ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 2 : ดาบดำ (7/10)

     “ตำราอาหารจากเดวัล เขียนโดย เรย์ ลีออน” ช็อกโกพายอ่านทวนชื่อจากปกหนังสือเก่าๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจ “แน่ใจนะคะว่าจะให้ข้าทำอาหารตามตำรานี้จริงๆ” ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เธอจะไม่แน่ใจเพราะแม้ว่าเดวัลจะสามารถกินได้ แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะขวนขวายนำมันมาทำอาหาร การล่าสัตว์ธรรมดานั้นเสี่ยงภัยน้อยกว่ามาก แถมเนื้อสัตว์ประหลาดก็ใช่ว่าจะต้องอร่อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไป
    “ถึงวัตถุดิบจะหายากหน่อยก็เถอะ แต่นี่เป็นตำราอาหารหายากมากเลยนะ ตามร้านหนังสือทั่วไปไม่มี ข้าต้องลำบากตามหาอยู่สามร้านเจ็ดร้านกว่าจะได้มันมา คนขายเองยังบอกว่าเหลืออยู่เพียงเล่มสุดท้ายในร้าน” ลูนาร์พยายามยกเหตุผลเพื่อเพิ่มคุณค่าของที่ตัวเองหาซื้อมา
    “ก็แน่ล่ะสิ เจ้าหาจากในร้านขายของเก่านี่นะ จะมีอยู่เล่มเดียวก็ไม่...อุก” เอ็ดวานถูกศอกของคนตัวเล็กกว่ากระแทกเข้าเต็มท้องจนเขาตัวงอ
    “หืม” สาวใช้เอียงคอ
    “ไม่มีอะไรหรอก เจ้ารีบกลับไปเตรียมอาหารเถอะ ข้าล่ะฮิ้วหิว”
    “รับทราบค่ะท่านลูนาร์” สาวใช้โค้งกายรับคำสั่งก่อนที่หัวหน้าสาวใช้อย่างเอแคลร์จะสั่งเดวัลกลตัวอื่นให้ขนสัมภาระมากมายลงไปเก็บ
    “ลูนาร์! เจ้า!” ชายหนุ่มได้แต่กัดฟัน แต่เจ้าตัวดันรีบหอบของลงท้องเรือหนีไปเสียแล้ว
    ฮาจามองภาพนั้นแล้วอดที่จะหัวเราะไม่ได้ เอ็ดวานหันมาเห็นพอดีจึงทำตาขวางใส่ซึ่งยิ่งทำให้ฮาจาหัวเราะมากกว่าเดิม
    เรือเหาะมูนไลท์เคลื่อนขึ้นเหนืออ้อมออกนอกทวีปก่อนจะตรงดิ่งมุ่งสู่ทิศตะวันออก ดังนั้นรอบข้างในตอนนี้จึงมีเพียงท้องฟ้าสีครามและผืนมหาสมุทรอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเท่านั้น ลมทะเลโบกพัดปะทะใบเรือช่วยให้มันแล่นเร็วขึ้น พายุฝนไม่มี ศัตรูก็ไม่มี ช่างเงียบสงบเสียจริง
    “เบื่อ!” ลูนาร์ตะโกนขึ้นในเช้าวันหนึ่งขณะมองเอ็ดวานและฮาจาซึ่งขยันฝึกฝนฝีมืออยู่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา
    “ก็บอกให้มาฝึกด้วยกัน” เอ็ดวานว่า
    “ถ้าจะฝึกข้าอยากฝึกกับศัตรูเก่งๆ มากกว่านี่นา” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนบนดาดฟ้าเรือดังเดิม
    ฮาจาหยุดพักเหนื่อยแล้วเดินเข้ามานั่งข้างๆ ดูเหมือนเธอเพิ่งสังเกตอะไรบางอย่างได้จึงเปิดปากถาม “อยู่บนเรือตัวเองแท้ๆ ยังต้องอยู่ในร่างชายอีกเหรอคะ”
    ...นี่เธอยังไม่รู้เหรอว่าเอ็ดวานยังไม่รู้ความจริง...
    “ข้าชอบร่างนี้น่ะ เป็นชายไปนานๆ ชักจะชิน จะให้อยู่ร่างนี้ไปตลอดเลยก็ยังได้”
    “ไม่ได้นะคะ ท่านลูนาร์เป็นผู้หญิง จะอยู่ร่างผู้ชายไปตลอดได้ยังไง” นักบวชสาวโวยวาย
    “แล้วเจ้าจะมาเดือดร้อนอะไรแทนข้าเล่า นี่มันร่างกายของข้า เป็นหญิงมีแต่คนเค้าดูถูกว่าอ่อนแอบ้างล่ะ เป็นผู้นำไม่ได้บ้างล่ะ ข้าอยากจะตะบันหน้าเจ้าพวกที่มาดูถูกพวกนั้นจริงๆ”
    “ถ้าอย่างนั้นเราจะหนีทำไมล่ะคะ เราก็พิสูจน์ให้คนที่ดูถูกพวกนั้นเห็นว่าพวกเราน่ะไม่ได้อ่อนแอ ท่านลูนาร์ก็เก่งดีมีความสามารถ ไม่ต้องอยู่ในร่างชายก็ไม่มีคนมาดูถูกสักหน่อย”
    “ฮึ!” ลูนาร์พ่นลมอย่างไม่สบอารมณ์และไม่เอ่ยอะไรต่อ เธอเอาแขนขึ้นปิดตาตัวเองไว้ จบการสนทนาแต่เพียงเท่านั้น นักบวชสาวได้แต่งุนงงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเพื่อนสาวในร่างชายหนุ่ม
    ด้วยความเร็วของมูนไลท์ การเดินทางจากฟากหนึ่งของทวีปไปยังอีกฟากหนึ่งสู่เนโครโปลิสจึงใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น แม้ว่าจะหลบเลี่ยงจากสายตาผู้คนส่วนใหญ่ได้ แต่พวกเขาก็ยังพบเดวัลที่บินได้อย่างเช่นพวกค้างคาวผีคอยขัดขวางอยู่เป็นระยะ พวกเขาเลือกจอดเรือเหาะในป่าอันรกร้างห่างจากตำแหน่งที่บอกในแผนที่ค่อนข้างไกลพอสมควรเนื่องจากบริเวณนี้มีบึงขนาดยักษ์ที่เหมาะแก่การใช้ซ่อนเรือเหาะ ทว่าทันทีที่มาถึงปรากฏว่าเบื้องล่างมีผู้คนจำนวนมากรอต้อนรับอยู่แล้ว
    “โอ...ราวกับว่าพวกเราเป็นคณะเดินทางจากพระราชวัง” ลูนาร์เอ่ยติดตลกขณะชะเง้อคอมองเหล่าอมนุษย์หน้าตาเหมือนหมูป่ายืนสองขาสวมชุดเกราะกับอาวุธยืนรออยู่รอบบึงหลายร้อยตัว
    “ไม่ตลกนะคะ!” ฮาจาอยากร้องไห้ ถ้าลงจอดในบึงล่ะก็ คงถูกมนุษย์หมูป่ารุมสับเป็นชิ้นๆ แน่
    เอ็ดวานยืนเกาคางครุ่นคิดขณะมองซ้ายมองขวาเพื่อหาทางหนีทีไล่
    “พวกเรามาอย่างสันติค่ะ อย่ากินเราเลยนะคะ!” ฮาจาตะโกนพลางยกมือยอมแพ้
    “ในตำราอาหารจากเดวัล มีเมนูที่ใช้เนื้อเดวัลหมูป่าด้วยค่ะ” ช็อกโกพายที่ไม่รู้มาตอนไหนจ้องหมูป่าด้านล่างด้วยนัยน์ตาเป็นประกายจนทำให้ฮาจาชักไม่มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นจักรกลจริงหรือเปล่า
    “เรือเหาะเจ้ามีอาวุธรึเปล่า ไม่สิ เรือเหาะเจ้ามีอาวุธอะไรบ้าง” เอ็ดวานเอ่ยถามลูนาร์ เจ้าของเรือเหาะนิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
    “เยอะ ระบุมาได้ไหมว่าอยากได้แบบไหน ข้ามีตั้งแต่เครื่องยิงศรไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่เวทมนตร์”
    “ข้าอยากได้...”
    เอ็ดวานบอกสิ่งที่เขาต้องการไป ลูนาร์ที่ได้ยินจึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แต่เอ็ดวานก็ยืนยันหนักแน่น นักบวชสาวเป็นกังวลยิ่งนักว่าสิ่งที่เอ็ดวานขอไปจะยิ่งทำให้มนุษย์หมูป่าเบื้องล่างยิ่งโกรธเกรี้ยว
    สิ่งที่เอ็ดวานบอกถูกบรรจุลงในเครื่องยิงกระสุนทั่วลำเรือ ลูนาร์ส่งสัญญาณ จากนั้นปืนก็ยิงออก
    ปุ้ง!
    ธงสีขาวโบกจากปลายกระบอกปืน สัญลักษณ์พื้นฐานแห่งสันติภาพ
    “ธงขาวยอมแพ้...”
    ถ้าฮาจาไม่ตาฝาดไป เธอเห็นเดวัลกลหลายตัวทำหน้าพูดไม่ออก
    เอ็ดวานอาสาออกไปเจรจาด้วยตนเอง ชายหนุ่มใช้เชือกผูกเอวและโรยตัวลงไปกลางกลุ่มอมนุษย์กลุ่มนั้น มนุษย์หมูป่าตัวเขื่องที่น่าจะเป็นจ่าฝูงตรงเข้ามาหาและพูดอะไรบางอย่างกับเอ็ดวาน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ปีนเชือกกลับขึ้นมาโดยไว
    “ไม่ได้เรื่องแฮะ พวกนี้บอกว่าให้เราสละเรือถึงจะยอมปล่อยพวกเราออกไป”
    “นี่ท่านไปเจรจามาอีท่าไหนคะเนี่ย” ฮาจาขมวดคิ้ว
    “ไม่ใช่ว่าเพราะคุยภาษาของเผ่าบอร์แมนไม่ได้หรอกนะ”
    “พวกนั้นใช้ภาษากลางได้น่า อย่างน้อยก็เจ้าตัวหัวหน้าตัวใหญ่นั่นก็พูดได้”
    “งั้นให้ข้าไปเจรจาเอง พวกเจ้าอยู่เฉยๆ นะไม่ต้องลงมือทำอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ฮาจาและเอ็ดวานรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย แต่ก็รับปากตามนั้น
    ลูนาร์โหนตัวลงไปบ้าง เธอทักทายพูดคุยกับตัวหัวหน้าของพวกบอร์แมนเล็กน้อย ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรก็ตามเห็นได้ชัดว่ามันหัวเสียทันทีที่ได้ยิน ไม่นานนักการเจรจาก็เปลี่ยนเป็นการตะลุมบอน ลูนาร์ถูกกลืนหายไปในคลื่นอมนุษย์ที่ถาโถมเข้ามา
    เอ็ดวานเห็นท่าไม่ดีจึงเตรียมผูกเชือกเข้ากับเอวอีกครั้ง แต่ฮาจาเข้ามาห้ามเอาไว้
    “เชื่อใจท่านลูนาร์เถอะค่ะ เจ้าตัวบอกว่าจะจัดการทั้งหมดเอง”
    เอ็ดวานพยักหน้าเข้าใจ แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้ จากตรงนี้เขาเห็นลูนาร์ไม่ชัดเลย ที่รู้ก็มีเพียงตำแหน่งของเธอที่บอกได้จากร่างของบอร์แมนที่ถูกซัดจนปลิวลอยออกมาจากฝูงชนคนแล้วคนเล่า
    ตูม!
    เสียงกระแทกดังสนั่นขึ้นเสียจนกลบเสียงอื้ออึงอื่นๆ จนมิด มันคือเสียงของเกราะเหล็กที่หัวหน้าบอร์แมนใส่อยู่ถูกทำลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฝูงมนุษย์หมูป่าที่เคยเข้ารุมลูนาร์ต่างวิ่งหนีไปคนละทิศละทางราวกับผึ้งแตกรัง
    ลูนาร์ที่ถือทอนฟาคู่ยังดูสบายๆ หลังจากไล่พวกอมนุษย์ไปจนหมด เธอหันมาโบกไม้โบกมือบอกพวกเอ็ดวานให้รับตัวเธอกลับขึ้นเรือ
    [ทอนฟา (Tonfa) อาวุธรูปร่างคล้ายพลองที่มีด้ามจับยื่นออกมา มีขนาดพอดีกับท่อนแขน มักจะใช้กันเป็นคู่]