ตอนที่ 1 :จิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรม
“หลินอี้ เ้าช่างบังอาจนัก”
“ผู้ใดอนุญาตให้เ้าก้าวเท้าซ้ายเข้ามาในศาลาว่าการก่อนกัน”
“จับตัวมันมา”
……
ท่ามกลางความมึนงงราวกับหลินอี้ได้ยินผู้คนกำลังด่าทอเขาอยู่ เสียงก้องกังวานราวกับระฆังั์ดังระงม
กึก !
หลินอี้รู้สึกศีรษะสั่นคลอนยามที่คิดจะกุมศีรษะ กลับรู้สึกเหมือนว่ามือทั้งสองกำลังถูกบางสิ่งดึงรัดเอาไว้
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาหลินอี้ก็ต้องผงะจนชะงักนิ่ง
เขาพบว่าที่คอของเขานั้นถูกสวมพันธนาการเอาไว้และสองมือของเขาก็ถูกมัดไว้เช่นกัน ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่ในห้องที่มืดมิดความเ็ปกระจายไปทั่วร่างกาย
ซี๊ด
ทันใดนั้นเขาเกิดอาการปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรงข้อมูลจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้ามา และแทรกแซงภายในหัวของเขาอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ยิบย่อยผ่านมาราวกับภาพฉายปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา
หลินอี้ ชาวบ้านในเขตอันหยางมือปราบชั่วคราวคนใหม่ของศาลาว่าการ
เป็เพราะซูหวายจื้อพ่อบุญธรรมที่เป็บัณฑิตไส้แห้งผู้นั้นเมื่อครึ่งเดือนก่อน เขาใช้เงินที่สั่งสมมาทั้งหมดเพื่อช่วยให้เขาได้งานมือปราบชั่วคราวที่ศาลาว่าการเขตอันหยาง
แต่ในวันแรกที่เข้างานกลับถูกที่ปรึกษาสั่งคนมาจับกุมตัวเนื่องจากเขาก้าวเท้าซ้ายข้ามประตูใหญ่ของศาลาว่าการเขตเข้ามา
“มันเื่บ้าอะไรถึงได้ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาในศาลาว่าการก่อนไม่ได้ข้าคือมือปราบ...”
หัวของหลินอี้สับสนอย่างมากความทรงจำของทั้งสองชาติกำลังหลอมรวมกัน ทำให้เขาปวดหัวเหมือนจะะเิ
แต่เขาก็สามารถเข้าใจความเป็มาของเื่ราวได้โดยเร็ว
เดิมทีแล้วเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้มือปราบสองสามนายที่เฝ้าประจำศาลาเจิ้นโมถางทำงานหละหลวมทำให้อาคมลัทธิเต๋าส่วนหนึ่งที่ทางสำนักศึกษาผนึกไว้ที่ศาลาเจิ้นโมถางสูญหายไป
การหายไปของอาคมลัทธิเต๋าถือเป็เื่ที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง
หากมีผู้ประสงค์ร้ายฝึกฝนอาคมลัทธิเต๋าจนสำเร็จและกลายเป็มารทุกชีวิตในเขตอันหยางจะต้องเดือดร้อนกันถ้วนหน้าเป็แน่
เพื่อปัดภาระความรับผิดชอบและรักษาตำแหน่งของมือปราบที่เป็ญาติห่าง ๆ เ่าั้เอาไว้หัวหน้าเขตจึงให้ทำการจับกุมตัวหลินอี้ พร้อมทั้งสวมหมวกตราหน้าว่าเขาเป็คนเลวและจะเนรเทศเขาไปที่ชายแดน
“นอกจากนี้... คาดไม่ถึงว่าที่นี่จะเป็โลกที่ให้ความเคารพเส้นทางวรรณกรรม...”
ต่อจากนั้นหลินอี้ก็ค้นพบสิ่งน่าอัศจรรย์ใจโลกนี้มิใช่ยุคสมัยตามประวัติศาสตร์โลกและมิใช่โลกที่ให้ความสำคัญในเส้นทางแห่งวรยุทธ์ แต่เป็เส้นทางวรรณกรรม
อะไรคือเส้นทางวรรณกรรม
กล่าวง่าย ๆก็คือขั้นตอนการฝึกตนอย่างหนึ่ง มิมีเหมือนการฝึกวิทยายุทธ์ดั่งในนิยายเ่าั้แต่เป็การเข้าใจบทกวี บทเพลงและบทความของนักปราชญ์ในสมัยโบราณ
ตามตำนานกล่าวว่าเทพวรรณกรรมจักรวรรดิฝูซีของแว่นแคว้นหนึ่งภาพเปิดฟ้า ่เวลาที่อักขระหนึ่ง นั้นได้กำเนิดขึ้นดวงดาวทั่วทั้งแคว้นส่องประกาย ฟ้าร้องไปหมื่นลี้ ดอกไม้กระจายทั่วฟ้าแสงอาทิตย์ส่องไปทั่วนภา แสงสีม่วงสะท้อนมาจากทางตะวันออก พร์พุ่งทะยานถึงเบื้องบนจึงได้ก่อกำเนิดเส้นทางวรรณกรรมขึ้นมา
ต่อมาซุ่ยเหรินก็ได้รับพร์แห่งฟ้าดินไปเป็คนแรกและได้จุดไฟของเส้นทางวรรณกรรมขึ้นมา
ต่อจากนั้นมาทุกสรรพสิ่งที่มีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรม ก็สามารถฝึกตนในเส้นทางวรรณกรรมได้ ด้วยเหตุนั้นเองจึงได้กำเนิดผู้บุกเบิกเส้นทางวรรณกรรมทั้งเก้าขึ้นมา
ก่อตั้งเส้นทางวรรณกรรมทั้งเก้าชั้นขึ้นมาเบิกเนตร ผู้รับชะตา ผู้มีเมตตา ปัญญาชน ผู้มีคุณธรรม สุภาพชน ราชบัณฑิตกึ่งนักปราชญ์และนักปราชญ์
ใจของหลินอี้เต้นระรัวมิคิดมาก่อนว่าจะมีโลกที่มหัศจรรย์เยี่ยงนี้อยู่ด้วย มีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมอ่านตำราคัดลายมือได้ก็สามารถฝึกตนได้
น่าเสียดาย...ที่เ้าของร่างเดิมอย่างหลินอี้ไม่มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมต่อให้ร่ำเรียนกับพ่อบุญธรรมอย่างซูหวายจื้อมาสิบหกปี แต่ก็มิเกิดพร์อันใดและไม่สามารถฝึกฝนได้
ย่ำแย่จนถึงขั้นที่สามารถหลับได้ทันทีที่จับตำรา
“หากข้าเป็ผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมหัวหน้าเขตซุนจะกล้าลงมือใส่ร้ายข้าได้เยี่ยงไรผู้ที่มีจิตใจใฝ่วรรณกรรมจะสามารถเข้าไปฝึกตนในสถานศักดิ์สิทธิ์ได้และจากนั้นก็จะได้เป็คนเหนือคน และมิต้องก้มหัวให้พวกขุนนาง”
หากมิใช่ว่าถูกมัดมือเอาไว้หลินอี้คงตีอกชกหัวไปแล้ว
สุดท้ายในราชวงศ์ต้าเหยียนที่เขาอยู่นี้นอกจากการกำเนิดขึ้นมาของนักปราชญ์ข่งผู้นั้นก็แทบจะมิมีบุคคลในประวัติศาสตร์หรือบทกวีและบทความที่เขาคุ้นเคยเลย
ในฐานะคนยุคสมัยใหญ่ที่จดจำคัมภีร์กวี กวีรัฐฉู่ กวีราชวงศ์ฮั่น กวีราชวงศ์ถังและกวีราชวงศ์ซ่งได้แค่คัดลอกออกมาสักสองบทก็สามารถโบยบินได้แล้ว
แต่ในตอนนี้เขากลับทำได้เพียงลอบถอนหายใจให้กับความโชคร้าย“ดังที่ว่า... หลังคารั่วแถมเจอฝนตกหนักทั้งคืนเรือที่ออกตัวช้าก็จะประสบกับลมที่พัดทวนกระแส”
ทันทีที่กล่าวจบทันใดนั้นหลินอี้ก็รู้สึกว่าหัวใจกระตุก ราวกับมีเข็มตำ
ต่อจากนั้นกระแสพลังอันอบอุ่นก็ไหลเวียนไปทั่วร่าง รู้สึกทั่วร่างกำลังลอยลมเป็ความรู้สึกสบายที่ไม่สามารถอธิบายได้
และตามร่างกายของเขาในขณะนี้ก็กำลังปล่อยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกมา
“นี่มัน...”
หลินอี้ชะงักนิ่งไปต่อจากนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง และกล่าวด้วยความดีใจว่า “กลิ่นหอมตำรานี่คือสัญลักษณ์ของจิตใจที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมหรือว่าที่ข้าเอ่ยออกมาตามอำเภอใจเมื่อครู่...ก็ถือว่ามีจิตใจใฝ่วรรณกรรมแล้วอย่างนั้นหรือ”
โอ้ ว้าว....
ยอดเยี่ยม !
ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก !
หลินอี้นึกถึงคำพูดที่พ่อบุญธรรมของเขาเคยกล่าวเอาไว้ขึ้นมาคนที่มิมีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรม ขอเพียงตรากตรำอ่านตำรา ประพันธ์บทกวีออกมาก็มีความเป็ไปได้อย่างมากที่จะสั่งสมจนกำเนิดจิตใจที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมขึ้นมาได้
ยามนี้เมื่อได้กำเนิดจิตใจที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมแล้วหลินอี้ก็ค้นพบว่าด้านการตอบโต้ทางความคิดของตนเองได้เปลี่ยนไปเป็เฉียบคมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความจำที่น่าทึ่งอีกด้วย
หลินอี้รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาภายในหัวของเขานั้นมีบทกวี บทเพลง และบทความของชาติที่แล้วอยู่จำนวนมาก นี่ไม่ได้หมายความว่าโลกใบนี้แทบจะกลายเป็พื้นที่ของเขาไปแล้วเลยรึ
ด้วยความที่หลินอี้กำลังตื่นเต้นโซ่ที่ยึดเท้าเอาไว้จึงดังซอกแซกขึ้นมา
“เสียงดังอะไร”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงตวาดดังขึ้นมามีคนเลิกผ้าม่านขึ้นและปรี่เข้ามาด้านใน เป็เ้าหน้าที่ร่างอ้วนและผอมที่สวมชุดมือปราบสีน้ำเงินสองนาย
“ลองส่งเสียงดังอีกคราวข้าจะส่งเ้าไปนอนข้างถนนเลย”
เ้าหน้าที่มือปราบร่างอ้วนจับที่ฝักด้ามข้างเอวเผยสีหน้าโเี้ จนมวลก้อนเนื้อบนใบหน้าสั่นระริก
เ้าหน้าที่ร่างผอมรีบเข้าไปขวางหน้าเ้าหน้าที่ร่างอ้วนและเกลี้ยกล่อมว่า “หัวหน้า ในศาลาพักม้ามีคนของสำนักศึกษาอยู่ห้ามมิให้มีโลหิตนะ”
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนหันมองไปทางหลินอี้อย่างขบขันทั้งกล่าวเยาะเย้ยว่า “ข้าเพียงขู่มัน รอดูว่ามันจะฉี่รดกางเกงหรือไม่เ้าดูท่าที่มันคลานอยู่บนพื้นสิ เหมือนสุนัขก็ไม่ปาน ฮ่าฮ่าฮ่า...”
หลินอี้ถึงตัวลุกขึ้นยืน และกล่าวว่า“เ้าว่าใครเป็สุนัขกัน”
“สุนัข ... ข้าก็ว่าเ้าอย่างไรเล่า”
“มิแปลกใจที่จะหอนได้อย่างรื่นเริงเพียงนี้”
เดิมทีท่าทางของหลินอี้ก็เป็เยี่ยงนี้อยู่แล้ว
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนมีท่าทางตอบสนองช้าไปหนึ่งจังหวะทันทีที่ตระหนักขึ้นมาได้ ใบหน้าก็แดงก่ำ และชักดาบที่เอวขึ้นมา “ บัดซบข้าจะฆ่าเ้า”
“หัวหน้า อย่า”
เ้าหน้าที่ร่างผอมยังอยากจะขวางเอาไว้แต่กลับถูกเ้าหน้าที่ร่างอ้วนเตะจนกระเด็นออกมา เขาเจ็บจนคุมสีหน้าไว้ไม่ไหว
หลินอี้ที่เห็นว่าเ้าหน้าที่ร่างอ้วน้าจะสังหารเขาจริงๆ ก็ลอบด่าไอ้ลูกสุนัขอยู่ภายในใจ ก่อนจะตัดสินใจถอยหลังไปสองก้าว
ปัง
ดาบนี้ตวัดไปโดนเครื่องพันธนาการจนทำให้เหล็กที่เชื่อมอยู่นั้นถูกตัดขาดไป และเกิดประกายไฟแตกออกไปรอบด้าน
หลินอี้ดีดตัวขึ้นมาสองเท้าถีบไปที่ท้องน้อยของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนนั้นอย่างจัง
ปึง !
หลินอี้รู้สึกเหมือนถีบเข้าที่หนังท้องหมูใกับไขมันตรงท้องของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนจนทรุดนั่งไปกับพื้นปวดแสบปวดร้อนที่สะโพกไปหมด
ใบหน้าของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนแดงก่ำะโด่าทอดังขึ้นมาว่า “นี่เ้าบังอาจทำร้ายข้าอย่างนั้นหรือคอยดูเลยวันนี้ข้าจะสับเ้าให้ขาดเป็สองท่อน”
“เ้าก็ลองดู”
หลินอี้ยืดตัวและจ้องไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนและกล่าวเสียงเ็าว่า “ข้าคือปัญญาชนผู้ฝักใฝ่ในวรรณกรรม เ้าก็ลองลงมือดู”
ฉั๊วะ
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนเมื่อได้ยินดังนั้นร่างพลันชะงักอยู่กับที่ ทั่วทั้งกายถึงกับสั่นสะท้าน
เขามองไปทางหลินอี้ด้วยสายตาใปนสับสนปลายจมูกกระตุกเล็กน้อย และสีหน้าก็เปลี่ยนไปในพลัน
คาดไม่ถึงว่าภายในห้องจะมีกลิ่นหอมตำรา
อย่างที่ทราบกันว่ามีเพียงปัญญาชนที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมเท่านั้นจึงจะมีกลิ่นหอมของตำรา
‘ห้ามให้มันมีชีวิตรอดออกไปได้มิฉะนั้นทันทีที่มันได้กลายเป็บัณฑิตของสำนักศึกษา ผู้ที่จะตายก็คือข้า...’
สีหน้าของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนเปลี่ยนไปขบกรามแน่น ชักดาบขึ้นมาจากนั้นก็ฟันไปทางหลินอี้ และกล่าวว่า “ก็ลองดูละกัน”
เ้าหน้าที่ร่างผอมที่อยู่อีกด้านตื่นกลัวจนใบหน้าซีดเผือด
คนของสำนักศึกษาอยู่ด้านล่างศาลาหากหัวหน้าสังหารผู้ที่ฝักใฝ่ในวรรณกรรมอย่างหลินอี้เข้าจริง ๆวันพรุ่งนี้อาจารย์จากสำนักศึกษาก็จะตามไปจับตัวพวกเขาที่ศาลาว่าการเขตเป็แน่
ปัญญาชนผู้ฝักใฝ่ในวรรณกรรมในเขตอันหยางนั้นมีน้อยมากทุกคนต่างก็เป็ผู้ที่ถูกประคบประหงม
“บัดซบ ข้าประมาทเกินไปทักษะทางวรรณกรรมยังไม่เปิด มิมีพร์มารองรับ”
หลินอี้ประเมินความตั้งใจในการสังหารเขาของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนต่ำไปชายผู้นี้เป็ญาติห่างๆ กับหัวหน้าเขตซุน เขาจะต้องไม่ปล่อยให้ตนมีชีวิตรอดไปได้เป็แน่
“เ้าบังอาจ”
ครืน
ทันใดนั้นเองตามเสียงหวีดหวิวอันเย็นะเืที่ดังขึ้นมาก็เหมือนมีเงาสีขาวสายหนึ่งที่ทะยานเข้ามาพุ่งตรงมากระแทกแขนของเ้าหน้าที่ร่างอ้วน
ตึง
ดาบใหญ่ภายในมือของเ้าหน้าที่ร่างอ้วนปลิวหายไปมือขวาห้อยหัก หยดเืไหลลงมาตามแขน จนใบหน้าซีดเผือด
หลินอี้ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ตรงหน้าเมื่อหันหน้ามองไปทางประตูห้อง ก็เห็นสตรีสวมชุดสีขาวนางหนึ่งเดินเข้ามา
พระเ้า...
แม่นางผู้นี้เ็าราวกับน้ำแข็ง ทั้งยังมีรูปโฉมที่งดงามอย่างมาก