บทที่ 1 หนุ่มอ้วนผู้มากับน้ำหนักกว่า 150 กิโลกรัมของเขา
“อู๋ตี้ นายอยากตายหรือไงฮะ!”
ม.ต้น แผนกบัญชี ชั้น C , คาบเรียนด้วยตนเอง ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้นมา
ทุกๆคนต่างเห็นเป็ภาพเดียวกัน สาวสวยในชุดเดรสสีขาวสะอาด เธอกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจแบบสุดๆ
เด็กสาวที่เปล่งประกายความงดงามออกมา ใบหน้าที่สวยและละเอียดอ่อน ผิวที่ขาวนวลนุ่มควบคู่ไปกับทรวดทรงที่โค้งเว้าสวยชวนให้มอง แม้แต่อาจารย์บางคนยังไม่สามารถอดที่จะเหลียวมองเธอได้
แต่เด็กหนุ่มที่อยู่ถัดกับเธอนั้นกลับไม่มีความเหมือนเธอเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มนั้นอ้วนตุ๊ต๊ะ ถึงแม้ว่าเขาจะมีร่างกายสูงถึง 1.8 เมตร แต่คนอ้วนก็คือคนอ้วน ตอนนี้เขากับลูกชิ้นก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ ใบหน้าของเขานั้นกลมสวยเหมือนวาดด้วยวงเวียน และแก้มย้วยๆนั้นสั่นทุกครั้งเมื่อเขาพูดอะไรออกมาแต่ละที
ทั้ง 2 คนนี้นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน มันเป็ภาพของความตัดกันที่เห็นได้อย่างชัดเจน เพียงแค่เหลือบมอง พวกเขาก็เห็นได้ว่าชายหนุ่มนั้นตัวใหญ่พอๆกับเอาเด็กสาว 3 คนมามัดติดกันเลย เพราะงั้นแล้วด้วยไซส์ขนาดนี้มันเลยกินพื้นที่โต๊ะเป็จำนวนมาก
และเพราะเขานั้นตัวอ้วนเกินไป เวลาใช้งานโต๊ะวาดรูปตัวหนึ่งมันก็พอๆกับคน 2 คนใช้เลย
ตอนนี้เด็กสาวนั้นโกรธมากๆ ด้วยเื่ทั่วๆไป และสิ่งนี้กลายเป็เื่ปกติไปแล้ว หนุ่มอ้วนโดนเด็กสาวโวยวายอยู่เป็ประจำ และเขาก็ทำได้แค่แสดงออกถึงความจริงใจและกล่าวขอโทษเธอ
“ขอโทษทีนะเหยาเหยา ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้น”
พูดเสร็จหนุ่มอ้วนก็รีบหดตัวกลับไปพร้อมๆกับหดแขนใหญ่ๆของเขากลับไปด้วย
“อย่ามาเรียกฉันว่าเหยาเหยา! ได้ยิน 2 คำนี้จากปากนายแล้วทำให้ฉันอยากจะอ้วก!”
เธอยังคงกัดฟันกรอดอยู่และมองไปยังหนุ่มอ้วนที่อยู่ข้างๆ แถมยังหยิบเอาทิชชูเปียกที่อยู่บนโต๊ะมาเช็ดข้อศอกของเธออย่างจริงจังอีกด้วย
“น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ นี่นายจะเหงื่อเยอะไปไหนน่ะ ตัวเปียกได้ทั้งวี่ทั้งวัน อู๋ตี้ ฉันจะขอเตือนนายเลยนะ ว่านายน่ะควรจะแยกโต๊ะไปนั่งเดี่ยวๆกับอาจารย์ได้แล้ว มันจะดีกว่าที่จะมานั่งแถวหลังแบบนี้ ยิ่งฤดูร้อนแบบนี้กลิ่นเหงื่อของนายมันรบกวนคนอื่นๆ! นี่มันโชคร้ายของฉันจริงๆที่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะกับนายเนี่ย!”
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อว่า อู๋ตี้ เขาเป็ชายอ้วนที่มีน้ำหนักกว่า 150 กิโลกรัม
และเธอคนนี้ชื่อว่า ซูหลี่เหยา เป็ผู้ที่เปรียบเสมือนดั่งดอกไม้ของชั้นเรียน
ทั้ง 2 คนนี้เป็เพื่อนร่วมโต๊ะกัน แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็ไม่เหมาะสมกันทั้งสิ้น คนหนึ่งเป็ชายอ้วนที่ไม่มีใครชอบ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็ดอกไม้งาม และด้วยเหตุนี้ คนทั้งชั้นเรียนจึงต่างเรียกคู่นี้ว่า “โฉมงามและอสูรอ้วน”
ในการที่ต้องโดนซูหลี่เหยาก่นด่านั้น อู๋ตี้ทำได้เพียงขอโทษเท่านั้น
จากนั้นเมื่อนักเรียนคนอื่นๆหันมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า พวกเขาก็พากันหัวเราะและมองสิ่งที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่มีการคัดค้านใดๆ
“ฮ่าๆๆๆ เ้าอู๋ตี้โดนเหยาเหยาโวยวายอีกแล้ว”
“เ้าหมูอ้วนนี่เห็นว่าทำข้อสอบรอบล่าสุดได้ไม่ดีด้วยนี่ก็เลยไปขออาจารย์ให้ตนไปนั่งข้างๆเหยาเหยาแทน คงจะหวังพึ่งพาแน่ๆ ทำตัวเหมือนกบี้เีที่จ้องจะงาบหงส์หรือไม่ก็หมูป่าที่อยากจะปีนต้นไม้อะไรพวกนี้”
“ใช่เลยๆ น่าขยะแขยงจัง เห้ย ไอ้โรคจิต เอาเวลาเกาะแกะเหยาเหยาไปแบกหน้าเน่าๆของนายเองไม่ดีกว่าหรือไง”
“ในอนาคตฉันคงต้องเรียกนายว่า ไอ้หมูน่าสมเพช ซะแล้วสิ ดูเหมือนนายจะไม่ได้รู้สึกละอายใจเลยสินะว่าตัวเองต้องเป็แบบนี้ตลอดไปน่ะ ฮ่าๆๆๆ”
….
ถ้อยคำเหยียดหยามและเย้ยหยันมากมายนับไม่ถ้วนนั้นอยู่รอบๆตัวเขา แต่กระนั้นอู๋ตี้ผู้ที่เป็เป้าหมายของถ้อยคำเหล่านี้ก็ทำเพียงแค่เงียบและก้มหัวลงต่ำเพื่อยอมรับเท่านั้น
จริงๆแล้วเขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้ตัวเองอ้วนตุ๊ต๊ะเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขานั้นไม่อยากผอม เสื้อผ้าไซส์คนปกติเองเขาก็ยังอยากหามาใส่ และแน่นอนว่าเขาเองก็ยังอยากผอมลงกว่านี้และกลายเป็ที่ชื่นชอบเหมือนกัน
แต่เื่นี้มันเกิดขึ้นั้แ่เด็กแล้ว เขานั้นพบว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะเป็โรคอ้วนเนื่องมาจากกระเพาะของเขานั้นใหญ่กว่าคนทั่วไปอีกครึ่งหนึ่ง รวมถึงลำไส้ของเขาก็ยังยาวกว่าคนอื่นกว่าอีกเป็เท่าตัวเลย
ด้วยเหตุนี้มันทำให้เขา้าอาหารมากกว่าปกติในเวลาหิว ซึ่งมันสามารถเรียกได้ว่า “กินไม่บันยะบันยัง” เลยก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเขายังสามารถย่อยอาหารและดูดซับสารอาหารที่กินเข้าไปได้ดีอีกด้วย มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยหากเขาจะอ้วนขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้
เมื่อ่ขึ้น ม.ต้น เขาเองก็เริ่มพยายามจะไดเอทแล้วแถมยังไปออกกำลังกายอีก แต่เมื่อเขาน้ำหนักลงไปได้แค่ 5 กิโลกรัม เขาก็ป่วยขึ้นมาทันที
ตอนนั้นเขาต้องเข้าโรงพยาบาล และหมอก็บอกเขาว่า เขาไม่สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะว่าเขาอาจจะต้องเผชิญกับภาวะน้ำตาลในเืต่ำได้หากยังคงไดเอทและสูญเสียน้ำหนักแบบนี้ และสิ่งนี้มันอันตรายมากๆสำหรับคนอ้วนอย่างเขา
และด้วยสาเหตุนั้น มันเลยทำให้ในตอนนี้เขามีน้ำหนักทะลุ 150 กิโลกรัมไปแล้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
จากเด็กถึงผู้ใหญ่ เขากลายเป็คนที่ลดทอนคุณค่าของตัวเองและน้อมรับฟังคำเหยียดหยามมาโดยตลอดทั้งๆที่อายุของเขานั้นมันไม่ควรจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นแท้ๆ
สิ่งเหล่านี้มันช่วยเพิ่มความอดทนให้เขา เพราะงั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการเหยียดหยาม เขาก็จะเงียบและรับมันไป
แต่ถึงจะเป็คนที่เชื่อมั่นในตัวเองต่ำยังไง เขาก็ยังเป็เด็กหนุ่มทั่วๆไปที่มีสภาพจิตใจสมบูรณ์ดีคนหนึ่ง
เมื่อแรกเจอซูหลี่เหยา เขานั้นก็ตกหลุมรักเธอไปในทันทีแบบสุดหัวใจ
แต่เขาก็รู้ดีว่ารูปลักษณ์ของเขานั้นไม่มีค่าพอที่จะให้ซูหลี่เหยาสนใจหรอก ดังนั้นเขาจึงพยายามตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อให้ผลการเรียนออกมาดี เขาเพียงแค่หวังว่าเทพธิดาคนนี้จะเหลียวมองเขาบ้าง
หากแต่เขานั้นกลับเป็ฝ่ายคิดผิด เพราะถึงแม้ว่าเขาจะสอบได้ที่ 1 ของชั้นเรียน และต่อให้เขาเป็คนที่มีคะแนนดีที่สุดในแผนก ซูหลี่เหยาก็ไม่เคยมองมาที่เขาแม้แต่นิดเดียว
กลับกัน รอบๆตัวเธอยังคงวนเวียนไปด้วยแฟนหนุ่มมากมายอีกด้วย แฟนหนุ่มเ่าั้เป็พวกลูกคนรวยทั้งหลาย เขาเห็นเธอต้องอกหักอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า และสิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้ผลการเรียนของเธอตกต่ำลงมาเรื่อยๆด้วยจนกระทั่งมันเริ่มวิกฤต
เห็นดังนั้นแล้วก่อนที่การสอบครั้งสุดท้ายจะมาถึง อู๋ตี้จึงตัดสินใจเข้าไปพบกับอาจารย์และเสนอที่จะช่วยสอนการบ้านให้ซูหลี่เหยา
เพราะไม่ว่ายังไงแล้ว อู๋ตี้ก็ไม่อยากจะให้เทพธิดาประจำใจของเขาต้องตกต่ำลงไปมากกว่านี้อีก
แม้ว่าเขาจะรู้ว่าความพยายามของเขามันจะไม่ประสบผลใดๆก็ตาม แต่ตราบใดที่เขาสามารถทำให้เทพธิดาของเขากลับมายังวิถีทางที่ถูกต้องได้ เขาก็ไม่สนหรอกว่าตัวเองจะเป็ยังไง
แต่ไม่เพียงแค่ซูหลี่เหยาจะไม่เข้าใจความรู้สึกของเขาเท่านั้น พอทำอย่างนี้แล้ว เขากลับกลายเป็เป้าหมายของทุกๆคนไปเสียด้วย มันกลับกลายเป็ว่าทุกๆคนรังเกียจเขา และในบางครั้งที่เธออารมณ์ไม่ดี อู๋ตี้ก็จะกลายเป็ที่ระบายอารมณ์ไปโดยปริยาย
ถึงแม้ว่าเธอเองจะเป็คนที่สวยมากๆ แต่สำหรับลูกคนรวยทั้งหลายแล้ว คิดว่าพวกเขาขาดสนคนสวยกันเหรอ?
ผู้หญิงอย่างซูหลี่เหยานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับของเล่นที่อยู่บนมือของเหล่าลูกคุณหนูทั้งหลาย เมื่อพวกเขาเล่นจนจุใจแล้ว พวกเขาก็อยากจะได้ของใหม่ และเป็ธรรมชาติที่เธอจะถูกเขี่ยทิ้งไปตามระเบียบ
และเมื่อเธอสูญเสียแฟนหนุ่มผู้ที่จะมาเติมเต็มความ้าอันมากมายของเธอไป ซูหลี่เหยาก็จะเอาความผิดหวังนั้นมาแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธและทิ้งะเิใส่อู๋ตี้อยู่เป็นิจ
เพราะอู๋ตี้นั้นเป็เพียงคนเดียวที่จะไม่ตอบโต้และดุด่าเธอกลับ เธอจึงเก็บเขาไว้เพื่อเป็ที่ระบาย
“คนอ้วนอย่างนายน่ะ อยู่ไปก็เป็มลพิษทางอากาศ ตายไปก็ยังเป็ขยะให้ผืนดินอีก ฉันน่ะไม่อยากจะอยู่ใกล้นายแม้แต่วินาทีเดียว! มันต้องเป็เพราะนายแน่ๆที่ทำให้ฉันไม่สามารถมีสมาธิกับการเรียนได้ในคลาส และเพราะแบบนั้นฉันเลยสอบได้คะแนนไม่ดี! ฮืออออ แบบนี้ฉันทำอะไรได้บ้างเล่า!”
ซูหลี่เหยานั้นเป็คนที่โหดร้ายและโมโหร้ายหากอีกฝ่ายเป็อู๋ตี้ เธอฟุบไปกับโต๊ะและร้องไห้ออกมา แต่ไม่ว่าอู๋ตี้จะซื่อสัตย์ต่อเธอและหวังดีต่อเธอมากขนาดไหนก็ตาม ท้ายสุดแล้วเขาก็เป็เพียงหมาตัวหนึ่งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์อยู่ดี
ทั้งๆที่การที่เขาขอให้ซูหลี่เหยาย้ายมาอยู่โต๊ะเดียวกับเขาเพื่อจะได้ช่วยสอนการบ้านเธอแท้ๆ แต่ทำไมผลการสอบของเธอยังแย่แบบนี้อยู่นะ
ในขณะนั้น เมื่อคนรอบๆตัวเขาเห็นว่าซูหลี่เหยากำลังร้องไห้ พวกเขาต่างก็เข้ามารุมล้อมและให้ความสนใจจนเป็เื่ปกติ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครคุยกับอู๋ตี้เลย
“โธ่ เหยาเหยา ฉันเห็นใจเธอนะที่ต้องมาทนทุกข์อยู่ข้างๆตานี่ ฉันเองก็คิดเหมือนเธอนั่นแหละว่าเกรดของเธอมันตกเพราะอยู่ข้างๆคนแบบนี้”
“ใช่แล้ว นี่ถ้าฉันต้องนั่งข้างๆไอ้หมูโสโครกนี่ ฉันเองก็คงจะไม่มีกระจิตกระใจที่จะฟังอะไรในคาบเหมือนกัน ขนาดนั่งอยู่ไกลๆยังได้กลิ่นเหงื่อของมันโชยมาเลย เหยาเหยาที่นั่งติดแบบนี้คงจะแทบสำลักกลิ่นตายเลยแน่ๆ”
“ใช่ๆ ทำไมคนแบบนี้ถึงมีหน้ามานั่งตรงนี้น่ะ? นั่นๆ ดูสิ! เ้านั่นพยายามจะยื่นมือเค็มเหงื่อนั่นไปหาเหยาเหยาอีกแล้ว!”
อู๋ตี้ยื่นมือไปหาซูหลี่เหยาก็จริง หากแต่เขาแค่อยากจะขอโทษและปลอบเธอเฉยๆ
แต่ไม่คิดเลยว่า เมื่อซูหลี่เหยาได้ยินดังนั้น เธอก็รีบหันไปมองและกรีดร้องอย่างหวาดกลัวขึ้นมาทันที หญิงสาวลุกขึ้นราวกับเห็นผีก่อนจะถอยไปไกลอย่างรวดเร็ว
“ไปตายเลยไป! ห้ามมาเข้าใกล้ฉันเลยนะ! ห้ามแตะต้องฉันด้วยมือหมูนั่----”
*ผลั่ก!*
ขณะที่ซูหลี่เหยากำลังถอยห่าง เธอก็ชนเข้ากับคนคนหนึ่ง และเมื่อหันกลับไปมองด้วยคราบน้ำตา เธอก็พบว่าร่างนั้นคือชายอ้วนอีกคนหนึ่ง
พ่อหนุ่มอ้วนคนนี้ก็เป็เพื่อนร่วมชั้นในคลาส C เหมือนกัน เขาชื่อ เปาซิงหวัง และการที่เขามายังที่นี่ก็เพราะว่าเสียงโวยวายของเธอนั่นแหละ
แต่ถึงจะอ้วนเหมือนกัน หากแต่เขาก็ไม่เหมือนกับอู๋ตี้หรอก เขาเป็ประเภทอ้วนเตี้ย ด้วยความสูงราวๆ 1.6 เมตร หากมองดีๆเหมือนว่าซูหลี่เหยาจะสูงกว่าเขาเสียด้วย และตัวเขาเองก็มาพร้อมกับน้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัมเลยทีเดียว
เมื่อซูหลี่เหยาเห็นเขา เธอนั้นไม่ได้ทีท่าเหมือนกับเห็นอู๋ตี้เลยแม้แต่นิด ไม่ได้แสดงออกถึงความไม่ชอบหรือรังเกียจ หากแต่ใบหน้าของเธอกลับแสดงออกถึงความไร้เดียงสาสุดๆพร้อมๆกับเสียงที่หวานจ้อยด้วย
“อ๊ะ ซิงหวัง ขอโทษที เป็อะไรหรือเปล่า ฉันไม่ได้ตั้งใจชนนายนะ”
เปาซิงหวังนั้นเป็ลูกคนรวยอีกคนหนึ่ง เขานั้นจองหองและชอบทำตัวเหนือกว่าทุกๆคนในคลาส จริงๆแล้วเขาก็เล็งซูหลี่เหยามานานแล้ว แต่เพราะพวกลูกคนรวยคนอื่นๆที่เป็แฟนของซูหลี่เหยานั้นไม่เปิดโอกาสให้เธอมาหาเขามาก่อน เพราะงั้นแล้วเขาจึงไม่ได้คืบหน้าเื่เขาและเธอเสียที
แต่นี่ เมื่อเห็นว่าซูหลี่เหยาแทบจะโผเข้ามาในอ้อมแขนของเขา เขาก็เข้าใจได้ทันทีว่า โอกาสของเขามาถึงแล้ว
ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า เขาหยิบเอาโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่มาจากแอปเปิลขึ้นมาและโบกมือให้เธอ “ไม่เป็ไรๆ เหยาเหยา ถ้าเธอไม่อยากจะอยู่ที่นี่ งั้นเราไปร้านสตาร์บัคส์กันไหม? เพราะคาบเรียนด้วยตัวเองนี่ยังไงอาจารย์ก็ไม่เข้าอยู่แล้ว แถมสตาร์บัคส์ก็เงียบดีด้วย ถ้าเป็ที่นั่น ฉันน่าจะช่วยเธอทบทวนบทเรียนได้”