ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 33 พบหน้าบรรพชน

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 33 พบหน้าบรรพชน



            [พิธีเคารพบรรพชนประสบความสำเร็จ ได้รับโปรโมชั่นสุ่มลดราคาสินค้าจำนวน 6 ชิ้น ดังต่อไปนี้]


            [1.แต้มโชคด้านธุรกิจของตระกูล 20 แต้ม                        ราคา 4,000 แต้มระบบ                

             2.ยันต์เข้าฝัน 3 แผ่น                                        ราคา 1,600 แต้มระบบ

             3.เครื่องรางกลับที่พำนักตระกูล (วาร์ป) 1 ชิ้น                ราคา 1,000 แต้มระบบ

             4.คัมภีร์ท่าร่างนกกระจอกคลั่ง (ระดับต่ำ)                ราคา 1,500 แต้มระบบ

             5.ยันต์เร่งการฝึกฝนเฉพาะบุคคล 100 เท่า 1 แผ่น        ราคา 13,000 แต้มระบบ

             6. ดาบผ่าสวรรค์ 1 เล่ม                                        ราคา 150,000 แต้มระบบ]

            

            ร่างวิญญาณมองรายการตรงหน้าอย่างละเอียด ในที่สุดสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่รายการลำดับที่ห้า 'ยันต์เร่งการฝึกฝนเฉพาะบุคคล 100 เท่า'


            จินจ้องมองรายการลำดับที่ห้าเขม็ง ตัวเขารู้ดีถึงประโยชน์ของยันต์เร่งการฝึกฝน นั่นเป็นเพราะเขาเพิ่งจะใช้มันหมาดๆ อย่างไรเล่า ภายในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาเห็นพัฒนาการของคนในตระกูลที่ก้าวกระโดดจนแทบไม่น่าเชื่อ


            การเปลี่ยนวิชาฝึกฝนพลังให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมากอยู่แล้ว แต่ยันต์เร่งการฝึกฝนทั้งตระกูลห้าสิบเท่านั้นยังช่วยขยายผลอันยอดเยี่ยมนั้นให้เห็นชัดขึ้นไปอีกในช่วงเวลาสั้นๆ


            จินไม่รอช้าเลือกซื้อ [ยันต์เร่งการฝึกฝนเฉพาะบุคคล 100 เท่า] เป็นอย่างแรกทันที แต้มระบบหลักหมื่นนับว่าแพง แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมาแล้ว เรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มหากใช้กับคนที่เหมาะสม


            [ยันต์เร่งการฝึกฝนเฉพาะบุคคล 100 เท่า] คล้ายคลึงกับ [ยันต์เร่งการฝึกฝนทั้งตระกูล 50เท่า] เพียงแต่กำหนดเป้าหมายเป็นสมาชิกตระกูลได้แค่คนเดียวเท่านั้น หากใครได้รับผลของยันต์เข้าไปจะทำให้การฝึกฝนรวดเร็วขึ้นร้อยเท่าภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน


            ร่างวิญญาณโปร่งใสจ่ายแต้มระบบออกไปพร้อมกับคิดว่าจะนำมันไปใช้กับใครดี......และตัวเลือกแรกที่โผล่มาย่อมเป็นคาลอสผู้คลั่งไคล้การฝึกฝนราวกับมันเป็นชีวิตของเขา


            เมื่อคิดได้ดังนั้น จินจึงซื้อยันต์เข้าฝันจำนวนสามแผ่นมาเตรียมไว้ในคลังของระบบ เพราะช่วงที่ผ่านมาเขาใช้ยันต์เข้าฝันไปจนหมดเพื่อช่วยชี้แนะมาคัสให้ก้าวเข้าสู่การเป็นอเวกระดับที่หกโดยราบรื่น


            นอกเหนือจากสินค้าสองรายการข้างต้นแล้ว จินยังใช้แต้มระบบซื้อ [เครื่องรางกลับที่พำนักตระกูล (วาร์ป)] และ [แต้มโชคด้านธุรกิจของตระกูล 20 แต้ม] มาด้วย


            [เครื่องรางกลับที่พำนักตระกูล] เป็นเครื่องรางติดตัวที่มีผลในการเคลื่อนย้ายสมาชิกตระกูลผู้ถือครองให้กลับมาที่เขตของตระกูลในชั่วพริบตา เมื่อใช้ไปหนึ่งครั้ง เครื่องรางจะหมดอำนาจในการเคลื่อนย้ายชั่วพริบตาไปในทันที เป็นสิ่งของใช้แล้วทิ้งอีกชนิดหนึ่ง แต่จินก็ยังเลือกมาเพราะมันมีประโยชน์อย่างมากในสถานการณ์คับขัน


            ส่วนของอีกสองชิ้นที่เหลือ หนึ่ง เขาคิดว่ายังไม่จำเป็นต่อตระกูลในยามนี้ สอง ของบางอย่างต่อให้อยากได้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะมีแต้มมากพอให้ใช้จ่าย


            หลังจากเลือกใช้งานแต้มโชคด้านธุรกิจ เพิ่มโชคด้านการค้าขายและการทำธุรกิจให้กับตระกูลไปยี่สิบแต้ม จินก็เลือกที่จะรอเวลาจนถึงช่วงดึก


            ในตอนนี้ผลของยันต์เร่งการฝึกฝนทั้งตระกูล และยันต์เพิ่มแต้มระบบสองเท่าล้วนหมดระยะในการใช้งานเป็นที่เรียบร้อย ทำให้ทุกคนต่างพากันกลับไปดำเนินกิจการของตระกูลตามปกติอย่างที่เคยทำ ตระกูลจำเป็นต้องขับเคลื่อนในหลายๆ ทางเพื่อความอยู่รอดของตระกูล ไม่ใช่ฝึกฝนเพียงอย่างเดียวแล้วจะมีกินมีใช้เสียเมื่อไหร่


            แต่ยังมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งฝึกฝนอย่างไม่หยุดพักหลังว่างเว้นจากงานที่ต้องทำ ราวกับมันกิจวัตรของเขาไปแล้ว


            ร่างชุ่มเหงื่อค่อยๆ ลากตัวเองกลับเข้ามาภายในเรือนพักของตระกูล


            ชำระร่างกายจนสะอาด พูดคุยกับพ่อแม่และน้องสาว ก่อนจะรีบเข้าไปนอนอย่างว่องไว ในไม่ช้าร่างอันเหนื่อยอ่อนก็หลับใหล


            เด็กหนุ่มนอนนิ่ง จิตใจค่อยๆ เข้าสู่ห้วงฝัน ที่นั่นมีก้อนเมฆลอยเด่น ท้องฟ้าสดใส ตัดกับภาคพื้นดินที่เป็นป่ารกชัฏ หมอกหนาเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ


            ใจกลางแมกไม้และหมอกควัน ปรากฏร่างเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มคนหนึ่งกำลังปล่อยหมัดพุ่งตรงเข้าใส่ต้นไม้ขนาดใหญ่ ออกท่วงท่าทั้งหมัดทั้งศอก จนกิ่งไม้บนต้นเอนไหวไปตามแรงกระแทก


            แววตาของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ทุกกระบวนท่าที่ใช้ออกเต็มไปด้วยความรุนแรง หากใครเฉียดเข้าไปใกล้จะต้องรู้สึกได้ถึงรังสีความน่าหวาดหวั่นที่อีกฝ่ายปลดปล่อยออกมา


            เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นสมาชิกตระกูลพีไรซ์รุ่นที่แปด'คาลอส' แม้อายุของเขาแทบจะน้อยที่สุดในรุ่น แต่บัดนี้เขากลายมาเป็นอเวกระดับที่ห้า เทียบได้กับพี่ใหญ่ในรุ่นเดียวกันอย่างคาคัส


            เคล็ดลับของเขาอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากพรสวรรค์......ก็คงเป็นพรแสวง อย่างที่เห็น แม้แต่ในความฝัน คาลอสก็ยังฝึกฝนโดยไม่หยุดพัก ความคลั่งไคล้ในการฝึกซ้อมของเขานั้นเกินกว่าที่คนปกติจะมีได้


            คาลอสยังคงฝึกเคล็ดหมัดแปดทิศต่อไปอย่างไม่สนใจสิ่งใด ไม่ทันได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามีใครบางคนแอบมองเขาอยู่ห่างๆ


            ชายหนุ่มรูปงามในชุดสีขาวปลอด นั่งมองเพลงหมัดของเด็กหนุ่มคนตรงหน้ามาสักพักใหญ่แล้ว


            กระบวนท่าลื่นไหลต่อเนื่อง การออกหมัดแข็งกร้าวดุดัน แต่น่าเสียดายที่ยังขาดความมั่นคงอยู่เล็กน้อย ทำให้ไม่อาจดึงความแข็งแกร่งของเคล็ดหมัดแปดทิศออกมาได้อย่างสมบูรณ์


            หลังจากมองอยู่นาน ในที่สุดชายหนุ่มชุดขาวก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปหาเด็กหนุ่มตรงหน้า


            “เคล็ดหมัดแปดทิศ ว่าด้วยการหยิบยืมกำลังมาจากผืนดิน ใช้ออกด้วยวิธีการต่อสู้ที่หลากหลาย” ชายหนุ่มในชุดขาวเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า


            เสียงที่ดังขึ้นมาจากด้านข้าง ทำเอาหมัดของเด็กหนุ่มหยุดชะงัก ก่อนจะค่อยๆ หันมาที่ด้านข้าง ตั้งท่าเตรียมโจมตี


            แม้ในใจจะแอบตกใจที่มีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วย แต่เด็กหนุ่มก็สงบอารมณ์ของตนได้ในเวลาไม่นาน ก่อนจะหันมาตั้งท่าพร้อมรับมือสิ่งที่ไม่คาดฝัน


            ชายหนุ่มชุดขาวก็พยักหน้าให้กับท่าทางของเด็กหนุ่มก่อนจะกล่าวต่อไปว่า


            “ท่วงท่าของเจ้าลื่นไหลต่อเนื่อง มีความดุดันอย่างที่เพลงหมัดนี้ควรจะมี แม้แต่การตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ของเจ้าก็ยังดีเยี่ยม น่าเสียดายที่รากฐานของเจ้าไม่มั่นคง”


            “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเพลงหมัดแปดทิศ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนตรงหน้า


            แต่เหมือนว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีนักจึงเลือกตั้งท่าต่อไป นิ่งเงียบไม่ตอบคำ ยังคงจดจ้องมองไปยังร่างตะคุ่มๆ ด้านหลังหมอกควันไม่วางตา


            ร่างในชุดสีขาวปลอดเองก็ไม่ได้หวังจะให้อีกฝ่ายตอบคำอะไรกลับมา กล่าวต่อไปว่า


            “มันคือรากฐานอย่างไรเล่า......”


            “เคล็ดหมัดแปดทิศนั้นหยิบยืมกำลังมาจากผืนดิน หากรากฐานไม่มั่นคง แรงที่ส่งออกมาย่อมไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย”


            “การที่เจ้าไม่สามารถประสานความลื่นไหลต่อเนื่องให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความแข็งกร้าวดุดันได้ นั่นก็เพราะรากฐานของเจ้ายังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ”


            “เมื่อใดก็ตามที่รากฐานมั่นคง หยิบยืมพลังจากพื้นดินได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นกระบวนท่าของเจ้าจะเต็มด้วยความรุนแรงดุดัน แต่จะแฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลอ่อนไหวอย่างน่าประหลาด”


            หลังจากพูดจบ ชายในชุดคลุมสีขาวก็สะบัดมือหนึ่งครั้ง


            หมอกควันที่ปกคลุมภูมิประเทศทั้งหมดพลันสลายหายไปพร้อมกับสายลมวูบหนึ่ง พื้นดินเบื้องล่างค่อยๆ ขยายออก ผลักดันต้นไม้รอบข้างให้กระจายตัวออกไป เกิดเป็นพื้นที่โล่งกว้างตรงกลาง ซึ่งเหลือเพียงเด็กหนุ่ม ต้นไม้หนึ่งต้น และชายหนุ่มชุดขาว


            เมื่อหมอกขาวที่บดบังทัศนียภาพโดยรอบอันตรธานหายไป สายตาก็สามารถมองเห็นสิ่งตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น


            “ถะ...ท่านบรรพบุรุษ!” เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มตกใจลนลานทันทียามเมื่อเห็นคนตรงหน้าได้ชัดถนัดตา


            ทำไมเขาจะจำชายตรงหน้าไม่ได้? ครั้งก่อนที่ตนเจอเข้ากับมือสังหารจนเกือบพลาดพลั้งเสียชีวิต ก็ได้บรรพชนนี่แหละยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แม้จะเห็นหน้าไม่ชัดเจน แต่รูปร่างลักษณะทุกอย่างยังฝังอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างแม่นยำ


            คาลอสรีบคุกเข่าคำนับชายหนุ่มชุดขาวตรงหน้าในทันที ไม่มีเศษเสี้ยวของความลังเลแม้เพียงนิด


            “ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นก่อนเถิด ไม่เช่นนั้นจะคุยกันไม่สะดวกเอา” ชายหนุ่มในชุดขาวยังคงมีรอยยิ้มประดับดวงหน้าอยู่ตลอดขณะที่พูด


            น้ำเสียงอันอ่อนโยนทำให้คาลอสค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ จ้องมาที่จิน ก่อนจะดันตัวลุกขึ้นด้วยอาการประหม่า


            “ข้าเฝ้ามองความขยันขันแข็งของเจ้ามาโดยตลอดคาลอส และไม่ว่าจะยามตื่นหรือยามหลับ ดูเหมือนว่าเจ้าจะคิดแต่เรื่องของการฝึกฝนอยู่อย่างเดียว”


            “งั้นมา ลองปล่อยหมัดแบบเมื่อครู่ให้ข้าดูอีกครั้ง” ชายหนุ่มในชุดขาวกล่าวคำออกมาเหมือนเป็นคำสั่งกลายๆ


            คาลอสนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยหมัดออกมาตามที่คนตรงหน้าบอก


            ทันใดนั้นพื้นดินทั้งหมดก็สั่นสะเทือน มันรุนแรงจนเด็กหนุ่มเสียการทรงตัว หมัดที่เหวี่ยงออกไปทำให้ร่างของเขาล้มคะมำ ในขณะที่ชายหนุ่มชุดขาวยืนมองนิ่งๆ ดูเหมือนว่าฝ่ายหลังจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ