ตอนที่ ๓
เสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนทำให้คนทางนี้อกสั่น รอบกายเป็ป่าหนาใบพอที่จะหลบซ่อนเรือนร่างจากบิดาที่วิ่งตามออกมาได้ เคลเช็ดน้ำตาของตัวเอง ลอบชะโงกมองออกไปเห็นร่างสูงโปร่งของผู้เป็พ่อ ท่าทางของอีกฝ่ายแลดูเป็ห่วงเด็กหนุ่มยิ่งนัก หรือเขาจะคิดไปเองว่าท่านจะรังเกียจกันหนอ
“เคล ลูกอยู่แถวนี้มั้ย!”
คนถูกขานชื่อตัวสั่น หลบอยู่หลังหินก้อนใหญ่ในพุ่มไม้ เหลือบมองตัวเองผ่านผืนน้ำที่สะท้อนแล้วทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบหน้า เขายังไม่กล้าพอที่จะให้แวนกัสเห็นสภาพไม่เหลือเค้าเดิมของตัวเองตอนนี้
“เคล เคล!”
ลูกชายของเขาอยู่ที่ไหนกัน แวนกัสรู้สึกเหมือนว่าเคลยังอยู่แถวนี้ ในป่าที่อีกฝ่ายคิดว่าจะรู้สึกปลอดภัย ผิดกันกับชายหนุ่มที่กลัวจนระหวาดระแวงเพียงเสียงลม เสียงใบไม้ปลิว หรือแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง “ออกมาเถอะ เราคุยกันได้นะเคล พ่อขอโทษ”
ขอโทษทำไม...
เคลเช็ดใบหน้าแดงก่ำของตัวเอง มองออกไปเห็นใบหน้าซีดเผือดของอีกฝ่ายแล้วใจหาย
“เราน่าจะคุยกันก่อน ก่อนที่ลูกจะหนีออกมาแบบนี้”
จะคุยกันได้ยังไง ให้เด็กหนุ่มอธิบายอย่างนั้นหรือว่าตัวเองเป็ลูกของอสูรกายน่าเกลียดน่ากลัว เด็กหนุ่มคิดแล้วรู้สึกได้ถึงความเสียใจแล่นมาจุกอก อาจเป็เพราะกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองไม่ไหว ทำให้มันเล็ดรอดออกไปจนคนที่ยืนอยู่อีกฝั่งของป่าได้ยิน ไม่นานเสียงฝีเท้าของบิดาก็ระรัวผ่านใบไม้ใบหญ้ามาทิศนี้
“เคล ลูกรัก!” แวนกัสชะงักเท้า มองความว่างเปล่าหลังพุ่มไม้และหินก้อนใหญ่เบื้องหน้าอย่างใจหวิว น้ำตาเขาไหล ชะเง้อออกไปหาด้วยสายตาวาดหวังแล้วทรุดตัวนั่ง พิงกับก้อนหินก้อนนั้นด้วยความปวดหนึบที่อก “ลูกควรรู้ ว่าตัวเป็ใคร มาจากไหน”
แวนกัสกุมใบหน้าของตัวเองร้องไห้ รู้ว่าในที่สุดมันก็สายเกินไปแล้ว เมื่อลูกมารู้เื่ทีหลัง
แต่นี่ก็เป็หนึ่งเื่ ที่เขาตั้งใจทำไปเพื่อปกป้องลูก ๆ ทั้งสิ้น
ภาพบิดากำลังนั่งร้องให้อยู่เหนือน้ำทำเอาคนหลบซ่อนน้ำตาไหล แม้ความเย็นจากรอบกายทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้างก็ตาม เคลแหงนมองขึ้นไปอย่างรู้สึกเศร้า เฝ้ามองบิดาที่กำลังร้องไห้อยู่้า กระทั่งอีกฝ่ายยอมล่าถอยออกไปเอง แต่ถึงอย่างนั้น เด็กหนุ่มก็ไม่อาจขึ้นไปบนผิวน้ำได้ ทำได้เพียงนั่งกอดเข่าตัวเองอยู่ในนั้นด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจ
แบบนี้คงดีแล้วกระมัง
ตากลมโศกมองเหล่าปลาเวียนว่ายผ่าน ข้างบนได้ยินเสียงกระรอกวิ่งแล่น สายน้ำไหลผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดเป็มนต์ขับกล่อมให้คนเศร้าเผลอพริ้มตา ปล่อยให้ความเย็นชะล้างหัวใจและน้ำตาร้อนออกไปอย่างเชื่องช้า
แม้จะเหมือนผ่านไปเพียงชั่ววินาที เคลสะดุ้ง เมื่อถูกมือของใครกระชากดึงเด็กหนุ่มให้โผล่ขึ้นจากน้ำ คราแรกเข้าใจว่าเป็บิดาบุญธรรมที่ตามหา แต่กลายเป็ไวน์ในชุดแจ็คเก็ตสีแดงที่คว้าดึงคอเสื้อเขาขึ้น เคลหอบหายใจ นึกแปลกที่ทุกคนทำหน้าใเมื่อเห็นเขา “เคล ทำบ้าอะไรของนาย!”
“อะไร” เคลสำลักน้ำ
“นายทำอะไร รู้ไหมปะป๊าห่วงนายแค่ไหน” แม้จะกำลังดุ แต่พี่ชายรองอย่างไคล์กลับถอดเสื้อของตัวเองยื่นให้เด็กหนุ่ม เคลก้มลงมองมันครู่เดียว น้ำตาก็เอ่อขึ้นมาอย่างไม่อาจคุมได้
“ฉันกลัวปะป๊าเสียใจที่เห็นฉันเป็แบบนี้” เด็กหนุ่มตอบพี่ ๆ
“นายอยู่ในน้ำั้แ่เมื่อไหร่” วิลถาม
“เมื่อกี้ แค่จะหลบปะป๊า แต่ว่ารู้สึกง่วงก็เลย...”
“อะไรนะ นายนอนในน้ำเหรอ ไม่กลัวตายรึไง!”
เคลก้มหน้า ถอดเสื้อเปียกมาสวมแจ็คเก็ตที่พี่ชายยกให้ “แค่แป๊บเดียวเอง”
“นายรู้ไหมนี่กี่โมงแล้ว”
เพราะสายตาพี่ ๆ ทำให้เด็กหนุ่มแปลกใจ “อะไร”
“นี่มันเลิกเรียนแล้ว นายนอนอยู่ในนั้นมาครึ่งวัน”
คนฟังส่ายหน้า “พูดเื่อะไร อย่ามาอำหน่อยเลย”
“ปะป๊ากลัวว่าเราจะโดดเรียน ก็เลยเดินตามหานายคนเดียว เพิ่งบอกเราเมื่อกี้นี้เอง” สีหน้าของทุกคนบอกเคลได้เป็อย่างดีว่าไม่มีแววตลกเลยแม้แต่นิด เด็กหนุ่มหันกลับไปมองในน้ำแล้วรู้สึกเหมือนขนลุกวาบ ไม่อาจเข้าใจว่าตัวเองทำอย่างนั้นได้ยังไง รู้แต่ว่าอยู่ในนั้นแล้วเขาปลอดภัย เคลนิ่ง แล้วเดินไปทรุดนั่งกับโขดหินแถวนั้น กอดตัวเองให้ความหนาวคลายลง
“แล้วปะป๊าเป็ยังไงบ้าง”
พี่ชายถอนใจ “ปะป๊าเดินตามหานายทั้งวันอยู่คนเดียว ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะไม่สบายแล้ว”
“ทำไมล่ะ”
“ลูกหายไปทั้งคน คิดว่าปะป๊าจะอยู่เฉย ๆ ได้งั้นเหรอเคล”
วิลจับบ่าน้องตัวเองแล้วทรุดลงนั่งข้าง สภาพของเคลตอนนี้ไม่เหมือนน้องชายคนเดิมที่ทั้งสามเคยเจอหน้าทุกวัน แต่อย่างไรแล้วเด็กคนนี้ก็ยังเป็เคล คนอ่อนไหว เ้าน้ำตา เด็กหนุ่มมองน้องชายอีกสองคน กล่าวผ่านความเศร้าเพื่อเกลี้ยกล่อมแทนไวน์กับไคล์ว่า “นายกลับไปหาปะป๊าแล้วให้เขาช่วย ดีกว่าหนีออกมาดีกว่าไหม นี่จะสอบแล้วด้วย นายต้องกลับไปนะ”
“ฉันไม่เหมือนเดิมแล้ว นายคิดว่าทุกคนจะยอมรับฉันได้เหรอ”
ไคล์จับมือน้องชาย “อย่างน้อยก็มีพวกเรากับปะป๊าที่รับนายได้ นายเป็น้องเรา แล้วก็เป็ลูกของปะป๊า”
“ไม่ใช่ ฉันไม่ใช่ลูกของเขา นายคิดว่าเขาจะยอมรับฉันได้จริง ๆ เหรอ” เคลก้มหน้า น้ำตาหยดลง “แล้วฉันก็อาจจะไม่ใช่น้องของพวกนายแล้วก็ได้ พวกนายเป็มนุษย์ ส่วนฉันน่ะเป็ปิศาจ ไม่เห็นเหรอว่าตอนนี้ฉันเหมือนน้องของพวกนายหรือไง แหกตาดูซะบ้างสิ ฉันเหมือนคนรึไง”
“นายพูดบ้าอะไรของนาย พวกเราเป็แฝดนะ ถ้านายเป็ปิศาจ เราเองก็ต้องออกมาจากท้องปิศาจเหมือนกัน”
“แต่! ยังไงซะพวกนายก็ดูเหมือนมนุษย์กว่าฉันนี่นา พวกนายไม่เป็เหมือนฉัน พวกนายไม่เข้าใจ!” เคลร้องไห้ขึ้นมาเสียงดังกว่าเก่า ให้ทั้งสามอดที่จะหันมองกันด้วยความเป็ห่วงไม่ได้ รู้ดีว่าความเศร้าและเสียใจที่เป็อยู่ตอนนี้เพราะเ้าตัวกลัวที่จะโดนทุกคนเกลียดในความต่าง ทั้งสามเดินเข้ามาที่เคล สิ่งที่จะปลอบใจกันได้ก็เพียงอ้อมกอดที่มอบให้กันในความเงียบและเสียงร้องไห้เท่านั้น
ยังไงเสีย เคลก็คือน้องที่เกิดมาพร้อมกัน ต่อให้เป็ตัวอะไรพวกเขาก็ยังรัก
“ไม่เห็นต่างตรงไหน นายเหมือนเราอย่างกับแฝด”
คนอื่นหลุดหัวเราะทั้งน้ำตา “ก็แฝดนี่หว่า!”
เสียงฝีเท้าของเหล่าลูกชายทำเอาแวนกัสที่กำลังปวดหัวต้องผุดลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มจ้ำอ้าวไปยังประตูหน้าบ้านด้วยความเร่งรีบ เห็นเพียงทั้งสามยืนอยู่เท่านั้น ไร้ร่างของเคลอย่างที่คาดหวัง “พวกลูกหาน้องเจอไหม ทำไมไม่พาน้องกลับมาด้วยล่ะ นี่มันจะค่ำแล้วนะ”
หน้าของบิดาพวกเขาซีดเซียวลง เมื่อไม่เห็นเคล
มันทำให้ทั้งสามไม่อาจปกปิดความจริงได้ “เคลขอเวลาอยู่คนเดียวก่อนครับ”
“ทำไม บอกเขาไหมว่าพ่อรออยู่”
“เขากลัวปะป๊าจะรับเขาไม่ได้ เขาไม่อยากหายไปแบบนี้หรอกฮะ” ไคล์ถอนใจแล้วกอดอก เห็นบิดาเดินมาหยุดดูแล้วก็ยกยิ้มขึ้น เมื่อท่านเห็นอะไรบางอย่างผิดแปลกไป รู้ตัวแล้วคนถูกมองก็ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียอย่างนั้น “อะไรฮะ”
แวนกัสยกยิ้มขึ้นทั้งที่ยังเศร้า “ลูกยกเสื้อตัวโปรดให้น้องใส่เหรอ ถ้าเกิดเคลทำสกปรกขึ้นมาจะไม่โกรธน้องใช่มั้ยสุภาพบุรุษ”
ไคล์หลบตา “รู้ได้ยังไงฮะ”
“ก็เมื่อเช้าลูกยังใส่ไปเรียนเลยนี่นา ถ้าไม่ได้ให้น้องแล้วเอาไปไว้ไหนซะล่ะ”
“เอ่อ ผม...” ไคล์หลบตาเหล่าพี่ ๆ แล้วยอมตอบแต่โดยดี “ผมกลัวเคลจะหนาวก็เท่านั้นเอง”
คนฟังกอดยกแล้วยกยิ้มขึ้นมาทั้งน้ำตา พาร่างสูงโปร่งของตัวเองเดินไปทรุดนั่งที่โซฟาอย่างนึกโล่งใจ และยังคงเสียใจอยู่ในที เหมือนคนใกล้จะบ้าเต็มแก่ “พ่อดีใจที่เห็นลูกรักกันนะไคล์ ลูกเป็พี่เคลแค่สามนาที แต่ก็ทำหน้าที่ของพี่คนหนึ่งได้ดีมากจนน่าใ อาจเป็เพราะเกิดมาไล่เลี่ยกัน ก็เลยผูกพันกันเป็พิเศษละมั้งนะ”
คนฟังทั้งหมดแปลกใจ เป็วิลที่เอ่ยขึ้นมาแทรก “ผมนึกว่าปะป๊ากุเื่เวลาเกิดของเราขึ้นมาซะอีก”
แวนกัสเปลี่ยนสีหน้า “เื่นั้น...”
“ปะป๊ารู้ได้ยังไงว่าเราเกิดตอนไหน เกิดห่างกันกี่นาที” น้ำตาคนถามคลอเบ้าขึ้นมาโดยไม่ได้บอกกล่าวพี่น้องคนอื่นเลย วิลจ้องตาบิดาที่กำลังหน้าซีด แล้วใช้เสียงแข็งขึ้นมาเพราะมีความคิดหนึ่งผุดขึ้น “อธิบายกับเราหน่อยว่ารู้เื่พวกนี้ได้ยังไง ในเมื่อปะป๊าบอกกับเราเองว่าเจอพวกเราถูกทิ้งไว้ตรงหน้าบ้าน”
“ปะป๊า!” ไวน์คิดทันพี่ชายได้แล้ว แล้วสายตาทั้งสามคู่ก็จ้องแวนกัสอย่างใคร่ทราบ
ผู้เป็พ่อมือสั่น “พ่ออยากรู้ว่าน้องอยู่ไหน เคลอยู่ไหน”
“เราจะไม่บอก ถ้าปะป๊ายังไม่อธิบายเื่นี้ให้เราฟัง”
“วิล!”
“คุณเป็ใคร!” ไคล์เสียงดังขึ้น “คุณเกี่ยวข้องอะไรกับพ่อแม่ของเรา”
“หรือคุณรู้จักพวกเขา พวกเขาอยู่ไหน ตอบเรามานะ!”
“เด็ก ๆ ฟังพ่อก่อน” แวนกัสพยายามยกมือปรามไม่ให้ใจร้อน
“คุณไม่ใช่!” วิลกำหมัดแน่น น้ำตานองหน้ากันทั้งหมด “คุณไม่ใช่พ่อของพวกเรา ตอบพวกเรามาว่าทำไมถึงเสียเวลาเลี้ยงเราจนโตมาขนาดนี้ คุณเป็ใคร แล้วพวกเราเป็ใคร ถ้าไม่ตอบ เราก็จะไม่บอกเื่เคล แล้วเราก็จะหายไปจากชีวิตของคุณด้วย...”
ได้ยินสิ่งที่ลูกพูด แวนกัสก็อึ้งไป...
นี่มันโชคชะตาอะไรกันหนอ แวนกัสลุกขึ้นยืนทั้งน้ำตา เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าลูกชายทั้งสามด้วยดวงใจที่กำลังจะสลาย จะมีหนทางอื่นที่เขาจะไม่ต้องเสียเหล่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไปสักคนไหม ชายหนุ่มคิดแล้วไม่อาจกล่าวเริ่มต้นั้แ่ตรงไหนให้เด็กกลุ่มนี้ฟังเลย
หากไม่เล่า เกรงว่าเด็กตรงหน้าเขาจะทำอย่างที่พูดจริง
ถึงเวลานั้น แวนกัสก็จะต้องเสียดวงใจของเขาไปตลอดกาล
“ฮาย...เด็ก ๆ ทำอะไรกันอยู่เอ่ย”
เพราะเสียงของเชนทำให้บรรยากาศตึงเครียดของทุกคนหายไป การมาเยือนของลุงที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าทำให้เด็ก ๆ ตัดสินใจเดินตึงตังหนีขึ้นไปชั้นบน แวนกัสขาอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้น กุมหน้าเช็ดน้ำตาของตัวเองอย่างไม่อาจทำเป็เข้มแข็งเช่นตลอดสิบหกปีที่ผ่านมาได้ต่อไปแล้ว
“กัส นายเป็อะไร เกิดอะไรขึ้น”
“เคลหายตัวไป” ชายหนุ่มตอบเสียงสั่น
“อะไรนะ หายไปไหน นายดุอะไรเขา” เชนทรุดตัวมาประคองอย่างเดือดเนื้อร้อนใจแทน “เคลไม่ใช่เด็กที่โดนดุแล้วจะขี้น้อยใจจนถึงนั้นหนีออกจากบ้านนี่นา เขาเป็เด็กดีจะตาย ฉันไม่เข้าใจ”
คนฟังพยักหน้า “ความผิดของฉันเอง ความผิดของฉันที่ไม่บอกความจริงพวกเขา” แวนกัสพูดผ่านเสียงสะอื้น แล้วกุมจับบ่าทั้งสองของเพื่อนรักอย่างสิ้นหนทาง “นายช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันไม่อยากเสียพวกเขาไป ไม่อยากเสียไปเลยสักคน ลูกของฉัน...ลูกของฉัน...”
“กัส...” เชนหรี่ตามองคนเศร้า “เด็กพวกนั้น เป็ลูกของนายจริง ๆ ใช่ไหม”
ความเงียบกัดกินระหว่างทั้งคู่ไปพักหนึ่ง เมื่อถูกยิงคำถาม
แต่แล้วอย่างไร เวลานี้แวนกัสยอมทำทุกทาง
ชายหนุ่มรีบพยักหน้ารัว “ช่วยฉันที ช่วยให้พวกเขาไม่เกลียดฉันทีได้โปรด...”
“ให้ตายสิกัส นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันจะเล่าให้นายฟังเอง ทั้งหมดเลย แต่นายต้องช่วยฉันก่อน” ท่าทางละล่ำละลักของแวนกัสทำให้เชนใจอ่อน ั้แ่คบกันมา เพื่อนรักเป็คนสุขุมไม่เคยมีทีท่าร้อนอกร้อนใจอย่างนี้เลย เห็นเช่นนั้นแล้วชายหนุ่มก็จำต้องยอมพยักหน้า ด้วยรู้ดีว่าสิ่งที่แวนกัสทำนั้น ไม่ใช่เื่ที่จะขัดศีลธรรมจนเขารับไม่ได้อย่างแน่นอน และชายหนุ่มก็อยากได้ยินคำอธิบายอย่างตรงไปตรงมาจากปากเ้าตัวด้วย
หวังว่าสิ่งที่เขาทำ สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง...
เชนงุดลงมองที่ลูกบิดห้องพักของเหล่าหลานชายที่ตนรักเสมือนลูก ทอดถอนใจอย่างสิ้นหนทาง ก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นเคาะประตูเป็เชิงขออนุญาต ไร้เสียงขานรับ ผู้าุโกว่าจึงหมุนลูกบิดเข้าไป น่าแปลกที่คนข้างในไม่ได้ล็อกประตู กำลังอยู่กันส่วนตัว แต่ละมุมของใครของมัน ไร้เสียงคึกคักเฮฮาเหมือนเมื่อก่อน
บนใบหน้าของทุกคนแลดูเศร้า ไม่ต่างจากผู้ที่อยู่ด้านล่างนัก
“ลุงเชนมีธุระอะไรกับเราฮะ”
เชนกอดอก แล้วเดินไปทรุดนั่งบนเตียงกับพี่ใหญ่อย่างวิล “พวกนายรู้เื่พ่อแล้วใช่ไหม”
“ลุงก็รู้ แล้วก็ช่วยเขาปิดความลับงั้นเหรอฮะ” ไวน์หันมาหา
“ไม่ใช่”
“แล้วมันยังไง ทำไมต้องปกปิดเื่ของเรา ลุงกับเขาเกี่ยวข้องอะไรกับพ่อแม่ของเราฮะ” ไคล์ถาม
“หรือเขา เป็คนทำให้พ่อแม่ของพวกเราตาย ก็เลยจำใจต้องเลี้ยงเราแทนเพื่อชดใช้ความผิด”
เชนรีบส่ายหน้าทันควัน “พวกนายคิดไปกันใหญ่แล้ว พ่อของพวกนายมีความจำเป็ที่จะต้องโกหก”
“โกหกยังไงก็คือโกหก!” วิลกอดอกจริงจัง “เขาไม่มีสิทธิ์มาปิดบังพวกเรา”
“นี่...” ลุงเชนหยิบกระดาษใบหนึ่งมาให้ วิลมารับมาถือด้วยความใคร่ทราบ เป็ภาพใบเก่าอันมีแวนกัสในวัยรุ่นกำลังนั่งสวมกอดกับหญิงสาวคนหนึ่งสีหน้าระรื่นสุข วิลแปลกใจ นัยหนึ่งคือเหมือนเห็นตัวเองอยู่ในรูปนั้น อีกนัยหนึ่งคือแปลกใจความหมายที่ลุงเชนมอบมันให้ “คืออะไรฮะ รูปนี่...”
“นั่นคือพ่อแม่ของพวกนาย”
สิ้นคำของเชน ไคล์กับไวน์ก็กุลีกุจอมาขอดูรูปด้วย วิลผละไปมองคนนั่งข้างกายอย่างไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่าย้าจะสื่อ เพราะในนั้นมีแวนกัสกับสตรีคนหนึ่งเท่านั้นเอง “ลุงเชนหมายความว่ายังไง จะบอกว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็พ่อของเราน่ะเหรอครับ”
น้องชายทั้งสองผละมามองที่วิล “ไม่จริง ก็ปะป๊าบอกว่าเจอเราที่หน้าบ้าน”
“ถูกแล้ว แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น” เชนกอดอกก่อนจะถอนหายใจ เมื่อรับรู้ถึงเครื่องหมายคำถามจากใบหน้าทั้งสาม จึงกล่าวต่อให้กระจ่างแก่ใจว่า “ตอนนั้นพวกเขายังเด็กกันทั้งคู่ พวกนายก็รู้ว่ากัสเป็ลูกชายคนเดียว พ่อแม่ของเขาก็เลยค่อนข้างเลือกผู้หญิงที่จะต้องแต่งงานให้สักหน่อย พวกเขาโดนกีดกัน จนต้องเลิก ประจวบกับเวลานั้นกัสอยากเข้าป่าไปทำใจ เลยขาดการติดต่อกับเธอ จนสุดท้ายทั้งสองก็แอบมาพบกันอีกครั้ง”
ทั้งสามตั้งใจฟังในสิ่งที่ลุงเชนเล่าอย่างตั้งใจ “ปะป๊าแอบเจอเธออีก ในป่านั่นน่ะเหรอ”
“่นั้นที่ลุงกลับไปเยี่ยม เขาเหมือนกำลังมีความรักอีกครั้งเลยล่ะ”
“แล้วทำไมมันถึงจบแบบนี้ล่ะ”
เชนยกยิ้มเล็กน้อย “ก็เพราะโดนจับได้ยังไงล่ะ เธอโดนสั่งห้ามให้มาเจอกัสอีก โดยที่ทางครอบครัวกัสไม่รู้เลยว่าเธอกำลังท้อง ส่วนกัสเองก็รอเธอไปพบทุกวันจนกลายเป็โรคซึมเศร้า จนวันหนึ่งพวกนายก็มาอยู่ที่หน้าบ้านแล้ว เธอคลอดพวกนายแล้วเอาไปวางทิ้งไว้ให้ พร้อมจดหมายบอกว่าพวกนายคือลูกของกัส”
ทั้งสามมองหน้ากันแล้วรู้สึกเศร้า “อย่างนี้นี่เอง พวกเราเข้าใจปะป๊าผิดไป...”
“ที่ไม่สามารถบอกไปตามตรงได้ว่าพวกนายเป็ลูกชายแท้ ๆ พวกนายคิดว่าพ่ออย่างเขาจะเสียใจไหม ที่ลูกชายทุกคนไม่เคยคิดว่าเขาเป็พ่อที่รักพวกนายอย่างจริงใจเลย” คำพูดของเชนนั้น ทำเอาคนฟังรู้สึกจุกขึ้นมา วิลน้ำตาไหลแล้วก้มลงมองรูปภาพสีหน้าของบิดาที่กำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
เป็สีหน้าที่พวกเขาจะได้เห็นไม่บ่อยนัก
“เมื่อตอนเย็นฉันพูดอะไรไป...” เด็กหนุ่มร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา
“เพราะกลัวว่าพวกนายจะไม่ถูกปู่กับย่ายอมรับ กัสเขาถึงต้องเสียสละ”
“ต่อไปนี้พวกเราจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้วฮะ”
ไวน์เช็ดน้ำตา แล้ววิ่งลงไปด้านล่างอย่างไม่ได้บอกกล่าวใคร เห็นดังนั้นวิลกับไคล์ก็สบตากัน จับมือจูงพากันลงไปหาผู้ที่นั่งเศร้ารออยู่ด้านล่าง เชนไม่อาจลุกเดินตามไป ได้ยินเพียงเสียงพูดจากันแว่ว ๆ ก็พอที่จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นมาแล้ว ว่าแวนกัสจะไม่ต้องเสียลูกชายทั้งหมดไปอย่างเข้าใจผิดอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาใจคือเขาไม่รู้เลย
ว่าสิ่งเหล่านี่จะอยู่ได้ได้นานสักเท่าไร เขาอยากฟัง ว่าเหตุใดแวนกัสถึงได้ขอร้องให้ชายหนุ่มทำเช่นนี้ อยากได้ยินคำอธิบายจากปากอีกฝ่ายเต็มแก่แล้ว...
๑๖ ปีก่อน
เสียงเครื่องยนต์อยู่ไม่ไกลได้ปลุกให้ผู้ที่หลับอยู่ต้องตื่นขึ้นอย่างนึกหงุดหงิด มันโผงผางลุกออกจากรังไปวักน้ำมาล้างหน้า ไม่ไกลได้ยินเสียงผู้คนทักทายกันเจื้อยแจ้วที่ชายป่า ความสงสัยใคร่ทราบทำให้มันอดไม่ได้ที่จะมุ่งตรงไปยังกระท่อมหลังเดิมที่เคยมาเป็กิจวัตร ทุกวันจะต้องมาหยุดดูที่หน้าต่าง
ก่อนจะถึง มันพบต้นไม้กำลังาเ็จากสัตว์อีกหนหนึ่ง จึงช่วยด้วยวิธีเดิมที่เคยใช้อย่างทุกครั้ง
ไปถึงที่หมาย มันชะโงกมองจากต้นไม้ไกล ๆ เห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ที่ลานหน้ากระท่อม ไม่ไกลก็เห็นร่างของบุรุษเ้าของบ้านและแขกนั่งกันอยู่ใต้ชายคา กำลังพูดคุยกัน ไม่อาจทราบว่ามนุษย์เพศผู้ที่มาเยือนผู้นี้เป็ใคร แต่เห็นแล้วมันนึกร้อนใจและหงุดหงิดขึ้นมาอย่างนึกหวง
มนุษย์น้อยเป็ของของมัน
และอารมณ์ไม่ดีของมันก็เข้าสู่สายตาของใครสักคนเข้า เ้าั์ร้ายหันขวับไปด้านหลัง เห็นสตรีนางหนึ่งกำลังหัวเราะคิกคัก แม้ภายนอกจะเป็หญิงสาวผิวขาวราวหิมะ อายุราวสิบสามสิบสี่ แต่ก็มีอายุมากกว่ามันอยู่หลายสิบเท่านัก เธอสวมเสื้อผ้าสีขาว บนผมหยักศกสีเงินสะอาดมีเขาเสมือนกวางยาวขึ้นสองข้าง
“แหม...” นางหลบอยู่หลังต้นไม้ “เ้าช่างเป็ภูตที่แสนดีอะไรเช่นนี้”
ไม่รู้พล่ามอะไรนัก มันฟังไม่เข้าหู หันไปส่งเสียงขู่ไล่ด้วยนึกรำคาญ
“เ้าประสงค์สิ่งใด ข้าหาให้เ้าได้” นางถามปนหัวเราะ
เ้าั์หัวฟัดหัวเหวี่ยงด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งใจปั่นหัว ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่ามันกำลังหมายปองมนุษย์ตัวน้อยเบื้องหน้า มันทำเสียงหงุดหงิดแล้วทำเป็มิสนใจสตรีผู้มาก่อกวน ตั้งใจฟังว่าเป้าหมายเบื้องหน้าพูดอะไรกัน นั่นแหละถึงทำให้ผู้แกล้งสนุกนัก
“นี่ อย่าหมางเมินข้าเช่นนั้นซี” ความเร็วของนางเสมือนกับแสง ปราดเปรียวกว่าสิ่งใดบนโลกนี้ ชั่ววินาทีก็มากระซิบใกล้หูของมันอย่างอยากกระเซ้า เ้าั์เริ่มโกรธ มันส่งเสียงคำรามไล่ให้ออกห่างอย่างไม่อยากสนใจ ถึงอย่างนั้นสิ่งตรงหน้ากลับอารมณ์ดี “ลูกข้า เ้าช่างอารมณ์ร้ายนัก”
“ข้า ไม่ใช่ ลูกเ้า!”
คนฟังเบิกตา แล้วหัวเราะ “เ้าพูดได้ เหตุใดถึงไม่ทักทายมนุษย์น้อยตรงนั้นบ้าง”
“ฮึ่ม...”
“หรือเ้า...กลัวว่าพวกเขาจะหวาดกลัว”
“ออกไป!”
“ไม่น่ารักกับข้าบ้างเลย” นางยิ้มหวาน “ข้าเอง ก็อยากได้ดอกไม้จากเ้าเหมือนกัน”
“ไม่ต้อง มาพูด กับข้า!” เสียงั์ร้ายต่ำพร่า พูดจาไม่มีเยื่อใยแล้วหันหลังเดินกลับเข้าสู่ป่า หลงเหลือเพียงสิ่งหนึ่งที่ปรากฏกายในภาพสาวน้อย นางยกยิ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดูกับความไร้เดียงสานั้น ครู่เดียว ก็แกล้งปัดมือเรียกเถาวัลย์กิ่งใหญ่ไปพันที่ข้อเท้าเ้าั์ปากร้าย มันล้มคะมำแล้วหันขวับมาร้องขู่ไล่ โมโหใส่อย่างเช่นทุกทีที่พบกันั้แ่ยังเป็ั์ตัวน้อย
ผู้มองยกยิ้มขัน แล้วหันไปมองยังกระท่อมที่ชายป่าอันมีร่างที่นางเคยเอ่ยถึง ก่อนจะทอดถอนใจ เปลี่ยนจากเรือนร่างมนุษย์ไปเป็กวางสีขาวตาแป๋วตัวหนึ่ง บ่นพึมพำกับตัวเอง
“เทพเ้าเอง ก็ต้องมีเื่ให้คาดไม่ถึงเหมือนกันสินะ”
ลำขาเรียวกลีบเท้าสวยเดินดุ่มจากออกมา ผ่านหน้าเ้าั์ที่กำลังแกะเถาวัลย์อยู่ก็ชะงักเท้ามอง มันหลับตาชังใส่นางอย่างนึกไม่พอใจ นั่นได้เรียกความรู้สึกให้เทพเ้าสีขาวอดตระหนักขึ้นมาไม่ได้ว่า
“พวกเ้าต่างก็เป็บุตรที่ข้าลำเอียง...” ที่โชคร้าย เพราะได้รับความรักของนางมากเกินไป “หลังจากนี้ ข้าจะลองทอดทิ้งพวกเ้าบ้างดีไหมนะ บุตรข้า...” หากลองทอดทิ้งพวกเขา เบื้องบนอาจจะยอมลดความเ็ปที่พวกเขาต้องเผชิญในอนาคตเบื้องหน้าลงบ้างก็เป็ได้
หากนางลองลืมพวกเขา ทั้งสองคน อาจจะไม่ต้องจบเพียงตายจากกันก็ได้
เห็นแล้วกวางน้อยก็ส่ายหน้า แกล้งเพิ่มเถาวัลย์ขึ้นมาพันที่ขาอีกข้าง เมื่อถูกกระทำ ั์ร้ายก็ส่งเสียงคำรามนางอีกครั้งด้วยอารมณ์
เชนลำสักน้ำชา แล้วจู่ ๆ ก็นึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ ชายหนุ่มมองรายรอบตัวแล้วหันมาจ้องตาเพื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นี่ นายก็อยู่ที่นี่มาได้สักพักแล้ว เจออะไรที่มันไม่ปกติบ้างรึเปล่าล่ะ”
แวนกัสเลิกคิ้ว “นายหมายถึงอะไร ผีเหรอ”
“อย่าพูดเสียงดังซี่”
“เราอยู่กันสองคนนายกลัวอะไรเล่า”
“ถ้าเกิดจริง ๆ แล้วเราไม่ได้อยู่กันสองคนเล่า” เชนทำหน้างอแล้วลูบขนแขนของตัวเอง มองซ้ายแลขวาแล้วขยับเข้ามากระซิบอีกครั้ง “เมื่อกี้นายไม่ได้ยินเหรอ เหมือนมีเสียงตัวอะไรร้องมาจากในป่า นายอยู่คนเดียวอย่างนี้ไม่กลัวรึไง”
“กลัวอะไรล่ะ ฉันอยู่อย่างนี้ไม่เห็นอะไรเลย” แวนกัสยิ้ม แล้วก้มลงมองดอกไม้ป่าในมือ วันนี้เขาเปิดหน้าต่างมาดูั้แ่เช้าก็ยังเห็นมันวางไว้อย่างเช่นทุกวัน ร่วมเดือนแล้วที่เ้าตัวนั้นเอามาวางไว้ให้ชายหนุ่ม โดยไม่แสดงตัวอันใดให้เขารู้เลยว่าใครเป็คนมอบให้
ดอกไม้ป่าแสนสวยสลับชนิดไปแล้วแต่คนฝากจะเจอ บ้างก็มาเป็พุ่ม บ้างก็มาเป็ดอกเล็ก ๆ แวนกัสคาดเดาไม่ได้เลยว่าทุกวันจะได้อะไร รู้แต่ว่าเขาจดจ่อกับของขวัญที่ตัวเองจะได้ทุกเช้าไปแล้ว จนกลายเป็ว่าตอนนี้สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือดอกไม้ป่าที่ริมหน้าต่าง จากปิศาจตัวใหญ่ปริศนานั้น
นอกจากจะเฝ้ารอดอกไม้ของอีกฝ่าย ตอนนี้แวนกัสก็พอจะรู้เวลาการมาของเ้าตัวด้วย เพราะความอยากรู้อยากเห็นทำให้ชายหนุ่มต้องอดนอนติดต่อกันหลายวัน เพื่อดูเวลาว่ามันจะมาเยือนหน้าต่างของเขาเมื่อใด ทุกวันเวลาตีสอง แวนกัสได้ยินฝีเท้าของมัน มาพร้อมกับของฝาก
น่าแปลกที่แวนกัสไม่รู้เลย ว่าจุดประสงค์ของเ้าตัวประหลาดนั่นคืออะไร มันให้ดอกไม้เขา ยืนจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังหลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง นับวันเข้า แวนกัสก็ลืมความเกรงกลัวในวันแรกที่เจอะมันเข้าแล้ว รู้เพียงว่าเ้าตัวใหญ่นี่ไม่มีพิษมีภัยเอาเสียเลย เก่งเพียงอย่างเดียวคือหลบซ่อน กลัวแวนกัสจะเห็นนัก
แต่หารู้ไม่ ว่าั้แ่เขาเห็นมันคืนนั้น ชายหนุ่มก็เห็นมันอยู่ตลอดไม่ว่าจะเวลาไหน
แม้กระทั่งตอนนี้
“ยิ้มอะไรของนายน่ะฮะ ขนลุกเป็บ้า”
คนถูกถามยิ้มยิ่งกว่าเก่า แล้วก้มลงพิศดอกไม้เบื้องหน้าตัวเอง ก่อนจะนำมันขึ้นมาใส่ในกระเป๋าเสื้อ ครั้นผละไปมองเบื้องหน้า เห็นเชนทำหน้างงกำลังจะยกแก้วชาร้อนขึ้นจิบ แต่ที่ทำให้แวนกัสอดยิ้มไม่ได้นั้น ก็คงจะเป็เ้าตัวใหญ่ที่กำลังอยากรู้อยากเห็นอยู่ข้างหลังเพื่อนรักกระมัง
มันดอมดมแก้วชาของเชน แลบลิ้นเลียน้ำในแก้วแล้วทุลักทุเลล้มลงไปเพราะความร้อน แวนกัสเม้มปากกลั้นขำ แล้วทำเป็มองไม่เห็นอยู่ครู่เดียว ก่อนจะพูดกับเพื่อนว่า “นายจะนอนค้างกับฉันรึเปล่า ฉันคิดถึง มีเื่อยากคุยด้วยหลายเื่”
เชนลูบขนแขนตัวเองห่อไหล่ “ก็ได้ แต่นายเลิกทำหน้าน่าขนลุกแบบนั้นสักที ตอบฉันว่านายคือกัสคนเดิม”
คนฟังหน้าตึง แล้วทำตาเหลือกลอย “ไม่ใช่! ฉันเป็เ้าของร่างคนใหม่!”
“อ๊ากกกกก!” เชนฟาดเพียะ
“โอ๊ย ฉันเจ็บนะ นายนี่ขี้กลัวไม่เปลี่ยนเลย”
คนถูกแกล้งถอนใจ ทำหน้างอนเป็เด็ก “ก็ใครใช้ให้นายเล่นแบบนี้น่ะ”
“นายนี่สมเป็นายจริง ๆ ผีมีจริงเสียที่ไหน” คนพูดอมยิ้ม มองไปยังเ้าั์ที่ยืนอยู่ด้านหลังเชน ดูเหมือนว่าถูกมนุษย์น้อยจับได้แล้ว มันรู้สึกว่าทั้งคู่ได้สบตากันในวินาทีสั้น ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเริ่มกล่าว “แล้วนั่นอะไร”
“อ้อ” เชนนึกขึ้นได้แล้วหันหลังไปหยิบมันมา “ฉันกลัวว่านายจะเหงา ก็เลยซื้อหนังสือในร้านแถวนี้มาให้ เป็เื่เล่าเกี่ยวกับความเชื่อแถบนี้ คุณยายเขาขายให้ฉันยกลังมาในราคาถูกสุด ๆ” เชนเล่าอย่างอารมณ์ดี เมื่อนึกถึงคุณยายเ้าของร้าน “แต่น่าแปลก ฉันบอกว่ามาเยี่ยมเพื่อน แต่ไม่ได้บอกเธอว่านายอยู่คนเดียว เธอกลับรู้ว่านายจะต้องเหงาเลยยกหนังสือให้ นายว่ามันแปลกไหม”
“อืมแปลก”
“ขนลุก!”
แวนกัสเปิดกล่องขึ้นมาดู แล้วส่ายหน้า “นี่มีแต่หนังสือเื่เล่าปรัมปราทั้งนั้น สมกับเป็นายจริงนะ”
“ฉันบอกแล้ว ว่าไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ยังไงล่ะ”
“ของพวกนี้มีจริงที่ไหน” แวนกัสกล่าวแล้วกวาดมองรอบกาย ทำเป็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้าท้าย “แน่จริงก็โผล่มาให้ฉันเห็นเลยสิ”
“กัส...” เชนทำเสียงดุ “นายนี่มันคนบ้าชัด ๆ”
“นายนั่นแหละบ้า ไว้เจอแบบจัง ๆ เมื่อไหร่ค่อยมาดุฉัน”
“ไม่คุยด้วยแล้ว ฉันขนของเข้าไปเก็บดีกว่า” ถึงแม้เชนจะเป็หนุ่มเชื้อสายเอเชีย แต่เ้าตัวสูงใหญ่และล่ำเกินกว่าจะเป็พวกขี้กลัว อาจเป็เพราะประเพณีหรือวัฒนธรรมบางอย่างที่เขาเคยได้ฟังจากปากของเ้าตัว ทำให้รู้ว่าพวกคนเอเชียเชื่อเื่สิ่งลี้ลับกันทั้งนั้น “เอ้านี่ ฉันกลัวนายว่างก็เลยเอาต้นกระบองเพชรมาให้เลี้ยง”
แวนกัสยิ้ม ก้มลงมองของฝากในกระถาง “น่ารักดี มีดอกด้วยนี่นา”
“นายจะตัดต้นมันแบ่งใส่กระถางอันอื่นด้วยก็ได้นะ”
“ฉันชอบนะ แบบนี้เล็กกะจิดริดน่ารักดี”
“ของที่มันเล็กจิ๋วก็น่ารักทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครชอบอะไรที่มันใหญ่เกินไปหรอก” เชนว่าขณะขนของมาถือ ก่อนจะหันมายิ้มแล้วพูดด้วยเสียงกระปรี้กระเปร่าว่า “เว้นเสียแต่ว่าจะเป็...”
“อะไร” แวนกัสทำหน้าไม่ถูก
“หน้าอกกับก้นผู้หญิงไง”
คนฟังส่ายหน้าระอา สะบัดมือไล่ให้เพื่อนเดินเข้าบ้านไปก่อนจะโดนไล่เตะ ชายหนุ่มยกยิ้มแล้วก้มลงพิศของฝากเบื้องหน้าอย่างพออกพอใจ และอาการพออกพอใจของเขาก็ทำให้ั์ใหญ่ถึงกับมีน้ำโห มันหายใจฟึดฟัดแต่ทำอันใดมิได้นอกจากยืนมองแวนกัสกำลังยิ้มอย่างมีความสุขเท่านั้น
คนถูกจ้องก็ยิ่งยิ้ม ทั้งตลกทั้งอยากเมิน ทำได้เพียงนั่งจับจ้องของเบื้องหน้าด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัว ว่าต้นเหตุที่ทำให้ชายหนุ่มยิ้มแทบบ้ายามนี้ ไม่ใช่ของที่เชนเอามาฝาก
แต่เป็เพราะเ้าั์ขี้หวงแสนตลกนี่อย่างไรเล่า
เขาไม่เคยรู้ประสงค์ที่มันวนเวียนอยู่แถวนี้มาก่อน จนกระทั่งวันนี้
แวนกัสลอบยิ้ม ทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้หันไปลองเปิดลังมาค้นดูหนังสือที่เชนนำมาฝาก หลายเล่มเป็เื่เล่าที่เขาเคยอ่านจากห้องสมุดมาแล้ว กระทั่งั์ตาสีอ่อนเหลือบไปเจอเข้ากับเล่มหนึ่ง แวนกัสชะงัก แล้วหยิบมันมาถือด้วยความใคร่ทราบ กวาดอ่านข้อความบนปกของมันอย่างนึกอยากรู้อยากเห็น
“บุตรของเทพเ้า”
อย่างนั้นหรือ...
-------------------------------------------------------
อุ๊ย น้องแอ๊บค่ะคุณพี่ขา น้องแอ๊บมองไม่เห็น อิอิ
อยากรู้ว่าน้องจะแอ๊บมองไม่เห็นไปได้นานเท่าไหร่นะคะ ถ้าถึงตอนที่พี่ั์ล่อน้องเข้าไปในป่าอีกรอบ
ยังจะแกล้งมองไม่เห็นอีกมั้ย
ในเื่คือพี่ั์เข้าบ้านคนไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าน้องไปในป่าถิ่นพี่ั์แล้วล่ะก็... อิอิ
ส่วนเื่เด็ก ๆ จะมีอะไรโยงให้น้องตามหาพ่อตัวจริงเจอ มันจะเริ่มผูกกันไปเรื่อย ๆ แล้วปัจุบันพี่ั์หายไปไไหนกันนะ ได้มาแอบดูลูกบ้างมั้ย เดี๋ยวจะค่อย ๆ ได้รู้กันนะ
เขียนแบบมีความสุขค่ะ อาจมีคำตกหล่นบ้างขอโทษด้วย ฝากคอมเม้นเป็กำลังใจหนูนาด้วยคนละคอมเม้น ทิ้งไว้เพียงสติ๊กเกอร์ก็ยังดี อิอิ
หรือไม่ก็ฝากรีทวิต ฝากแนะนำเพื่อนด้วย (ขอเยอะไปเหรอ ขอโทษ...55555)
เจอกันตอนหน้าค่าาาาา