การเรียนการสอนในสำนักศึกษาหลวงนั้นไม่ต่างจากที่โหวอิงใช้สอนในสำนักศึกษาตระกูลหมิงเลยแม้แต่น้อยหมิงหยวนจึงปรับตัวได้ไม่ยาก
สำนักศึกษาหลวงครอบคลุมพื้นที่กว่าสองร้อยหมู่มีศิษย์ในสำนักหนึ่งพันสองร้อยคน ส่วนใหญ่เป็นเด็กหนุ่มมัดจุกที่ยังไม่ถึงวัยสวมกวานอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี
สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเปิดภาคเรียนก็คือเลือกวิชาเอกซึ่งมีทั้งหมดหกแขนง ได้แก่ พิธีการ สังคีตศิลป์ ยิงธนู ขับรถม้า คัดอักษรและการคำนวณ
เมื่อคราวราชวงศ์ก่อนก่อตั้งสำนักศึกษาหลวงได้มีการใช้วิชาทั้งหกแขนงเป็นเนื้อหาหลักในการสอน ซึ่งแต่ละแขนงจะสอนแยกกันแต่ในปัจจุบันหลักสูตรการสอนในแต่ละแขนงนั้นไม่ได้ต่างกันเท่าใดนักเพียงแบ่งเพื่อความสะดวกในการจัดการเท่านั้น
ผลการเรียนแบ่งเป็นสิบระดับ ได้แก่ เจี่ย อี่ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหยิน และกุ่ย มีการสอบวัดผลการเรียนทุกภาคการศึกษาซึ่งมีผลต่อการเข้าตำแหน่งขุนนางเก้าขั้นผลการเรียนยิ่งสูงยิ่งมีโอกาสได้เข้ารับตำแหน่งสูงแต่หากผลการเรียนตกก็จะถูกลดตำแหน่ง ระยะเวลาในการเข้าศึกษาสั้นสุดคือห้าปีนานสุดคือสิบปีก่อนสำเร็จการศึกษาจะต้องผ่านการสอบครั้งสุดท้ายและผ่านการประเมินจากขุนนางผู้ตรวจการเพื่อเข้ารับตำแหน่งขุนนางเก้าขั้น
ผู้ที่มีระดับผลการเรียนตกเกินสามครั้งหรือถูกประเมินว่าผลเรียนแย่ลงเรื่อยๆ ทุกภาคการศึกษาหรือสอบครั้งสุดท้ายไม่ผ่านก็จะถูกถอนรายชื่อและไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนาง
แต่ปัจจุบันบัณฑิตส่วนใหญ่ในสำนักศึกษาหลวงเป็นลูกหลานชนชั้นสูงการบริหารจัดการในสำนักศึกษามีความหละหลวม เข้ารับตำแหน่งขุนนางกันไม่หวาดไม่ไหวแทบไม่มีผู้ใดถูกถอนรายชื่อ ไม่ว่าอย่างไรก็จบการศึกษาได้ บัณฑิตสำนักศึกษาหลวงจะสวมชุดปกเสื้อสีน้ำเงินหรือที่เรียกว่าชุดบัณฑิตเมื่ออยู่ในชุดบัณฑิตนั่นก็หมายความว่าเป็นบัณฑิตผู้เปี่ยมคุณธรรมชื่อเสียงเกรียงไกรเป็นผู้มีการศึกษา
อย่างเช่นหมิงหยวนเข้าศึกษาปีแรกเขาก็มาพร้อมผลการเรียนระดับเจี่ยในวิชาพิธีการ
ย้อนกลับไปวันที่หมิงเยี่ยพาหมิงหยวนไปรายงานตัวเข้าศึกษาพอเจ้าหน้าที่ในสำนักศึกษาเห็นชื่อในเอกสาร “บัณฑิตจากเมืองเจียงโจว แซ่หมิงนามหมิงหยวน” เขาก็เดินออกมาจากห้องแล้วมองหมิงหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า“เจ้าคือหมิงหยวนจากเจียงโจวใช่หรือไม่?”
หมิงหยวนทักทายอย่างมีมารยาท “ศิษย์เองขอรับ”
พอได้คำตอบเจ้าหน้าที่ผู้นั้นยังมองเขาอีกสองสามรอบก่อนหยิบพู่กันขึ้นมาแอบทำเครื่องหมายไว้บนเอกสาร“เช่นนั้นเจ้าอยู่ฝ่ายพิธีการก็แล้วกัน เพราะดูเหมือนว่าเจ้าจะถนัดด้านนี้”
หลังเสร็จธุระหมิงเยี่ยถึงอธิบายให้เขาฟังว่าแม้หลักสูตรการสอนของทั้งหกแขนงจะคล้ายกันมากก็ตามแต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ในบรรดาแขนงวิชาทั้งหกทุกปีบัณฑิตในฝ่ายพิธีการจะได้รับการประเมินว่ามีผลการเรียนดีที่สุดความรู้การทำงานในราชสำนักก็ก้าวหน้าที่สุด นับว่าเป็นบัณฑิตที่มากความสามารถ
หลายปีมานี้เหล่าอาจารย์ก็มักให้ความสำคัญกับบัณฑิตเหล่านี้เป็นพิเศษการแข่งขันระหว่างบัณฑิตในฝ่ายนี้จึงดุเดือดที่สุดการประเมินผลการเรียนจึงเข้มงวดที่สุดเช่นกันฉะนั้นหนทางข้างหน้าระหว่างการศึกษาของหมิงหยวนอาจจะต้องพบกับความกดดันและหนักหน่วงมาก ไม่รู้ว่าหมิงหยวนไปทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นขุ่นเคืองตอนไหน
“แล้วไม่ดีหรือ?” หมิงหยวนไม่เข้าใจว่าเหตุใดหมิงเยี่ยถึงเอาแต่ถอนหายใจ
พอได้ยินอีกฝ่ายถามเช่นนั้นหมิงเยี่ยก็พลันรู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เลือดในอกอัดแน่นในปากแต่ไม่อาจกระอักออกมาได้
หลังรายงานตัวเสร็จ สามวันต่อมาหมิงหยวนก็ถูกเรียกตัวให้ไปรวมตัวที่ลานข้างสระคุนหลุนเพื่อรับฟังการปฐมนิเทศ
หมิงหยวนเดินไปตามริมสระน้ำก็เห็นคนยืนจับกลุ่มกันสองสามกลุ่ม เขาเดาได้ทันทีว่าเป็นเหล่าบัณฑิตฝ่ายพิธีการปีนี้แต่ละแขนงวิชารับบัณฑิตใหม่ยี่สิบคนล้วนเป็นหนุ่มรูปงามมากความสามารถจากหลายเมืองหลายอำเภอแต่ละคนดูสุภาพอ่อนโยนและผ่านการอบรมสั่งสอนมาอย่างดี หมิงหยวนจึงเดินเข้าไปทักทายหนึ่งในนั้นก็เอ่ยทักทายตอบ “เป็นบัณฑิตฝ่ายพิธีการใช่หรือไม่?”
“ขอรับ มิทราบว่าทุกท่านมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมปฐมนิเทศใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วล่ะ ทุกคนในนี้เป็นบัณฑิตฝ่ายพิธีการ”คนที่ดูนิสัยดีและเป็นมิตรเอ่ยตอบพลางชี้ไปทางกลุ่มคนที่ยืนอยู่บริเวณถัดไปก่อนหันมองหมิงหยวนอย่างประหลาดใจ “เจ้ายังดูเด็กมาก มิทราบว่าอายุเท่าใดหรือ?”
“ขออภัยที่ปล่อยให้ศิษย์พี่ต้องเอ่ยถาม ปีนี้น้องชายสิบห้าแล้วขอรับเพิ่งเข้าสำนักศึกษาขอรับ” หมิงหยวนตอบอย่างสุภาพพร้อมยกยิ้มให้อีกฝ่าย
“สิบห้า!” คนข้างๆ อุทานเสียงดัง“ข้าได้ยินมาว่าต้นกล้าเดี่ยวจากเจียงโจวก็อายุไม่มากไม่รู้เจ้ากับเขาผู้ใดอายุมากกว่ากัน”
“ต้นกล้าเดี่ยวจากเจียงโจว? หมายความว่าอย่างไรหรือ?” อีกคนเอ่ยถาม
“เจ้าไม่รู้หรือ? ข้าได้ยินมาว่าปีนี้เมืองเจียงโจวส่งรายชื่อมาเพียงรายชื่อเดียวแสดงว่าคงจะมั่นใจมาก”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?ทุกปีแต่ละเมืองต้องส่งรายชื่อไม่ต่ำกว่าสิบชื่อข้าว่าที่เจ้าได้ยินมาเป็นเพียงข่าวลือแล้วกระมัง”
“มันคือเรื่องจริง ญาติผู้พี่ของข้าเป็นเจ้าหน้าที่ทะเบียนในสำนักศึกษาหลวง”เมื่อมีคนถามเขา คนผู้นั้นจึงไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไปเริ่มอธิบายให้พวกพ้องเข้าใจอย่างรวดเร็ว
“ได้ยินว่าเจ้าหน้าที่จัดแจงให้เขาอยู่ฝ่ายพิธีการของเราโดยเฉพาะไม่รู้ว่าเขามาหรือยังไม่มา รอให้เขาปรากฏตัวก่อนเถอะข้าจะทำให้เขาได้รู้ว่าบัณฑิตจากสวีโจวอย่างพวกเราก็มิใช่คนไร้ความสามารถข้ายังได้ยินคนลือกันว่าฝีมือหมากล้อมของเขาก็ไม่เลวเลยทีเดียว จางจิ่วรั่งจากเหยี่ยนโจวยังต้องรบเร้าให้เขาเล่นด้วยแม้ฝีมือข้ายังนับว่าธรรมดา แต่พวกเราไม่กลัวที่จะประลองฝีมือกับเขาหรอกนะน้องชายเห็นด้วยหรือไม่? เอ้ย…เจ้ามาจากเมืองใดนะ?”
หมิงหยวนท่าทางกระอักกระอ่วนลังเลอยู่นานกว่าจะยอมตอบ “เอ่อ…คือ…น้องชายมาจากเจียงโจวขอรับ”
“เจียงโจวน่ะหรือเจ้าเมืองเฉินปั๋วของพวกเจ้าก็เป็นบุคคลมีชื่อเสียงเช่นกัน...เดี๋ยวนะ!เจียงโจว…เช่นนั้นเจ้ากับหมิงหยวนผู้นั้นก็มาจากที่เดียวกันมิใช่หรือ? แล้วเจ้าไม่รู้จักเขาหรอกหรือ?”
คนผู้นั้นยังคงพยายามไถ่ถามเขาต่อแต่พอสังเกตเห็นปฏิกิริยาของทุกคนรอบตัว คนผู้นั้นก็พลันคิดได้ จึงค่อยๆก้าวถอยหลังออกห่างกลุ่มคนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกถ้อยคำที่ตนเอื้อนเอ่ยออกไปก่อนหน้าได้ทยอยหวนคืนมาทีละน้อยก่อนจะร้องเสียงหลง
“อ๋อ!!! เจ้าก็คือหมิงหยวนนี่เอง ขออภัยข้าไม่ได้ตั้งใจจะนินทาลับหลังนะ!โธ่เอ๊ย!!! เหตุใดพวกเจ้าไม่รีบบอกข้า! ปล่อยให้ข้าทำเรื่องขายหน้าอยู่ได้!”
ทุกคนรอบตัวเขาต่างพากันปิดหน้ากุมขมับ
ทุกคนเอาแต่มองหน้ากันอยู่นานจนชายหนุ่มผู้เป็นมิตรต้องทำลายความเงียบด้วยการเอ่ยเย้าแหย่“หวงซื่อเหวย เป็นเจ้าเองที่พูดว่าเจียงโจวส่งมาแค่คนเดียวเหตุใดถึงยังต้องให้เราบอกอีก?”
“หนิงตวนเฉิง! เจ้าหุบปากไปซะ!” ชายหนุ่มที่มีนามว่าหวงซื่อเหวยนั่งยองๆลงบนพื้นพร้อมกับเอามือกุมหัว “โอ๊ย!!! น่าอายชะมัด!”
“น้องหมิงไม่ต้องตกใจ เขาเป็นคนเช่นนี้อยู่แล้ว มิได้จงใจหาเรื่องเจ้าหรอก”หนิงตวนเฉิงพูดกับหมิงหยวนพร้อมยกมือคารวะเพื่อขอโทษ
หมิงหยวนรีบคารวะตอบ“น้องชายมีนามรองว่าไจ้เฉินศิษย์พี่เรียกข้าด้วยชื่อนั้นก็ได้ข้าประทับใจที่ศิษย์พี่หวงเป็นคนสดใสร่าเริงเช่นนี้ยิ่งนักมิได้เก็บไปคิดมากแม้แต่น้อย”
สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริงจากใจที่นี่มีปัญญาชนผู้สง่างามมากความรู้ไม่น้อยเลยทว่าเขาไม่เคยพบคนแบบหวงซื่อเหวยมาก่อน
เพียงแต่…เขาพึ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่คนนั้นถึงได้เอาแต่มองเขาอย่างนั้น
ท่านเจ้าเมืองเฉินขอบพระคุณท่านอย่างยิ่งที่ผลักดันข้าถึงเพียงนี้
-----------------------------------------------------