หนานหมิงเหอได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาก่อนจะหันไปกวักมือเรียกหลานเล่อให้เข้าไปในห้อง
หนานหมิงเหอหยิบยาจินฉวง[1] ออกมาจากกระเป๋าข้างเอวแล้วเทลงบนมือจากนั้นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือที่เพิ่งกำคอของสตรีผู้นั้นโดยไม่ปิดบังความรังเกียจบนใบหน้าแม้แต่น้อยราวกับว่าสิ่งที่เขาได้พบเจอไม่ใช่สาวงามน่าสงสาร แต่เป็นสิ่งสกปรกโสมม
เลือดสีแดงสดไหลลงมาตามข้อนิ้วเรียวขาวราวหยกแล้วหยดลงบนพื้นแฝงความงดงามอย่างประหลาดชวนใจหายใจคว่ำ
แม้หลานเล่อจะไม่ค่อยรู้สาเหตุแต่เขาปรนนิบัติหนานหมิงเหอมาเป็นเวลานานจนรู้นิสัยรักษาคำพูดของคุณชายดี เขาจึงรีบเดินเข้าไปในห้องของหนานหมิงเหอด้วยความรวดเร็ว
ทันทีที่เข้าไปด้านในหลานเล่อก็พลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ในห้องจุดกำยานกลิ่นอ่อนจางดมตอนแรกยังไม่มีอะไรน่าสงสัย แต่เมื่อตั้งใจดมอีกครั้งกลิ่นหวานเลี่ยนแปลกประหลาดเบาบางก็ลอยมาเตะจมูก
สัมผัสหอมหวานทำคนวิงเวียนหน้ามืดตัวโงนเงน หลานเล่อเดินตามกลิ่นหอมไปยังห้องนอนของหนานหมิงเหอจากนั้นก็ร้องอุทานสั้นๆ
บนเตียงมีผ้าสีแดงขนาดใหญ่ลายเป็ดยวนยางคลุมอยู่หลานเล่อเดินไปกระชากผ้าคลุมนั่นโยนลงพื้น และเห็น ‘หนังสือภาพวังวสันต์[2]’เล่มใหญ่เปิดอ้าซ่าวางอยู่ใต้ผ้าห่ม แค่มองเนื้อหาในภาพเพียงแวบเดียวก็ทำเอาเขาตาร้อนใจเต้นตึกตัก และตะโกนด่าล่อแม่ในใจขึ้นมา
แค่เห็นก็รู้สึกเหมือนจะเป็นตากุ้งยิง!
ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่สีแดงลายเป็ดยวนยางยังมีหญิงสาววัยแรกแย้มหลับใหลอยู่อีกคนนางแต่งกายแบบเดียวกับหญิงที่หนานหมิงเหอหิ้วคอออกไปข้างนอกผ้าห่มข้างกายนางยุบลงเล็กน้อยแสดงว่าสตรีคนเมื่อครู่น่าจะนอนตรงนี้
ในที่สุดหลานเล่อก็เข้าใจเขาปิดตาตนเองพลางจับปลายผ้าห่มไหมข้างหนึ่งไปห่อตัวหญิงสาวและคนที่อยู่บนเตียงทั้งหมดแล้วโยนพวกนางออกไปหน้าประตูพร้อมกัน
แล้วสตรีผู้นั้นก็ตื่นขึ้นหนานหมิงเหอมองพวกนางด้วยแววตาสะอิดสะเอียนจนถึงขั้นไม่อยากมอง จึงเบนสายตาออกอย่างเย็นชา
“คุณชายใหญ่ ไว้ชีวิตด้วยเจ้าค่ะ!”
ฉับพลันหญิงสาวทั้งสองก็คุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความหวาดกลัวพวกนางก้มตัวลงกราบไม่หยุดหย่อน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ภายใต้แสงสลัวเลือนรางกลับสะท้อนผิวพรรณให้ขาวผุดผาดเกลี้ยงเกลามากขึ้นจนรูปโฉมยิ่งดูงดงามจับตา
ศีรษะทั้งสองอยู่ชิดกันคนรอบกายจึงได้สังเกตเห็นว่าหญิงสาวสองคนนี้หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างยิ่งเป็นคู่พี่น้องหญิงฝาแฝดที่งดงามอย่างหาได้ยาก
“เป็นนายหญิงใหญ่เรียกบ่าวมาไม่เกี่ยวของอันใดกับบ่าวเลย”
หนานหมิงเหอกำผ้าเช็ดหน้าที่เขาใช้เช็ดมือจนแน่นก่อนจะยัดมันใส่มือของหลานเล่อ
หลานเล่อตอบสนองทันที เขาฉีกผ้าเช็ดหน้าเป็นสองซีกแล้วยัดปากหญิงสาวทั้งสอง
“หลานเล่อใช้ผ้าห่มนั่นมัดพวกนางแล้วขังไว้ในลานเรือนหนึ่งคืน พอเช้าพรุ่งนี้เจ้าก็ค่อย‘ส่ง’ พวกนางไปหน้าประตูเรือนบ้านใหญ่”
“ไม่ดีกว่าไม่ใช่บ้านใหญ่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าส่งสองคนนี้ไปหน้าเรือนหยวนหยางฮุยข้ารับของขวัญชิ้นใหญ่นี้ไว้ไม่ได้!”
หลังกล่าวจบ หนานหมิงเหอก็หมุนตัวกลับเข้าเรือนก่อนจะเก็บข้าวของทุกอย่างบนเตียง รวมทั้งกระถางจุดกำยานสูงครึ่งลำตัวก็ยังลากออกมากลางลานแล้วโยนไปกองรวมอยู่ที่เดียวกัน
“หากยังเสียงดังรบกวนการนอนของคุณหนูเกรงว่าเรื่องนี้จะจบไม่ง่ายๆ”
เยี่ยนเจาเจาตื่นเช้ามาก
นางรู้ถึงความน่ากลัวของการดื่มสุราแล้วเมื่อคืนนางเมามาก กระทั่งตนกลับเรือนมาอย่างไรยังลืมไปเสียสิ้นรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นแล้ว
โชคดีที่สุราผลไม้มีฤทธิ์ไม่แรงนักนางจึงรู้สึกมึนงงเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าเมื่อส่งเสียงเรียกหงซิ่วให้เข้ามา นางกลับเห็นขอบตาของหงซิ่วดำคล้ำเล็กน้อยราวกับพักผ่อนไม่เพียงพอ
“เกิดอะไรขึ้น?” หลังล้างหน้าเสร็จ เยี่ยนเจาเจาก็ขยับตัวเข้าไปดูรอยคล้ำใต้ตาของหงซิ่วเมื่อกำลังจะเอ่ยบางอย่างก็พลันได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจดังมาจากข้างนอก
“…คุณชายมือเจ็บแล้วเจ้าค่ะ…”
หงซิ่วไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องนี้กับเยี่ยนเจาเจาอย่างไรดีคุณหนูของนางไม่ควรรู้เรื่องสกปรกพวกนี้ตั้งแต่ยังเยาว์
เมื่อเยี่ยนเจาเจาได้ยินว่าหนานหมิงเหอบาดเจ็บนางก็ขมวดคิ้วทันควัน ก่อนจะหยิบเสื้อขึ้นสวมอย่างลวกๆ แล้วย่ำรองเท้าเกี๊ยะวิ่งแก๊กๆๆออกไป
หนานหมิงเหอยืนอยู่ตรงระเบียงขณะกำลังฟังเสียงที่ดังมาจากนอกลานเรือนเค้าโครงใบหน้าด้านข้างของเขาเยียบเย็น เจาเจารู้จักเขามาแต่ไหนแต่ไรเพียงแวบเดียวก็มองออกว่าหนานหมิงเหอกำลังโกรธ
“พี่ชาย เกิดอะไรขึ้น?”
เยี่ยนเจาเจาวิ่งเข้าไปหาเขาเมื่อหนานหมิงเหอหันมามอง ความเยียบเย็นบนใบหน้าจึงค่อยๆ จางหาย เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อรับเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขนก่อนช่วยนางจัดเสื้อตัวนอกให้เรียบร้อย
“นายหญิงใหญ่ส่ง ‘ของดี’สองชิ้นมาให้ข้า แต่เกรงว่าข้าจะรับไว้ไม่ได้”
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้คาดคิดว่านายหญิงใหญ่จะส่งสาวงามสองคนมาปรนนิบัติบนเตียงให้หนานหมิงเหอคิดเพียงว่านายหญิงใหญ่คงส่งของไม่น่าดูมาให้ ดังนั้นนางเลยไม่ได้ใส่ใจอีก เพียงจับมือเขามาดูแผลแทน
มือซ้ายของหนานหมิงเหอถูกพันด้วยผ้าพันแผลทว่ายังมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย สีหน้านางจึงเปลี่ยนไปทันที “ท่านบาดเจ็บได้อย่างไร?”
นางกังวลมากจนใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำโดยไม่รู้ตัวดวงตาเมล็ดซิ่งมีแต่ความหวั่นวิตก
หนานหมิงเหอตบหลังมือนางเบาๆพลางเอ่ยเสียงค่อย “ดีขึ้นแล้ว เพียงแต่ให้คนอื่นดูไม่ได้ ต้องแสร้งพันไว้”
ตาเยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อนางผลักหนานหมิงเหอเล็กน้อยและบ่นพึมพำ “เพิ่งมาแค่วันเดียว เหตุใดบาดเจ็บอีกแล้ว? จวนสกุลหยวนไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลย”
หนานหมิงเหอเพียงยิ้มตอบโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
จากนั้นไม่นานเสียงจอแจข้างนอกก็ดังเข้ามาในลานเรือน เป็นนายหญิงใหญ่ที่มาด้วยตนเอง
นางมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าไรนัก
เยี่ยนเจาเจาจึงเกิดความสนอกสนใจขึ้นมาพี่ชายรองทำอะไรให้นายหญิงใหญ่เปลี่ยนสีหน้าเป็นเช่นนี้ได้?
หนานหมิงเหอรำคาญนายหญิงใหญ่มากเขาไม่พูดสิ่งใด ไม่แม้แต่จะคารวะ เพียงจับมือเยี่ยนเจาเจาที่ยืนอยู่บนระเบียงทางเดินอย่างเงียบๆทั้งยังทำทีเหมือนจะหันหลังเดินจากไปด้วยซ้ำ
เขากำลังจะสาวเท้าออกไป ทว่านายหญิงใหญ่ก็เอ่ยขึ้นด้วยแววตาที่เผยความกระวนกระวายและเหนื่อยล้าเล็กน้อย“ต้าเกอเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น นี่ยังเช้าตรู่อยู่เลย…”
“เหตุใดข้าเป็นเช่นนี้ นายหญิงน่าจะเข้าใจดีที่สุดมิใช่หรือ?”
ก่อนหน้านี้หนานหมิงเหอเคยคิดมาตลอดว่าน้อยเรื่องดีกว่ามากเรื่องแต่พอเขามาถึงจวนหยวน แทบทุกคนที่เขาเจอต่างก็มีเจตนาร้ายและหลากความคิด...ยิ่งเมื่อเห็นเจาเจายโสวางอำนาจก็พลันปลุกให้เขาตื่นทันที
สถานการณ์นี้ถือว่าเข้าตาจนแล้วคนพวกนี้ไม่มีทางปฏิบัติดีต่อพวกเขาเพียงเพราะพวกเขาอดทนและยอมถอยหนานหมิงเหอมิสู้โอหังและวางอำนาจเลียนแบบเจาเจาไปเลยเล่า...อีกทั้งคนเหล่านี้ยังขยันเอาหน้าเข้ามาหาราวกับรอให้เขาตบหน้าพวกนางจนแทบไม่ไหวหากเขานิ่งเฉยก็คงเป็นสุภาพชนตัวจริงเสียงจริงแล้ว
น่าเสียดายที่เขาไม่มีความเป็นสุภาพชนเลยแม้แต่นิดเดียว
น้ำเสียงหนานหมิงเหอที่กล่าวกับนายหญิงใหญ่ทั้งเยือกเย็นและเรียบนิ่งแต่เมื่อนึกได้ว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ควรฟังต่อ เขาจึงสงบอารมณ์แล้วเกลี้ยกล่อมนาง“เจาเจา เหตุใดเจ้าไม่กลับไปก่อนเล่า?”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องนายหญิงใหญ่ถึงกับมาเรือนของพวกเขาด้วยตนเองเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงบางอย่างเกิดขึ้นแน่
นางจึงไม่ยอมไปและดึงดันจะยืนอยู่ที่เดิมพลางมองหนานหมิงเหอด้วยแววตาลุกโชน
คาดไม่ถึงว่าหนานหมิงเหอจะไม่เปลี่ยนใจถึงขั้นตะเบ็งเสียงเรียกหงซิ่วให้เข้ามาพาเยี่ยนเจาเจากลับห้องด้วยซ้ำ
แต่เยี่ยนเจาเจาจะยอมกลับได้อย่างไรทว่าตอนที่ทั้งสองกำลังคุมเชิงกันอยู่นั้น ข้างนอกก็แว่วเสียงดีอกดีใจเกินควรดังขึ้นมา“เอ๊ะ ทำไมวันนี้บ้านใหญ่ครึกครื้นจัง?”
เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าเป็นเสียงของนายหญิงสามในใจจึงยิ่งเคลือบแคลงสงสัย
เหตุใดเรื่องนี้ถึงได้พัวพันกับบ้านสามด้วย?
แต่เห็นชัดว่าเจาเจาประเมินนายหญิงสามสูงเกินไปมีเพียงเหตุผลเดียวที่นายหญิงสามยินดีปรีดาเช่นนี้...คือนางมาชมเรื่องสนุกก็เท่านั้น
นางโบกพัดทรงกลมเข้าเดินมาในลานเรือนมองซ้ายแลขวารอบหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงดัง “เมื่อเช้าข้าได้ยินมาว่าพี่สะใภ้ตระเวนหาสาวงามไปทั่วทั้งเมืองสุดท้ายก็เลือกหญิงสาวแรกแย้มยังไม่ออกเรือนที่รูปโฉมงดงามโดดเด่นคู่หนึ่งกลับมาเห็นว่าถูกส่งตัวมาให้ต้าเกอเอ๋อร์
ตัวข้าหน้าตาอัปลักษณ์ไม่เคยเห็นนางฟ้านางสวรรค์คนใดมาก่อนในชีวิต พอได้ยินเลยรีบมาที่นี่ มาๆๆข้าขอดูหน่อยสิว่าเป็นสาวงามแบบไหนถึงคู่ควรให้พี่สะใภ้ข้าลงแรงเช่นนี้!”
เยี่ยนเจาเจาจับประเด็นสำคัญจากคำพูดของนายหญิงสามได้
อะไรนะ?
นายหญิงใหญ่ส่งสาวงามมาที่เรือนพวกนางทั้งยังมีสองคนด้วย?
เยี่ยนเจาเจาหันขวับไปมองหงซิ่วทันทีหงซิ่วไม่รู้สาเหตุที่สายตาของคุณหนูคมปลาบขึ้น ทว่านางก็ก้มศีรษะลงโดยไม่ตั้งใจ
เยี่ยนเจาเจาเพิ่งตระหนักว่าแววตาของตนแข็งกร้าวเกินไปหงซิ่วยังเด็ก คงเป็นเรื่องปกติที่จะไม่กล้าเอ่ยเรื่องพวกนี้ คิดได้ดังนั้นนางจึงถอนสายตาออกมาแล้วขอให้หงซิ่วยกชามาให้สักถ้วย เพื่อไล่หงซิ่วออกไปชั่วคราว
สีหน้าของเยี่ยนเจาเจาจมดิ่งลงมองแวบแรกคล้ายกับแววเย้ยหยันบนใบหน้าหนานหมิงเหอไม่มีผิด
นายหญิงสามเดินวนรอบลานเรือนอย่างอวดดีก่อนทำเสียงจุ๊ๆ “สาวงามพวกนั้นไปไหนแล้ว? เหตุใดข้าไม่เห็นเลย?”
ทันใดนั้นนางก็ปิดหน้าด้วยพัดทรงกลมในมือพลางส่งเสียงหัวเราะออกมาจากหลังพัด “โอ้ ดูข้าสิขี้ลืมนัก เกรงว่าต้าเกอเอ๋อร์คงทนรับไว้ไม่ได้เลยส่งต่อให้ฮุยเกอเอ๋อร์แทนพี่น้องช่างรักใคร่ปรองดองเคารพซึ่งกันและกัน หากเล่าออกไปย่อมเป็นเรื่องดีงามทีเดียว”
เสียงของนางแหลมเล็กทั้งยังจงใจเน้นคำว่า“ต้าเกอเอ๋อร์” กับ “พี่น้องช่างรักใคร่ปรองดอง” เมื่อพูดจาแสบสันออกมาเช่นนี้จึงยิ่งฟังดูเสียดแทงเป็นพิเศษ
จะว่าไปแล้วแม้นายหญิงสามไม่ค่อยฉลาดนัก แต่นางก็จัดการกับคนฉลาดอย่างนายหญิงใหญ่ได้พอดี
มีคำกล่าวว่าคนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้า[3] บ้านนายหญิงสามเกิดแก่อนุ จึงไม่ได้รับความโปรดปรานอยู่แล้ว กอปรกับในอดีตยังโดนบ้านใหญ่กับบ้านรองกดข่มมาตลอดอีกพอวันนี้สามารถลืมตาอ้าปากได้ ถึงจะแค่มีปากมีเสียงก็ยังพยายามเหยียบย่ำบ้านใหญ่ให้ตาย
นายหญิงใหญ่ใบหน้าแดงสลับขาวกล่าวได้เพียงว่า “เจ้ามาพูดอะไรต่อหน้าคุณหนูเจ็ด…”
นายหญิงสามไม่สนใจ ทั้งยังหัวเราะลั่นอีกด้วย“ข้าไม่ได้เป็นคนทำเรื่องหน้าไม่อายหรือสอนเด็กเสียคนสักหน่อยพี่สะใภ้ต้องระลึกไว้นะเจ้าคะว่าใครเป็นผู้กระทำ ข้าจะไปลานเรือนของฮุยเกอเอ๋อร์ไม่รั้งรอแล้วเจ้าค่ะ”
หลังพูดจบนางก็ผละจากไปพร้อมเสียงหัวเราะก้องทั่วลาน
ใบหน้านายหญิงใหญ่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดอาจเพราะนางรู้สึกอึดอัดใจสุดๆ เลยทำได้เพียงเรียกสาวใช้ตนกลับไปเก็บของ
ในที่สุดเยี่ยนเจาเจาก็กระจ่างแจ้ง
นายหญิงใหญ่แสดงความรักด้วยการส่งสาวงามเข้าเรือนพี่ชายรองของนางแต่โดนพี่ชายรองเปิดโปงอย่างไร้ปรานี ทั้งยังส่งคนกลับไปยังเรือนของหยวนหยางฮุยด้วย
นี่เหมือนเป็นการตบหน้านายหญิงใหญ่เข้าอย่างจังซึ่งคล้ายกับวิธีการของเยี่ยนเจาเจาที่ทั้งรุนแรงและโอหัง นางฟังแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นไม่น้อย
แต่ไม่ได้หมายความว่าเนางจะไม่โกรธ
เชิงอรรถ
[1] ยาจินฉวง หมายถึง ยาขนานโบราณ มีฤทธิ์ช่วยในการห้ามเลือด
[2] หนังสือภาพวังวสันต์ หมายถึงหนังสือภาพอภิรมย์รักระหว่างชายหญิง
[3] คนเท้าเปล่าไม่กลัวคนใส่รองเท้าเป็นการเปรียบเทียบถึงคนจนที่ไม่มีอะไรเลยกับคนร่ำรวยมีบรรดาศักดิ์ ที่คนจนสามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องสนใจผลลัพธ์ที่ตามมาเพราะคนจนไม่มีอะไรให้เสีย