ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์ั้แ่วันแรกที่หิมะเริ่มตก ตอนนี้หิมะตกติดต่อกันนานถึง 7 วันแล้ว ถนนด้านนอกถูกหิมะปกคลุมจนขาวโพลนไปหมด แต่บ้านสกุลหลินก็ใช้ชีวิตกันอย่างปกติสุข เพราะภายใต้เขตแดนค่ายกลพฤกษาิญญาทำให้ที่นี่ไม่มีหิมะตก อากาศเย็นสบาย ในตอนแรกบ่าวไพร่ต่างแตกตื่นใ แต่ไม่นานก็สงบ เพราะบ้านสกุลหลินมีเื่มหัศจรรย์เกิดขึ้นบ่อยจนพวกเขาเริ่มชินแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยเื่นี้ที่ภายนอก เพราะความวิเศษของที่นี่เป็เื่ที่ไม่ควรนำมาเอ่ยมั่วซั่วจริงๆ หากมีผู้อื่นรู้จะนำภัยมาสู่เ้านายได้
ยังดีที่บ้านนางซื้อรถม้าและเกวียนไว้นานแล้วจึงไม่ลำบากมากนักในการขนส่งผักออกไปยังร้านสมุนไพรเถ้าแก่หานในเมือง บ่าวชายที่ออกไปส่งผักก็มีชุดกันหนาวยัดนุ่นที่นางเตรียมไว้ให้ช่วยป้องกันความหนาวได้มาก
“ข่าวคราวข้างนอกเป็อย่างไรบ้าง” จิ่นฮวาสอบถามบ่าวชายที่ไปส่งผักพึ่งกลับมา เพราะั้แ่หิมะตก นางก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงอยากถามข่าวคราวชาวบ้านชาวเมืองบ้าง
“ตอนนี้ตลาดในหมู่บ้านของเราปิดขอรับ แต่ยังไม่มีผลกระทบอะไรมาก เห็นว่าผลผลิตหมู่บ้านเราดีทุกปี ชาวบ้านตุนเสบียงไว้มากพอจะอยู่รอดพ้นฤดูหนาวนี้อย่างแน่นอน เพียงแค่การเดินทางไม่ค่อยสะดวกเท่านั้น” บ่าวชายเล่าให้จิ่นฮวาฟัง
“แล้วในเมืองเชียงเล่าเป็อย่างไรบ้าง” นางถามต่อ
“ยังไม่มีปัญหาขอรับ ในเมืองหิมะยังตกไม่หนักเท่าหมู่บ้านเรา ยังมีร้านรวงเปิดอยู่บ้างขอรับ” บ่าวชายรายงานต่อไป เมื่อไม่มีอะไรแล้วนางจึงบอกให้บ่าวชายมีอะไรก็ไปทำ
ตอนนี้จิ่นฮวาปลูกสมุนไพรไว้เกือบร้อยชนิดแล้ว นางศึกษาลักษณะและสรรพคุณของสมุนไพร จากตำราธาตุแสงและการรักษา ในนั้นมีรายละเอียดของสมุนไพรอยู่มากมายที่ใช้รักษาโรคต่างๆ และยังมีตำราสมุนไพรอีกหลายเล่มที่ซื้อมาจากในเมือง แม้นางจะหลอมโอสถไม่เป็ แต่นางสามารถทำเป็ยาต้มได้ หลายวันมานี้นอกจากการปลูกดอกไม้แล้ว นางก็หมกตัวอยู่แต่ห้องสมุนไพรศึกษาตำราและสมุนไพรต่างๆ อย่างตั้งใจ
ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนหิมะตกบ้างหยุดบ้างสลับกันไป ่นี้นางงดส่งผักแล้ว เพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยจนเกินไป ว่าบ้านนางปลูกผักได้อย่างไรท่ามกลางหิมะเช่นนี้
บ่าวที่ไปส่งผักครั้งสุดท้ายรายงานว่าในเมืองเริ่มมีชาวบ้านพื้นที่อื่นที่ประสบภัยหนาวรุนแรง และขาดแคลนอาหาร เริ่มทยอยอพยพมาที่เมืองเชียงแล้ว
“ตอนนี้เ้าเมืองได้จัดสรรพื้นที่ให้ผู้อพยพที่ลานกว้างหน้าประตูเมืองขอรับ โดยทางการได้ส่งอาหารไปเลี้ยงพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แต่คาดว่าไม่นานคงขาดแคลนเสบียงแล้ว ปีนี้มีผู้อพยพมากกว่าปีก่อนๆ เกินกว่าที่เ้าเมืองคาดการณ์ไว้ อีกหน่อยอาหารคงไม่พอขอรับ” บ่าวชายรายงานอย่างครบถ้วน
เพราะทุกครั้งที่มีคนไปส่งผัก จิ่นฮวาจะถามข่าวคราวภายนอกเสมอ บ่าวทุกคนที่ออกไปจึงพยายามเก็บข้อมูลมาให้มากที่สุด เพื่อรายงานเ้านาย
จิ่นฮวาได้ยินข่าวนี้รู้สึกสงสารผู้อพยพเ่าั้ ที่ทั้งเหน็บหนาวและเริ่มหิวโหย เมื่อขาดอาหารร่างกายก็ไม่อาจสู้ลมหนาว อีกหน่อยคงมีคนเจ็บป่วยจำนวนมาก ในฐานะที่เคยเป็หมอเมื่อภพก่อน นางจึงไม่อาจปล่อยเื่นี้ไปได้
เมื่อส่งคนออกไปสืบ ก็เป็จริงดังที่คาด อาหารเริ่มร่อยหรอ คนชราและเด็กเริ่มเจ็บป่วยกันแล้ว ในหน้าหนาวทุกปีกว่าจะผ่านไปได้ล้วนมีคนเสียชีวิตจากความหนาวเป็จำนวนมาก ทางการก็ช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ แต่ก็ไม่เพียงพออยู่ดี
“ท่านพ่อ ข้าสงสารพวกผู้อพยพเ้าค่ะ ตอนนี้เริ่มขาดแคลนอาหารและมีคนป่วยเพิ่มขึ้นทุกวัน” จิ่นฮวาปรึกษาบิดาว่าควรทำเช่นไรดี ครอบครัวนางเคยลำบากมา ย่อมเข้าใจถึงความลำบากของพวกเขาดี
“พ่อก็คิดอยู่ว่าจะนำข้าวสารไปบริจาคให้ทางการ หรือเราจะทำอาหารไปเลี้ยงเองดี” บิดาเอ่ยอย่างชั่งใจในผลได้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้เขามีข้าวพลังิญญาสิบปีเต็มยุ้งขนาดใหญ่ มีหลายร้อยเกวียนกินทั้งปีก็ไม่หมดจึงคิดว่านำไปช่วยผู้ประสบภัยหนาว
“ข้าคิดว่าหากเรานำข้าวพลังิญญาจำนวนมากออกไปในคราวเดียว ไม่น่าจะเป็เื่ดีเ้าค่ะ อาจมีคนโลภยักยอกของบริจาคก็เป็ได้ ข้าคิดว่าเราควรทำอาหารเลี้ยงพวกเขาดีกว่าเ้าค่ะ ทำแค่เพียงพอในแต่ละมื้อ น่าจะดีกว่า” จิ่นฮวาเสนอความคิดของนาง
“พ่อก็คิดว่าอย่างนั้น เอาอย่างนี้เราติดต่อเถ้าแก่หานให้ช่วยประสานงานกับทางการ เราจะไปเปิดโรงทานเลี้ยงผู้อพยพจนกว่าจะพ้นฤดูหนาวนี้แล้วกัน” บิดากล่าวเห็นด้วย
“เ้าค่ะท่านพ่อ ข้าวก็อยากลองไปตรวจรักษาโรคให้พวกเขาด้วย” จิ่นฮวากล่าวความตั้งใจของนาง นางเคยเรียนวิชาฝังเข็มมาจากคุณตาแต่เด็กเรียนรู้สมุนไพรมานาน แถมยังเป็แพทย์มาหลายปี และศึกษาตำราของภพนี้มาก็มาก นางต้องช่วยพวกเขาได้แน่
…….
หลินซานหยางพาครอบครัวมาตั้งโรงทานที่หน้าเมืองเชียง โดยมีเ้าหน้าที่ทางการคอยอำนวยความสะดวกให้ อาหารที่เลี้ยงจะเป็ข้าวต้ม หรือไม่ก็โจ้ก กับผัดผัก สลับกับซาลาเปาไส้ผัก อาหารที่นำมาเลี้ยงล้วนอุดมไปด้วยพลังิญญาและรสชาติดี เพราะจิ่นฮวาให้บ่าวปรุงอาหารอย่างดี ไม่เคยหวงเครื่องปรุงเลย ปริมาณอาหารที่นำมาก็มากเพียงพอ เมื่อทุกคนได้รับอาหารครบแล้ว ยังมีเหลือใครไม่อิ่มสามารถมาขอเติมได้ ทั้งผู้อพยพและขอทานในเมืองจึงรู้สึกขอบคุณพวกเขาอย่างมาก
“ขอบคุณมากเ้าคะ นายท่านช่างใจบุญเหลือเกิน เป็เทวดามาโปรดแท้ๆ “หญิงชราผู้หนึ่งกล่าวสรรเสริญพวกเขา
“ท่านป้ากล่าวเกินไป ปีนี้ผลผลิตของครอบครัวข้ามีมาก มีอะไรช่วยได้ก็ช่วยกันไป” หลินซานหยางกล่าว
ด้านหนึ่งมีผู้เจ็บป่วยหลายคนนอนพักอยู่ จิ่นฮวาจึงขอเข้าไปตรวจดูอาการ พวกเขาล้วนเป็ไข้หวัดเพราะทนอากาศหนาวเย็นไม่ไหวจึงล้มป่วย
“ลี่ซู ลี่ฟาง เ้าสองคนนำสมุนไพรที่ข้านำมาต้มให้พวกเขาดื่ม เพื่อลดไข้ ส่วนคนที่อาการหนักข้าจะใช้วิธีฝังเข็มร่วมด้วย” จิ่นฮวาสั่งการสาวใช้ แล้วหันมาดูอาการคนป่วยต่อ
“คุณหนู ท่านรู้วิชาแพทย์หรือขอรับ” ชายชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
วันนี้นางมาในฐานะบุตรสาวสกุลหลิน จึงแต่งชุดสตรี สตรีหน้าตางดงาม วัยเพียงสิบสี่ปีกล่าวว่าจะรักษาคนย่อมมีคนไม่เชื่อถือ
“ข้าเคยศึกษาวิชาแพทย์มาบ้าง รับรองว่าข้ารักษาเขาได้แน่” จิ่นฮวากล่าวอย่างมั่นใจ
ตอนแรกก็ไม่มีใครเชื่อ แต่บุคลิกท่าทางสงบและสูงส่งของนาง ทำให้ชาวบ้านเริ่มเชื่อถือบ้าง เพราะถ้าไม่รักษาคนไข้ก็ตายอยู่ดี หากนางรักษาไม่สำเร็จก็ไม่ใช่ความผิดนาง ชาวบ้านจึงยอมให้นางลองดู
เมื่อสาวใช้นำยาต้มมาป้อนให้คนไข้เรียบร้อย จิ่นฮวาใช้เข็มเงินปักตามจุดชีพจรต่างๆ ตามที่เรียนมา แล้วส่งลมปราณธาตุแสงเข้าไป เพื่อขับความร้อนและพิษไข้ออกจากร่างผู้ป่วย ทำให้เขาอาการดีขึ้น ชาวบ้านต่างชื่นชมนางอย่างมาก ว่าคุณหนูหลินจิ่นฮวาเป็เทพธิดาที่ทั้งใจบุญ ไม่ถือตัว แถมยังรู้วิชาแพทย์อีกด้วย
เมื่อผู้อพยบได้กินอาหารพลังิญญาก็แข็งแรงขึ้นมาก คนที่ป่วยกินยาต้มที่นางจัดมาให้ล้วนอาการดีขึ้นหมดแล้ว นับว่าครั้งนี้สกุลหลินได้ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมากเอาไว้ ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเมืองเชียง และเมืองข้างเคียงอีกด้วย ทุกคนต่างรู้จักนายท่านหลินซานหยางเ้าผู้เป็เ้าของผักพลังิญญาที่วางขายที่ร้านขายสมุนไพรเถ้าแก่หานก่อนหน้านี้ และคุณหนูหลินจิ่นฮวาผู้งดงาม มากความสามารถ แต่เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาวกลับไม่ค่อยมีใครได้พบหน้าคุณหนูผู้นี้อีก กล่าวกันว่านางไม่ค่อยชอบออกจากบ้าน แต่แท้จริงแล้วนางเดินเล่นในเมืองบ่อยครั้งในคาบบุรุษจึงไม่มีใครจำนางได้ต่างหาก