โลกในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ฝึกพละกำลังและเทคนิควิชาด้วยวิธีแตกต่างกันไป ใช้ทรัพยากรตามธรรมชาติ
และทรัพยากรที่สร้างขึ้นเองในการผลักดันขีดจำกัดของตัวเอง
แต่ทุุกคนจะเกิดมาพร้อมกับความสามารถพิเศษที่เรียกว่าประตูพร์ซึ่งทำให้คนเ่าั้แกร่งกว่าปกติ
แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงและใช้ประตูพร์ได้
ในอดีตจนถึงปัจจุบันเท่าที่มีการค้นพบและพูดถึงมีเพียง2คนเท่านั้นที่มีประตูในระดับตำนาน
นั่นคือาาและราชินีที่ปกครองโลกใบนี้
ส่วนคนที่เข้าถึงประตูพร์ได้จะถูกเรียกตามประตูพร์ที่
มี1ประตูคือทั่วไป 2ประตูคือดีเยี่ยม 3ประตูคืออัจฉริยะ 4ประตูคือั 5ประตูคือตำนาน
แต่คนที่ไม่สามารถเข้าถึงประตูพร์ก็สามารถฝึกฝนได้เพียงแต่จะเสียเปรียบเมื่อต้องต่อสู้
กับคนที่มีประตูพร์
แต่เื่นี้ก็สามารถชดเชยได้ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่สั่งสมมาและปัจจัยอื่นๆอีกเช่นกัน
ในอดีตตามตำนานได้บอกต่อกันมาว่าาาและราชินีของโลกนี้
ทั้ง2คนได้ร่วมกันต่อสู้และรวบรวมพรรคพวก จากนั้นจึงเดินทางไปในที่ต่างๆสยบทุกคนๆที่พบเจอ
จนในที่สุดทั้งหมดก็ไปหาสถานที่ที่สงบและมีธรรมชาติที่งดงามในการตั้งถิ่นฐาน
และคอยควบคุมคนต่างๆจากในนั้นและภายหลังสถานที่นี้ถูกเรียกว่าวังแห่งแสงแต่เมื่อเวลาผ่านไป
คนในวังแห่งแสงไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเื่ต่างๆมากนัก แต่บางครั้งจะออกมาจัดการเื่บางเื่
หรือกวาดล้างกลุ่มต่างๆที่พวกเค้าเห็นว่าเป็ภัยคุกคามนั่นจึงทำให้วังแห่งแสงถูกบูชาราวกับพระเ้า
และนั่นคือเื่ราวที่เล่าต่อๆกันมาของคนทั่วไป
แต่ถึงจะเป็แบบนั้นก็ยังมีนักรบอีกมากมายที่เร้นกายอยู่ตามที่ต่างๆไม่ออกมายุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก
และภายในวังแห่งแสงตอนนี้กลับมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์สีหน้าสามารถบ่งบอกได้เลย
ว่ามันกำลังคิดบางอย่างอย่างหนัก เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อ มิคาเอล เป็ชายผู้ประตูระดับตำนาน
และยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกในตอนนี้ ระหว่างที่มิคาเอลกำลังคิดสิ่งต่างๆอยู่นั้น
กลับมีหญิงสาวหน้าตางดงามเดินเข้ามาพร้อมกับเดินมายืนอยู่ด้านหน้ามิคาเอลก่อนจะพูดขึ้น
''ท่านพี่ ข้าว่าเราควรจะยกคนทั้งหมดเข้าไปสำรวจมิตินั่นได้แล้วทำไมท่านถึงห้ามอยู่เรื่อย
ข้าว่าในนั้นต้องมีโลกแบบอื่นอยู่แน่นอน ข้าเบื่อโลกนี้เต็มทนแล้วมันไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย''
นางคือเซฟิรอสคนรักของมิคาเอลตัวนางนั้นมีแต่ความทะเยอทะยานและโเี้
เมื่อหลายปีก่อนนางได้เดินทางไปเจอเข้ากับมิติแปลกๆนางจึงส่งคนเข้าไปเพื่อสำรวจแต่ไม่มีใครได้กลับมา
มันจึงทำให้นางยิ่งอยากรู้เข้าไปอีกว่าด้านในคืออะไร แต่มิคาเอลก็คอยห้ามเอาไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
''เ้าก็เคยส่งคนเข้าไปแล้วไม่ใช่หรือไง แต่ก็ไม่มีใครได้กลับออกมา นี่นั่นมันอันตรายเกินไป
เราไม่ควรไม่ยุ่งกับมันมากเกินไปหากสิ่งที่อยู่ด้านในเกิดไม่พอใจแล้วออกมาที่โลกนี้ มันไม่เท่ากับว่า
โลกใยนี้ต้องถึงจุดจบหรือไง''
มิคาเอลพูดออกมาขณะถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายเพราะมิตินั่นมันมีความลับมากมายเกินไป
หากมันมีวิธีปิดหรือผนึกได้มิคาเอลคงทำไปแล้ว
''ดี ในเมื่อท่านพี่ไม่ยอมทำตามที่ข้า้าข้าก็ไม่มีทางเลือกแล้ว''
เซฟิรอสพูดจบก็ปลดปล่อยพลังของตนเองออกมาในขณะที่ภายในราชวังกลับปรากฎคนเพิ่มขึ้นมาอีก10คน
ทุกๆคนที่มาใหม่อยู่ในระดับผู้นำระดับสูงของวังทั้งสิ้นและเป็พรรคพวกที่ร่วมต่อสู้กันมานับครั้งไม่ถ้วน
และจากการใช้พลังของตนเองสำรวจพื้นที่รอบนอกของราชวังก็พบว่าถูกคนของวังส่วนใหญ่ล้อมไว้หมดแล้ว
มิคาเอลเห็นก็ขมวดคิ้วและพอจะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้ แต่ตัวมันก็ยังอดที่จะถามเซฟิรอสไม่ได้
''เพราะอะไรถึงทำแบบนี้ชีวิตที่เป็อยู่มันก็สงบสุขดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง''มิคาเอลจ้องมองไปเซฟิรอส
ขณะที่ตัวเองก็เริ่มปลดปล่อยพลังและประตูพร์ออกมา
''เพราะสงบสุขเกินไปน่ะสิข้าถึงต้องทำแบบนี้ ท่านไม่เคยขยายอำนาจมากี่ปีแล้วท่านอยู่แบบสงบสุขได้
แต่ข้าไม่สามารถทำได้ ตอนนี้ท่านหมดทางเลือกและทางรอดแล้ว คนส่วนใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ฝั่งข้า
ส่วนคนที่เหลือที่ยังคงไม่เห็นด้วยและยังคงติดตามท่านข้าได้ส่งออกไปทำภารกิจที่เมืองจุดจบ
อีกไม่กี่วันคงกลับมา หึ แต่เมื่อพวกมันกลับมาทุกอย่างคงจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
และวันนั้นจะเป็วันตายของพวกมันส่วนตอนนี้ท่านสมควรตายได้แล้ว''
พูดจบเซฟิรอสก็เรียกประตูพร์ของนางออกมาทั้งหมด
โดย3ประตูแรกของนางกลับเป็การอัญเชิญตัวตนระดับสูงของเผ่าเทพ มาร และอสูรออกมาฟาดฟันศัตรู
เมื่อมิคาเอลเห็นทั้ง3ร่างที่ปรากฎตัวออกมาจากประตูก็ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
เพราะมิคาเอลไม่คิดว่าแม้แต่พวกมันทั้ง3ที่เป็เพื่อนกันมาก่อนจะออกมาร่วมมือกับเซฟิรอสด้วยเช่นนี้
เห็นแบบนี้มิคาเอลทำได้แค่ยิ้มบางๆก่อนจะพูดขึ้น
''แม้แต่พวกเ้าทั้ง3ก็ไปร่วมมือกับนางข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าหลายพันปีที่ผ่านมามันไม่มีค่าอะไรเลย
แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยๆก่อนข้าตายข้าจะลากพวกเ้าไปด้วยให้ได้มากที่สุด''
มิคาเอลพลันโบกมือให้ประตูพร์ประตูที่2เปิดปรากฎกรงเล็บของัค่อยๆจับที่ขอบประตูทั้ง2ด้าน
ก่อนที่กรงเล็บนั้นจะฉีกประตูออกไปเผยให้เห็นรอยแยกมิติที่กำลังขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง
จนในที่สุดัที่ขาวสนิทก็ค่อยๆออกมาจากรอยแยกนั้น นี่คือเพื่อนร่วมรบที่อยู่กับมิคาเอลมาั้แ่เกิด
ความสัมพันธ์ของทั้ง2นั้นสามารถตายแทนกันได้โดยไม่ต้องคิด
โฮกกก! ัสีขาวตัวนั้นหลังจากคำรามมันกลับค่อยๆหดตัวลงและมาอยู่ในรูปร่างของคนที่ใส่ชุดเกราะ
โดยที่ไม่ต้องสั่งัตัวนี้รู้ได้ทันทีว่ามิคาเอล้าให้มันทำอะไรเพราะมันอยู่ในประตูพร์
มันสามารถเห็นทุกอย่างด้านนอกได้
ฟุ่บ ด้วยการใช้เท้าของมันแตะฟื้นเบาๆตัวของัในร่างชุดเกราะหายไปจากที่เดิม
ตูม ตูม ตูม เสียงะเิดังขึ้นอย่างต่อเนื่องัสีขาวตัวนั้นออกไปจัดการกับผู้นำระดับสูงทั้ง10คน
''อืม พวกเ้าทั้ง4เข้ามาเลยเถอะไม่พวกเ้าตายก็เป็ข้าที่สิ้นชีวิต''มิคาเอลเปิดประตูที่3เรียกอาวุทออกมา
มันคือดาบขนาดเล็กสีเงินแต่น้ำหนักของมันหนักถึง100,000ตันและยังสามารถเพิ่มหรือลดได้ตาม้า
หลังจากมิคาเอลถือดาบไว้ในมือแล้วจึงได้เปิดประตูที่5ต่อ ซึ่งประตูที่5นี้มิคาเอลกลับไม่เคยคิดจะใช้มาก่อน
เพราะเป็การทลายขีดกำจัดและเพิ่มพลังในพริบตาแต่หลังจากใช้เสร็จร่างกายจะต้องเ็ปอย่างหนัก
และใช้เวลาพักฟื้นเป็10ปี
''อย่าขัดขืนไปเลยท่านพี่ยังไงซะท่านก็ไม่รอดแน่นอนถึงท่านจะมีพลังเยอะกว่าแล้วยังไง สู้ไปเรื่อยๆยังไงซะ
ท่านก็ต้องหมดแรงและพลังก็จะค่อยๆลดลงไป ฮ่า ฮ่า ฮ่า''
พูดจบเซฟิรอสก็หันไปพยักหน้าให้กับสิ่งที่นางอัญเชิญมา ทั้ง3เห็นก็พยักหน้าจากนั้นจึงค่อยๆเดินออกมา
เพราะถึงทั้ง3จะมีพลังมากแต่มิคาเอลกลับมีพลังมากกว่าหากไม่ระวังให้ดีนั่นหมายถึงชีวิตของพวกมันที่จบ
''ฟู่ว ข้าขอโทษด้วยมิคาเอลข้าก็ไม่ได้อยากจะจัดการเ้านักหรอก แต่เพื่ออนาคตข้าจำเป็ต้องทำ''
เผ่าเทพพูดออกมาขณะที่มันเริ่มจะขยับปีกที่อยู่บนหลังของมัน บูม!มันพุ่งตัวเข้าใส่มิคาเอลด้วยความรวดเร็ว
ขนปีกที่เคยอ่อนนุ่มตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็เหล็กแหลมคม เผ่าเทพสะบัดขนเข้าใส่มิคาเอล
เคร้ง เคร้ง เคร้ง แต่มิคาเอลสามารถปัดออกไปได้ทั้งหมดและมิคาเอลเพิ่มน้ำหนักของดาบไปที่100,000ตัน
จากนั้นจึงอัดพลังส่งเข้าไปในตัวดาบจนตัวดาบส่งเสียงกรีดร้องออกมาเบาๆ
มิคาเอลเห็นแบบนั้นจึงได้ปล่อยดาบออกจากมือ ดาบของมิคาเอลในตอนนี้มีจิติญญาเป็ของตัวเอง
และเมื่อได้รับพลังที่มิคาเอลอัดเข้าไปแล้วมันจึงเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง
ดาบที่ลอยอยู่กลับพุ่งเข้าหาเผ่าเทพคนนั้นด้วยความรวดเร็วและด้วยน้ำหนักของดาบที่มากมาย
เมื่อดาบเข้าปะทะกับเผ่าเทพที่พยายามจะใช้มือหยุดดาบไว้ แต่... กร๊อบ!
กระดูกในแขนของเผ่าเทพถูกบดจนแตกไม่มีชิ้นดีจนเผ่าเทพคนนั้นอดร้องออกมาด้วยความเ็ปไม่ได้
''ข้าไม่โทษเ้าหรอกที่ไปหลงเชื่ออะไรแบบนั้น เ้ามีทางของเ้า ข้ามีทางของข้า เพลิงทมิฬ''
มิคาเอลค่อยๆยกมือขึ้นมาจากนั้นเปรวเพลิงสีดำสนิทก็ปรากฎขึ้นบนฝ่ามือ
เปรวเพลิงสีดำนั้นกลับไม่ค่อยสั่นไหวไปมาเหมือนเพลิงทั่วไปกลับกันมันสงบนิ่งจนแทบจะไม่สั่นไหว
มิคาเอลเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้วมันจึงฉีกยิ้มออกมาก่อนจะยิงเปรวเพลิงนั้นเข้าใส่เผ่าเทพที่กำลังร้องอยู่
ด้วยความรวดเร็วของเปรวเพลิงที่ถูกยิงมาเผ่าเทพที่กำลังร้องเ็ปอยู่นั้นไม่สามารถตอบสนองได้ทัน
มันจึงรับเปรวเพลิงนั้นเข้าไปเต็มๆ
''อ๊าก ไฟนี่มันอะไรกัน ''หลังเผ่าเทพคนนั้นได้โดนเปรวเพลิงเข้าไป
มันได้พยายามใช้พลังกดดันให้เปรวเพลิงมอดดับแต่ไม่ว่าจะใช้พลังไปมากแค่ไหนก็ตาม
มันไม่สามารถดับเพลิงได้ซักนิดเดียวกลับกันเปรวเพลิงยิ่งลุกไหม้และลุกลามอย่างรวดเร็ว
เมื่อเป็แบบนี้เผ่าเทพคนนั้นจึงได้รีบหันไปขอความช่วยเหลือจากเผ่ามารและเผ่าอสูรที่กำลังยืนดูอยู่ทันที
เพราะหากไม่มีใครเข้ามาช่วยมันในตอนนี้มันจะต้องตายตรงนี้แน่นอน
เผ่ามารและเผ่าอสูรเมื่อเห็นแบบนั้นก็พุ่งเข้าไปเพื่อจะช่วยเหลือแต่ก่อนที่จะถึงตัวเผ่าเทพ
เผ่าเทพคนนั้นกลับสะบัดส่วนที่ไฟกำลังลุกไปมาจนสะเก็ดไฟลอยมาโดนแขนของเผ่ามารและเผ่าอสูร
ไฟเริ่มลามไปทั้งแขนของพวกมันทันที มันลองใช้วิชาและของต่างๆในการดับไฟแต่ก็ไม่ได้ผล
พวกมันทั้ง2จึงตัดสินใจตัดแขนตัวเองทิ้งเพื่อรักษาชีวิตรอด
เซฟิรอสที่ยืนดูอยู่กลับทำหน้าสงสัยอย่างมาก เพราะไฟที่มิคาเอลใช้ออกมานางไม่เคยเห็นเลยซักครั้ง
ในความคิดของเซฟิรอสตอนนี้มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือมิคาเอลต้องตายแต่ถึงแบบนั้นนางก็ยังไม่ได้ลงมือ
''เฮ้ ข้าว่าเราไม่สามารถจัดการกับเ้ามิคาเอลได้แน่นอนหากไม่งัดพลังและไพ่ตายทั้งหมดออกมา''
เผ่ามารหันไปพูดกับเผ่าอสูรด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมๆกันนั้นตัวของเผ่ามารได้มีเกล็ดผุดขึ้นมาคลุมทั้งร่างไว้
ออร่าสีดำเริ่มไหลออกมาจากตัวของเผ่ามาร และจากนั้นตัวมันจึงได้วิ่งไปรอบๆตัวของมิคาเอล
โดยรักษาระห่างเอาไว้ตลอดและกลับมายืนอยู่ที่เดิม
''ทำงาน''หลังเผ่ามารพูดจบพื้นที่ที่เผ่ามารเคยวิ่งผ่านปรากฎหมอกสีดำออกมาเต็มไปหมด
สิ่งนี้คือหมอกที่จะทำให้ศัตรูขยับตัวได้ยากลำบากและทำให้พลังลดลงไปมากมาย