้มันก็ได้พรากชีวิตพ่อของเขาไปด้วยเช่นกัน
พี่สาวของพีทที่อยู่ในวัยทำงาน ได้กลายเป็เสาหลักของบ้าน พี่สาวของพีทนั้นไม่อยากเห็นแม่ต้องลำบากทำงานอีก จึงเสนอให้เธอปิดร้านและรับปากว่าจะส่งพีทและน้องสาวเรียนด้วยตัวเอง
ซึ่งพีทก็รู้ดีว่าพี่สาวของเขานั้นต้องลำบาก จึงได้แบ่งเบาภาระด้วยการเลือกมาทำงานพาร์ทไทม์ ไม่ให้พี่สาวต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้คนเดียวนั่นเอง
“จริงด้วย บ้านแกเคยขายข้าวมันไก่มาก่อนนิหว่า” แชมป์ได้ยินพีทพูดถึงเื่ของที่บ้าน ก็รู้แล้วว่าพีทนั้นเตรียมการกับเื่นี้มาพอสมควร ไม่ได้ใจร้อนอยากเปิดร้านเพื่อแก้แค้นอย่างที่ตัวเองคิด
“งั้นฉันเอาด้วย ในบัญชีฉันเหลืออยู่ 8000 ขอเทหมดหน้าตัก” แชมป์เองก็ไม่รู้ว่าพีทจะใช้เงินเท่าไรสำหรับเปิดร้าน จึงได้เสนอเงินทั้งหมดที่มีไป
“โอเค แบบนั้นก็ลงทุนคนละ 8000 แบ่งหุ้นกันคนละครึ่ง แก 50% ฉัน50% ตกลงไหม” พีทเองก็มีเงินในบัญชีเหลืออยู่ไม่เยอะ แต่เพื่อไม่ให้การทำธุรกิจกับเพื่อนต้องสะดุด เขาจึงต้องลงเงินลงไปในจำนวนที่เท่าๆ กัน จะได้ไม่กระทบกันในภายหลัง
พีทนั้นเรียนคณะบริหาร ดังนั้นเขาจึงสามารถสอนแชมป์เกี่ยวกับเื่ของการลงทุนให้กับแชมป์แบบคร่าวๆ ที่เข้าใจได้ง่ายไป
สอนกันอยู่นานในที่สุด แชมป์ก็เริ่มใจถึงการทำธุรกิจแล้วว่า การทำธุรกิจกับเพื่อนนั้นไม่ง่ายเลย
ตอนนี้พวกเขาต่างให้ใจแก่กันและกันเพราะตอนนี้พวกเขาคือเพื่อนกัน แต่พอมาถึงวันหนึ่ง วันที่มีเงินเข้ามาในความสัมพันธ์ มันจะเริ่มไม่ใช่แค่เพื่อนอีกแล้ว
ลำพังแค่ข้าวจานหนึ่งก็ถูกนำมานับเป็เงินแล้ว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เขาสองคนผิดใจกันภายหลัง พีทจึงจำเป็ต้องอธิบายถึงความรู้เบื้องต้นในกับแชมป์ได้เข้าใจ
“ขอโทษนะคะ พวกพี่สองคนยังจะสมัครงานกันอยู่ไหมคะ พี่นั่งกันมาเป็ชั่วโมงแล้ว…ผู้จัดการหนูเริ่มไม่พอใจแล้วค่ะ” พนักงานร้านพิซซ่าสีเขียว ได้เข้ามาขัดจังหวะพีทและแชมป์ที่กำลังนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
พอได้ยินพนักงานเข้ามาเตือน พีทก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังรบกวนการทำงานของร้านพิซซ่าอยู่ จึงได้ขอโทษน้องพนักงานไปยกใหญ่
ส่วนแชมป์ก็ได้หันไปตอบน้องพนักงานแบบเท่ๆ “ไม่สมัครแล้วครับ พี่สองคนกำลังจะไปเป็เถ้าแก่น้อยครับ” แชมป์ยิ้มพร้อมกับเดินออกมาจากร้าน
“หนูขอให้พี่สองคน เป็เถ้าแก่น้อยให้สำเร็จนะคะ” พนักงานหญิงของร้านพิซซ่าได้หัวเราะให้กับท่าทางตลกๆ ของแชมป์ พลางพูดอวยพรให้กับพวกเขาเป็การส่งท้าย
พีทและแชมป์เมื่อออกมาจากร้าน พวกเขาก็ตรงกลับไปที่ห้องพักของพวกเขาทันที ทั้งนี้ไม่ได้กลับมาเพื่อนอน แต่กลับมาเพื่อเก็บรถมอเตอร์ไซต์คันเก่า เพื่อที่จะได้นั่งรถเมล์กลับไปยังบ้านของพีทที่อยู่ห่างจากมหาลัยราวๆ 1 ชั่วโมงนั่นเอง
บ้านของพีทกับมหาลัย ถึงจะไม่ไกลกันมาก แต่ด้วยจังหวัดธาราบุรีที่พวกเขาอยู่ ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะที่มีให้เลือกสรรเหมือนกับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพ ที่มีทั้งรถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน
พวกเขาจึงได้แต่นั่งรถเมล์ที่แสนจะร้อนอบอ้าวในตอนเที่ยง เพื่อที่จะได้ประหยัดเงิน
พีทและแชมป์ได้กลับมาถึงบ้านแล้ว เขาเปิดประตูรั้วเข้าไปในบ้านที่แสนร่มรื่นและเต็มไปด้วยความอบอุ่น แม้ในวันนี้จะไม่มีเงาร่างของพ่อ นั่งทอดเสื้อนอนดูทีวีอยู่อีกแล้วก็ตาม
โทรทัศน์ยังคงถูกเปิดตามปกติ แต่ไม่มีคนนั่งดู มันถูกเปิดเพื่อไม่ให้บ้านนั้นเงียบเหงาเท่านั้น
“แม่ พีทกลับมาแล้ว!” “คุณน้า ผมก็มาด้วยครับ!” พีทและแชมป์รู้จักกันมาั้แ่เด็ก คุ้นชินกับบ้านของพีทเป็อย่างดีและตัวของแชมป์ก็ชอบมาบ้านของพีทอยู่บ่อยๆ จนแทบจะกลายเป็บ้านของตัวเองไปแล้ว
“กลับมาแล้วเหรอ…วันนี้ไม่มีเรียนเหรอถึงได้กลับบ้านมาั้แ่หัววัน?” แม่ของพีทโผล่หน้าออกมาจากหลังบ้าน ที่ถูกทำให้เป็ห้องครัว ก่อนที่จะเดินเข้ามาสวมกอดพีทและแชมป์ด้วยความคิดถึง
“พี่พีทกลับมาทำไม แม่พี่พีทต้องอู้งานแน่ๆ เลย” ไม่ใช่แค่แม่ของพีทเท่านั้น ที่ออกมาต้อนรับ เพราะ้าก็มีเสียงเจื้อยแจ้วของน้องสาวพีทที่ชื่อว่าพลอย ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในชั้น ม.6 วิ่งะโโลดเต้นลงมาจาก้าอีกด้วย
“แม่ครับกระทะที่แม้เคยใช้ทอดไก่ยังอยู่ไหมครับ ผมอยากจะขอเอาไปใช้ทำกิจกรรมที่มหาลัยหน่อย” หลังจากพีทสวมกอดแม่และหยอกล้อกับน้องสาวพอสมควรแล้ว เขาก็ได้เอ่ยถามถึงเครื่องครัวที่เคยใช้สำหรับเปิดร้านขายข้าวมันไก่กับแม่ของเขา
“อยู่…แต่มันค่อนข้างสกปรกนะ” แม่ของพีทชะงักไปเล็กน้อย เพราะเครื่องครัวพวกนั้นมันเป็เหมือนความทรงจำระหว่างตัวเองกับสามี ที่ช่วยกันขายข้าวมันไก่เพื่อสร้างครอบครัวนั่นเอง
พีทเองก็รู้ว่าแม่ของเขาคงจะรู้สึกผูกพันกับเครื่องครัวพวกนี้อยู่ไม่น้อย ขนาดเลิกขายข้าวมันไก่มาหลายปีแล้ว แต่เชื่อไหมทุกปี แม่ของเขามักจะเอาเครื่องครัวที่ไม่ได้ใช้พวกนี้กลับมาล้างและขัดอยู่ตลอดๆ พร้อมกับเก็บพวกมันเอาไว้ในถุงอย่างดี
ดังนั้นเครื่องครัวพวกนี้ แม้แม่ของเขาจะบอกว่ามันสกปรก แต่ความจริงแล้วมันสกปรกแค่ภายนอกถุงเท่านั้น แค่เอาออกมาล้างเล็กน้อยก็สะอาดแล้ว
“แชมป์มาช่วยหน่อย” พีทเดินนำไปที่ครัว พร้อมกับคัดเลือกของที่จำเป็ต้องใช้ในการเปิดร้านออกมาล้างและขัด
กระทะ ตะหลิว หม้อ กะละมัง เตาไฟ ถูกนำออกมาวางเรียงรายเต็มหลังบ้าน แม่ของพีทเองก็ยืนกำกับดูแลอยู่ไม่ห่าง “ลูกจะเปิดร้านขายของเหรอ?” แม่ของพีทเอ่ยถาม เมื่อเห็นถึงข้าวของที่ถูกนำออกมาล้าง
“ครับ” พีทรู้ดีว่าปิดบังแม่ของเขาที่เป็แม่ค้ามาตลอดชีวิตไม่ได้ จึงได้โกหกไปั้แ่แรกว่ามหาลัยจะมีงานกิจกรรม แต่พอถูกซักไซ้เอ่ยถามก็เกือบจะโป๊ะแตกอยู่เหมือนกัน “แม่ครับ ขายของมันยากไหม?” แชมป์เมื่อเห็นพีทเริ่มลนลาน ก็รีบเข้ามาช่วยเสริม แชมป์ได้ลากแม่ของพีทกลับเข้ามานั่งตากพัดลมในบ้าน นวดเฟ้นเอาอกเอาใจเหมือนเป็ลูกคนหนึ่ง
เพื่อรอให้พีทนั้นจัดเตรียมข้าวของให้เสร็จ ระหว่างนั้นพลอย น้องสาวของพีทก็ได้เดินเข้ามานั่งลงข้างๆ พีท “พี่พีทพี่โกหกแม่เหรอ?”
“อืม มหาลัยไม่ได้มีกิจกรรมอะไรทั้งนั้น พี่กับแชมป์แค่อยากจะลองเปิดร้านขายไก่ทอดดูเฉยๆ นะ” พีทบอกถึงสิ่งที่เขากำลังจะทำให้กับน้องสาวได้ฟัง อย่างน้อยๆ ให้พลอยช่วยปกปิดเื่ที่เขาจะทำจากแม่และพี่สาวของเขาอีกแรงหนึ่ง
พลอยนั้น ถึงจะดูเป็น้องสาวที่ค่อนข้างดื้อกับพีท แต่มันเป็เพราะเธอนั้นสนิทกับพีทมากที่สุดในบ้าน เพราะพีทนั้นค่อนข้างตามใจเธอ
ผิดกับพี่สาวคนโตอย่างพี่แพรและแม่ ที่ค่อนข้างเข้มงวดกับเธอ พลอยจึงเชื่อฟังพี่สาวและแม่มากกว่าและไม่เคยดื้อกับทั้งสองคนและมาดื้อกับพีทแทน
“ว่าแต่เธอรู้ได้ไงว่าพี่โกหก?” พีทจัดเตรียมข้าวของเสร็จแล้วและกำลังที่จะออกไปเรียกรถแท็กซี่ โดยมีพลอยเดินตามหลังมา โดยพีทเองก็รู้สึกตงิดๆ นิดหน่อยที่น้องสาวของเขารู้ได้ยังไงว่าเขาโกหกแม่ จึงได้เอ่ยถามกับพลอยไป
“ก็พี่ใส่ชุด QFC กลับมาบ้านนะสิ…ปกติพี่ไม่เคยใส่ชุดนี้กลับมาบ้านตอนกลางวัน” พลอยยักไหล่ ราวกับเื่พวกนี้มันเป็เื่พื้นๆ ที่พีทอาจไม่ได้สนใจ แต่สำหรับคนเป็แม่และน้องสาว ที่เป็คนในครอบครัว มีเหรอที่จะไม่สงสัย?!
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
วันนี้ลงครบ 5 ตอนแล้ว ถ้าชอบพรุ่งนี้จะจัดให้พิเศษอีกนะ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy