เช้าหลังคืนเื
ยามเช้าของหมู่บ้านหลงมาเยือนพร้อมหมอกบาง
แสงแดดแรกยังอ่อนจาง คล้ายเพียงปาดผ่านยอดเขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะไหลลงมาตามไหล่ผา แนวป่าสน และหลังคาไม้เก่า ๆ ของบ้านแต่ละหลังจนเกิดเป็เงาทอดยาวบนพื้นดิน
ปกติยามนี้ในหมู่บ้านจะมีเสียงคนะโเรียกกัน เสียงหม้อกระทบเตา เสียงเด็กวิ่งไล่กัน และเสียงหญิงชราไล่เป็ดไล่ไก่ให้ลงจากลานบ้าน แต่เช้าวันนี้กลับเงียบผิดปกติ
เงียบเกินไป
เงียบจนแม้แต่เสียงประตูไม้เปิดแง้มเบา ๆ จากบ้านหลังหนึ่งยังฟังชัดราวอยู่ข้างหู
เงานับสิบเงาค่อย ๆ ปรากฏอยู่หลังบานหน้าต่าง รอยแยกประตู และมุมกำแพงดิน คนในหมู่บ้านต่างแอบมองไปยังทิศเหนือโดยพร้อมเพรียง—ตรงตำแหน่งของกระท่อมไม้เก่าหลังนั้น
ลานหน้ากระท่อมยังคงมีรอยดินแตกร้าว รอยลากของร่างคน และคราบเืแห้งกรังอยู่หลายแห่ง กระบองเหล็กของคนตระกูลจ้าวยังคงนอนอยู่มุมหนึ่งของลาน เพราะเมื่อคืนไม่มีใครกล้าเข้าไปเก็บ
แค่เห็นภาพนั้น สีหน้าของหลายคนก็พลันเปลี่ยนไป
เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น คนทั้งหมู่บ้านล้วนรู้ดี
สิ่งที่ต่างไปจากเดิมไม่ใช่เพียงผลแพ้ชนะ แต่คือ “ความหมาย” ของมัน
สวะที่เคยถูกทุกคนหัวเราะเยาะ
เด็กหนุ่มที่แม้แต่เด็กในหมู่บ้านยังเคยชี้หน้าด่าว่าไร้ค่า
คนที่เพิ่งเมื่อวานยังถูกถีบตกโพลงมรณะ
กลับใช้เพียงคืนเดียว เปลี่ยนให้เสียงหัวเราะทั้งหมู่บ้านกลายเป็ความเงียบ
ภายในกระท่อม หลงซิงเฉินลืมตาขึ้นช้า ๆ
แสงแดดเช้าส่องลอดช่องไม้เข้ามาเป็เส้นบาง ๆ ตกกระทบบนพื้นกระดานเก่า เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ มือวางซ้อนกันเหนือท้องน้อย ลมหายใจยาวสม่ำเสมอ ราวกับนั่งอยู่เช่นนั้นมานานแล้ว
ความเจ็บจากาแเมื่อคืนยังมีอยู่ แต่เบาลงมากกว่าที่เขาคิด
เมื่อโคจรวิถีธาตุาตลอดคืน พลังสายฟ้าในร่างกลับไม่เพียงสงบลง หากยังแทรกซึมเข้าสู่ิั กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ราวกับช่วยขัดเกลาร่างกายของเขาซ้ำไปอีกขั้น าแที่ชายโครงซึ่งควรต้องพักหลายวันจึงแห้งสนิทไปกว่าครึ่ง รอยช้ำตามแขนและไหล่เองก็จางลงอย่างชัดเจน
หลงซิงเฉินก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง
เพียงขยับปลายนิ้วน้อย ๆ ประกายอัศนีก็แลบวาบผ่านระหว่างข้อกระดูก
เปรี๊ยะ…
เสียงเบาเพียงเท่านั้น แต่กลับชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อวาน ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างเขากับพลังสายฟ้าต่างจากก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด หากเมื่อคืนมันยังเหมือนอสรพิษป่าเถื่อนที่ยอมให้เขาจับคอเพียงชั่วคราว เช้าวันนี้มันกลับเชื่องขึ้นเล็กน้อย คล้ายยอมรับเขาเป็เ้าของได้มากกว่าเดิม
หลงซิงเฉินค่อย ๆ หลับตาลงอีกครั้ง จิตสำนึกดำดิ่งเข้าสู่ภายในร่าง
จุดแสงดารากลางอกยังคงหมุนช้า ๆ เหมือนดาวที่ไม่เคยดับ
เส้นชีพจรที่เคยตีบตันในอดีต บัดนี้เปิดออกหลายส่วน
ส่วนในตันเถียน ปราณสีม่วงเงินรวมตัวกันเป็หมอกบางหมุนวนเงียบ ๆ คล้ายทะเลหมอกยามฟ้าสาง
ความหนาแน่นของมันแม้ยังไม่ถึงกับมหาศาล แต่ชัดเจนว่าหนาแน่นกว่าคนระดับเดียวกันมากพอจะเห็นได้ทันที
เมื่อคิดถึงภาพศิลาทดสอบของสำนักแตกเป็รอยร้าวเมื่อวาน ดวงตาของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย
นั่นไม่ใช่เื่ดีทั้งหมด
พร์ที่มากเกินไป อาจดึงดูดสายตาที่ไม่ควรดึงมา
แต่เื่นั้นค่อยว่ากันทีหลัง
ตอนนี้ สิ่งที่เขาต้องทำคือก้าวให้มั่นคงขึ้นอีกขั้น
ไม่เช่นนั้น ต่อให้ได้วาสนามากเพียงใด หากพลังยังอ่อนเกินไป วันหนึ่งก็ย่อมถูกผู้อื่นบดขยี้อยู่ดี..
เขาค่อย ๆ ขยับขาเตรียมลุก แต่ทันใดนั้น กลิ่นหอมอ่อนของข้าวต้มร้อนกับสมุนไพรสดกลับลอยเข้ามาแตะปลายจมูก
หลงซิงเฉินลืมตาขึ้น
หลินเสวี่ยกำลังนั่งอยู่ข้างเตาเล็กริมหน้าต่าง นางสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนตัวเดิม แขนเสื้อพับขึ้นเล็กน้อย ข้อมือขาวละเอียดขยับอย่างคล่องแคล่วขณะใช้ช้อนคนหม้อดิน ใบหน้าด้านข้างของนางภายใต้แสงเช้าดูนุ่มนวลกว่าปกติ ผิวพรรณขาวผ่องราวดอกไม้ต้องน้ำค้าง เส้นผมดำยาวถูกรวบอย่างง่าย ๆ แต่กลับยิ่งขับให้ลำคอระหงและติ่งหูเล็กขาวสะอาดดูเด่นขึ้น
นางหันมาเห็นเขาพอดี ดวงตาคู่สวยฉายแววดีใจวาบหนึ่ง
“เ้าตื่นแล้ว?”
หลงซิงเฉินพยักหน้า ก่อนสายตาจะเลื่อนไปมองหม้อดิน
“เ้าทำอะไรอยู่?”
หลินเสวี่ยเม้มปากน้อย ๆ “ข้าวต้มสมุนไพร” นางตอบ
“ท่านปู่หลงบอกว่าเ้าฝืนพลังมากไป ต้องให้เืลมเดินให้ดีขึ้น”
หลงซิงเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง
ในชีวิตของเขา นอกจากปู่แล้ว ไม่ค่อยมีใครใส่ใจเื่เล็ก ๆ เช่นนี้กับเขานัก แม้เมื่อวานหลินเสวี่ยจะยืนข้างเขาต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านแล้ว แต่การที่นางยังอยู่ที่นี่แต่เช้า กลับทำให้ความรู้สึกบางอย่างในใจเขาขยับเบา ๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว
“ขอบใจ”
หลินเสวี่ยยิ้มบาง “เมื่อวานเ้าพูดขอบใจไปแล้ว”
“อย่างนั้นหรือ?” เขาถาม
“อืม” นางพยักหน้าเบา ๆ แก้มขึ้นสีจาง ๆ โดยไม่รู้ตัว “ถ้าพูดอีก ข้าก็ยังรับได้อยู่ดี”
หลงซิงเฉินมองนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนมุมปากจะขยับเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่จางมากจนแทบไม่เห็น แต่สำหรับใบหน้าเย็นเฉียบของเขาแล้ว นั่นนับว่าหาได้ยากยิ่ง
หลินเสวี่ยเห็นเช่นนั้น หัวใจก็เต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด
นางรีบหลบตาแล้วตักข้าวต้มใส่ชามเพื่อปิดบังความรู้สึกของตน
“กินก่อนเถิด” นางวางชามลงบนโต๊ะ “ยังร้อนอยู่ ระวังหน่อย”
หลงซิงเฉินลุกจากเตียง เขาเคลื่อนไหวช้า ๆ เพียงสองก้าว หลินเสวี่ยก็สังเกตเห็นทันทีว่าท่าทางของเขาเบาลงกว่าเมื่อคืนอย่างชัดเจน แม้ยังมีอาการฝืนอยู่บ้าง แต่ความมั่นคงในทุกการขยับแตกต่างจากเด็กหนุ่มร่างผอมอ่อนแอในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เขานั่งลงข้างโต๊ะ ยกชามขึ้นสูดกลิ่นเบา ๆ
กลิ่นข้าวกับสมุนไพรอุ่นหอมเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่ในชั่วขณะนั้นเอง ภาพวันคืนหลายปีที่ผ่านมาพลันไหลกลับเข้ามาในหัว—วันที่เขาถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะจนกลับบ้านมาพร้อมแผลเต็มตัว วันที่ปู่นั่งต้มข้าวต้มจืดให้เขาเงียบ ๆ วันที่ฝนตกหนักจนหลังคารั่ว หลินเสวี่ยลอบนำผ้าผืนเล็กมามอบให้โดยไม่ให้ใครเห็น
เื่เล็กน้อยเ่าั้ ตอนอยู่กับมันเขาไม่เคยรู้สึกพิเศษอะไรนัก
แต่เมื่อย้อนมองกลับมา มันกลับเป็เศษความอบอุ่นไม่กี่ชิ้นที่ยังเหลืออยู่ในชีวิตของเขา
“ปู่เล่า?” เขาถามพลางวางชามลง
“ออกไปหน้าบ้านั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างแล้ว” หลินเสวี่ยตอบ
“ข้าบอกให้พักก่อน ท่านก็ไม่ยอม”
หลงซิงเฉินลุกขึ้นทันที
เมื่อเขาเดินออกไปนอกกระท่อม ก็เห็นหลงเยวี่ยซานนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ยหน้าบ้านจริง ๆ ชายชราถือมีดเหลาไม้สั้นเล่มหนึ่ง กำลังเหลาไม้ไผ่ให้เป็หมุดแหลมทีละอันอย่างช้า ๆ
ภาพนั้นทำให้หลงซิงเฉินชะงัก
“ปู่”
หลงเยวี่ยซานไม่เงยหน้าทันที เพียงพูดเสียงเรียบ
“ตื่นแล้วหรือ?”
“ท่านกำลังทำอะไร?”
“ทำสิ่งที่คนแก่พอทำได้” ชายชราตอบ พลางหันเอาหมุดไม้ในมือไปอีกด้าน
“เมื่อคืนพวกมันมาได้ คืนอื่นก็อาจมาอีก ต่อให้เ้าเก่งขึ้น แต่ปู่จะนั่งรออยู่เฉย ๆ ไม่ได้”
หลงซิงเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา
“ปู่” เขาพูดช้า ๆ
“คืนนี้พวกมันคงไม่กล้ามาแล้ว”
หลงเยวี่ยซานแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ไม่กล้ามาเองตรง ๆ ไม่ได้แปลว่าจะไม่คิดกัดลับหลัง”
พูดจบ ชายชราก็เงยหน้าขึ้น แววตาที่มองหลานชายครานี้นิ่งลึกผิดปกติ
“คนที่ยอมเสียหน้าแล้วไม่ตาย มักมีสองประเภท”
“พวกโง่ที่เจ็บแล้วไม่จำ”
“กับพวกที่ยอมกลืนเืลงท้องแล้วรอโอกาสกัด”
“จ้าวเหิงไม่ใช่ประเภทแรก”
ประโยคนั้นทำให้หลงซิงเฉินดวงตาเย็นลงเล็กน้อย
เขาเองก็คิดเช่นนั้น
ความแค้นของจ้าวเหิงเมื่อคืนยังไม่สิ้น
การพ่ายแพ้ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านและต่อหน้าคนของสำนัก ยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่มีทางยอมจบง่าย ๆ
หลงเยวี่ยซานเห็นสีหน้าเขา ก็กล่าวต่อ
“เ้าจะไปเมืองเมฆาครามในอีกไม่กี่วัน”
“ก่อนไป ต้องระวังให้มาก”
หลงซิงเฉินจ้องเขา “ปู่รู้เื่เมืองเมฆาครามมากหรือ?”
ชายชราชะงักเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ากลับไปเหลาไม้ไผ่ต่อ
“คนแก่เคยเดินทางมาบ้างเมื่อยังไม่ใกล้ลงโลง”
หลงซิงเฉินไม่พูด แต่ในใจกลับยิ่งแน่ชัดว่า ปู่ของตนไม่ได้เป็เพียงนักล่าชราธรรมดาแน่
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมพูด เขาก็ไม่คิดบีบบังคับ
หากถึงเวลาที่ควรรู้ ความจริงย่อมเผยออกมาเอง
หลินเสวี่ยเดินตามออกมาพร้อมชามยาอีกถ้วย พอเห็นปู่หลานสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน บรรยากาศเงียบลึกอย่างประหลาด นางก็ชะงักเล็กน้อย ก่อนย่อตัวลงวางถ้วยยาข้างโต๊ะเตี้ย
“นี่ก็ต้องกิน”
หลงซิงเฉินขมวดคิ้วน้อย ๆ “อีกหรือ?”
หลินเสวี่ยพยักหน้า “แผลที่ชายโครงไม่ใช่เล็ก ๆ ถ้าไม่อยากให้ปริอีกตอนเดินทางก็กิน”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยน แต่แฝงความดื้อเงียบ ๆ จนหลงซิงเฉินไม่พูดอะไรต่อ เพียงยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมดในคำเดียว รสขมจัดกระจายเต็มปากจนแม้แต่เขาก็ยังขมวดคิ้ว
หลินเสวี่ยเห็นแล้วเกือบหลุดหัวเราะ
“เ้าดื่มเร็วเช่นนี้ ขมตายแน่”
หลงซิงเฉินวางถ้วยลง “ก็ยังดีกว่าดื่มช้าแล้วขมนาน”
หลงเยวี่ยซานได้ยินก็พ่นลมหัวเราะ “ปากคอเ้าดีขึ้นนักหลังกลับมาจากโพลงมรณะ”
มุมปากของหลงซิงเฉินขยับเล็กน้อย
บรรยากาศที่เคยตึงจากคืนก่อนค่อย ๆ คลายลงเพียงนิด แต่ไม่ทันไร เสียงฝีเท้าก็พลันดังขึ้นจากปลายทางเดินดิน
ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ
คนสามคนกำลังตรงเข้ามาทางกระท่อมอย่างไม่ปิดบัง
คนหนึ่งคือหัวหน้าหมู่บ้าน
อีกสองคนเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำที่มักติดตามเขาเสมอ
หลงเยวี่ยซานวางมีดลงช้า ๆ
หลินเสวี่ยเงยหน้ามองอย่างระแวดระวัง
ส่วนหลงซิงเฉินยังคงนั่งนิ่ง สีหน้าไร้อารมณ์
หัวหน้าหมู่บ้านเดินมาถึงหน้าลานก็รีบยิ้มประจบอย่างเคย
“ฮ่า ๆ ซิงเฉิน ตื่นแล้วหรือ? ดีมาก ดีมาก! ข้ากำลังคิดอยู่พอดีว่าจะมาดูอาการเ้า”