ลูคัสที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยั้แ่เมื่อวาน
หลังจากเขาฆ่าหมาป่าไปแล้วก็ได้ยินเสียงสัตว์อีกตัวร้องคำรามมาจากที่ไหนสักแห่ง ลูคัสคิดว่าต้องหาอะไรกินก่อนไม่งั้นเขาแย่แน่ๆ ในตอนนี้เขาคิดว่าตายไปก็ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ถ้าตายไม่ได้มันก็ต้องลองสู้ดู
กรรรรรรร……
ลูคัสสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงขู่ของหมาป่าอีกครั้ง เขาหันไปทางเสียงนั้นมันเป็หมาป่าสีเทา ตัวใหญ่กว่าที่เขาฆ่าไปนิดหน่อย
“มาอีกแล้ว…. จะไม่ให้พักกันเลยใช่ไหม…”
ลูคัสกำมีดในมือแน่นเขาคิดว่าหนีไปก็คงวิ่งไม่ทันมันแน่ๆ ต้องลองสู้ดู ทันใดนั้นหมาป่าก็ะโข้ามหัวเขาไป เมื่อขามันถึงพื้นมันก็ะโกลับมางับเข้าที่คอด้านหลังของเขาอย่างแรง ลูคัสรู้สึกได้ถึงคมเขี้ยวของหมาป่าที่ทะลุเนื้อเข้าไปจนถึงกระดูกตรงคอ มันสร้างความเ็ปให้เขาเป็อย่างมาก
เมื่อมันงับลูคัสได้มันก็คาบร่างลูคัสวิ่งไปทั้งอย่างนั้น จนแขนขาของลูคัสกระแทกโขดหินกระดูกหักทั้งหมด หลังจากนั้นมันก็หยุดแล้วคาบลูคัสกลับมาตรงซากหมาป่าตัวแรก แล้วโยนลูคัสไปอยู่ข้างๆ ซากหมาป่าตัวนั้น
“นี่มึงจะทำอะไรกูกันแน่ ไอ้หมาเวร!! ฆ่ากูไปซะสิ !!”
หมาป่าสีเทายืนมองดูลูคัสที่ขยับตัวไม่ได้ เพราะแขนขากระดูกหักหมดแล้ว มันจ้องมองสักพักก็จากไป ปล่อยลูคัสทิ้งเอาไว้อยู่อย่างนั้น
ในตอนนี้ลูคัสได้แต่นอนนิ่ง มองไปที่ซากศพของหมาป่าที่อยู่แนบชิดติดใบหน้าของเขา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร จากกลางคืนเป็กลางวัน
ปกติพอเข้าเช้าวันใหม่ ร่างกายของเขาก็จะกลับมาเป็เหมือนเดิม แต่วันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขานอนคิดไปมาอยู่อย่างนั้นจนเวลาหมดไปอีกวัน สภาพของลูคัสในตอนนี้นอนจมขี้จมเยี่ยวของตัวเองอยู่อย่างนั้น ฝนตกลงมาเขาก็นอนตากฝนอยู่แบบนั้นได้แต่อ้าปากดื่มน้ำฝนเข้าไป
จนถึงเช้าวันใหม่ลูคัสตื่นขึ้นมาเพราะมีแมลงวันมาตอมที่ใบหน้า เขามองไปที่ซากหมาป่าที่ตอนนี้เริ่มมีกลิ่นเน่าเหม็นจนแมลงวันมาตอมแล้ว เขาสะบัดหัวไปมา มองแขนขาที่บวมเขียวไม่สามารถขยับได้ เขาคิดว่าทำไมไอ้หมาตัวนั้นไม่ฆ่าเขาไปเลยนะ
“ฆ่า!!”
เมื่อลูคัสนึกถึงคำว่าฆ่า จึงเข้าใจว่าถ้าเขาตายอีกวันร่างกายก็จะกลับมาเป็ปกติเหมือนเดิม ไอ้หมาป่าตัวนั้นมันจึงไม่ฆ่าเขา มันทิ้งเขาให้นอนทรมานติดกับซากศพพวกของมันเพื่อแกแค้นสินะ
“หึหึ...ไอ้หมาเวร กูจะฆ่ามึงให้ได้”
ลูคัสคิดได้ดังนั้น เขาจึงหันหัวไปทางซากของหมาป่าแล้วอ้าปากกัดซากเน่านั้นแล้วกลืนกินมันเข้าไปทั้งอย่างนั้น เพราะตอนนี้เขาทนความหิวไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว อะไรกินได้ก็กินไปก่อน เมื่อกินอิ่มแล้วเขาก็ผล็อยหลับไป
ในขณะที่ลูคัสหลับเขาลืมไปแล้วว่าเทพเ้าได้ให้สกิลติดตัวเขาเอาไว้ด้วย ผลของ ‘สกิลกลืนกิน’ เมื่อตัวคนที่มีสกิลนี้ได้กลืนกินอะไรเข้าไป ก็จะได้ความสามารถทั้งหมดของสิ่งที่กินเข้าไป
เนื้อของหมาป่าที่ลูคัสได้กินเข้าไปทำให้ผลของสกิลเริ่มทำงานร่างกายของลูคัสค่อยๆ ฟื้นฟูถึงจะไม่มากนักเพราะว่าหมาป่ามีอัตราการฟื้นฟูอยู่ในระดับต่ำ มันจึงฟื้นฟูได้แค่รอยแผลแต่กระดูกที่หักไม่สามารถฟื้นฟูได้
ฝนตกลงมากลางดึกลูคัสจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขาคิดว่าให้ตายไปเลยยังดีกว่ามานอนทรมานอยู่แบบนี้ ขณะที่นอนตากฝนไปสักพักลูคัสก็รู้สึกปวดท้องเป็อย่างมากเขาคิดว่า เพราะเนื้อเน่าที่กินไปแน่ๆ ลูคัสบิดลำตัวไปมาเพราะปวดท้อง แต่เมื่อขยับร่างกายมากๆ เขาก็ต้องเ็ปร่างกายตรงส่วนที่กระดูกหักอีก
ลูคัสบิดลำตัวส่ายหัวไปมาจนเหลือบไปเห็นมีดสั้นตกอยู่ไม่ไกลนัก เขาจึงค่อยๆ กระดืบไปเหมือนตัวหนอน แขนขาที่ฟื้นฟูขึ้นมานิดหน่อยจึงพอให้เขายังขยับได้ เมื่อถึงตรงที่มีดตกอยู่ลูคัสค่อยๆ เอื้อมมือ ไปจับมีดให้ส่วนที่แหลมตั้งขึ้น แล้วเขาก็ยกส่วนหน้าอกตัวเองขึ้นแล้วเอาปลายมีดแหลมตั้งไว้ให้ตรงกับหัวใจ แล้วลูคัสก็ทิ้งตัวลงไปทับมีดนั้นทันที
จึก!!
มีดลึกจมเข้าไปตัดขั้วหัวใจของเขาทันที ลูคัสร้องเสียงโหยหวนด้วยความเ็ป…...และสิ้นใจตายจมกองเือยู่ตรงนั้น
เช้าวันต่อมาลูคัสฟื้นกลับมาในร่างกายปกติ แต่ครั้งนี้มีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป เช่น จมูกของเขาได้กลิ่นทุกอย่างแม้สิ่งนั้นจะอยู่ไกล และหูก็ได้ยินเสียงไวมาก ร่างกายก็รู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงมากขึ้น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสนใจตอนนี้ เพราะเขาได้กลิ่นสาบเหมือนซากหมาป่าที่กองอยู่ข้าง ๆ เขา
กรรรรรร…………
เ้าหมาป่าสีเทาตัวใหญ่โผล่ออกมายืนอยู่บนโขดหินริมลำธารฝั่งตรงข้ามลูคัส มันจ้องมองมาด้วยดวงตากระหายเื น้ำลายไหลยืดออกมาจากปากของมัน
ลูคัสกำมีดแน่นอยู่ในมือ เขาตั้งท่ารับการโจมตีจากมัน
ฟุบ…..
เ้ามาป่าตัวนั้นะโได้ไกลและสูงมาก มันะโจากโขดหินอีกฝั่งของลำธาร มายืนบนอีกโขดหินของฝั่งเดียวกับลูคัส และฉับพลันนั้นมันก็กระโจนเข้าใส่ลูคัสทันที แต่ครั้งนี้ลูคัสะโหลบได้จนตัวเขาเองต้องแปลกใจว่าทำไมร่างกายถึงะโหลบได้เอง
ในขณะที่ลูคัสกำลังแปลกใจอยู่จึงเปิดช่องว่างให้หมาป่าตัวนั้นวิ่งเข้ามางับเข้าที่ขามันลากเขาไปทันที ลูคัสร้องโหยหวนด้วยความเ็ป เขาคิดว่ารอบนี้จะไม่ปล่อยให้มันลากแบบคราวที่แล้ว จึงเอามือคว้าที่หัวมันไว้ แล้วอีกมือที่กำมีดอยู่จ้วงแทงเข้าไปที่ลูกตามันทันที จนมันร้องเอ๋งเหมือนหมาทั่วไป ลูคัสได้ยินจึงแสยะยิ้มออกมา
“เป็ไงล่ะมึง!! โดนคืนไปซะบ้าง”
ด้วยความเ็ปหมาป่าตัวนั้นจึงเหวี่ยงสะบัดเขาออกไป จนลูคัสกระเด็นไปชนหน้าผาแล้วล่วงลงมากองกับพื้น เขาค่อยๆ พยุงร่างกายลุกขึ้นยืน แม้ขาจะเจ็บแต่เขาไม่สนใจแล้วตอนนี้เขาอยากฆ่ามันเท่านั้น…..
เมฆฝนเริ่มก่อตัวจนท้องฟ้าดำมืด ลูคัสกับหมาป่าสีเทายืนจ้องกันอยู่แบบนั้นจนไม่รู้ว่านานเท่าไรต่างฝ่ายต่างาเ็ ต่างฝ่ายต่างหมายเอาชีวิตของฝั่งตรงข้าม
และแล้วฝนก็เทกระหน่ำลงมา เสียงเม็ดฝนดังเซ็งแซ่ แต่ภายในเสียงของสายฝนนั้นมีเสียงร้องอันโหยหวนของสองสิ่งมีชีวิต ผลัดกันร้องอยู่แบบนั้นไปจนพักใหญ่ ๆ จึงสงบลง
-------------------------------
วันเวลาผ่านไปหลายเดือน
ลูคัสที่อยู่ในสภาพเหมือนคนเสียสติ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายาวรุงรัง ลูคัสพยายามหนีออกจากหุบเหวนรกแห่งนี้แต่ก็หมดหนทาง ใน่แรก ๆ เขาวิ่งไปตามน้ำไหลของลำธารเพื่อหาทางออก
แต่แล้วก็ต้องเจอกับกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเขาเอาไว้ เขาพยายามปีนหน้าผาขึ้นไปแต่ก็มีกำแพงกั้น้าไว้อีกเหมือนกัน เขาคิดว่าไอ้กำแพงที่มองไม่เห็นนี้คงมีไว้เพื่อป้องกันเขาหนีเพียงอย่างเดียวเพราะพวกนกหรือสัตว์อย่างอื่น มันสามารถบินผ่านเข้าออกได้อย่างสบาย
ความเ็ปและความตายที่เขาต้องเจออยู่ทุกวี่วัน มันสร้างความเ็ปทรมานให้แก่เขาเป็อย่างมาก จนจิตใจของเขาเริ่มจะทนไม่ไหว ลูคัสไม่รู้ว่าจะประคองสติให้ปกติได้ต่อไปอีกนานแค่ไหนกัน
ทุกวันนี้ถ้าเขาไม่ตายพวกมันก็ตาย หลังจากสัตว์พวกนั้นตาย เขาก็จะกินมันเป็อาหาร เพราะไม่มีเวลามากพอที่จะหาอย่างอื่นเป็อาหาร แต่มันก็ทำให้เขาแปลกใจเพราะหลังจากกินเนื้อสัตว์เข้าไปแล้วเขาก็จะแข็งแรงขึ้น ยิ่งเขาแข็งแรงขึ้นสัตว์ที่โผล่มาก็จะแข็งแกร่งมากกว่าเดิมเสมอ บางครั้งมันก็มีพวกมอนสเตอร์หน้าตาแปลก ๆ ออกมาด้วย
ลูคัสไม่สนใจว่าจะเป็ตัวอะไรถ้าฆ่าได้เขาก็กินมันหมดทุกอย่างในตอนนี้เพื่อความอยู่รอด ในเมื่อตายไม่ได้จึงต้องฆ่าอีกฝ่ายให้ตายเร็วที่สุด ตัวเขาก็จะไม่ต้องเ็ปจากการที่โดนพวกมันโจมตี
ส่วนความคับแค้นในจิตใจของลูคัส มันค่อยๆ ก่อตัวเพิ่มพูนขึ้น ยิ่งเขาเ็ปมากเท่าไร ความแค้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขาคิดว่าถ้าออกไปได้เขาอยากจะตามแก้แค้นครอบครัวและไอ้เทพเ้าที่ทำให้เขาต้องมาเจอความเ็ปเช่นนี้
ลูคัสรักครอบครัวของเขามาก แต่พวกเขากลับตอบแทนด้วยความเ็ป เขาจึงคิดว่าจะเอาความเ็ปที่เขาเจอไปตอบแทนพวกนั้นให้สาสมเลยทีเดียว
------------------------------
จากวันเป็เดือน จากเดือนเป็ปี
ในตอนนี้ความเป็มนุษย์ของลูคัสได้ถูกซ่อนลึกลงไปในจิตใจเพราะหลีกหนีต่อความเ็ปทรมานที่ได้พบเจอ เหลือเพียงตัวตนที่เหมือนดังสัตว์ร้ายที่คอยต่อสู้ป้องกันตนเอง ตอนนี้ร่างของเขามีแค่เพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเพียงเท่านั้น ความสามารถของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงร่างกายจะเล็กแต่ก็มีความแข็งแกร่งมาก ทั้งะโได้ไกล มองเห็นในที่มืด หูรับรู้เสียงได้ทุกอย่าง จมูกไวต่อกลิ่นต่างๆ
นานๆ ครั้งจะมีพวกนักผจญภัยเดินทางเข้ามาในที่หุบเหวแห่งนี้ ลูคัสได้แต่หลบซ่อนตามซอกหินเพื่อแอบดู ร่างกายของเขาพัฒนามากขึ้นจนสามารถปกปิดพลังไม่ให้แผ่ออกไปเพราะถ้าเขาไม่ปกปิดพลัง เขาจะดักโจมตีฝ่ายตรงข้ามลำบากและโดนสัตว์พวกนั้นเจอตัวได้ง่าย นักผจญภัยจึงไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของเขาได้เลย
นักผจญภัยเ่าั้ถูกพวกสัตว์และมอนสเตอร์สังหารจนหมดสิ้น พวกเขาไม่สามารถสู้สัตว์ที่เทพเ้าส่งมาได้เลย พวกเขามาเพราะทางสมาคมได้ว่าจ้างด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อให้มาสำรวจและจัดการปีศาจหรือมอนสเตอร์ที่อยู่ภายในหุบเหวแห่งนี้
เนื่องจากนักเดินทางที่ใช้เส้นทางเลียบหน้าผา มักจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากก้นเหวแห่งนี้บ่อยๆ จนพากันหวาดกลัวแต่ก็จำเป็ต้องใช้เส้นทางนี้เพราะเป็เส้นทางที่สั้นที่สุดในการเดินทาง
แต่ไม่ว่าทางสมาคมจะส่งนักผจญภัยที่เก่งแค่ไหนมาก็ไม่มีใครได้กลับไปเลยสักคน ั้แ่นั้นจึงมีกฎว่าให้ใช้เส้นทางนี้เดินทางเฉพาะเวลากลางวัน และเมื่อถึงทางลาดลงจากหน้าผาที่อยู่หน้าทางเข้าหุบเหวให้รีบเดินจากไป อย่าเข้าไปด้านในและอย่าหันไปมองโดยเด็ดขาด
------------
ลูคัสเฝ้ามองคนพวกนั้นเดินทางผ่านทางลาดจากหน้าผา เขาไม่สามารถออกไปได้เพราะกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเขาอยู่ เขาจึงได้แค่มองเหมือนสัตว์ตัวนึงที่มองดูสิ่งต่างๆ
ลูคัสในตอนนี้เขาไม่ต่างจากสัตว์เลยสักนิด ที่ต้องต่อสู้ตามสัญชาตญาณเพื่อเอาชีวิตรอด ทำให้เทพเ้าที่คอยเฝ้าดูอยู่เริ่มไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่เห็น เขาคิดว่าถ้าเป็แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากการมองดูพวกสัตว์กัดกัน เทพเ้าเอส้ามองดูคนที่มีจิตใจมีความรู้สึก โดนฆ่าโดนทรมานทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้าเป็แบบนั้นเขาถึงจะสนุกไปกับมัน
เทพเ้าเอสจึงคิดว่าต้องหาวิธีดึงจิตใจของลูคัสกลับคืนมา ซึ่งจากตอนนั้นที่เค้าเอาลูคัสมาอยู่ก้นเหว มันก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว เขาคิดว่าเหลือเวลาอีกตั้ง 5 ปี ถ้าเป็แบบนี้ต่อไปเขาหมดสนุกแน่ๆ เขาต้องหาวิธีดึงสติและจิตใจของลูคัสกลับคืนมา เพื่อให้มีความรู้สึกรับรู้ถึงความเ็ปอีก 5 ปีต่อไปให้ได้
่นี้เทพเ้าเอสจึงยังไม่ได้ส่งมอนสเตอร์หรือสัตว์ร้ายลงไป เขาคิดว่าต้องให้จิตใจของลูคัสกลับมาก่อนจึงค่อยดำเนินการต่อ
เทพเ้าเอสนั่งคิดวันแล้ววันเล่า จนในวันหนึ่งเขาเห็นขบวนเดินทางขนาดใหญ่อยู่พอสมควร มีรถม้าในขบวนหลายคัน เทพเ้าเอสมองไปที่ขบวนรถม้านั้นแล้วแสยะยิ้มที่มุมปาก
-------------------
ดีมัล หัวหน้าสมาคมพ่อค้า ได้พาครอบครัวเดินทางไปติดต่อเพื่อทำการค้ากับเมืองต่างๆ จนตอนนี้ได้เวลาต้องกลับไปยังที่ตั้งของสมาคมที่อยู่ในเมืองหลวงแล้ว ในตอนแรกที่เขาออกเดินทางนั้น เนื่องจากต้องไปที่เมืองอื่นตามแนวของูเา จึงไม่ได้ใช้เส้นทางหุบเหวปีศาจที่เขาร่ำลือกัน
แต่ในตอนขากลับเข้าเมืองหลวง เขาจำเป็ต้องใช้เส้นทางนี้เพราะมันใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด ซึ่งเขาได้ปรึกษากับนักผจญภัยระดับสูงที่เขาได้ว่าจ้างมาคุ้มกันขบวนเดินทางของเขาแล้วว่า สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ เพียงแค่มีกฎห้ามแวะพักกับเข้าไปในหุบเหวโดยเด็ดขาด
ดีมัลคิดว่า ตัวเขาเองก็ไม่คิดจะเข้าไปในหุบเหวน่ากลัวนั่นอยู่แล้ว
กรี๊ดดดด…...กรรรรร………..อ้ากกกกกกกก!!!
เสียงกรีดร้องดังโหยหวนขึ้นมาจากก้นเหวอันดำมืดนั้น ทำเอาทุกคนที่อยู่ในรถม้านั่งตัวสั่นด้วยความกลัว
“พ่อคะ นั่นเสียงอะไร….”
เจมิลี่เด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ผมสีทองยาวสลวย หน้าตาน่ารัก ถามดีมัลผู้เป็พ่อด้วยน้ำเสียงบ่งบอกถึงหวาดกลัว ส่วนมือสองข้างกอดเอวแม่ของเธอแน่น
“ไม่มีอะไรหรอกลูก เสียงสัตว์มันร้องนะ”
ดีมัลตอบลูกสาวอันเป็ที่รักด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเอามือลูบไหล่ภรรยาของเขาที่นั่งทำหน้าหวาดกลัวอยู่เช่นกัน
“ใกล้จะถึงทางลาดลงจากแนวหน้าผาแล้วครับ สบายใจได้แล้วทุกคน”
เสียงนักผจญภัยะโบอกมาจากด้านหน้าขบวน เมื่อทุกคนในรถม้าได้ยินสีหน้าก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“เห็นไหม เราใกล้จะถึงบ้านแล้ว มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
ดีมัลพูดและยิ้มให้กับภรรยาของเขาที่เริ่มมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อกี้พอสมควร ดีมัลชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างของรถม้าเพื่อดูทางข้างหน้า เขาจึงเห็นว่าไม่ไกลแล้วทางลาดอยู่ตรงหน้านั่นเอง
ปึก!!
ปึก!!
ปึก!!
เสียงลูกธนูปักข้างรถม้าที่วิ่งอยู่สามดอก ดีมัลเห็นจึงรีบหลบเข้าไปในรถม้าทันที
“ทุกคนระวังตัว มีโจรป่าดักซุ่มโจมตี!!!”
นักผจญภัยะโบอกทุกคน ดีมัลได้ยินจึงคิดว่า นี่พอพวกเขาผ่านเส้นทางของหุบเหวปีศาจมาได้แล้วยังต้องมาเจอโจรอีกงั้นรึ นี่มันบ้าอะไรเนี่ย
“คุณคะ!!!” ภรรยาดีมัลเรียกด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“ไม่เป็ไรนะที่รัก นักผจญภัยของเราเก่งระดับสูงทั้งนั้นแค่โจรกระจอกไม่กี่คน จัดการแป๊บเดียว” ดีมัลปลอบภรรยาเพราะเขาคิดว่านักผจญภัยระดับสูงที่เขาจ้างมาด้วยเงินที่มากมายนั้นเก่งอยู่แล้ว ในขณะที่เขาคิดรถม้าก็วิ่งลงทางลาดไปเรียบร้อยและจู่ๆ รถม้าก็หยุดลง
ตูม!!
เสียงะเิดังสนั่น สักพักเขาก็ได้ยินเสียงผู้คนพูดขึ้นไม่ห่างจากรถม้าของเขามากนัก
“เฮ้ย!! พวกมึงตรวจรถม้าทุกคัน ค้นหาสมบัติให้ได้เยอะที่สุดขบวนนี้เป็ของหัวหน้าสมาคมพ่อค้าเลยนะเว้ย ใครขัดขืนก็ฆ่ามันให้ตายให้หมด”
ดีมัลได้ยินดังนั้นจึงใเป็อย่างมาก นี่พวกนักผจญภัยเสียท่าโจรไปแล้วงั้นรึ ในหัวของเขาใช้ความคิดอย่างหนัก และแล้วก็เหมือนว่าเขาจะคิดอะไรได้ เขาหันมาที่ภรรยาและลูกของเขา
“อยู่ในนี้อย่าออกมานะ เดี๋ยวพ่อมา”
ดีมัลบอกเสร็จจึงคว้ากระเป๋าที่ใส่เงินลงจากรถม้าไป เมื่อภรรยาเห็นดังนั้นจึงใ หันมาบอกลูกสาวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ลูกอยู่ในรถม้าเงียบๆ นะ อย่าส่งเสียงเด็ดขาด แม่จะไปช่วยพ่อ”
“แม่จ๋า...หนูกลัว อย่าทิ้งหนู…”
เจมิลี่พูดบอกแม่พร้อมด้วยน้ำตาไหลรินออกมาอาบสองแก้ม แม่ของเธอเอามือลูบหัวลูกสาวแล้วเอานิ้วชี้มาจุ๊ที่ปาก ส่งสัญญาณบอกว่าให้อยู่เงียบๆ จากนั้นก็เปิดประตูลงจากรถม้าไปอีกคน
เมื่อดีมัลลงมาจากรถม้า เข้าเห็นกลุ่มนักผจญภัยหลายคนนอนาเ็อยู่กลับพื้น
“พวกมันลอบโจมตี ครับ อึก…”
หัวหน้ากลุ่มนักผจญภัยพยายามประคองตัวลุกขึ้นนั่ง
“พวกมึงเงียบปากไปเลย ถ้าไม่ลอบโจมตี พวกกูก็สู้พวกมึงไม่ได้สิวะ ฮ่าๆๆๆ ”
ดีมัลเห็นท่าไม่ดีจึงถือกระเป๋าเงินและเดินไปทางโจรที่ดูเหมือนเป็หัวหน้า
“คุณคะ”
ดีมัลใหันไปพบว่าภรรยาของเขากำลังวิ่งมาหาเขา ในจังหวะที่ทุกคนหันมามองภรรยาของดีมัลนั่นเอง นักผจญระดับสูงหลายคนที่าเ็ไม่มากเท่าไร จึงใช้สกิลเวทมนตร์ทุกอย่างที่มี โจมตีเข้าใส่กลุ่มโจรพวกนั้นพร้อมกัน
ตูม!!
ตูม!!
ตูม!!
สกิลที่ปล่อยออกไปนั้นมีทั้ง เวทน้ำแข็ง เวทลมและเวทดิน ต่างพุ่งเข้าใส่ร่างโจรพวกนั้นเสียงดังสนั่น ม้าที่ลากรถของดีมัลจึงใเสียงที่เกิดจากการโจมตีด้วยเวทมนตร์ มันเตลิดวิ่งหนีลากรถม้า หายเข้าไปทางหุบเหวปีศาจ
พวกโจรโดนโจมตีจนถึงตายไปหลายคน พวกที่เหลือต่างวิ่งหนีแยกย้ายกันเข้าป่าไปจนหมดสิ้น
“คุณคะ!! แย่แล้วรถม้า….”
ภรรยาดีมัละโออกมาด้วยความใ และวิ่งตามรถม้าไป นักผจญภัยที่ลุกไหวจึงะโไปคว้าตัวภรรยาของดีมัลเอาไว้
“ไม่ทันแล้วครับคุณนาย รถม้าเข้าไปในนั้นแล้วมีอะไรหายเหรอครับ ?”
“ลูกฉัน ๆ ๆ อยู่ในรถม้า !!”
เมื่อได้ยินภรรยาดีมัลบอก ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นใเป็อย่างมาก ดีมัลก้าวขาจะวิ่งเข้าไปในหุบเหวปีศาจแต่พวกนักผจญภัยต่างเข้ามาดึงตัวเขาไว้ทัน
“มันสายไปแล้วครับนายท่าน !! ตั้งสติหน่อยครับ !!”
ดีมัลและภรรยา ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นและหันมากอดกันร้องไห้อย่างโหยหวนน่าเวททนา
ทันใดนั้นเอง ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงสัตว์ร้องคำราม ดังระงมออกมาจากหุบเหวปีศาจที่อยู่ตรงหน้า พวกเขาทุกคนต่างคิดในใจว่า สัตว์ปีศาจพวกนั้นคงมารุมทึ้งกินเด็กน้อยที่น่าสงสารคนนั้นเรียบร้อยแล้ว ช่างน่าสงสารจริงๆ
--------------------