เมื่อตะวันแสงสุดท้ายเริ่มลับขอบฟ้า ม่านทิวาอันมืดมิดเคลื่อนมาเยือน หลิวอ้ายผิงกำลังเตรียมตัวสำหรับงานหน้ากาก ณ สะพานแม่น้ำหลงชวนที่เลื่องชื่อในพรรคมารแห่งนี้ หญิงสาวในชุดสีชมพูอ่อนคลุมทับด้วยเสื้อคลุมขนเป็ดตัวหนา กำลังนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง โดยมีลู่เอินเป็ผู้จัดแจงทุกสิ่งในการแต่งกายดังเช่นเคย ปิ่นหยกแกะสลักรูปดอกเหมยสวยงามถูกหยิบออกจากกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับละลานตา ยามปกติหลิวอ้ายผิงยินยอมให้อีกฝ่ายแต่งตามใจอยู่เสมอ แต่มีเพียงปิ่นปักผมเท่านั้นที่นางห้ามไว้เป็กรณีพิเศษ
หญิงสาวเปิดลิ้นชักด้านหน้า หยิบปิ่นไม้ที่ดูเก่าแก่และธรรมดาชิ้นหนึ่งของตนเองออกมายื่นให้อีกฝ่าย ลู่เอินจึงวางปิ่นหยกที่ดูมีราคาลงในกล่องนั้นตามเดิม เอื้อมมือไปหยิบปิ่นไม้จากนายของตน บรรจงปักบนมวยผมที่รวบขึ้นเพียงครึ่งหัวอย่างเบามือ พลางคิดว่าเครื่องประดับชิ้นนี้คงมีคุณค่าทางจิตใจ ผู้เป็นายจึงได้หวงแหนถึงเพียงนี้
เมื่อยามเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว ทั้งคู่จึงออกมาจากตัวเรือน แต่เมื่อยามพ้นขอบธรณีประตูเรียบร้อยแล้ว สายตาจึงเหลือบไปเห็นแขกผู้หนึ่งที่กำลังย่างก้าวผ่านประตูไม้ด้านหน้าเข้ามาพร้อมเอ่ยทัก
“อ้ายผิง แต่งองค์เสียงดงามถึงเพียงนี้ จะออกไปที่ใดหรือ” โจวหวางอี้เอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวานทักทายนางเฉกเช่นคนสนิท
“ข้ากำลังจะออกไปเที่ยวงานหน้ากากเ้าค่ะ” หลิวอ้ายผิงที่ไม่ค่อยให้ความสนใจในวลีที่ใช้ทักทายเอ่ยตอบ พร้อมทั้งถามถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายที่มาหานางในวันนี้ “ท่านมีอะไรหรือไม่”
“ข้าอยู่แต่ในเรือนรู้สึกไม่มีสิ่งใดทำ เลยอยากมาหาเพื่อนคุยเท่านั้น มิยักรู้ว่าเ้าไม่ว่าง”
เมื่อหลิวอ้ายผิงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไร นางกำลังรู้สึกว่าสตรีผู้นี้มีจุดประสงค์บางอย่างที่ยังเอ่ยออกมาไม่หมด
“ไยเ้ามองข้าเช่นนั้นเล่า” โจวหวางอี้เอ่ยยิ้มๆ ราวกับถูกจับพิรุธได้
“ท่านมีอะไร ก็พูดออกมาตรงๆ เถิดเ้าค่ะ”
“ข้า...ข้ามีบางอย่างอยากให้เ้าช่วย” หลิวอ้ายผิงมองอีกฝ่ายอย่างฉงนสงสัยนางจึงเอ่ยต่อ “เ้าพอจะมองออกใช่หรือไม่ ว่าข้ามีใจให้ท่านประมุข” โจวหวางอี้เว้น่ไปชั่วอึดใจทอดมองเบื้องหน้าเห็นเพียงสายตาอ่านยากของอีกฝ่าย “ข้าเคยได้ยินท่านประมุขคุยกับจางหย่งโดยบังเอิญ ว่าเขาเอ็นดูเ้าราวกับเป็น้องสาวคนหนึ่ง เช่นนั้นเ้าสามารถช่วยข้าให้สมหวังได้ใช่หรือไม่” คนพูดใช้น้ำเสียงสีหน้าแววตาราวกับอ้อนวอนอีกฝ่ายเสียเต็มประดา
“ข้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเื่ส่วนตัวเช่นนี้ได้ ยิ่งไม่สามารถให้ความช่วยเหลือท่านได้เช่นกัน” หลิวอ้ายผิงตอบอีกฝ่าย จึงได้เห็นแววตาเศร้าสลดของสตรีนางนี้
“ไม่เป็ไร เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเ้าแล้ว” โจวหวางอี้เอ่ยตัดบทเพียงเท่านั้น จึงหมุนตัวเตรียมเดินกลับไป ทันใดนั้นจึงพบว่าผู้เป็ประมุขกำลังย่างก้าวเข้ามาด้วยท่าทางสุขุมอย่างเช่นเคย นางเหลือบตามองเขาเล็กน้อย แต่ผู้เป็ประมุขไม่แม้แต่จะหยุดทักทายหรือชายตามองนางด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย ก่อนออกจากจวนนี้ไปแต่โดยดี
รถม้าเคลื่อนตัวออกจากจวนประมุขเจียงจวิ้นเหยียน ภายในรถม้ายามนี้ หลิวอ้ายผิงกำลังสำรวจหน้ากากหลากหลายชิ้น ที่ผู้เป็ศิษย์พี่ให้คนจัดเตรียมมาอย่างรวดเร็ว เลือกเพียงครู่หนึ่งจึงหยิบหน้ากากสีดำไร้ลวดลายขึ้นมาสวมไว้ เมื่อถึงบริเวณงานแล้ว ทั้งสองจึงลงจากรถม้าที่ดูธรรมดาคันหนึ่ง หลิวอ้ายผิงแจ้งกับผู้เป็ศิษย์พี่ว่าไม่อยากให้ดูเอิกเกริก ยิ่งตัวเขาเองไม่เคยปรากฏตามงานเช่นนี้ หากผู้คนล่วงรู้ว่าผู้ที่เป็ถึงประมุขพรรคมารที่พวกเขาหวั่นเกรงอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย งานคงกร่อยลงไปมิใช่น้อย อีกอย่างหลิวอ้ายผิงตั้งใจให้ศิษย์พี่ของนางลองััวิถีชีวิตของผู้คนทั่วไปดูบ้าง
คนที่ลงจากรถม้าที่ตามมาติดๆ คือลู่เอินและจางหย่ง ทั้งสองจึงมาสมทบกับหลิวอ้ายผิงและผู้เป็ประมุข
“ข้าอยากให้พวกท่าน วางเื่ฐานะเอาไว้ก่อน หากมีใครล่วงรู้ถึงตัวตนของท่านประมุข ข้าคงหมดสนุกเป็แน่” หลิวอ้ายผิงเอ่ยกำชับ ทั้งสองคนจึงตอบรับนางอย่างพร้อมเพรียง
“เช่นนั้นไปกันเถิด” หญิงสาวชักชวนอย่างร่าเริง
บริเวณทางทางเดินเลียบไปกับแม่น้ำหลงชวนแห่งนี้ทั้งสองฟากฝั่ง เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินกันเต็มท้องถนน ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือการสวมหน้ากากเอาไว้ั้แ่หน้าผากลงมาถึงจมูก เว้นแค่บริเวณ่ปากเอาไว้เท่านั้น ตามรายทางยังมีร้านรวงมากมาย ทั้งของใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องประดับ และที่ทำให้หลิวอ้ายผิงตื่นตาได้ไม่น้อยเห็นจะเป็ร้านอาหารแปลกตาทั้งหลาย ลำพังนางมิได้มีเงินตราติดตัวมามากมาย ฉะนั้นหน้าที่นี้จึงตกเป็ของผู้เป็ประมุขไปโดยปริยาย
เนื่องจากผู้คนที่เนืองแน่น การสัญจรจึงค่อนข้างเบียดเสียด ชายหญิงเดินคู่กันยังมีบาง่ที่ทิ้งห่างกันออกไป เมื่อเจียงจวิ้นเหยียนเห็นดังนั้นจึงคว้ามือของหลิวอ้ายผิงกอบกุมเอาไว้ เขาที่ไม่เคยทำเช่นนี้กับใครมาก่อน บริเวณใบหน้าจึงรู้สึกร้อนผะผ่าวขึ้นมาจนลามไปถึงใบหู เมื่อมองไปที่หญิงสาวนางจึงยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนออกแรงกระชับที่มือของเขาเช่นเดียวกัน ถึงไม่ต้องมีคำพูดคุยใดๆ ให้มากความ ทว่าความอบอุ่นใจนี้ก็ทาบทับลงในใจของคนทั้งคู่ไปเสียแล้ว...
ในส่วนของผู้ติดตามทั้งสองที่ตามหลังทั้งคู่มาติดๆ มองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา โดยเฉพาะลู่เอินที่มองเห็นเหตุการณ์นั้นอย่างชัดเจนั้แ่แรกเริ่ม นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดปากตนเองพร้อมทั้งดวงตาประกาย ส่วนจางหย่งรู้สึกราวกับตนกลายเป็อากาศไร้ผู้ใดสนใจไปเสียแล้ว
เมื่อพวกเขาเดินมา่หนึ่งจึงเห็นว่าด้านหน้ามีการแสดงบางอย่าง แม้จะเป็การแสดงข้างถนนธรรมดา กลับเรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนที่มุงดูมากมาย หลิวอ้ายผิงทอดสายตามองไปยังจุดรวมความสนใจด้านหน้าอย่างตื่นเต้น เมื่อพยายามแทรกตัวเข้ามาได้แล้วจึงมองเห็นเป็การแสดงล้อเลียนที่ใส่มุกตลกเข้าไป
ในส่วนของเนื้อเื่ เล่าถึงเหตุการณ์ยามที่พรรคมารถูกตีคืนจากแคว้นโจว ผู้เป็ประมุขนำทัพกวาดล้างทั่วทั้งแคว้นให้อยู่ภายใต้อำนาจได้สำเร็จ อีกทั้งยังมีเนื้อเื่บางส่วนที่ถูกเติมแต่งเข้าไปในตอนท้ายเื่คือ การปะาผู้เป็ฮ่องเต้และผู้ที่เกี่ยวข้องจนสิ้น ผู้คนดูสนุกสนานไปกับการแสดงนี้ แม้เนื้อเื่ที่อิงความจริงดูน่าตึงเครียด แต่การนำเสนอออกมาในรูปแบบของตัวตลกสวมหน้ากาก ก็ทำให้ดูครื้นเครงไม่น้อย หลิวอ้ายผิงรับรู้ว่าในใจลึกๆ ของผู้คนในพรรคมาร ยังคงจงเกลียดจงชังแคว้นโจวยิ่งนัก ทว่าพวกเขาทำสิ่งใดไม่ได้ นอกจากหัวเราะชอบใจไปกับเื่ราวที่ถูกปั้นเสริมเติมแต่งนี้
ยามนี้หญิงสาวไม่รู้ว่าตนเองต้องวางตัวเช่นไร อันที่จริงนางยังไม่ได้ไขข้อสงสัยที่ผู้เป็ศิษย์พี่มีต่อตัวนางเลย หลิวอ้ายผิงคิดว่าหากนางยังมีความจำเป็ต้องอยู่ที่นี่ อย่างไรต้องอธิบายให้อีกฝ่ายได้รับรู้ โดยการเล่าถึงสถานการณ์ที่ตนเองต้องมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ แทนสตรีงามล่มเมืองเช่น หลิวหนิงฮวา
เจียงจวิ้นเหยียนที่รับรู้ถึงสายตายุ่งเหยิงของหญิงสาวข้างกาย จึงกระชับมือของอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น เนื่องจากเขารู้อยู่แล้วว่าความเป็มานี้เกิดขึ้นอย่างไร นับั้แ่วันที่หลิวอ้ายผิงผู้นี้ย่างกรายเข้ามาที่พรรคมารแทนที่หลานสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสนาบดีหลิว ผู้ที่ระมัดระวังตัวเช่นเขาจะไม่สั่งให้คนสืบความจริงข้อนี้ได้อย่างไร ชายหนุ่มค่อนข้างรู้สึกเบาใจขึ้นด้วยซ้ำที่ได้รับรู้ว่านางไม่ได้มีสัมพันธ์อันดีกับผู้เป็ตาในนามเช่นนั้น
ยามเขาคิดเอาคืน จะได้ไม่ต้องมาคอยรู้สึกยุ่งยากกังวลใจ...
“อย่าคิดมาก” น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ย เต็มไปด้วยความอ่อนโยน เจียงจวิ้นเหยียนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ายามนี้เขาแตกต่างจากเดิมมากเพียงใดยามอยู่กับนาง
“ท่านไม่มีสิ่งใดอยากถามข้าหรือ”
“ข้ารู้หมดแล้ว เกี่ยวกับตัวเ้า”
พอได้ยินดังนั้น สีหน้าที่ส่อแววโล่งใจของหลิวอ้ายผิงจึงปรากฏขึ้น ในคราแรกนางเพียงหวังให้เขาไม่โกรธเกลียดตัวนางที่มีสายเืของเสนาบดีผู้นั้น แต่ในยามนี้กลับเกินที่คาดเอาไว้ไปมากมาย
อยู่ดีๆ หญิงสาวก็นึกถึงคำที่โจวหวางอี้พูดเอาไว้
เขาเห็นนางเป็ดั่งน้องสาว มิใช่ว่านางเป็คนสำคัญยิ่งกว่าใครหรอกหรือ นั่นคงดีมิใช่น้อย...
เมื่อหลิวอ้ายผิงคิดได้ดังนั้นจึงยิ้มพอใจออกมาจนเต็มใบหน้า ทว่าเจียงจวิ้นเหยียนที่ยินดีกับรอยยิ้มนั้น ไม่ได้รับรู้ความคิดแสนซื่อ ของหญิงสาวนางนี้เลย