ตอนที่ 5: ค่ายกลใต้แสงเทียน กับเงาที่ไม่เคยจากไป
เสียงสิ่วกระทบหินดัง แกร่ก... แกร่ก... สะท้อนแว่วมาจากแนวกำแพงทิศตะวันออกอย่างไม่ขาดสาย ประหนึ่งจังหวะหัวใจที่เต้นระทึกอย่างสม่ำเสมอของสำนักตลอดหลายวันมานี้
ห้าวันล่วงเลยผ่านไปนับั้แ่คืนโลหิตนั่น เถ้าแก่อู๋ยังคงถูกบังคับให้นั่งเฝ้าซ่อมแซมค่ายกลอยู่ ณ จุดเดิมตลอดทั้งวันทั้งคืนตามคำสั่งของท่านอาจารย์ใหญ่ ใบหน้าเหี่ยวย่นซูบผอมลงจนเห็นโครงกระดูกชัดเจน ดวงตาคล้ำเสียจนดูคล้ายภูตผีด้วยการพักผ่อนไม่เพียงพอ สองมือที่เคยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวยามถูกซักถามในห้องโถงใหญ่ บัดนี้กลับสั่นระริกด้วยความอ่อนล้าอันแสนทรมานแทน
สำนักชิงเฟิง... นามของสำนักเล็กๆ ปลายแถวที่ไร้คนสนใจในยุทธภพ บัดนี้กลับต้องแบกรับบรรยากาศแห่งความหวาดระแวงที่แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วทุกซอกมุม เวรยามรักษาการณ์ที่เพิ่มขึ้นสองเท่าต่างประจำตำแหน่งตรึงกำลังอย่างเข้มงวดตลอดแนวกำแพง คมกระบี่คมดาบไร้ซึ่งการเก็บเข้าฝัก แม้แสงตะวันยามเที่ยงวันจะสาดส่องเจิดจ้าเพียงใดก็ตาม
กู้เสวียนเดินผ่านลานฝึกซ้อมพร้อมกับหาบถังน้ำสองใบไว้บนบ่า เขายังคงก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเป็ศิษย์ขยะผู้เจียมตัวเหมือนเช่นเคย ทว่าเนตรอักขระภายในของเขากลับไม่เคยหยุดกวาดมองสายธารพลังงานลึกลับที่พาดผ่านในอากาศรอบกายเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"เ้าศิษย์สวะ! มาช่วยข้าขนยกกระสอบข้าวสารนี่หน่อย!"
เสียงแหบพร่าะโเรียกดังมาจากป้าเซียง แม่ครัวใหญ่ประจำสำนัก หญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้มีกิริยาหยาบกระด้าง ทว่าหัวใจกลับแฝงความเมตตา เธอเป็เพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้แสดงความดูแคลนกู้เสวียนอย่างเปิดเผย แม้ปากจะชอบพูดจาโฮกฮากห้วนๆ ตามนิสัยก็ตาม
กู้เสวียนรีบวางถังน้ำลง แล้วก้าวเข้าไประยกกระสอบข้าวสารอันหนักอึ้งแบกขึ้นบ่า เดินนำเข้าไปภายในโรงครัวทันที
"ขอบพระคุณป้าเซียงที่เมตตาแอบเก็บข้าวปั้นไว้ให้ข้าเมื่อวาน" เขาก้มหัวเอ่ยอย่างนอบน้อม
ป้าเซียงโบกมือปัดไปมาพลางส่งเสียงหัวเราะในคอ "เด็กอย่างเ้าต้องทำงานหนักทั้งวัน หากไม่กินให้อิ่มท้องจะมีเรี่ยวแรงทนงานได้อย่างไร สำนักแห่งนี้มันช่างใจร้ายกับพวกเ้าเกินไปจริงๆ" เธอหยุดชะงักคำพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะเหลือบสายตามองไปทางกำแพงทิศตะวันออกที่ยังมีเสียงสิ่วขูดหินดังแว่ว "จริงสิ... เ้าได้ยินเื่กับดักปริศนากลางลานหินในคืนนั้นหรือไม่ จนป่านนี้แล้วยังไม่มีผู้ใดออกมายอมรับเลยว่าเป็ฝีมือของตน"
หัวใจของกู้เสวียนวูบไหวขึ้นมาทันใด แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉยไร้ความร่องรอย "ข้าน้อยหาได้รู้เื่ราวไม่ ป้าเซียง ในคืนนั้นข้าน้อยมิเห็นสิ่งใดเลย"
"นั่นสิเนอะ พวกเ้าศิษย์สวะต่างได้รับคำสั่งให้กบดานซ่อนตัวนี่นา" ป้าเซียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ โดยไม่ได้ติดใจสงสัยสิ่งใดเพิ่มเติม ก่อนจะหันไปจัดการเตรียมเครื่องครัวต่อ
กู้เสวียนแอบถอนหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย แล้วยกกระสอบข้าวสารใบถัดไปเดินตามเข้าไปเก็บ
ระหว่างเดินผ่านซุ้มประตูเรือนโอสถ เขาเหลือบไปเห็นซุนเหลียงกำลังนั่งพักฟื้นอยู่บนม้านั่งหิน ผ้าพันแผลหนาเตอะยังคงรัดแน่นรอบเอว สีหน้าแสดงความหงุดหงิดต่อสภาพร่างกายอันอ่อนแอของตนเองอย่างเห็นได้ชัด
"หากมิใช่เพราะกองหินปริศนานั่นถล่มลงมาขวางทางพวกมันไว้ได้ทันท่วงที ป่านนี้ท่านอาจารย์ใหญ่คงต้องเสียศิษย์พี่สายในไปอีกหลายคนเป็แน่" ซุนเหลียงพึมพำพูดกับศิษย์น้องที่นั่งข้างกาย ด้วยน้ำเสียงอันหยิ่งผยองตามเดิม "นับว่าโชคดีที่มีผู้หวังดีวางกับดักสกัดพวกมันไว้พอดิบพอดี มิเช่นนั้นข้าเองก็คงไม่อาจหลบหนีออกมาได้ทัน..."
กู้เสวียนเดินผ่านหน้าไปโดยไม่ได้หยุดฟัง หากแต่ริมฝีปากกลับยกโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ โดยไม่รู้ตัว
ช่างเป็เื่น่าขบขันยิ่งนัก ที่บุรุษผู้เคยตะคอกใส่หน้าและตบตีเขาเมื่อเช้าวันนั้น กลับต้องรอดชีวิตมาได้ด้วยผลงานของ 'ศิษย์สวะ' คนเดิม โดยที่เ้าตัวไม่มีวันล่วงรู้ความจริงเลยตลอดชีวิต
ค่ำคืนนั้น เมื่อหอตำรากลับคืนสู่ความเงียบสงัดไร้ผู้คน กู้เสวียนจัดการปิดประตูล็อคสลักห้องพักท้ายหออย่างแ่า ก่อนจะทรุดตัวลงงัดแผ่นไม้ใต้เตียงฟางออกอย่างระมัดระวัง
เศษหยกดำยังคงวางสงบนิ่งอยู่บนผืนผ้าเก่าที่ใช้ห่อไว้ เปลวเทียนสาดสะท้อนผิวมันวาวจนเกิดประกายสีดำอมอมม่วงจางๆ
ตลอดเจ็ดคืนที่ผ่านมา เขาอาศัยเวลา่ดึกค่อยๆ ศึกษามันทีละเล็กทีละน้อยด้วยความระมัดระวังสูงสุด ลวดลายวงกลมซ้อนชั้นที่เคยสับสนวุ่นวาย บัดนี้เริ่มคลี่คลายกลายเป็เชิงอักขระที่เด่นชัดขึ้นในเนตรอักขระของเขา
"มันมิใช่ค่ายกลส่งสัญญาณเดี่ยวๆ..." กู้เสวียนพึมพำเบาๆ นิ้วมือลูบไล้ไปตามรอยสลักอย่างแ่เบา "แต่มันคือชิ้นส่วนครึ่งหนึ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างหาก"
กระบวนการคำนวณในหัวของเขาไหลลื่นประดุจสายน้ำ ลวดลายวงกลมที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบเมื่อมองด้วยตาเปล่า แท้จริงแล้วกลับขาดหายไปหนึ่งในสามอย่างจงใจ มันเป็รอยตัดแต่งเพื่อแบ่งแยก มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุ ราวกับว่าสิ่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็คู่อยู่แล้วั้แ่แรกเริ่ม และชิ้นส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่สูญหายไปนั้น จักต้องตกอยู่ในมือของผู้ใดสักคนในสถานที่อันไกลโพ้น
กู้เสวียนเพ่งจิตสมาธิลึกล้ำลงไปอีกระดับ ทะเลจิติญญาของเขาจมดิ่งไปตามเส้นสายพลังงานที่บิดตัวอยู่ภายในหยกดำอย่างช้าๆ ทีละชั้น... ทีละชั้น...
ทว่าในทันใดนั้นเอง! จุดศูนย์กลางแสงตรงใจกลางหยกที่เคยริบหรี่ กลับสั่นสะท้านขึ้นอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว!
วูบ!
แสงสีม่วงเข้มพวยพุ่งทะลักออกมาจากเศษหยกในฝ่ามือ ความร้อนสูงลิ่วขยายตัวขึ้นในเสี้ยววินาที จนกู้เสวียนเกือบจะสะดุดทำเศษหยกหลุดร่วงออกจากมือ!
หัวใจของเขาเต้นระทึกตื่นตระหนก!
'ต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว!'
เขากัดฟันแน่นฝืนความร้อนรุ่ม ไม่ยอมปล่อยมือออกจากเศษหยก สมองประมวลผลคำนวณเส้นทางอักขระด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่เคยมีมา พลังงานที่ทะลักออกมาอย่างคลั่งไคล้ไร้ระเบียบนี้ ต้องถูกสกัดกั้นในทันที มิเช่นนั้นสัญญาณอักขระนี้จะทะลุทะลวงผ่านแนวกำแพงสำนักออกไปสู่ภายนอก!
'สามจุด... ต้องกดสยบพร้อมกัน!'
นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ของเขาจิ้มกดลงบนผิวหยกดำสามตำแหน่งอย่างแม่นยำตามเส้นสายที่คำนวณไว้ในเสี้ยววินาที ไร้ซึ่งความคลาดเคลื่อนแม้เพียงเส้นผมเดียว!
ฟึ่บ!
แสงสีม่วงเข้มพลันหรี่วูบลง และดับสนิทไปในทันใด!
ภายในห้องพักกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของกู้เสวียนที่ดังสะท้อนในความมืด หยดเหงื่อเย็นไหลซึมท่วมแผ่นหลัง มือทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบไม่อาจกำหยกไว้ได้
เขารอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตมาได้อย่างหวุดหวิด!
กู้เสวียนนั่งสงบนิ่งอยู่นานหลายเค่อ จนกระทั่งลมหายใจเริ่มกลับคืนสู่จังหวะปกติ ทว่าภายในอกยังคงหนักอึ้งไปด้วยข้อสงสัยระลอกใหม่ที่ผุดขึ้นมา
แสงสีม่วงที่พวยพุ่งออกมาเมื่อครู่นี้ แม้เขาจะสามารถสกัดกั้นไว้ได้ทันก่อนที่มันจะแสดงผลเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น สัญญาณอักขระบางส่วนได้หลุดรอดออกไปสู่โลกภายนอกแล้ว เปรียบเสมือนประกายไฟเล็กๆ ที่ลอยออกจากเตาถ่านก่อนจะดับลง ยากจะหยั่งรู้ได้ว่าผู้เศษหยกอีกครึ่งหนึ่งที่อยู่ไกลออกไป จะสามารถััถึงประกายพลังงานนั้นได้หรือไม่
"หลังจากนี้ ข้าจักต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิมสิบเท่า..." เขาถอนหายใจยาว พลางใช้ผ้าผืนเก่าห่อคุ้มเศษหยกดำไว้ตามเดิม แล้วซุกซ่อนกลับเข้าสู่ช่องไม้ใต้เตียงฟาง
กู้เสวียนตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะหยุดพักการศึกษาเศษหยกดำนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้สถานการณ์โดยรอบสงบลงเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาพิจารณามันอีกครั้งเมื่อตนเองมีความพร้อมมากกว่านี้
กู้เสวียนยันกายลุกขึ้น ผลักประตูเดินออกไปสูดอากาศอันเย็นเยียบด้านนอก เพื่อหวังจะผ่อนคลายความอึดอัดแน่นในอกให้เบาบางลง
สายลมยามดึกพัดเอื่อยผ่านชายคาหอตำรา พระจันทร์เสี้ยวลอยเด่นส่องแสงเยือกเย็นอยู่บนท้องฟ้า ทว่าในทันทีที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู ััประหลาดอันคุ้นเคยก็แล่นผ่านต้นคอของเขาอีกครั้ง!
มีผู้ใดบางคนกำลังจับจ้องมองเขามาจากที่สูง!
กู้เสวียนไม่ได้รีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างแตกตื่นเช่นครั้งก่อนๆ หากแต่นั่งสงบนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้เนตรอักขระสืบเจาะตามเส้นสายพลังงานอันแ่เบาที่ลอยมาจากทิศทางของหลังคาตำหนักสูงสุด
แม้จะแ่เบา... แต่มันมีอยู่จริง!
มิใช่ภาพลวงตาหรือความหวาดระแวงไปเองอย่างที่เคยสงสัยอีกต่อไป!
ตุบ!
เสียงของบางสิ่งตกกระทบลงบนพื้นหินตรงหน้าเท้าของเขา กู้เสวียนก้มลงมองด้วยความใผสมความสงสัย
มันคือผ้าสีขาวผืนเล็กที่ถูกพับอย่างเป็ระเบียบ ผูกไว้ด้วยเส้นเชือกไหมบางๆ
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปยังยอดหลังคาตำหนักทันที ทว่าเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา บนหลังคานั้นมีเพียงความว่างเปล่าไร้ร่องรอยของผู้คนภายใต้แสงจันทร์ ไร้ซึ่งเบาะแสการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่าคราวนี้แตกต่างออกไป เพราะวัตถุที่ตกอยู่ตรงหน้าเขานั้น คือสิ่งของที่สามารถจับต้องได้จริง!
กู้เสวียนก้มลงหยิบผ้าผืนนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารีบก้าวถอยกลับเข้าห้องพัก ปิดประตูล็อคลงกลอนอย่างแ่า ก่อนจะค่อยๆ คลี่ผืนผ้าออกใต้แสงเทียน
บนผืนผ้าขาวไม่มีสิ่งใดนอกจากข้อความบรรทัดหนึ่งที่เขียนด้วยหมึกสีดำสนิท ตัวอักษรคมกริบและหนักแน่น ราวกับถูกสลักลงบนแผ่นหินด้วยปราณกระบี่
'รอก เชือก กองหิน... และเศษหยกที่เกือบสำแลงอิทธิฤทธิ์เมื่อครู่ ล้วนน่าสนใจยิ่งกว่าที่คิด จงระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ หากไม่อยากให้ทุกสิ่งที่พียรสร้างต้องพังทลายลงเพียงเพราะความประมาทในเสี้ยววินาที'
กู้เสวียนอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองมือที่ถือผืนผ้าเกร็งแน่นขึ้นเรื่อยๆ
บุคคลปริศนาบนหลังคาไม่ได้เพียงแต่รับรู้เื่กับดักที่เขาสร้างขึ้นในคืนนั้นเท่านั้น แต่ยังล่วงรู้ว่าเขาเศษหยกดำ และกระทั่งเหตุการณ์แสงม่วงหลุดรอดเมื่อครู่นี้ คนผู้นั้นก็รับรู้ทั้งหมด!
จะเป็ไปได้อย่างไรที่มีใครบางคนสามารถเฝ้ามองเขาได้อย่างละเอียดลึกซึ้งถึงเพียงนี้ โดยที่ตัวเขาเองแทบไม่อาจััถึงตัวตนของอีกฝ่ายได้เลย!
ทว่าภายใต้ความหวาดหวั่นนั้น กลับมีความรู้สึกอีกสายหนึ่งแฝงอยู่... ข้อความนี้หาใช่คำข่มขู่มุ่งร้าย แต่กลับเป็คำเตือนด้วยความห่วงใย ราวกับผู้เฝ้ามองมิปรารถนาจะเห็นเขาพลาดพลั้งจนสูญเสียสิ่งที่กำลังสร้างมา
กู้เสวียนพับผ้าขาวเก็บไว้ในชายเสื้อตรงตำแหน่งหัวใจ เขาทรุดตัวลงนั่งบนพื้นห้อง สายตาจ้องมองเปลวเทียนที่ไหวระริกอย่างสงบนิ่ง
ในค่ำคืนนี้ เขาได้รับรู้ความจริงสำคัญสามประการ
ประการแรก เศษหยกดำชิ้นนี้เป็เพียงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่า
ประการที่สอง มีผู้เฝ้ามองลึกลับผู้ทรงพลังเหนือจินตนาการ คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของเขามาโดยตลอด โดยไม่ได้แสดงเจตนาร้าย
ประการที่สาม ซึ่งหนักหนาที่สุด... ทุกก้าวที่เขาจะย่างเดินต่อไปนับจากนี้ เสี่ยงต่อการดึงดูดภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงเกินกว่าสำนักเล็กๆ แห่งนี้จะรับมือไหว
เขานึกถึงคำเตือนของชายชราชุดเทาในคืนที่กาลเวลาหยุดนิ่ง... คำว่า 'วันสิ้นโลก' และ 'อีกหนึ่งพันเก้าร้อยปีข้างหน้า' ยังคงก้องกังวานอยู่ในจิติญญาไม่ลืมเลือน
บางทีเศษหยกดำชิ้นนี้ อาจเป็เพียงปมปริศนาแรกของมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ที่กำลังรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้าก็เป็ได้
กู้เสวียนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเป่าเทียนให้ดับลง ทิ้งให้ห้องพักจมสู่ความมืดมิด
ในวันพรุ่งนี้ เขาจักต้องกลับไปสวมบทบาทศิษย์สวะไร้ค่าตามเดิม ก้มหน้าก้มตาทำงาน และซุกซ่อนความลับทุกอย่างให้แเีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะเขายังไม่อาจรู้เลยว่า ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สาส์นตอบกลับจากตระกูลเทียนทางทิศเหนือจะเดินทางมาถึงสำนักชิงเฟิง และเนื้อความที่แนบมาในสาส์นฉบับนั้น จะพลิกผันทุกสิ่งที่เขาเคยรับรู้เกี่ยวกับนิกายเข่นิญญาไปโดยสิ้นเชิง!
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งสาดส่องผ่านม่านหมอกหนาปะทะเข้ากับทิวเขาอันสลับซับซ้อน บรรยากาศภายในสำนักชิงเฟิงยังคงตึงเครียดไม่เปลี่ยนแปลก ศิษย์ทุกคนต่างเร่งรีบทำหน้าที่ของตนด้วยความระมัดระวัง
กู้เสวียนแบกจ่อและตะกร้าหวายมุ่งหน้าไปยังแนวกำแพงทิศตะวันออกเพื่อทำความสะอาดซากหินตามปกติ เสียงสิ่วกระทบหินของเถ้าแก่อู๋ยังคงดังเป็จังหวะ แกร่ก... แกร่ก... อย่างน่าเวทนา
ขณะที่กู้เสวียนกำลังก้มลงขนหินอยู่นั้น เสียงคลื่นพลังปราณอันมหาศาลก็พลันปะทุขึ้นมาจากทางประตูหน้าสำนัก!
ตูม!!
กระแสลมพายุหมุนเกลียวพุ่งแหวกอากาศเข้ามาอย่างรุนแรง กดทับร่างของเหล่าศิษย์รับใช้และศิษย์สายนอกจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น!
"ผู้ใดรุกล้ำสำนักชิงเฟิง!!" เสียงะโก้องของเ้าเฒ่าเหอดังสะท้านไปทั่วหุบเขา ร่างในชุดสีดำขลิบทองพุ่งตัวทะยานออกจากตำหนักใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ!
กู้เสวียนแสร้งทำเป็ทรุดตัวลงคุกเข่าล้มลงกับพื้นตามศิษย์คนอื่นๆ แต่เนตรอักขระของเขากลับเบิ่งกว้าง เพ่งมองไปยังบุคลากรผู้มาใหม่ที่ยืนสง่าอยู่เหนือซุ้มประตูหน้าสำนัก
ผู้มาเยือนคือชายหนุ่มรูปงามในชุดคีตกรสีขาวบริสุทธิ์ ขอบเสื้อปักด้วยดิ้นเงินเป็รูปเกล็ดหิมะ ในมือถือพัดเหล็กกลมสลักลวดลายลึกลับ บรรยากาศรอบกายของเขาแผ่รังสีพลังปราณอันบริสุทธิ์และสูงส่ง ซึ่งเหนือกว่าระดับของอาจารย์ใหญ่และเ้าเฒ่าเหออย่างเทียบไม่ติด!
"ข้าคือ เทียนอวี่ ตัวแทนจากตระกูลเทียนแห่งทิศเหนือ!" ชายหนุ่มสะบัดพัดเหล็กออก พั่บ! ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานทรงอำนาจ "ข้านำสาส์นตอบกลับจากท่านผู้นำตระกูลมาส่งมอบให้ท่านอาจารย์ใหญ่แห่งสำนักชิงเฟิง!"
ท่านอาจารย์ใหญ่และเหล่าผู้าุโต่างรีบกระโจนลงมารับรองผู้มาเยือนด้วยความนอบน้อม ใบหน้าของท่านอาจารย์ใหญ่เต็มไปด้วยความหวังว่า ตระกูลใหญ่ทางทิศเหนือจะส่งกำลังมาช่วยปกป้องสำนักชิงเฟิงจากนิกายเข่นิญญา
"คุณชายเทียนโปรดให้อภัยที่พวกเรามิได้ออกไปต้อนรับ!" ท่านอาจารย์ใหญ่ประสานมือคารวะ "สาส์นตอบกลับจากตระกูลท่านว่าอย่างไรบ้างขอรับ?"
เทียนอวี่ยิ้มหยันที่มุมปาก สายตามองต่ำลงมายังเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสำนักชิงเฟิงราวกับมองดูมดปลวก เขายื่นม้วนสาส์นทองคำให้ท่านอาจารย์ใหญ่
ท่านอาจารย์ใหญ่รับม้วนสาส์นมาเปิดออกอ่านอย่างเร่งด่วน ทว่าทันทีที่สายตากวาดมองข้อความภายใน ใบหน้าของอาจารย์ใหญ่ก็พลันซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด มือทั้งสองข้างสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก!
"ทำไม... เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ไปได้!" ท่านอาจารย์ใหญ่พึมพำเสียงพร่า
เ้าเฒ่าเหอเห็นท่าไม่ดี จึงก้าวเข้าไปชะโงกหน้ามองข้อความในม้วนสาส์นทองคำ และเขาก็ต้องชะงักค้างไปเช่นกัน!
กู้เสวียนที่แอบใช้เนตรอักขระเพ่งมองจากระยะไกล สามารถอ่านข้อความบนม้วนสาส์นนั้นได้อย่างชัดเจนผ่านการหักเหของอักขระแสง!
ข้อความในสาส์นระบุไว้ว่า:'นิกายเข่นิญญาหาใช่นิกายเถื่อนรับจ้างไม่ หากแต่เป็กองกำลังเงาที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยปฐมบูรพาจารย์แห่งสำนักชิงเฟิงของพวกเ้าเองเมื่อสามร้อยปีก่อน! ยาะสามศตวรรษนั่น แท้จริงแล้วคือหัวใจอักขระที่ใช้ควบคุมค่ายกลสะกดปีศาจใต้ยอดเขาชิงเฟิง! หากพวกเ้าไม่อาจปกป้องมันได้ ตระกูลเทียนจะส่งคนมากวาดล้างสำนักชิงเฟิงให้สิ้นสูญ เพื่อป้องกันมิให้ปีศาจโบราณตื่นขึ้น!'
กู้เสวียนหัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาข้า!
ความจริงที่เปิดเผยออกมานี้ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก นิกายเข่นิญญาที่บุกโจมตีสำนัก แท้จริงแล้วคือคนกันเองที่ถูกส่งมาจากอดีต! และสำนักชิงเฟิงแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงสำนักฝึกตนธรรมดา หากแต่เป็ปราการสะกดปีศาจโบราณ!
"ท่านอาจารย์ใหญ่..." เทียนอวี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า "ข้าให้เวลาพวกเ้าสามวันในการหาตัวผู้ทรยศภายในที่ขโมยหัวใจอักขระไป หากหาไม่พบ... ตระกูลเทียนจะส่งกองทัพมาบดขยี้สำนักชิงเฟิงให้ราบเป็หน้ากอง!"
กล่าวจบ ร่างของเทียนอวี่ก็กลายเป็สายลมเกล็ดหิมะทะยานหายลับไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความหมดหวังและหมอกแห่งความตายที่ปกคลุมทั่วทั้งสำนักชิงเฟิง!
กู้เสวียนกำหมัดแน่นในม่านหมอกแห่งความสับสน 'ผู้ทรยศภายใน? หรือว่า... คนที่ขโมยหัวใจอักขระไป ก็คือคนเดียวกับผู้เฝ้ามองบนหลังคา?!'
การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของกู้เสวียนกำลังจะก้าวเข้าสู่ศึกาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป!