“นี่เ้ากำลังจะไปไหนหรือหนิงเอ๋อ ไม่ใช่ว่ากำลังจะเก็บเสื้อผ้าหนีเพราะรู้ว่าข้าจะกลับมาสั่งสอนเ้าหรอกนะ” หม่าหลงถามน้องสามี หลังจากที่ได้รับการรักษาจากท่านหมอ ตุ่มหนองบนใบหน้าก็ยุบลงไปมาก แต่ที่น่าเจ็บใจคือท่านหมอบอกว่าตุ่มหนองบนใบหน้าของนางเกิดจากที่นางไม่รักษาความสะอาด นางรู้ได้ทันทีว่าอาจจะเป็เพราะผงถ่านที่หยุนหนิงเอ๋อแนะนำ เื่นี้นางไม่กล้าบอกความจริงกับท่านหมอหรอก แต่นางต้องกลับมาสั่งสอนตัวต้นเหตุสักหน่อยที่บังอาจมาหลอกลวงให้นางทำเื่โง่ๆ ลงไปได้
“พี่สะใภ้หมายความว่ายังไง ท่านอยากสั่งสอนข้าเื่ไหนหรือเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อยังตีหน้าซื่อ
“ก็เื่ที่เ้าหลอกให้ข้าเอาผงถ่านมาพอกหน้ายังไงเล่า ที่หน้าของข้าเป็ตุ่มหนองก็เพราะผงถ่านของเ้า”
“ท่านหมอบอกท่านหรือเ้าคะว่าที่หน้าท่านเป็อย่างนี้เพราะใช้ผงถ่านพอกหน้า ถ้าเช่นนั้นทำไมหน้าข้ายังดูขาวใสอยู่เลยเล่า ท่านก็เคยเห็นมาแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะว่าข้าใช้ผงถ่านพอกหน้าจริงๆ แต่ข้าก็เคยบอกท่านไปแล้วว่าผลลัพธ์ของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน บางทีวิธีพอกหน้าแบบนี้อาจจะไม่เหมาะกับผิวหน้าของท่านก็ได้ แล้วทีนี้ท่านจะมาโทษว่าข้าหลอกลวงท่านได้ยังไง”
“แต่เ้าเป็คนแนะนำให้ข้าทำ” หม่าหลงยังไม่เชื่อว่าหยุนหนิงเอ๋อไม่ได้ตั้งใจ แม้นางจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้หยุนหนิงเอ๋อก็เคยเตือนเื่ผลลัพธ์กับนางมาแล้ว
“ข้าไม่ได้แนะนำนะเ้าคะ วันนั้นท่านเป็คนถามข้าเองว่าข้าเอาอะไรมาพอกหน้า ข้าใช้ผงถ่านข้าก็ตอบท่านไปแบบนั้น แต่ข้าจำได้ว่าข้าไม่เคยแนะนำให้ท่านกลับไปทำ มีแต่บอกว่าไม่ให้ท่านเอาเื่ที่ข้าใช้ผงถ่านพอกหน้าไปบอกใครไม่ใช่หรือเ้าคะ”
“เ้าไม่ต้องมาพูดมาก วันนี้ยังไงข้าก็ต้องสั่งสอนเ้า” หม่าหลงเงื้อมือขึ้นหวังจะตบหน้าน้องสามีแรงๆ สักที
เพียะ!
“เ้าจะทำอะไรลูกสาวข้า! กลับมาจากบ้านเดิมไม่เท่าไหร่ก็คิดที่จะมารังแกคนในบ้านของข้าแล้วหรือ เ้ายังเห็นหัวข้าอยู่ไหม” แม่หยุนเห็นลูกสะใภ้กำลังจะตบลูกสาว นางจึงเข้ามาตบสั่งสอนลูกสะใภ้เสียเอง เมื่อคืนหลังจากที่รู้ความจริงทุกอย่าง แม่หยุนก็สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกลูกสาวของตนได้อีก และนางจะเป็คนคอยปกป้องลูกสาวเอง
“ท่านตบหน้าข้าหรือเ้าคะท่านแม่”
“ใช่สิ หรือเ้ายังไม่รู้สึกว่านั่นคือการตบ จะให้ข้าลงมือให้ดูอีกครั้งดีไหม” แม่หยุนเงื้อมือขึ้นแต่ถูกลูกสะใภ้จับเอาไว้ก่อน
“ท่านตบหน้าข้า ท่านไม่กลัวว่าข้าจะกลับไปฟ้องครอบครัวหรือเ้าคะ”
“ไปฟ้องสิ เ้ามีปัญญากลับไปฟ้องก็กลับไป แล้วก็ขนข้าวของไปให้หมดด้วย เมื่อข้าให้เ้าใหญ่หย่ากับเ้า เ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับมาเก็บอีก”
“ท่านจะให้อาไป๋หย่ากับข้าหรือเ้าคะ ข้าไม่ได้ทำผิดอะไร เขาไม่มีสิทธิ์ขอหย่ากับข้า”
“เ้าแต่งเข้ามาตั้งหลายปีแต่ก็ยังไม่มีบุตร ทั้งยังไม่เคารพข้าที่เป็แม่สามีของเ้าอีก เ้าว่าเหตุผลเท่านี้พอที่จะให้เ้าใหญ่หย่ากับเ้าได้หรือยัง ต่อไปนี้เ้าไม่มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงกับคนในบ้าน หากไม่เชื่อฟังก็ไม่จำเป็ต้องอยู่ที่บ้านหลังนี้อีก” แม่หยุนจ้องหม่าหลงเขม็ง “ถ้าไม่เชื่อจะลองดูก็ได้”
หม่าหลงไม่เคยเจอท่าทางน่ากลัวของแม่สามีมาก่อน แม้จะโมโหมากแค่ไหนนางก็ได้แต่เดินสะบัดหน้ากลับห้องของตัวเองไป
“เ้าเจ็บมากไหมหนิงเอ๋อ ข้าไปเอาผ้าชุบน้ำอุ่นมาประคบให้เ้านะ” แม่หยุนถามลูกสาวเพื่ออยู่กันตามลำพัง
“ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบดีกว่าเ้าค่ะ อาการาเ็ของข้าไม่ควรใช้น้ำอุ่น แต่ข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า เดี๋ยวข้าจัดการเอง” หยุนหนิงเอ๋อเดินเอาผ้าไปชุบน้ำแล้วเดินกลับห้องไป
“หนิงเอ๋อ”
“ท่านแม่มีอะไรหรือเ้าคะ”
“ให้ข้าช่วยเถอะนะ เ้าทำเองคงไม่สะดวกเท่าไหร่”
หยุนหนิงเอ๋อเห็นใบหน้าที่เศร้าสร้อยของมารดาก็ไม่อยากปฏิเสธ ถือเสียว่ามารดากำลังไถ่โทษให้กับเ้าของร่างเดิมก็แล้วกัน “เช่นนั้นรบกวนท่านแม่ด้วยเ้าค่ะ”
แม่หยุนได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ดีใจมาก นางรีบเดินไปตักน้ำในบ่อหลังบ้านและหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่มาประคบใบหน้าให้ลูกสาวทันที ซึ่งหยุนหนิงเอ๋อก็ไม่ได้มีท่าทีขัดขืน
“ข้าอาจจะไม่อยู่บ้านหลายวัน ่นี้ท่านอย่าเพิ่งไปสร้างปัญหาที่บ้านลุงใหญ่นะเ้าคะ ท่านต้องย้ำกับท่านพ่อและพี่ใหญ่ด้วย ส่วนพี่สะใภ้ท่านก็ไม่ต้องไปเกรงใจนางแล้ว นางชอบข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่า แต่นางกลับกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่าเหมือนอย่างที่ท่านทำเมื่อครู่ นางกลัวว่าท่านจะตบนางเข้าจริงๆ นางจึงทำเป็โมโหกลบเกลื่อนเท่านั้น นางเป็แค่ลูกสะใภ้ ถ้าท่านจะสั่งสอนนางบ้างก็ไม่มีใครมาว่าท่านได้เ้าค่ะ”
“อืม...ข้าจำไว้แล้ว” แม่หยุนตอบรับ แต่พอมองไปเห็นห่อผ้าของลูกสาว นางก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง “เ้าจะเดินทางไปข้างนอกกับคุณชายมู่หรงคนนั้นตามลำพังจริงๆ หรือ เดี๋ยวมีคนอื่นรู้เข้า ชื่อเสียงของเ้าจะเสียหายเอานะ”
“ข้าไม่สนใจอยู่แล้วเ้าค่ะว่าคนอื่นจะมองข้ายังไง อีกอย่างที่ข้าให้คุณชายมู่หรงเดินทางไปด้วยเพราะเขาสามารถดูแลข้าได้” แม้หยุนหนิงเอ๋อจะรู้ดีว่ามู่หรงเฉินไม่อาจใช้วรยุทธได้ แต่นางต้องโกหกไปเพราะไม่อยากให้มารดาเป็กังวล
แม่หยุนมองลูกสาวอย่างเสียใจ นางไม่ได้เสียใจที่ลูกสาวไม่ฟังคำเตือนของนาง แต่ที่นางเสียใจเพราะนางละเลยลูกสาวมานานจนไม่รู้ว่าลูกสาวเติบโตมาเป็สตรีที่มีความกล้าและมีความคิดที่รอบเช่นนี้ั้แ่เมื่อไหร่ “ในเมื่อเ้ามั่นใจ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามต่อแล้ว แล้วนี่เก็บของเสร็จหรือยัง เ้าอยากให้ข้าเตรียมอะไรเพิ่มให้อีกไหม”
“ไม่ต้องแล้วเ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะออกเดินทางเลย”
“เ้าต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะหนิงเอ๋อ”
“เ้าค่ะ ข้าไปก่อนนะเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อคว้าห่อผ้าแล้วเดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้แม่หยุนมองตามหลังอย่างเศร้าๆ
ยังมีหม่าหลงที่แอบมองแม่สามีและน้องสามีอย่างไม่พอใจ
“เ้าเตรียมอาหารกับขนมไว้ให้เด็กๆ ตั้งมากมาย แล้วเ้ายังมีเวลาเตรียมอาหารสำหรับเราสองคนอีกหรือ” มู่หรงเฉินรับซาลาเปาไส้เนื้อมากินอย่างเอร็ดอร่อย เช้านี้ตอนนี้หยุนหนิงเอ๋อนำอาหารกับขนมไปให้เด็กๆ เขายังแอบคิดว่าจะหยิบอาหารพวกนั้นติดมือมาเป็เสบียงสักหน่อย แต่เมื่อนึกถึงสายตาที่เฝ้ารอแต่ของอร่อยของลูกๆ เขาก็แย่งมันไม่ลง
“ข้าทำซาลาเปามาเผื่อเราแค่สี่ลูกเท่านั้นเ้าค่ะ พวกเราเดินทางกันเช้ามาก ข้าก็เลยคิดว่าท่านคงยังไม่ได้กินอะไรรองท้อง” หยุนหนิงเอ๋อนั่งเกวียนวัวอย่างสบายใจ เพราะตอนนี้นางมีเงินแล้ว จะจ้างเกวียนวัวเข้าเมืองก็ไม่เห็นเป็ไร และยังไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาสงสัยด้วย แค่อ้างว่าเป็มู่หรงเฉินที่ออกค่าเดินทาง เท่านี้ชาวบ้านก็เชื่อกันสนิทใจแล้ว ก็ใครใช้ให้มู่หรงเฉินมีเงินเช่าบ้านและที่นาไว้ล่วงหน้าถึงสองปีกันเล่า ชาวบ้านธรรมดาที่ไหนจะมีเงินหลายสิบตำลึงเช่นนั้น
“แต่ยังไงข้าก็ต้องขอบใจเ้าอยู่ดี เพราะเช้านี้ข้าหิวมากจริงๆ ว่าแต่เข้าเมืองแล้วเราจะไปที่ไหนกันก่อน”
“ข้าจะไปพบแม่นางคนหนึ่งที่หอเฟิ่งอวี้ก่อนเ้าค่ะ”
มู่หรงเฉินแทบสำลัก “เ้ารู้ไหมว่าหอเฟิ่งอวี้คือสถานที่ใด เ้าเป็หญิงสาวคนหนึ่งไปที่นั่นคงไม่เหมาะกระมัง”
“ข้าไม่เหมาะแล้วใครเหมาะเ้าคะ เื่นี้ข้าให้ท่านไปจัดการแทนไม่ได้เสียด้วย”
“เ้าใช้ให้ใครไปนัดแม่นางคนนั้นให้ไปพบเ้าที่โรงน้ำชาก็ได้นี่ ไม่จำเป็ต้องเข้าไปพบนางที่หอเฟิ่งอวี้ด้วยตัวเอง เอ๋อ...ข้ากลัวว่าเ้าจะถูกมองไม่ดี หากใครเห็นว่าแม่นางน้อยเช่นเ้าเดินเข้าไปในหอเฟิ่งอวี้ พวกเขาย่อมคิดว่าเ้าเป็ เอ่อ...”
“เป็นางโลมหรือเ้าคะ”
“เ้าจะพูดคำนั้นออกมาทำไม มันน่าอายมาก” มู่หรงเฉินดุหยุนหนิงเอ๋อ “อายุเ้าก็ไม่น้อยแล้ว หัดระวังคำพูดไว้บ้าง”
“นางโลมก็เป็อาชีพหนึ่ง พวกนางทำงานและได้เงินมาอย่างสุจริต และพวกนางก็ไม่ได้ไปหลอกลวงเงินมาจากใคร แล้วทำไมเราต้องไปรังเกียจอาชีพของพวกนางด้วยเ้าคะ”
มู่หรงเฉินคิดตามก็เห็นว่าจริง นางโลมเ่าั้ไม่ได้หลอกลวงเงินทองจากใครเสียหน่อย แต่เป็คนที่เข้าไปใช้บริการต่างหากที่อยากจะประเคนเงินให้พวกนางเอง “เอาเถอะ...ข้อนี้ข้าเถียงสู้เ้าไม่ได้ แต่ยังไงข้าก็อยากจะให้เ้าระวังคำพูดของตัวเองไว้บ้างเท่านั้น”
“ขอบคุณเ้าคะ ข้าจะจำคำของท่านไว้”
‘พูดง่ายๆ อย่างนี้สิข้าชอบ’ มู่หรงเฉินยิ้ม
“แม่นางมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่ขอรับ หรือว่าเป็คุณชายที่อยู่ด้านหลัง แต่พวกท่านคงต้องรอหน่อยนะขอรับ เพราะเวลานี้ยังเช้าอยู่มาก หอเฟิ่งอวี้ของเรายังไม่เปิดทำการ” คนเฝ้าประตูที่หอเฟิ่งอวี้บอกกับหยุนหนิงเอ๋อ
หยุนหนิงเอ๋อยัดเงินใส่มือคนเฝ้าประตูหนึ่งตำลึง “ท่านช่วยไปบอกแม่นางหงเอ๋อทีนะเ้าคะว่ามีญาติมารอพบนาง ข้าชื่อหยุนหนิงเอ๋อ ท่านบอกชื่อข้าไปนางต้องออกมาพบข้าแน่เ้าค่ะ”
“อ๋อ...ที่แท้ก็เป็ญาติของแม่นางหงเอ๋อนี่เอง พวกเ้าเป็ญาติที่มาเยี่ยมนางได้ถูกเวลาจริงๆ ตอนนี้นางไม่สบายมาก คงจะดีถ้าพวกเ้าพานางไปโรงหมอ”
“นางป่วยหรือเ้าคะ แล้วนางป่วยเป็อะไร”
“ข้าจะพาเ้าไปที่ห้องพักของนาง ถึงตอนนั้นแล้วเ้าจะรู้เอง แต่ว่าข้าพาคุณชายท่านนี้เข้าไปด้วยไม่ได้นะ เพราะที่พักของแม่นางหงเอ๋อเป็เขตของสตรีในหอเฟิ่งอวี้ของเรา”
มู่หรงเฉินหันหลังกลับขึ้นไปนั่งรอบนรถม้าอย่างรู้งาน รถม้าคันนี้หยุนหนิงเอ๋อเพิ่งเช่ามาตอนที่เข้ามาถึงตัวเมืองแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่านางจะเช่ารถม้ามาทำไม แต่แอบคิดเข้าข้างตัวเองสักหน่อยว่านางคงกลัวว่าเขาจะเหนื่อยก็แล้วกัน