ในยามโพล้เพล้่ต้นยามโหย่ว [1] ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีแดงฉานคล้ายโลหิต ทิศประจิมบัดนี้เริ่มกลืนดวงอาทิตย์ลงลับขอบฟ้าได้เพียงเสี้ยวหนึ่ง หนิงฟางหรงลืมตาตื่นขึ้นด้วยศีรษะที่หนักอึ้ง ข้างแก้มั้แ่บริเวณข้างขมับลงมามีรอยเืแห้งกรังติดอยู่เป็จำนวนมาก อีกทั้งร่างกายยังเต็มไปด้วยาแฉกรรจ์ ดวงตาที่ราวกับยังปรับเข้ากับแสงธรรมชาติไม่ได้ หรี่ลงเพื่อปรับสภาพให้สังเกตสิ่งรอบตัวได้ถนัดตา ยามนี้นางไม่ได้อยู่ในสถานที่ปิดทึบไร้แสงจากดวงตะวันแห่งนั้นอีกต่อไป ทว่าอยู่ในกรงไม้ขนาดใหญ่มีล้อและถูกลากด้วยอาชาสีดำสองตัวด้านหน้า หากจำไม่ผิดสิ่งนี้มักใช้ขังสัตว์ที่ถูกล่ามาจากป่าใหญ่ทางตอนเหนือ พวกเขาคงมองนางต่ำต้อยราวสัตว์เดรัจฉาน
โซ่ตรวนพันธนาการทั้งข้อมือและข้อเท้าจนหนักอึ้งกว่าเดิมถึงสองเท่า ทำให้นางไม่สามารถขยับตัวได้ดั่งใจ ดวงตาที่หรี่ลงในคราแรกเริ่มเปิดกว้างขึ้นเมื่อสามารถปรับรับกับแสงสว่างได้บ้างแล้ว ทำให้เริ่มสังเกตสิ่งรอบข้างที่ไกลออกไปมากขึ้น หนิงฟางหรงรู้ดีว่าต่อจากนี้ชีวิตของนางต้องจบสิ้นลง ทว่าความกลัวกลับไม่มีหลงเหลืออยู่ ทั้งความเสียใจ หรือความผิดหวัง ความรู้สึกเปราะบางพวกนี้ล้วนผ่านมามากล้นเสียจนหมดสิ้น ในยามนี้จึงราวกับไร้ความรู้สึกเ่าั้ไปโดยปริยาย
เสียงล้อบดเบียดไปตามรายทางขรุขระโดยมีจุดหมายปลายทางเป็ลานปะาท้ายเมืองทางทิศตะวันตก ทั้งสองฝั่งข้างทางรายล้อมไปด้วยผู้คนสุดลูกหูลูกตาที่มาเพื่อสาปแช่งนักโทษปะาในวันนี้โดยเฉพาะ เสียงพูดคุยจอแจดังขึ้นตลอดทางที่ได้ขับเคลื่อนผ่าน พวกเขาเกือบทั้งหมดคือราษฎรที่อาศัยอยู่ภายในเมืองหลวงแห่งนี้ ั้แ่ระดับขุนนางไปจนถึงสามัญชนธรรมดา อาจมีพ่อค้าจากต่างเมืองบ้างประปรายที่เข้ามารอดูด้วยความฉงนสงสัย
“สิ่งที่อยู่ในกรงคือสิ่งใดหรือขอรับ” พ่อค้าหาบเร่ผู้หนึ่งเอ่ยถามผู้ที่ยืนจับกลุ่มราวสี่ถึงห้าคนด้วยความสงสัย เขาตั้งใจเดินทางมาที่เมืองหลวงเพื่อตั้งแผงขายของภายในงานไหว้พระจันทร์ที่กำลังจะจัดขึ้นที่ใจกลางศูนย์การค้าที่ยิ่งใหญ่ ทว่าเห็นผู้คนจับกลุ่มเดินทางมายังที่แห่งนี้เป็จำนวนมาก จึงคิดว่ามีงานอื่นที่เขาไม่ได้ข่าวคราวจึงเร่งรุดตามมาดูเพื่อคลายความสงสัย
“นางคือนักโทษปะา เ้าเป็คนต่างเมืองใช่หรือไม่ จึงไม่รู้ว่านางเป็ใคร” สตรีวัยกลางคนตอบพ่อค้าผู้นี้ก่อนจะเห็นว่าเขาพยักหน้าจึงพูดต่อ “ความผิดของนางใหญ่หลวง ข้าคิดว่าโทษปะาแค่แขวนคอนับว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ สมควรถูกห้าม้าแยกร่างจึงจะสาสม” ประโยคนี้ทำให้พ่อค้ามีสีหน้าเหยเก นึกสงสัยว่านักโทษผู้นั้นทำสิ่งใดไว้กันแน่
“เดิมทีนางคือพระชายาในองค์รัชทายาท แต่มักมากในกามคบชู้กับองครักษ์ผู้หนึ่ง” หญิงสาวที่อายุราวยี่สิบปลายๆ เอ่ยสำทับเสียงกระซิบกระซาบ การพูดถึงเบื้องสูงมีโทษร้ายแรงจำต้องป้องกันไว้ก่อน แม้จะไม่ได้กล่าวถึงในแง่ร้ายก็ตาม
“จริงขอรับ ข้าเห็นมากับตาพร้อมพยานคนอื่นนับหลายสิบคน” บุรุษที่อายุราวสามสิบปีกล่าวขึ้น เขาทำงานในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น วันดีคืนดีถูกคนของสำนักพระราชวังเข้าปิดล้อมพื้นที่อย่างกะทันหัน พร้อมทั้งบุกเข้าไปยังห้องห้องหนึ่ง สิ่งที่เห็นคือหนึ่งหญิงหนึ่งชายกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่า หนำซ้ำสตรีผู้นั้นยังได้ชื่อว่าเป็พระชายาขององค์รัชทายาทอีกด้วย แม้จะถูกกำชับให้ปิดปากเงียบใน่เวลานั้น แต่ยิ่งนานวันข่าวเสียหายก็ถูกแพร่กระจายออกไปในที่สุด จนองค์รัชทายาทต้องหย่าร้างและส่งนางไปยังหอนางโลม
“ยามนั้นองค์รัชทายาทตรอมใจจนล้มป่วย ทว่าปีศาจนางนี้ก็ยังตามจองล้างจองผลาญทำร้ายคนมากมาย สุดท้ายก็ต้องโทษร้ายแรงเพราะทำร้ายเชื้อพระวงศ์ ข้าว่านางสมควรถูกห้าม้าแยกร่างอย่างที่เ้าว่า คนชั่วร้ายเช่นนี้สมควรถูกทรมานจนถึงที่สุด” สตรีวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเห็นดีเห็นงามกับสตรีคนแรก
เสียงประณามด่าทอนักโทษหญิงยังคงเกิดขึ้นตลอดทางที่ขับเคลื่อนผ่าน หนิงฟางหรงได้ยินประโยคเมื่อสักครู่ที่สตรีผู้นั้นเอ่ยก็หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวคนเสียสติ
นางสมควรถูกทรมานมากกว่านี้หรือ...
แล้วทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมา ไม่เรียกว่าทรมานหรืออย่างไร...
ยามนี้การเคลื่อนที่ได้หยุดลงเมื่อมาถึงบริเวณหน้าแท่นปะาเป็ที่เรียบร้อย รอบด้านเต็มไปด้วยทหารจำนวนมาก มองขึ้นไป้ายังพบเพชฌฆาตยืนประจำตำแหน่งถึงสองคน เสียงโหวกเหวกเริ่มดังมาจากมุมหนึ่งที่มีคนพยายามตีฝ่าทหารเข้ามายังจุดที่หนิงฟางหรงอยู่ สตรีผู้นั้นร้องไห้น้ำตานองหน้าปานใจจะขาด เมื่อไม่สำเร็จจึงทิ้งตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นราวกับไร้หนทาง
“ปล่อยสหายของข้าเถิด” สตรีในอาภรณ์เนื้อดีละล่ำละลักเอ่ย ผ้าไหมราคาแพงเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนอย่างไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ ใบหน้าสวยหวานส่อแววเศร้าโศกเหลือคณานับจนผู้คนนึกสงสารจับใจ
“พระชายา ลุกขึ้นเถิดเพคะ” นางกำนัลทั้งสองคนคุกเข่าตามผู้เป็นายเหนือหัว พลางคะยั้นคะยอให้ลุกขึ้น
“ไม่ หากพวกเขาไม่ปล่อยฟางหรง ข้าก็จะคุกเข่าอยู่เช่นนี้” ในขณะที่กล่าวน้ำตาจากตาทั้งสองข้างก็ไหลลงข้างแก้มอย่างไม่ขาดสาย มือบางทั้งสองข้างจึงยกขึ้นปัดน้ำตาออกลวกๆ พร้อมกับมีสายตาจริงจังกับสิ่งที่กระทำอยู่ “พวกท่านบอกข้าที ข้าสามารถช่วยสหายของข้าได้อย่างไร หรือหากข้าสามารถช่วยแบ่งเบาโทษนั้นได้บ้าง ข้าก็ยินยอม” สตรีสูงส่งเอ่ยเสียงหนักแน่นขึ้น สายตาแน่วแน่สร้างความรู้สึกสะท้อนใจให้ผู้คนยิ่งนัก นางถึงขั้นกล่าวว่าจะช่วยรับโทษเพื่อแบ่งเบาให้ปีศาจอย่างหนิงฟางหรง พวกเขาคิดว่าสตรีชั่วช้าเช่นนั้นไม่สมควรได้รับความเมตตาเช่นนี้เลยจริงๆ
นางกำนัลเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามประคองแขนทั้งสองข้างแต่กลับถูกสะบัดออก เมื่อผู้คนเห็นต่างก็วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทว่าคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดกลับเป็นักโทษในกรงขัง
หนิงฟางหรงมองภาพนั้นนิ่งก่อนจะหลับตาลง ผู้เป็สหายถึงขั้นยอมลดตัวกระทำในสิ่งที่นางไม่คาดคิด จนนางไม่อาจทนมองสิ่งเ่าั้ได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถปล่อยไปแบบนี้ได้เช่นกัน น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยขึ้นกับทหารรอบด้าน นางเลือกที่จะไม่ฟังเสียงของผู้คนอีกต่อไป “ข้าขอโอกาสสุดท้าย เพื่อพูดคุยกับสหายได้หรือไม่”
ทหารเ่าั้มองหน้ากันไปมาครู่หนึ่งก่อนจะส่ายศีรษะเป็เชิงปฏิเสธ นักโทษที่กำลังอับจนหนทางย่อมทำทุกอย่างได้โดยที่พวกเขาคาดไม่ถึง การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าเป็ไหนๆ
“อย่างไรข้าก็กำลังจะถูกปะาอยู่แล้ว แม้แต่โอกาสร่ำลาก็ให้ไม่ได้เชียวหรือ อีกอย่างที่พวกเ้าทำก็กำลังขัดประสงค์ของพระชายา” ในขณะที่พูด หนิงฟางหรงก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นแต่อย่างใด ทว่าฟังจากเสียง จึงรับรู้ว่าพวกเขาอนุญาตแล้ว อีกทั้งรอบด้านยังส่งเสียงเซ็งแซ่จนฟังไม่ได้ศัพท์
ผู้คนเห็นพระชายาเดินเข้าไปใกล้นักโทษหญิงก็รู้สึกหดหู่ในใจ พลางคิดว่าต้องเป็ผู้เปี่ยมเมตตาถึงขั้นใดจึงยอมลดตัวช่วยสตรีชั่วช้าเช่นนั้น เสียงคำเยินยอดังขึ้นทั่วทุกหนแห่ง บัดนี้ไม่มีใครคิดห้ามอีกต่อไป แต่กลับเฝ้ารอดูด้วยใจจดจ่อแทน
หนิงฟางหรงได้ยินเสียงที่เข้ามาใกล้จึงเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง “เห็นเ้าฟูมฟายขอรับโทษแทนข้าขนาดนี้จึงอดเป็ห่วงไม่ได้ เ้าไม่จำเป็ต้องทำถึงขั้นนั้นเลย” ระหว่างที่พูด มือที่เหลือเพียงหนังหุ้มเหี่ยวแห้งทั้งยังเต็มไปด้วยาแ ยกขึ้นลอดกรงไม้ออกไปหมายจะจับ อีกฝ่ายมีท่าทีชะงักเล็กน้อยพลางมองซ้ายทีขวาที ใบหน้านั้นยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาเช่นเดิม ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นัักับมือของนักโทษในกรงขัง
ััหยาบลูบไปมาบนมือนุ่มนิ่มบอบบางเพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนจะกำชับแน่น ดวงตาเปลี่ยนเป็เยือกเย็นก่อนเอ่ยกับพระชายาผู้มีดีแค่เปลือก “ถ้าเช่นนั้น เ้ากล้ารับโทษปะาแทนข้าหรือไม่”
[1] ยามโหย่ว คือ่เวลา 17.00 – 18.59 น.
********************
ฝากกดใจ กดติดตาม หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะคะ