“โอหังนัก!” โม่อวี้เฉินก้าวออกมาและยืนอยู่ด้านหลังกู้ชิงเฉิง ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบแต่กลับแฝงด้วยแรงกดดันที่น่าเกรงขาม เขาเฝ้าสังเกตชายผู้นี้มานานแล้วจึงส่งเฟิงฮ่วนไปสืบดู
ชายผู้นี้มีรูปร่างกำยำสูงใหญ่ใบหน้าหยาบกร้าน ใบหน้าเหลี่ยมดูดุดันเป็นอย่างยิ่งเมื่อแรกเห็นก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวต้าฉิน
“เจ้าคือผู้ใดกัน? อย่าได้สอดรู้สอดเห็น” ชายฉกรรจ์ชี้ไปที่คอของตนเอง “เจ้าไม่รู้หรือว่าชาวบ้านในหมู่บ้านข้าตายหมดแล้ว”
กู้ชิงเฉิงเองก็ไม่คาดคิดว่าโม่อวี้เฉินจะมาที่นี่นางจึงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง “ท่านไม่ได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้รึเพคะ?”
“วันนี้เป็นวันเปิดร้านของเจ้า เหตุใดข้าจะไม่มาเล่า” โม่อวี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆแม้เขาจะพานางกลับมายังตำหนักบูรพาแล้ว ก็ไม่ได้เข้มงวดกับนางมากนักเขาปล่อยให้นางทำตามใจตน ทว่าทุกการกระทำของนาง เขากลับล่วงรู้ทุกอย่าง
เขารู้ดีว่าระหว่างเขากับนางยังมีกำแพงกั้นอยู่ยากจะสนิทสนมกันได้ในชั่วข้ามคืน เขาจึงยินดีให้นางได้มีเวลาให้นางได้ปรับตัวเข้ากับตำหนักบูรพาและเมืองหลวงเสียก่อน
“พอได้แล้ว เลิกพูดจาเหลวไหลเสียที ในเมื่อพวกเจ้าเปิดอันหยวนถังก็ควรจะรักษาได้ทุกโรค” ชายฉกรรจ์กล่าวอย่างไม่พอใจ “วันนี้ต้องรักษาข้าให้หาย ไม่เช่นนั้น… พวกเจ้าจะได้เจอดี!” ท่าทางของเขาราวกับพร้อมจะทำลายทุกสิ่ง
ทันใดนั้นฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของชายฉกรรจ์เสียงดัง ‘เพียะ!’
หูเอ้อร์จ้องมองชายฉกรรจ์ผู้กำลังงงงวยราวกับมองเศษขยะ“เจ้ามาจากที่ใดกัน บังอาจมาเอะอะโวยวายที่นี่” เขาไม่สามารถทนมองผู้ใดรังแกกู้ชิงเฉิงได้ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้าและลงมือทันที
“รนหาที่ตาย” ชายฉกรรจ์คำรามเสียงดังและพุ่งเข้าใส่หูเอ้อร์อย่างดุดัน ทั้งสองต่างปะทะกันอย่างดุเดือด
กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อยมุมปากยกขึ้น “คุณหนูใหญ่ตระกูลกู้ผู้นี้ช่างอยู่ไม่สุขเสียจริง”ขณะเดียวกันก็เงยหน้ามองไปยังโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม
ยามนี้กู้ตงหลิงกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอันลึกซึ้งนางได้ส่งคนไปปล่อยข่าวลือว่ามีผู้ป่วยโรคจุดดำคนหนึ่งอยู่ในอันหยวนถังและคนทั้งอันหยวนถังต่างติดเชื้อกันหมดแม้แต่ผู้คนที่มารักษาวันนี้ก็ยังพลอยได้รับเคราะห์ไปด้วย
คำกล่าวเหล่านั้นมีเหตุผลรองรับและฟังดูน่าเชื่อถือยิ่งอันหยวนถังจึงกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามในใจผู้คนไปในทันทีและยังถูกผู้คนประณามสาปแช่งอีกด้วย
โม่อวี้เฉินเองก็เงยหน้ามองเช่นกันด้วยระยะห่างเช่นนี้ เขาจึงมองไม่เห็นสถานการณ์ฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจนนักทว่าโม่อวี้เฉินรู้ดีว่าที่กู้ชิงเฉิงกล่าวเช่นนั้นนางย่อมต้องล่วงรู้บางสิ่งเป็นแน่
“องค์รัชทายาท!” ขณะนั้นขันทีน้อยคนหนึ่งวิ่งเข้ามา“ในที่สุดก็พบองค์รัชทายาทแล้ว!” ขณะกล่าวก็หอบหายใจอย่างแรงเขาเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย เพราะวิ่งมาตลอดทาง
“เกิดเรื่องใดขึ้น?” ผู้มาเยือนคือเสี่ยวลู่จื่อขันทีในตำหนักฮองเฮา
“ฮองเฮาทรง… ทรงลื่นล้มขณะชมดอกไม้ในอุทยาน และยังไม่ทรงฟื้นคืนสติหมอหลวงทุกคนต่างไร้หนทาง… ฝ่าบาทเสด็จไปแล้ว เกรงว่า เกรงว่า…” เสี่ยวลู่จื่อไม่กล้ากล่าวต่อ
“ฝ่าบาทรับสั่งให้องค์รัชทายาทเข้าวังไปเยี่ยมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เห็นได้ชัดว่าฮองเฮาอาจจะไม่รอดแล้ว เรื่องสำคัญเช่นนี้โม่อวี้เฉินจะไม่ไปได้อย่างไร
“ชิงเฉิง เจ้าไปกับข้าเถิด” โม่อวี้เฉินกำหมัดแน่นแม้เขาจะไม่ชอบการกระทำของฮองเฮา ทว่านางก็คือมารดาแท้ๆ ของเขาเขาจำต้องไปดูอาการนาง
แต่เมื่อเห็นหูเอ้อร์และชายฉกรรจ์กำลังต่อสู้กันและมองไปยังโรงน้ำชาฝั่งตรงข้าม เขาก็ยังคงไม่อาจวางใจได้ ก่อนหน้านี้แม้เขาจะไม่ชอบกู้ตงหลิง ทว่าก็คิดว่านางเป็นคนอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อยและมีจิตใจดีครั้นเมื่อเขาได้เห็นธาตุแท้ของนางแล้ว ในชั่วขณะหนึ่งก็รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่งและยังอดเป็นห่วงกู้ชิงเฉิงไม่ได้
“ไปเถิดเพคะ ที่นี่ไม่มีอันใด” กู้ชิงเฉิงโบกมือ“พาเซวียนเอ๋อร์ไปด้วย”
กู้จิ่งเซวียนกอดจินเถียววิ่งเข้ามา“ข้าไม่เข้าวังนะขอรับ” เขาจะต้องอยู่ที่นี่จะปล่อยให้กู้ชิงเฉิงเผชิญหน้าคนเดียวได้อย่างไรคนที่แม้แต่หูเอ้อร์ก็ยังไม่สามารถรับมือได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่
วรยุทธ์ของชายฉกรรจ์ผู้นั้นเหนือชั้นยิ่งนักแม้จะปะทะกับหูเอ้อร์เป็นร้อยกระบวนท่า ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเพลี่ยงพล้ำ
“เซวียนเอ๋อร์เชื่อฟังแม่ เจ้าเข้าวังไปกับพ่อเถอะ ไปดูอาการของฮองเฮาด้วยวิชาแพทย์ของเจ้า ย่อมรับมือได้” กู้ชิงเฉิงกล่าวด้วยใบหน้าอ่อนโยนพลางรั้งกู้จิ่งเซวียนเข้ามาในอ้อมแขน “ที่นี่ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงมีท่านอาหูของเจ้าอยู่ด้วย”
“แต่ชายผู้นี้เป็นโรคด่างดำ...” กู้จิ่งเซวียนจำโรคนี้ได้แม่นยำ
เป็นเรื่องเมื่อปีกลายตอนที่กู้ชิงเฉิงนำคนรุดไปถึง หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็มอดไหม้เป็นทะเลเพลิงเวลานั้นกู้ชิงเฉิงโกรธจัด ถึงกับส่งคนไปสังหารขุนนางท้องถิ่นหลายคนในวันนั้น
นางคิดว่าชาวบ้านเหล่านั้นสามารถรักษาให้หายได้แต่ขุนนางท้องถิ่นกลับเกรงว่าตนจะติดโรคจึงแจ้งต่อเบื้องบนว่าชาวบ้านล้มป่วยตายสิ้นแล้วสั่งเผาหมู่บ้านเพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย ราชสำนักก็ไม่ได้ส่งคนไปตรวจสอบหมู่บ้านหนึ่ง ชีวิตผู้คนนับร้อย ต้องมอดม้วยไปอย่างไร้ค่า
ในเวลานั้นกู้ชิงเฉิงได้ตั้งปณิธานว่า จะต้องเปิดอันหยวนถังให้ครอบคลุมทั่วหล้ารับศิษย์ให้มากขึ้น เผยแพร่วิชาแพทย์ของนางให้ยิ่งใหญ่เพื่อช่วยชีวิตผู้คนเหล่านี้
กู้ชิงเฉิงเหลือบมองชายฉกรรจ์ที่กำลังต่อสู้กันพลางยิ้มมุมปาก “เซวียนเอ๋อร์ นำจินเถียวของเจ้ามา”
จินเถียวคล้ายจะเข้าใจคำพูดของกู้ชิงเฉิงจึงวิ่งเข้ามาเอง จากนั้นกู้ชิงเฉิงก็ทาของเหลวบางอย่างที่อุ้งเท้าเล็กๆทั้งสี่ของจินเถียว แล้วลูบหัวเล็กๆ ของมัน “ไปไปข่วนคอของเขาซะ!”
นางคาดการณ์ไว้แล้วว่าชายฉกรรจ์ผู้นี้มีปัญหาทว่ายังไม่แน่ชัดว่าเกี่ยวข้องกับกู้ตงหลิงหรือไม่
แต่หากเขาเป็นโรคด่างดำแล้วยังสามารถต่อสู้กับหูเอ้อร์ได้ถึงสองร้อยกระบวนท่าเช่นนั้นก็เป็นไปเถอะ ไม่ได้ส่งผลอันใด ก็แค่ผิวหนังดำคล้ำไปบ้างเท่านั้น
จินเถียวดูเหมือนจะรู้ว่านายของตนต้องเชื่อฟังกู้ชิงเฉิงมันจึงเชื่อฟังอย่างยิ่ง และพุ่งเข้าใส่หูเอ้อร์และชายฉกรรจ์ที่กำลังต่อสู้กันร่างของจินเถียวตัวนี้ยังเล็กนัก จึงว่องไวปราดเปรียวเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองคนที่กำลังต่อสู้กันต่างก็ออกแรงเต็มที่หากเป็นคนธรรมดาบุกเข้าไป ย่อมต้องได้รับบาดเจ็บแต่จินเถียวตัวนี้เฉลียวฉลาดเป็นที่สุดพริบตาเดียวก็กระโจนเข้าใส่ใบหน้าของชายฉกรรจ์ ชายฉกรรจ์โกรธจัด ง้างหมัดชกกลับไปแต่จินเถียวได้วิ่งหนีไปแล้ว หมัดนั้นจึงเกือบจะชกเข้าที่ใบหน้าของตนเอง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้หูเอ้อร์ก็ฉวยโอกาสชกเขาเข้าที่หนึ่งโดยไม่ยั้งมือ จนคนผู้นั้นสลบไปในทันทีเวลานั้นผู้คนก็มองเห็นชัดเจนว่าผิวหนังสีดำที่คอของชายฉกรรจ์ผู้นั้นกลายเป็นรอยด่างดำไปหมดแต่บริเวณที่จินเถียวข่วนเป็นสีขาว... ทำให้ทุกคนหน้าชาไปตามๆ กัน
“จับเขาไปแขวนไว้ที่ประตูเมือง ให้ผู้คนได้ดูโดยทั่ว” โม่อวี้เฉินแค่นเสียงเย็นชา คนผู้นี้กล้ามาดูหมิ่นพระชายาของเขาดูท่าแล้วต้องให้ผู้คนได้รับรู้ฐานะของกู้ชิงเฉิงเสียบ้างแล้ว สตรีของเขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดรังแกเด็ดขาด
จากนั้นชายฉกรรจ์ก็ถูกถอดเสื้อและนำไปแขวนไว้ที่ประตูเมืองเดิมทีมีข่าวลือในตลาดว่าโรคด่างดำจะระบาดอีกครั้งและมาจากอันหยวนถังที่เพิ่งเปิดทำการ แต่บัดนี้เรื่องราวที่ประตูเมืองกลับทำให้ผู้คนรู้สึกขบขัน
แม้แต่เจ้าหน้าที่ต้าหลี่ซื่อที่เดิมเตรียมจะไปจับกุมคนในอันหยวนถังก็จนปัญญาอย่างยิ่ง
เรื่องนี้เดิมทีก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหากยังคงวุ่นวายต่อไป ไม่ว่าอันหยวนถังจะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใดมีวิชาแพทย์สูงส่งเพียงใด ก็เกรงว่าจะยากจะรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้ไปได้แต่สุดท้ายกลับจบลงด้วยเรื่องตลกเช่นนี้
กู้ตงหลิงมองชายฉกรรจ์ที่ถูกแขวนอยู่บนประตูเมืองส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
ชายฉกรรจ์เมื่อฟื้นขึ้นมาและเห็นกู้ตงหลิง หัวใจของเขาพลันเจ็บปวด เขาคิดว่าตนเองไร้ประโยชน์ทำเรื่องพังไปหมด จากนั้นก็กัดยาเม็ดใต้ฟันของตนเอง…