เดือนกรกฎาคม ปีปฏิทินพันธมิตร 177
ความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของสัตว์ร้ายในแถบูเาหิมะ่นี้ ทำให้สมาคมผู้ฝึกอสูรทั่วทั้งเมืองปิงหยวนตกอยู่ในสภาวะตื่นตัวเต็มพิกัด
โดยเฉพาะเหล่าผู้ฝึกอสูรอาชีพแห่งสมาคมผู้ฝึกอสูรเขตผิงเฉิง ที่เข้าสู่โหมดพร้อมรบเต็มรูปแบบมาสักพักใหญ่แล้ว
เหตุการณ์คลื่นสัตว์อสูรเมื่อสิบปีก่อน สร้างความเสียหายให้เขตผิงเฉิงอย่างหนักหนาสาหัส เมืองปิงหยวนต้องทุ่มเทกำลังคนและทรัพยากรมหาศาลจากทุกภาคส่วน กว่าจะฟื้นฟูเขตผิงเฉิงกลับมาได้
ครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้พวกสัตว์ร้ายบุกข้ามกำแพงเมืองเข้ามาสร้างความหายนะได้อีกเป็ครั้งที่สอง!
ภายใต้บรรยากาศตึงเครียดเช่นนี้ ประสาทััของเหล่าผู้ฝึกอสูรย่อมไวต่อความเคลื่อนไหวภายนอกเป็พิเศษ
ตูม!!!
และใน่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนั้นเอง จู่ๆ เสียงการสั่นะเืของอากาศระลอกใหญ่ก็ดังสนั่นเหนือฟากฟ้าเขตผิงเฉิง ทำเอาเส้นความอดทนที่ขึงตึงเปรี๊ยะในใจของผู้ฝึกอสูรบางคนขาดผึงทันที
“เชี่ยเอ้ย คลื่นสัตว์อสูรบุกเมืองเหรอ!?”
“ทำไมไม่มีข่าวแจ้งเตือนอะไรเลยวะ”
“คิดในแง่ดีไว้ อาจจะแค่แผ่นดินไหวก็ได้...”
“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
เสียงนั้นดังสนั่นกึกก้อง ไม่ใช่แค่เหล่าผู้ฝึกอสูรเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดก็ยังได้ยินกันชัดเจน ทุกคนเดินออกมาจากบ้านโดยสัญชาตญาณ แหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า
ทว่า... เสียงสั่นะเืรุนแรงนั้นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มีความผิดปกติใดๆ ตามมาอีก...
...
ณ ดาดฟ้าตึกสูง สำนักงานใหญ่สมาคมผู้ฝึกอสูรเขตผิงเฉิง
ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทายืนตระหง่านอยู่ที่นั่น เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่แตกร้าวราวกับกระจกเงา ก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
“ท่านประธานคะ เมื่อกี้มันคืออะไร?”
“สมาคมในเขตอื่นและในตัวเมืองก็จับสัญญาณความผิดปกติได้เหมือนกันค่ะ”
ประตูชั้นดาดฟ้าเปิดออก เลขาสาวร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน
แรงสั่นะเืเมื่อครู่ส่งผลกระทบต่อเมืองปิงหยวนเป็วงกว้างกว่าที่คาดไว้มาก! แม้แต่พื้นที่ห่างไกลก็ยังััได้ถึงความเปลี่ยนแปลง
ประธานในชุดสูทสีเทาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“สถานการณ์แบบนี้ ผมเองก็เคยได้ยินจากคำบอกเล่า ยังไม่แน่ใจว่าจะตรงกับที่คิดไว้หรือเปล่า”
“แต่ถ้าใช่... ก็อาจจะไม่ใช่เื่ร้ายเสมอไป”
...
แรงสั่นะเืแผ่ขยายไปทั่วทั้งเมืองปิงหยวน ข่าวลือเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเริ่มแพร่กระจายจากเมืองปิงหยวนออกไปยังพื้นที่อื่น
ในขณะที่ตัวต้นเื่ของเหตุในครั้งนี้... กลับมาถึงบ้านด้วยใจที่ตุ้มๆ ต่อมๆ เขาจัดการสวมผ้ากันเปื้อนแล้วลงมือทำกับข้าวหน้าตาเฉย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“สิบเอ็ด กินเยอะๆ นะ จะได้โตไวๆ”
“โลกใบนี้มันอันตรายเกินไป แกต้องเก่งขึ้นกว่านี้ ถึงจะปกป้องพวกเราได้”
“งู้วว”
อสูรกินเหล็กรับกองหน่อไม้ไปแบบงงๆ
ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่วันนี้สืออวี่ใจป้ำเป็พิเศษ แจ๋วไปเลย!
สืออวี่ที่หมกตัวอยู่ในบ้านย่อมไม่รู้สถานการณ์ภายนอก แต่ระหว่างทางกลับ เขาได้ยินคนพูดคุยกันถึงแรงสั่นะเืเมื่อครู่ ก็อดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่าเื่นี้คงไม่จบลงง่าย ๆ แน่
‘อา... ไอ้สืออวี่ ปากแกนี่มันหาเื่จริงๆ!’
‘จะไปชวนก้อนหินคุยทำซากอะไร?’
‘เห็นไหมล่ะ งานเข้าเลย!’
ก่อนจะรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น สืออวี่ตัดสินใจว่าจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน นอกจากออกไปจ่ายตลาดกับซื้อยา เขาจะไม่โผล่หัวไปไหนเด็ดขาด
“จี๊!”
ขณะที่สืออวี่กำลังตั้งปณิธานแน่วแน่ เสียงหนึ่งก็ดังมาจากต้นพลับข้างๆ
เ้าหนอนไหมเขียวในกรงนกเห็นสืออวี่ประเคนอาหารให้อสูรกินเหล็กแบบไม่ยั้ง ก็ส่งเสียงประท้วงด้วยความหิวโหยทันที
“เออๆ แกก็กินเยอะๆ เหมือนกัน”
“กินให้อ้วนๆ จะได้พ่นใยออกมาได้เยอะๆ”
สืออวี่หยิบเศษใบผักกองโตโยนเข้าไปในกรง
หนอนไหมเขียวรีบเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข เลี้ยงง่ายกว่าเ้าสิบเอ็ดเยอะ...
“เฮ้อ หาข้าวให้พวกมันเสร็จแล้วของีบก่อนดีกว่า... วันนี้เหนื่อยชะมัด”
ผลข้างเคียงจากการสอนสอนตาเหยี่ยวเมื่อวานยังไม่ทันหายดี
วันนี้ก็ดันมาเกิดเื่วุ่นวายอีก ทำเอาเขาหมดเรี่ยวหมดแรง
เขาคิดจะนอนเอาแรงก่อน รอฟื้นตัวเต็มที่แล้วค่อยสอนสกิลให้เ้าสิบเอ็ด ต้องรีบปั๊มความเก่งให้มันด่วนๆ!
—
[ชื่อ]: อสูรกินเหล็ก
[ธาตุ]: โลหะ
[ระดับเผ่าพันธุ์]: เหนือสามัญขั้นกลาง
[ระดับการเติบโต]: ตื่นรู้ 5
[สกิล]: กายาเหล็ก (เชี่ยวชาญ), สมานแผลความเร็วสูง (เริ่มต้น), ตาเหยี่ยว (เริ่มต้น)
—
ค่าสถานะปัจจุบันของสิบเอ็ดถือว่าน่าพอใจ ในบรรดา 6 สกิลที่เขารวบรวมมาได้ ตอนนี้เหลือแค่ข่มขวัญกับหลับใหลสัมบูรณ์ที่ยังไม่ได้สอน
ซึ่งทั้งสองสกิลที่เหลือเป็ระดับสูง การเผาผลาญพลังงานต้องมหาศาลแน่นอน สืออวี่เลยกะว่าจะพักเื่นี้ไว้ก่อน... ขั้นต่อไป น่าจะเน้นไปที่การเพิ่มค่าความชำนาญของสกิลที่มีอยู่เดิมให้แน่นก่อน
...
วันรุ่งขึ้น
เพื่อให้ใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้คุ้มค่าที่สุด สืออวี่ปล่อยเ้าหนอนไหมเขียวออกมาจากกรงนก และมอบหมายภารกิจให้มัน ท่ามกลางสีหน้าเอ๋อรับประทานของเ้าหนอนน้อย
“วันนี้แกรับหน้าที่เป็คู่ซ้อมให้เ้าสิบเอ็ด”
“ถ้าการฝึกซ้อมเป็ไปได้ด้วยดี เดี๋ยวมีรางวัลให้”
สืออวี่แบ่งพื้นที่ในลานบ้านออกเป็สองฝั่ง หนอนไหมเขียวอยู่ฝั่งหนึ่ง สิบเอ็ดอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
หลังจากที่สกิลพ้นใยของเ้าหนอนเขียวถึงขั้นเชี่ยวชาญ สกิลนี้ก็สามารถพลิกแพลงได้หลากหลายรูปแบบ
ตัวอย่างเช่น พ้นใย·ะุลำแสง
เทคนิคนี้คือการให้หนอนไหมเขียวบีบอัดเส้นไหมให้มีความยาวประมาณนิ้วมือ แล้วยิงอัดออกไปแรงๆ เหมือนลูกธนู หรืออาวุธลับ
แม้ความรุนแรงในตอนนี้จะยังเจาะเสื้อยืดของสืออวี่ไม่เข้า แต่ความเร็วนั้นถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว
ภายใต้การยิงของหนอนไหมเขียว เส้นไหมพุ่งจากฝั่งหนึ่งไปถึงอีกฝั่งหนึ่งในพริบตา และสกิลพ่นไยขั้นเชี่ยวชาญ หนอนไหมเขียวจึงยิงต่อเนื่องได้รัวๆ จนกลายเป็ฝนธนูขนาดย่อม
สืออวี่วางแผนไว้หมดแล้ว เขาจะใช้วิธีการยิงเส้นไหมแบบนี้ เพื่อให้สิบเอ็ดได้ฝึกฝนการใช้ตาเหยี่ยว
ไม่ว่าจะเป็การหลบหลีกเส้นไหมความเร็วสูงที่เล็กจนแทบมองไม่เห็น หรือการคาดคะเนจุดตกกระทบอย่างแม่นยำเพื่อใช้สกิลกายาเหล็กเฉพาะจุดรับแรงกระแทกในวงแคบๆ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็การฝึกที่ดีเยี่ยม และที่สำคัญที่สุดคือ... เสียงมันเบา!
สืออวี่รู้ว่าเ้าหนอนไหมเขียวไอคิวไม่สูงนัก เขาเลยพยายามสื่อสารกับมันอย่างเต็มที่ พร้อมยกตัวอย่างประกอบสารพัด
หนอนไหมเขียว: @.@ (อิหยังวะ?)
สุดท้าย สืออวี่ก็ไม่รู้ว่ามันเข้าใจไหม แต่เอาเป็ว่าเ้าสิบเอ็ดเข้าใจก็แล้วกัน
“งู้วว”
สิบเอ็ดดูจะเห็นด้วยกับวิธีฝึกนี้ มันเดินไปหิ้วปีกเ้าหนอนไหมเขียว ลากให้มาฝึกด้วยกันดื้อๆ
จะมัวแต่นอนอืดอยู่ในกรงนกทุกวันได้ยังไง? ความหมายของชีวิตคือการฝึกฝน!
“จี๊...” หนอนไหมเขียวส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร
จากนั้น สืออวี่ก็ยิ้มร่าเดินออกจากบ้านไปจ่ายตลาด
ระหว่างทางก็ถือโอกาสสืบข่าวเื่เมื่อวานไปด้วย แม้จะยังไม่รู้รายละเอียดแน่ชัด แต่ได้ยินมาว่าตอนนี้สมาคมผู้ฝึกอสูรเขตผิงเฉิงระงับการให้บริการหลายอย่าง และมีการปิดกั้นพื้นที่อย่างแ่า
พวกภารกิจตีกระรอก ตบหนูดินอะไรพวกนั้น ถูกระงับทั้งหมด
สืออวี่เริ่มใจคอไม่ดี รูปปั้นหินในสวนแตกกระจายขนาดนั้น ต้องมีคนสังเกตเห็นแน่ๆ... สุดท้ายเื่จะสาวมาถึงตัวเขาไหมเนี่ย?
ตอนนั้นไม่มีคนอยู่ แถมโลกนี้ก็ไม่นิยมติดกล้องวงจรปิดกันด้วย น่าจะไม่เป็ไรมั้ง...
แต่สืออวี่ก็ไม่กล้าฟันธง เพราะนี่คือโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาติ ก่อนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เื่มอบตัวน่ะฝันไปเถอะ ทำได้แค่แกล้งโง่ไม่รู้ไม่เห็นต่อไปเท่านั้น
…
วันเดียวกันนั้น ประธานสมาคมผู้ฝึกอสูรจากทุกเขตในเมืองปิงหยวน ต่างเดินทางมารวมตัวกันที่เขตผิงเฉิง
ณ หุบเขาแห่งหนึ่งในเขตผิงเฉิง ผู้ฝึกอสูรระดับปรมาจารย์เก้าคนกำลังยืนมองรอยแยกมิติที่ทอดยาวลงมาจากท้องฟ้า จนก่อตัวเป็ประตูมิติ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความใ
“ดินแดนลับของจริงแฮะ”
“จะเรียกว่าดินแดนลับโบราณสถานก็ได้”
นอกจากเก้าคนนี้แล้ว ในที่เกิดเหตุยังมีคนที่สิบอยู่ด้วย
ผู้ฝึกอสูรระดับปรมาจารย์ทั้งเก้าคนนั้นอายุน้อยสุดก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว แต่คนที่สิบนั้นต่างออกไป... เธอยังดูเด็กมาก
หญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ ผมสั้นสีน้ำตาล
เธอสวมเชิ้ตขาว กระโปรงสั้นสีดำ คลุมทับด้วยเสื้อกาวน์นักวิจัยสีขาวความยาวระดับเข่า ใบหน้าเรียบเฉย แววตาภายใต้กรอบแว่นดูจริงจังและจดจ่อเป็พิเศษ
“ดร.ลู่ คุณมีความเห็นว่ายังไงบ้าง” หลายคนเอ่ยถามด้วยความเคารพ
ลู่ชิงอีตอบเสียงเรียบ
“ฉันเคยพยายามถอดรหัสโบราณสถานัน้ำแข็งแห่งนั้น”
“แต่น่าเสียดายที่ล้มเหลว ข้อมูลมีน้อยเกินไป ไม่สามารถปะติดปะต่อความจริงในประวัติศาสตร์ของปิงหยวนได้”
“แต่การปรากฏขึ้นของโบราณสถานแห่งนี้… ของที่อยู่ข้างใน น่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้”
“จริงสิ เมื่อวานตอนที่โบราณสถานจุติลงมา ในเขตผิงเฉิงมีความผิดปกติอื่นอีกไหม?”
ประธานสมาคมผู้ฝึกอสูรเขตผิงเฉิงตอบ “มีรูปปั้นโบราณในสวนของสมาคมเราพังทลายลงไปหนึ่งตัวครับ”
“รูปปั้นั์หินนั่นเหรอคะ?”
“ใช่ครับ”
สีหน้าของลู่ชิงอีไม่เปลี่ยน แต่ในใจกลับมีคำตอบบางอย่างผุดขึ้นมา
ดูท่าทางดินแดนลับแห่งนี้จะไม่ได้จุติลงมาเพราะอุบัติเหตุ แต่น่าจะเป็เพราะมีใครบางคนไปกระตุ้นร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์เข้า
ผู้มีพร์สื่อจิต ที่สามารถรับฟังเสียงสะท้อนแห่งประวัติศาสตร์...
ปรากฏตัวขึ้นอีกแล้วงั้นเหรอ?
เขาคือใครกัน...