ตอนที่2
เตรียมตัว
หลังจากได้ฟังข่าวด่วนสุดะเืขวัญจากแม่จนเย็นแล้วครุสยังไม่ลงไปกินข้าวเลยด้วยซ้ำ เอาแต่นั่งก้มหน้าเครียดอยู่ปลายเตียงใบหน้าสวยหงิกงอดูน่ารัก? คิ้วเรียวยาวขมวดแทบผูกกันได้ใจว้าวุ่นกระวนกระวายแทบบ้า
ตอนนี้เขาควรรู้สึกยังไงกันโกรธ เครียด กังวล รึดีใจ?
อย่างน้อยจะได้มีบางอย่างพิสูจน์ถึงคุณค่าของเขา…..ไม่ก็ตรงข้ามรุมกระทืบไม่เหลือชิ้นดี ไม่ตายก็พิการ หรือไม่ก็เป็ขี้ปากชาวบ้าน
แต่ถ้าต้องไปที่นั่นจริงๆก็ต้องคงเหยียบเื่ความกากของตัวเราให้มิด
แล้วมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจแค่สามวันมัดมือชกกระชั้นชิดจนท้องผูกยังนานกว่า
“โธ่เว้ย”เด็กหนุ่มสบถทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แม่ไม่เคยถามความเห็นเขาเลยอยู่ๆก็ทำให้ใจหายใจคว่ำกัน อาจเป็เพราะพูดไปคงกลัวเราไม่ยอมรับแล้วแอบหนีออกจากบ้านไม่เข้าเรียนล่ะมั้ง แต่เขาจะหนีไปไหนได้ล่ะในเมื่อที่ๆปลอดภัยที่สุดคือบ้าน อีกอย่างถ้าหนีไปจริงๆระหว่างโดนพ่อจับได้หรือเจอมารผจญ แบบไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น
เสียงเปิดประตูทำให้เด็กหนุ่มละจากความคิดดันตัวขึ้นนั่งเป็คุณแม่ที่เข้ามานั่งข้างๆลูบหัวลูกชายให้คลายกังวล
“วันนี้ไม่เห็นลูกลงไปกินข้าวเที่ยงเลย”เสียงเพราะใสเจือความเป็ห่วง เธอรู้ดีว่าลูกชายกำลังกังวลคนที่ขี้ระแวงและคิดมากแบบนี้ อยู่ๆโดนไล่ให้ออกจากบ้านในอีกไม่กี่วันข้างหน้านับว่าต้องปรับตัวมากทีเดียว
เนตรทับทิมช้อนขึ้นสบดวงตาสีมรกตของแม่ด้วยความเว้าวอนท่าทางคล้ายกับหมาแมวกำลังออดอ้อนไม่ให้เ้านายทิ้งข้างถนน ทำให้อาเซเรียค้นพบว่าลูกอ้อนของบุตรชายที่ทำเป็ครั้งแรก ส่งผลกระทบกับจิตใจเธอพอสมควร
จุดนี้เหมือนพ่อไม่มีผิด….
“ลูกก็รู้ว่าแม่เป็ศิษย์รุ่นแรกของโรงเรียนนี้”เธอเว้นชั่วครู่แล้วพูดต่อ “ที่นั่นไม่ได้แย่อย่างที่ลูกคิดหรอกเขาคัดมาแล้วว่าใครควรได้เข้าจึงส่งจดหมายเชิญมา แล้วจดหมายที่ส่งมาล้วนคิดมาแล้วว่าใครสมควรเรียนที่นี่ ไม่งั้นเปลืองกระดาษเขาเปล่าๆการสอบเข้าก็แค่ประเมินลูกเท่านั้น”
แสดงว่าผมไม่สามารถลักไก่แกล้งสอบตกได้สินะครับ……
คิดแล้วครุสยิ่งหน้าคล้ำดวงตายิ่งหม่นแสงลงเรื่อยๆจนอาเซเรียต้องดึงลูกเข้ามากอดผ่านไปสักพักจึงคลายอ้อมแขนออก มองหน้าบุตรชายเพียงคนเดียวของตน
“กำลังใจจากแม่รู้สึกดีขึ้นยัง”
เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไม่ตอบแต่เหมือนสีหน้าจะดีขึ้น ผู้เป็มารดายิ้มพร้อมพูด
“ครุสลูกใกล้เป็ผู้ใหญ่แล้วนะ มนุษย์น่ะโตเร็ว ปรับตัวได้ดีลูกจะอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้และอย่าลืมสิจ้ะ ต้นกำเนิดสายเืของแม่คือใคร”
ัาราชันของัทั้งมวล สายเืของจักรพรรดินีเทียแมทอดีตมหารานีผู้รวมเผ่าัให้เป็หนึ่ง
“ครับ”เด็กหนุ่มรู้ดี เื่นี้เป็ทั้งความภูมิใจและความขมขื่นของเขาแต่อย่างหลังเหมือนจะมากกว่า
“ใช่แล้วจ้ะต่อให้สายเืลูกเจือจางกว่านี้ ไปที่นั่นพลังของลูกต้องตื่นมาแน่นอนเพราะลูกคือลูกแม่กับโอรอน และแม่เชื่อมั่นในตัวลูกเสมอ”
หญิงสาวเอ่ยพร้อมยกมือของบุตรชายขึ้นมาจับแม้ตัวัค่อนข้างเย็น แต่คล้ายมีความอบอุ่นสายหนึ่งจากฝ่ามือแผ่ซ่านออกมาอย่างแปลกประหลาด ผ่านไปสักครู่เด็กหนุ่มจึงใจเย็นลงไม่น้อย
“ครับแม่ ผมจะไปเรียนที่นั่น”สุดท้ายก็ยอมรับแล้วพูดออกมาแม้ไม่เต็มใจ แต่คล้ายจะคลายกังวลได้ระดับหนึ่งและไม่อยากให้แม่ของตนผิดหวัง ที่สำคัญลึกๆเขาอยากเปลี่ยนตัวเอง ให้มีค่ากว่านี้ให้มีอะไรดีกว่าที่เป็อยู่
ถึงกับมีบัตรเชิญเขาไปเลยนะตัวเขาต้องมีอะไรดีบ้างแหละ
“ขอบคุณจ้ะแม่รักลูกนะ พ่อกลับบ้านแล้ว ก่อนลูกจะไปเรียนมาทานอาหารเย็นพร้อมกันดีกว่า”หญิงสาวหอมหัวลูกชายเพียงคนเดียวของตน แล้วเดินออกจากห้องไป
ครุสรู้ดีว่าแม่มักจะทำเหมือนเขาเด็กกว่าอายุจริงอยู่เสมอความจริงก็รู้สึกอายอยู่บ้างที่หล่อนขึ้นมาหาเขาแบบนี้แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้เขาสบายใจขึ้นเ้าตัวจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเตรียมลงไปทานอาหารเย็น
ทันทีที่ลงไปชั้นล่างปรากฏร่างคุ้นตาของผู้เป็พ่อ นั่งอยู่พร้อมๆกับแม่และน้องรอเขาทานข้าวอยู่ผู้มีสีผมและสีตาเหมือนกับเขา ใบหน้าหนุ่มวัยกลางคนเกลี้ยงเกลาคมคายสมชายชาตรีเรียกกว่าเบ้าหน้าคนละขั้วกับลูกชายตัวเอง
เป็ชายที่เขาสงสัยว่าจัดสรรพันธุกรรมยังไงให้ลูกทั้งสองออกมาเป็แบบนี้ ให้ตายเหอะโคตรสมดุลเลย
“ข่าวดีวันนี้ทำลูกตื่นเต้นไหมเอ่ย”เขาพูดน้ำเสียงเชิงล้อเลียน ดูขี้เล่นไม่สมวัยเท่าไหร่นักคนเป็ลูกจึงได้แต่เหนื่อยใจกับนิสัยบิดาที่เป็แบบนี้เสมอ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”ทักทายกลับเสียงเนือยๆเมินคำถามของผู้เป็พ่อ เดินอย่างไม่กระตือรือร้นไปหยิบจานพร้อมทานอาหารกับครอบครัว
อาหารเย็นวันนี้เป็เส้นพาสต้าสดแม่ทำเองกินร่วมกับเป็ซุปข้าวโพดขาวเข้มข้นหอมนม ไข่ตุ๋นหมูสับและซี่โครงเนื้อย่างถ่านราดน้ำผึ้ง วันนี้นับว่าแม่จัดเต็มทีเดียวเพราะพ่อกลับมาถึงแม้เธอจะหน้าบึ้งนั่งข้างๆพ่อก็ตาม แถมพอเขาจะคุยเื่พ่อก็เลี่ยงมาตลอดปากไม่ตรงกับใจแหละ…
“พี่รีบๆมากินสิเส้นพาสต้าเย็นหมดแล้ว” เด็กสาวเร่งเร้า พร้อมกับท้องร้องที่ดังได้ยินถึงหูครุส
“ใช่ๆถ้าไม่มากินเดี๋ยวอาหารที่คุณแม่ตั้งใจทำไม่อร่อยนะ”ชายหนุ่มเห็นด้วยพร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมไปยังผู้เป็ภรรยาแล้วยิ้มบางและเธอก็เบือนหน้าหนีพร้อมแก้มที่แดงอ่อนๆ
“คุณแม่คนสวยป้อนพ่อหน่อยสิพ่อไม่ได้กลับบ้านมาตั้งหลายวัน ทานอาหารที่อื่นไม่อร่อยเลย”ว่าพลางยื่นหน้าเข้าหาภรรยา อาเซเรียพูดเสียงแข็งทั้งที่ยังไม่หันหน้าสู้
“หายหน้าไปตั้งหลายวันไม่เห็นผอมลงมือก็มี อาหารก็ทำให้ ทำไมยังต้องให้ฉันป้อนอีก” ปากว่าแบบนั้น หน้าก็หันหนีแต่มือกลับหยิบช้อนที่มีเส้นพาสต้าม้วนกับซุปขาวข้นที่มีเม็ดข้าวโพดเหลืองเกาะอยู่ยกขึ้นจ่อหน้าชายหนุ่มอย่างย้อนแย้ง อีกฝ่ายงับกินพร้อมอมยิ้ม
“อร่อยจังเลยครับ”พูดชมเสียงอ่อนพลางทำตาพราวระยับใส่ภรรยาขณะที่รสชาติกลิ่นหอมเอกลักษณ์ของซุปข้าวโพดอบอวลในปากบรรยากาศคล้ายมีหมอกสีชมพูฟุ้งกระจาย อาหารจากรสชาติกลมกล่อมกลายเป็หวานเลี่ยนจนเส้นพาสต้าแทบติดคอ
ป้อนกันไปมาหลายๆคำเข้าราวกับโลกนี้มีแค่สองคนแถมยังค่อยๆยื่นหน้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆโดยลืมไปว่ายังมีเด็กไม่บรรลุนิติภาวะสองคนนั่งหัวโด่อยู่ครุสและเซเลสเทียมองตากันอย่างรู้งาน เตรียมตักกับใส่จานย้ายหนีไปกินที่อื่น
“ไม่ต้องหนีเลยกินที่นี่ทั้งคู่แหละ” เขารีบห้ามพร้อมหยุดพฤติกรรมดังกล่าวทำเอาหญิงงามก้มหน้างุดอย่างเขินๆก่อนที่แม่ตนจะเดินหนีตามนิสัยเวลามีเื่หน้าอายต่อหน้าคนอื่นครุสเอ่ยถามขึ้นมาก่อนจะไม่ได้ถาม
“แม่ครับเทียจะกลับดราโกเนียร์ตอนไหนหรือครับ”ดราโกเนียร์เป็ประเทศศูนย์กลางของทวีปเขตราชันย์ัที่เขาอยู่ ที่ถามเพราะลูกพี่ลูกน้องตนนี้ก็อยู่บ้านหลังนี้มาสองปีแล้วถ้าเขาไม่อยู่ก็แอบเป็ห่วงตัวแสบนี่ไม่น้อย
“เหพี่ครุสเบื่อหนู อยากให้หนูรีบกลับเหรอ” เ้าตัวน้อยพูดตัดพ้อแต่มือยังไม่ละจากกระดูกซี่โครงที่ดูดรวดเดียวเนื้อเข้าปากหมดจึงไม่แน่ใจว่าน้อยใจจริงไหม
“อย่าคิดเองเออเองสิอีกไม่นานพี่จะเข้าเรียน ยังไงก็ไม่ได้อยู่ด้วยอยู่แล้วทางบ้านน้องไม่เป็ห่วงรึไง”
ผู้เป็แม่และอาคล้ายนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนตอบแทน“เพื่อความปลอดภัยก็คงอยู่ที่นี่จนกว่าพิธีคัดเลือกผู้สืบทอดดินแดนคนใหม่จะจบแหละ”
เดิมทีแล้วมีันั้นมีหลายเผ่าย่อยแต่ผู้นำที่มีสิทธิ์ครองเผ่าทุกตนล้วนมีสายเืของเทียแมทเมื่อสิ้นสมัยาาัตนเก่าก็จะมีการส่งตัวแทนจากทุกเผ่าที่มีเชื้อสายมาแข่งขันผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวก็จะได้ครองดินแดน ผู้ชนะลำดับรองลงมาก็จะได้อภิสิทธิ์ต่างกันไป
แต่การแข่นขันที่เดิมพันใหญ่ขนาดนี้แม้จะเป็ตัวตนผู้ยึดมั่นในสัจจะและศักดิ์ศรีอย่างัก็ใช่ว่าจะไม่มีเื่ตุกติก เทียอยู่นี่อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่ากลางสนามรบ
แม่เขาก็เคยเข้าร่วมการแข่นขันนี้และชนะเลิศเป็ัพฤกษาเพียงหนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ที่เกือบได้เป็าาแต่เธอปฏิเสธตำแหน่งนั้น และมาอยู่กับพ่อที่เป็มนุษย์ทำให้เกิดเื่วุ่นวายอยู่พักใหญ่ จนต้องเอาผู้รองชนะเลิศมาครองตำแหน่งาาแทนซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ่อของเซเลสเทีย พี่ชายของแม่ ลุงของเขาเอง
แต่พ่อของเซเลสเทียก็เป็ได้แค่ว่าที่าาัเนื่องจากไม่ได้ชนะการแข่งขันรอบที่แล้วและเป็เพศพ่อที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่ในหมู่ัจึงมีการจัดการแข่นขันขึ้นคัดเลือกาาคนใหม่ และลุงของเขาก็ต้องเข้าร่วมด้วย
ถึงอย่างนั้นเผ่าพันธุ์ันั้นชมชอบคนแข็งแกร่งและเพศมารดา จึงไม่ตัดแม่ออกจากสกุลอีกทั้งยังมอบยศท่านหญิง เมื่อเคยกดดันแล้วแต่ไม่ได้ผลก็เฝ้ารอและชักชวนเธอให้กลับมาชิงบัลลังก์ตลอด แม้เธอจะปฏิเสธจนเบื่อจนกลับไปหาฝ่ายนั้น แล้วข่มขู่ให้เลิกตื้อแทนก็ตาม
แล้วทำไมลูกของตัวตนที่กดดันประเทศมหาอำนาจได้อย่างเขาถึงไม่ติดเชื้อแม่มาบ้างนะ อย่างว่าขนาดเชื้อพ่อที่เอาตัวรอดเก่งเขายังไม่ติดมาสักเสี้ยวทางแดนัเคยพยายามกำจัดพ่ออยู่หลายครั้งแต่ไม่สำเร็จส่วนเขาก็มักถูกจับเป็ตัวประกันเป็ภาระครอบครัวอยู่หลายรอบ….อนาถชะมัด
“ใช่ๆ เทียไม่กลับหรอกอาหารของท่านอาอร่อยกว่าที่นู้นเยอะ” น้ำเสียงมุ่งมั่นเห็นแก่กินเรียกร้อยยิ้มให้คนบนโต๊ะอาหารได้อย่างดีเว้นแต่ครุสที่ค่อนข้างเอือมกับความตะกละนี้ เพราะเด็กหญิงแย่งขนมเขากินบ่อยมาก
“เอาน่าถ้าเทียกลับไปแม่คงเหงาแย่” อาเซเรียลูบหัวหลานสาวตนเบาๆ เรียกเสียงแย้งให้สามีตน
“อาเซเรียพูดแบบนี้ลืมผมแล้วเหรอ” เ้าตัวพูดตัดพ้อพร้อมตีหน้าเศร้า จับมืออีกข้างของภรรยายกขึ้นมาลูบหัวตัวเองได้ไม่อายสายตาลูกหลาน อินกับบทสามีผู้ถูกทิ้งได้รวดเร็วยิ่งจนครุสนิ่วหน้า
บอกเลยว่าสกิลการอ้อนเมียของพ่อน่าขนลุกมากขนาดเขาเป็ลูกเห็นบ่อยๆยังคิดเลยว่าทำไปได้ไง มารยาถาไสยยิ่งกว่าจิ้งจอกเก้าหาง
“เหอะกลับบ้านอาทิตย์ละครั้ง ยุ่งดีนักไอ้งานเนี่ย” อาเซเรียชักมือกลับพูดเสียงเ็าพลางเหลือบตามองสามีอย่างหมั่นไส้
“โธ่ ที่รักถ้าได้วันหยุดเมื่อไหร่ เรามาอยู่ด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันน้าาาา” ตัวก็โตพูดเสียงสองลากยาวไม่เข้ากับหน้าแต่ไม่รู้ว่าทำไมผู้หญิงที่เกือบได้ปกครองหนึ่งในเผ่ามหาอำนาจของโลก กลับใจอ่อนเสมอเมื่อพ่อมีท่าทีเช่นนี้ละทิ้งฐานันดรเพื่อคนแบบนี้
“น่าเสียดายที่ชาลล์ล็อตอยู่บาเซนไฮด์”อยู่ๆผู้เป็พ่อเอ่ยถึงบุตรสาวคนโตขึ้นมาอย่างเสียดาย“ลูกมีเวลาเตรียมตัวสามวันรู้ใช่ไหม พรุ่งนี้เช้าพ่อก็ไม่อยู่บ้านลูกจะไม่ได้เจอพ่ออีกนาน”
“ครับ…”
“พ่อมีของจะให้เดี๋ยวกินมื้อเย็นเสร็จมาหาพ่อที่สวนหน้าบ้านละกัน”กล่าวด้วยท่าทีจริงจังผิดกับเมื่อครู่ ทำเอาครุสต้องปรับอารมณ์อย่างเร่งด่วน
“พี่ครุสจะเละอีกรอบไหมคะ”เด็กหญิงถามอย่างใสชื่อ ไม่ดูเ้าของชื่อที่ทำหน้าเครียดอยู่ข้างๆเลย
“ไม่หรอกมะรืนก็ต้องไปเรียนแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถเขาด้วยครุสอย่าคิดแกล้งเจ็บหนักให้แม่รักษายื้อเวลาเข้าเรียนเชียวถึงเวลาไปส่งลูกจะได้ไปทั้งสภาพนั้นแหละ”
ผู้เป็พ่อเอ่ยดักปนขู่อย่างรู้ทันครุสทำท่าไม่รู้ไม่ชี้คล้ายไม่ได้ถูกพูดถึงสักพักทุกคนก็กินข้าวเสร็จเดินออกจากห้องอาหาร แม่เขาเก็บและล้างจานครุสเดินไปตามบิดานัด
บ้านเขามีสองชั้นไม่เล็กไม่ใหญ่แต่อยู่ในเขตไกลชุมชนพอสมควร แถมอยู่ใกล้ป่าอันตราย (แม้แม่จะทำให้ไม่อันตรายแล้ว)ทำให้ได้ที่บริเวณบ้านค่อนข้างกว้างและเป็ส่วนตัว เด็กหนุ่มมาตามนัดเห็นดาบไม้คู่บุญที่เขาใช้ฝึกเสมออยู่บนพื้นจึงเดินเข้าไปถือขึ้นขึ้นมือเหมือนทุกครั้ง ในยามค่ำคืนสายลมเยือกเย็นและพ่อเขาในโหมดจริงจัง แค่ยืนนิ่งๆก็ทำให้ขนลุกได้ไม่น้อย
“ลูกรู้ใช่ไหมพวกเราอ่อนแอ” เสียงพ่อเขาเอ่ยเบาๆคล้ายลอยมาตามลมเพียงพริบตาบรรยากาศเย็นขึ้นฉับพลันเด็กหนุ่มรีบยกดาบไม้ขึ้นมากันตามสัญชาติญาณที่ถูกเคี่ยวกรำก่อนจะรับรู้ว่ามันถูกปักด้วยมีดสั้นสามเล่ม แต่ดูคนขว้างคล้ายไม่ได้ขยับตัว
“เพราะแบบนั้นจึงต้องใช้ทุกอย่างที่มี เผด็จศึกให้เร็วที่สุด” สิ้นคำของโอรอนเด็กหนุ่มรีบโยนดาบในมือทิ้งให้ไกลที่สุดไม่ถึงวิมีดสั้นที่ปักอยู่บนดาบก็แผลงฤทธิ์ะเิดาบนั้นกลางอากาศั้แ่ยังไม่ตกถึงพื้นด้วยซ้ำ
ครุสรีบถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วตั้งสติรับรู้ว่าผู้เป็พ่อหายไปแล้ว เมื่อกี้คือการเบี่ยงเบนความสนใจ แย่ยิ่งกว่าคือตอนนี้ไม่มีอาวุธบนมือ
“ทำไมตอนพ่อขว้างมีดไปไม่ปัดมันแทนร่างมนุษย์อ่อนแอหยั่งกะเต้าหู้ เสียอาวุธชิ้นเดียวบนมือเท่ากับตายไม่รู้ตัว!”สิ้นเสียงรู้ตัวอีกที ก็เห็นดินเป็ฟ้า ฟ้าเป็ดินโดนล็อกแขนกดหลังหน้าจูบพื้นเสียแล้ว
“เพราะแบบนี้ไงลูกถึงแพ้ ไม่ระวังมากพอ ไม่คิดหน้าหลัง ไม่ประเมินคู่ต่อสู้ปล่อยให้ความไร้พลังถูกเปิดเผยรับรู้ ให้ทุกคนได้เหยียบย่ำ”ครุสกัดฟันเมื่อได้ยินบิดาบังเกิดเกล้าพูดเช่นนั้น เจ็บตัวแล้ว แต่เจ็บใจมากว่า
ทั้งชีวิตเขาเคยมีอะไรสำเร็จบ้างเคยชนะใครบ้าง เคยทำให้ใครภูมิใจบ้างไหม
ไม่เลยวันๆได้แต่เจ็บใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็แค่คนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญโลกเกาะครอบครัวกิน ไม่อาจหยัดยืนด้วยตัวเอง….
“เมื่อกี้ห้าวิครั้งนี้พ่อให้เวลาหนึ่งนาที สู้กับไอ้ตัวนี้ให้ชนะ ถ้ายังเลยเวลาอีกดาบนี้ก็ไม่ต้องเอาไปโรงเรียนตัวเปล่านั่นแหละ”พูดจบจึงวางดาบเล่มหนึ่งใส่ฝักไว้สีดำไร้ลวดลายข้างตัวบุตรชายก่อนจะคลายล็อกแขนปล่อยตัว ทิ้งประโยคสุดท้ายเตือนไว้เตือนใจ
“เริ่มต้นใหม่ก็ปิดเื่ที่ตัวเองไร้พลังให้ดีหรือไม่ต้องปิดเื่นั้นก็ได้ถ้าลูกพอใจ ยังไงความลับก็ไม่มีในโลกอยู่แล้วพ่อไปนอนกอดหม่าม้าก่อนน้า” ประโยคแรกเสียงเข้มแต่ประโยคหลังกลับเสียงสองหวานชวนขนหูลุกซะอย่างนั้นเรียกว่าปรับอารมณ์ได้เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสีแล้วสรุปจะให้เขาปิดหรือไม่ปิดความลับที่ตนเองกากวะครับ!
จบคำพร้อมร่างหายไปของพ่อผู้เอาอะไรเป็หลักยึดไม่ได้ไกลออกไปพลันปรากฏร่างกระทิงสีดำขนาดใหญ่ สูงสองเมตรวิ่งออกมาจากป่าพุ่งเข้าใส่ลำตัวสีดำเมี่ยมเป็มันวาวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ รูจมูกพ่นลมหายใจคล้ายควันเขาคู่บนหัวสีมีเปลวเพลิงลุกโชน ดวงตาสีโลหิตจ้องมาทางเด็กหนุ่มอย่างบ้าคลั่ง
ครุสรีบคว้าดาบพร้อมลุกขึ้นยืนทันทีที่ชักดาบออกจากฝักเปลวเพลิงเจิดจ้าแสบตาลุกโชนจนแทบมองรูปแบบใบดาบไม่ออกแต่กลับไม่ร้อนโกร่งดาบจนถึงด้ามจับสีดำสนิทมีมณีสีอำพันโดดเด่นประดับไว้
เ้าตัวนิ่วหน้าคิ้วขมวดรู้สึกคุ้นเคยดาบเวทนี้อย่างแปลกประหลาด แต่ไม่มีเวลาให้เขานิ่งคิดเ้าสัตว์ประหลาดตรงหน้าพุ่งมาเด็กหนุ่มรู้ว่าหนีไม่พ้นจึงหาจังหวะใช้มือยันหัวกระทิงะโตีลังกาให้มันลอดใต้หว่างขาได้ฉิวเฉียดความร้อนของไฟตรงเขาเกือบเผามือและขา ทำเสื้อเขาไหม้ไปนิดหน่อย
ความจริงแล้วหากโลกนี้ไม่นับร่างกายทนทานเกินมนุษย์ของและพลังเหนือธรรมชาติเป็มาตรฐานครุสนับว่าเป็คนที่ใช้ร่างกายได้ดีมากจากการฝึกฝนอย่างหนักไม่ตื่นตระหนกเวลาต้องเสี่ยงชีวิตหากเขาไม่ได้อยู่ในโลกแฟนตาซีที่ะเิูเาเผากระท่อมกันทุกวัน ก็คงเป็นักสู้ที่เก่งคนหนึ่ง
เมื่อมีโอกาสเพียงเสี้ยววิเ้าตัวฉวยใช้ดาบไฟสั้นที่มีความยาวถึงข้อศอกในมือแทงไปที่กลางหลังกระทิงจนมิดด้ามพยายามผ่าเนื้อหลังก็พบว่าหนังมันหนามาก แค่แรงแขนเขาอย่างเดียวผ่าไม่ออกแน่
กระทิงเพลิงยิ่งะโดิ้นสะบัดเด็กหนุ่มออกสุดแรงด้วยความเจ็บมือยึดด้ามดาบขาเกาะตัวกระทิงแน่นพลางหาโอกาสดึงอาวุธออกจะเปลี่ยนตำแหน่งแทงให้ตายในทีเดียว ทันใดนั้นพลันได้ยินเสียงกระซิบอันคุ้นเคยแ่เบาในหัว บางอย่างที่หายไปคล้ายกลับคืนมา
‘อาวุธนี่นอกจากด้ามจับแล้วล้วนไร้ลักษณ์คล้ายกับเพลิงเหลวที่ไม่มีวันดับใต้ผืนดินมีรูปร่างแปรเปลี่ยนไปเท่าที่แก่นพลังมันและความคิดเ้าจะรองรับ’
‘ชื่อของมันคือ’
“เพลิงโลกา”นามของอาวุธชิ้นนี้ไหลเข้าหัว โดยไม่รู้ตัวครุสก็เอ่ยออกมา ทันใดนั้น ใบดาบที่ฝังอยู่ในตัวกระทิงพลันยืดขยายยาวจนปักพื้นพลังไฟในตัวดาบถูกเร่งเร้านับพันองศา ข้างในกระทิงไหม้ทะลุกลิ่นเนื้อเผาโชยแตะจมูกมันค่อยๆเคลื่อนไหวช้าลงจนกระทั่งสิ้นใจ
แม้ร่างกายของกระทิงเพลิงจะมีความทนไฟอยู่มากแต่อุณหภูมิของดาบสูงกว่าขีดจำกัดของผิวที่ทนได้อีกทั้งมันเป็เพียงสัตว์อสูรระดับต่ำความจริงมันพ่นไฟได้ด้วยแต่ไม่ทันได้ใช้ความสามารถนั้น
ครุสค่อยๆลงจากตัวกระทิงพอจบศึกเด็กหนุ่มก็นั่งบนพื้นหญ้าพักหายใจครู่หนึ่ง
‘เมื่อกี้มันเสียงใครกัน’ เด็กหนุ่มคิด เสียงนั้นแบ่งเพศไม่ได้แต่เขาคล้ายจะเคยได้ยินมันมาก่อน ทั้งน้ำเสียงทั้งประโยค แต่คิดไม่ออกจำไม่ได้ว่าใครเคยพูดกับเขา สุดท้ายได้แต่ส่ายหน้า ตรวจสอบผลงานของตน
‘ตายแล้วสินะโชคดีที่ตอนแรกมันเอาหัวงัดเราขึ้นไม่ทัน’ แต่ถึงจะงัดทันครุสก็พอจะถีบตัวให้ไปไกลนอกระยะอันตรายได้อยู่ แค่ยอมเจ็บตัวให้ขาโดนเผานิดหน่อย
เด็กหนุ่มดึงอาวุธใหม่ที่ปักอยู่บนศพสัตว์ร้ายขึ้นมาดูก็พบว่ามันยาวทะลุกลางตัวกระทิง อีกทั้งไม่ส่องสว่างเท่าตอนแรกที่เขาชักจากฝักแล้วรูปลักษณ์คล้ายแท่งไฟกลมๆยาวๆไม่มีความคมแม้แต่นิด ที่เจาะเข้าหลังกระทิงได้เพราะความร้อนล้วนๆคงไม่ต่างจากลาวาไหลทะลุเนื้อ
‘เอ้ะเดี๋ยวก่อน’ พลันนึกถึงเสียงในหัวจึงทดลองหลับตาจินตนาการให้ใบดาบเปลี่ยนไปตามมโนภาพมันก็หดสั้นลงจนเขาดึงออกได้ง่ายขึ้น จากนั้นคิดภาพในหัวเป็มีดดาบ
จากรูปร่างทรงกระบอกแปรเปลี่ยนแบนๆแต่ไม่มีคมครุสลองจับที่ตัวใบดาบก็พบว่าจับมือเปล่าได้เลย กดลงไปมันกลับยุบไปเล็กน้อยพอปล่อยมือมันถึงค่อยๆเด้งกลับคืนสภาพ
ชัดเจนนี่มัน
วุ้นเรืองแสงชัดๆเลย
คิดพิสดารเปรียบเทียบซะไร้ความน่าเกรงขามเ้าตัวจึงตั้งสติ วิเคราะห์จริงจังทีละอย่างเกี่ยวกับอาวุธชิ้นนี้เ้านี่คืออาวุธที่เลียนแบบความสามารถของลาวา ร้อนมาก มีแสงสว่างบางครั้งก็ปะทุพวยพุ่งได้เหมือนเพลิงในูเาไฟ ไร้รูปร่างคงที่เหมือนของเหลวดูหนืดๆเหนียวๆแต่ก็ไม่ไหลไปมา เพราะภาชนะคือจินตนาการของผู้ใช้
ถึงจะว่าอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยไปแถบูเาไฟมาก่อนเด็กเรียนหนังสือที่บ้านอย่างเขาเพียงได้แต่อ่านดูจากในสมุดภาพความรู้วัฏจักรของหินเท่านั้นแต่กลับคุ้นเคยแปลกๆเหมือนเคยจับมันมาก่อน
ที่น่าแปลกก็คือเพลิงโลกาเป็อาวุธเวทชิ้นแรกที่ครุสใช้ได้เมื่อก่อนไม่มีอาวุธเวทชิ้นไหนที่เด็กหนุ่มใช้ได้เลยแถมไม่มีปัญหาเื่ขีดจำกัดพลังเวทอันแสนน้อยด้วย
ไม่สินี่ไม่จำเป็ต้องส่งพลังเวทเข้าไปควบคุมด้วยซ้ำสร้างภาพในหัวให้ชัดเจนหน่อยรูปร่างมันก็เปลี่ยนแล้ว
ครุสทดลองปล่อยดาบทิ้งไว้บนฝักและใช้มโนภาพกำหนดรูปลักษณ์ของหินหนืดไปหรือลองส่งพลังเวทเข้าไปนอกระยะโดยไม่ได้ััเนื้อกายก็พบว่ามันแน่นิ่งไม่ตอบสนองแสดงว่าต้องแตะผิวเท่านั้นถึงจะเปลี่ยนรูปไม่งั้นก็คงร่างเดิมเวลาเก็บดาบก็คงไม่พ้นคิดภาพให้มันเสียบเข้าฝักที่ทนความร้อนระดับนี้ได้
ส่วนในเื่ของอุณหภูมิความร้อนแม้ครุสจะจับส่วนหินหนืดที่เป็ใบอาวุธได้โดยไม่ร้อน แต่เมื่อลองวางลงบนพื้นหญ้ามันกลับไหม้ดำจนเด็กหนุ่มต้องรีบยกขึ้น กระทืบเท้าดับละอองไฟไม่ให้มันลาม
ที่เป็ปัญหาก็คงเป็การควบคุมอาวุธชิ้นนี้ให้มีรูปร่างตามใจนึกมันไม่ง่ายเท่าไหร่ ก้อนแสงบิดๆเบี้ยวๆไม่มีความเป็อาวุธจึงดูคล้ายกระบองเรืองแสงมากกว่าดาบ แถมสร้างความเสียหายต่อสิ่งรอบตัวได้ง่ายๆต้องเก็บให้ดี
ซึ่งจะเรียกว่ามันเป็ดาบก็ไม่เต็มปากเหมือนก้อนเหลืองๆร้อนๆเรืองแสงที่ปรับรูปร่างได้ตามใจชอบมากกว่า…ยังดีที่ไม่มีกลิ่น
เ้าตัวรีบทิ้งความคิดนั้นออกจากหัวเปรียบเทียบแบบนั้นแย่กว่าวุ้นเรืองแสงอีก
ครุสครุ่นคิดและทดลองอะไรกับเพลิงโลกาอยู่นานจนกระทั่งตนเองเริ่มง่วง จึงเก็บอาวุธใหม่ให้ดี เข้าบ้านไปเตรียมพักผ่อน โดยไม่รู้สึกถึงสายตาที่จ้องลงมาตลอดตรงหน้าต่างชั้นสองของบ้าน
“โอรอนคุณมั่นใจแน่เหรอที่เอาดาบนั้นให้ลูกน่ะ”เสียงใสรื่นหูเอ่ยสนทนากับเ้าของวงแขนแกร่งที่โอบเอวเธอนั่งบนตักดวงตาดุจแก้วมรกตจ้องไปที่หน้าต่างอย่างเป็ห่วงบุตรชาย
ชายหนุ่มใช้คางเกยไหล่ลาดเนียนริมฝีปากได้รูปจงใจเฉียดผ่านพวงแก้มเนียนใสก่อนเสียงทุ้มเอ่ย“ก็ผมไม่มีอะไรจะให้เขาแล้ว หรือให้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอีกอย่างคุณก็รู้ว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว ทางนั้นส่งจดหมายมาเตือนเราจะให้เขาเป็ไข่ในหินไปตลอดไม่ได้หรอก”
“ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีสินะ”เธอถอนหายใจ เมื่อเห็นเสี้ยวหน้างามล้ำฉายแววกังวลชายหนุ่มจึงรัดวงแขนกอดร่างอรชรแนบชิดอกแกร่ง และล้มตัวลงนอนบนเตียง
“อย่ากังวลเลยที่รักมามะ เรามานอนกันเถอะ” พูดจบผู้เป็สามีพ่อลูกสองดึงผ้าห่มคลุมร่างตนเองและคู่ชีวิต เสียงทุ้มเอ่ยหยอกเย้าคนในอ้อมกอดโดยมีเสียงบ่นของภรรยาดังขึ้นต่อท้าย