ตอนที่ 29: กองทัพสังหารตระกูลเทียนฉางและค่ำคืนที่แผ่นดินสั่น
สามวันคล้อยหลังจากการจากไปของฉีหล่าน
สำนักวิถีเมฆาดูคล้ายจะหวนคืนสู่ความสงบสุขอีกครา ทว่านั่นเป็เพียงเปลือกนอก เหล่าศิษย์สายนอกยังคงตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อกวาดลาน ฝึกปรือเพลงหมัด ต้มยา และหาบน้ำขึ้นเขาตามกิจวัตรเดิม ราวกับว่าค่ำคืนแห่งการนองเืก่อนหน้านี้เป็เพียงฝันร้ายที่พัดผ่านพ้นไป
ทว่าความเงียบงันเ่าั้ หาใช่ความสงบที่แท้จริงไม่ หากแต่เป็เพียงความนิ่งงันของท้องทะเลก่อนที่พายุคลื่นคลั่งลูกใหญ่จะโถมกระหน่ำลงมา
ราตรีนั้นไร้ซึ่งลางบอกเหตุอันใด ไร้เงาจันทราสีโลหิต ไร้สรรพเสียงคำรามของสัตว์อสูร นอกค่ายกลป้องกันก็ปราศจากคลื่นพลังปราณที่ผิดแผกไปจากเดิม ท้องนภากลับถูกปกคลุมด้วยเมฆาทึบทะมึนจนมืดมิด ราวกับผืนผ้าแพรสีดำผืนมหึมาทอดตัวบดบังเบื้องบน ลมหนาวกรรโชกแรงจากหุบเขาลึกพัดอื้ออึง มากพอที่จะกลบเสียงฝีเท้าหลายสิบคู่ซึ่งกำลังเร้นกายเคลื่อนตัวผ่านป่าสนด้านนอก
และเมื่อล่วงเข้าสู่ยามจื่อ (เที่ยงคืน)
ตูม! ตูม! ตูม!
พลังปราณะเิกัมปนาท พุ่งเข้ากระแทกเสาหลักค่ายกลพิทักษ์สำนักทางทิศอุดรพร้อมกันถึงสามจุด เสียงอัดแน่นของขุมพลังที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดก่อนปะทุออกมา ส่งผลให้ทั้งสำนักสั่นะเืเลื่อนลั่นราวกับขุนเขาถูกค้อนเหล็กั์ทุบเข้าใส่
เพล้ง!
บานหน้าต่างของเรือนพักศิษย์สายนอกแตกกระจาย เศษไม้และเศษกระเบื้องปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ทว่ายังไม่ทันที่ผู้ใดจะทันตั้งสติ
บรึ้ม!
เสียงกัมปนาทระลอกที่สองก็ถล่มลงกลางลานบรรพชนโดยตรง พื้นหินแกรนิตที่เพิ่งซ่อมแซมแล้วเสร็จจากศึกคราก่อนแตกปริออกอีกครั้งเป็แนวยาว รอยร้าวลุกลามวิ่งพล่านไปทั่วลานศิลาราวกับอสนีบาตสีดำ กระเบื้องดินเผานับสิบแผ่นร่วงหล่นจากหลังคาแตกกระจายเกลื่อนกลาด
ครืน!
กำแพงศิลาทางทิศอุดรพังครืนถล่มลงมาทั้งแนว ก้อนหินขนาดมหึมากกลิ้งหล่นกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันคลุ้งตลบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
และผ่านช่องโหว่ขนาดใหญ่ั์นั้น ร่างในชุดสีโลหิตทะมึนหลั่งไหลบุกทะลวงเข้ามาอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย มิใช่สิบคน มิใช่ยี่สิบคน ทว่านั่นคือกองกำลังลอบสังหารจำนวนมากถึงห้าสิบสี่คน!
ภายในเรือนพักศิษย์สายนอก หลินอันเบิกตากว้างขึ้นก่อนที่เสียงระฆังเตือนภัยจะลั่นกังวาน พลังปราณพฤกษาที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างของเขาสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นะเืของะเิได้ั้แ่คลื่นพลังสายแรกกระทบผืนพสุธา ชายหนุ่มดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงไม้กระดานในทันที
เหง่ง! เหง่ง! เหง่ง!
เสียงระฆังเตือนภัยดังกังวานต่อเนื่องอย่างบ้าคลั่ง มิใช่เพียงสามคราดั่งเช่นเหตุฉุกเฉินทั่วไป ทว่าดังก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับผู้ตีระฆังกำลังทุ่มเทใช้เรี่ยวแรงทั้งชีวิตเพื่อะโก้องบอกกล่าวแก่ทุกคนว่า 'ศัตรูบุกแล้ว!'
หลินอันคว้าสายรัดเอวขึ้นมาคาด ซุกซ่อนมีดสั้นหยกขาวไว้ในสาบเสื้ออย่างมิดชิด ท่วงท่าการเคลื่อนไหวทุกอย่างลื่นไหลและรวดเร็ว ใช้เวลาไปไม่ถึงสามชั่วลมหายใจ
ยามผลักบานประตูออกไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความโกลาหลวุ่นวายอย่างเต็มรูปแบบ ศิษย์สายนอกจำนวนมากวิ่งกรูออกจากห้องพักด้วยใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด บางคนสวมเสื้อคลุมยังไม่ทันเรียบร้อย บางคนถึงขั้นคว้าหมอนติดมือออกมาด้วยความลืมตัว
เสียงะโโหวกเหวกดังระงมไปทั่วบริเวณ
"เกิดอันใดขึ้น!"
"ทางทิศอุดรถูกลอบโจมตี!"
"รีบหนีไปที่ตำหนักหลักเร็วเข้า!"
"สตรีและผู้าเ็ถอยเข้าไปหลบด้านในก่อน!"
ผ่านช่องว่างระหว่างหมู่เรือน หลินอันทอดสายตามองเห็นประกายแสงสีโลหิตวาบวับมาจากทิศอุดร พร้อมกับเสียงโลหะและศาสตราปะทะกันดังกึกก้อง การต่อสู้เอาชีวิตรอดได้อุบัติขึ้นแล้ว
ในขณะที่ศิษย์ส่วนมากต่างพากันวิ่งหนีเอาตัวรอดเข้าไปด้านใน หลินอันกลับก้าวเดินสวนกระแสฝูงชนมุ่งหน้าไปยังลานบรรพชน ฝีเท้าของเขาเงียบเชียบและสงบนิ่ง ขัดกับบรรยากาศอันโกลาหลรอบกายอย่างสิ้นเชิง
เมื่อย่างกรายมาถึงมุมตึกที่สามารถมองเห็นลานศิลาหลักได้อย่างเต็มตา เขาก็กวาดสายตาประเมินสถานการณ์ตรงหน้าในทันที ผู้าุโทั้งสี่ท่านกำลังเข้าปะทะอย่างดุเดือดกับกลุ่มคนชุดแดงกว่าสามสิบชีวิต ส่วนกองกำลังที่เหลือได้กระจายตัวออกไปปิดล้อมเส้นทางหลบหนี และกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังหอโอสถ คลังสมุนไพร และหอคัมภีร์ พวกมันไม่ได้บุกมาเพื่อปล้นชิง ทว่ามุ่งหมายมาเพื่อทำลายล้างให้สิ้นซาก
ท่ามกลางสมรภูมิเื อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนกำลังรับมือกับการจู่โจมจากศัตรูถึงสามทิศทางพร้อมกัน พลังปราณหินมหาสถาวรแผ่ซ่านปกคลุมทั่วร่างของท่านดุจดั่งเกราะสีเทาเข้ม ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากจำนวนศัตรูที่เหนือกว่ามาก ทำให้แม้แต่ผู้าุโสูงสุดของสำนักก็ยังจำต้องล่าถอยร่นไปทีละก้าว
ฟุ่บ! ฉัวะ!
คมดาบสามเล่มฟาดฟันเข้ามาพร้อมกันอย่างดุดัน อาจารย์ใหญ่ใช้กระบวนท่าปัดป้องรอดพ้นไปได้สองเล่ม ทว่าดาบเล่มที่สามกลับตวัดเฉือนเข้าที่ต้นแขนซ้ายจนโลหิตสีชาดสาดกระเซ็น
"ท่านอาจารย์!" เสียงร้องของเหล่าศิษย์ดังลั่นมาจากเื้ั
หลินอันจดจ้องภาพเบื้องหน้าเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ค่ายกลผนึกกายาที่สลักลึกซ่อนเร้นอยู่ถูกคลายออกหนึ่งในห้าร้อยส่วน นับเป็การปลดปล่อยขุมพลังมากที่สุดั้แ่เขาเหยียบย่างเข้ามาอาศัยอยู่ในสำนักแห่งนี้
ทางทิศประจิม ร่างในชุดโลหิตสี่คนกำลังทะยานร่างมุ่งตรงไปยังหอโอสถ ซึ่งภายในนั้นแออัดไปด้วยศิษย์ที่ได้รับาเ็และเหล่าผู้ปรุงโอสถที่ไร้ซึ่งทักษะการต่อสู้ใดๆ หลินอันทะยานร่างออกไปขวางหน้าพวกมันเอาไว้
คนชุดแดงทั้งสี่ชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นเพียงชายหนุ่มในชุดศิษย์สายนอกธรรมดายืนขวางทาง ก่อนที่พวกมันจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน
"ไอ้หนูศิษย์สายนอก หากไม่อยากตายฟรีก็จงรีบไสหัวหลบไปซะ" หัวหน้ากลุ่มเอ่ยเสียงเหี้ยมพลางชักดาบออกจากฝักช้าๆ
ฟุ่บ!
ปราศจากความลังเล คมดาบสองเล่มพุ่งทะยานเข้าหาหลินอันพร้อมกัน พลังปราณสีแดงฉานเคลือบทับคมดาบจนบังเกิดเสียงแหวกอากาศหวีดหวิว เป้าหมายคือการสับฟันเข้าที่หัวไหล่ทั้งสองข้างให้ขาดสะบั้น ทว่าหลินอันกลับยืนนิ่งไม่ขยับหลบหนี
เคร้ง!
คมดาบปะทะเข้ากับร่างของชายหนุ่ม เสียงโลหะกระแทกดังสนั่นหวั่นไหว ดาบทั้งสองเล่มหักสะบั้นลงกลางใบดาบราวกับเพิ่งสับลงบนแผ่นเหล็กกล้าหมื่นปี ผู้ถือดาบทั้งสองถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง ฝ่ามือชาหนึบไปทั้งท่อนแขน
"นะ... นี่มันเื่อันใดกัน"
หลินอันสืบเท้าเข้าประชิดตัวคนแรกอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือซ้ายของเขาวางประทับลงบนหัวไหล่ของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา ทว่าแฝงไว้ด้วยขุมพลังมหาศาลที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหัวไหล่แตกละเอียดดังขึ้นในพริบตา
"อ๊ากก!"
ร่างในชุดแดงกรีดร้องโหยหวน ทรุดฮวบลงกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ
มือสังหารอีกคนแผดเสียงคำรามลั่น ก้าวพุ่งเข้ามาลอบโจมตีจากเื้ั หมัดหนักหน่วงอัดแน่นไปด้วยขุมพลังปราณเต็มกำลังพุ่งทะลวงเข้าใส่ ทว่าหมัดนั้นกลับเฉียดสีข้างของหลินอันไปเพียงชุ่นเดียว ชายหนุ่มเพียงเอียงกายหลบอย่างเรียบง่าย ทันใดนั้นเขาพลิกฝ่ามือคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอีกฝ่ายแล้วบิดอย่างแรง
แกร๊ก!
เสียงกระดูกหักลั่นชัดเจน ศัตรูคนที่สองยังไม่ทันได้เปล่งเสียงร้องด้วยซ้ำ ร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที
สองคนที่เหลือเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้าต่างลอบสบตากันด้วยความหวาดผวา และตัดสินใจหันหลังหลบหนีไปโดยไม่รั้งรอ พวกมันแยกย้ายกันหลบหนีไปคนละทิศทาง
หลินอันมิได้คิดจะไล่ตามไป ชายหนุ่มหมุนตัวหันกลับไปยังทิศทางของลานบรรพชน เพราะรับรู้ได้ว่าสถานการณ์ ณ ที่แห่งนั้น กำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤตที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่าเดิม
ณ กลางลานศิลาหลัก การต่อสู้ทวีความดุเดือดเืพล่านขึ้นทุกขณะ ศัตรูเลือกใช้กลยุทธ์หมาป่ารุมขย้ำเหยื่ออย่างชัดเจน พวกมันมิได้เร่งร้อนรุกฆาต หากแต่ล้อมกรอบและค่อยๆ สร้างแรงกดดัน บีบคั้นให้เหล่าผู้าุโจำต้องผลาญพลังปราณในร่างจนหมดสิ้นไปเอง
เคร้ง! ฉัวะ!
อาจารย์ซ่งเปย์กำลังกัดฟันต้านทานการรุมโจมตีจากสี่ทิศทาง อาการาเ็ที่ขายังฟื้นฟูไม่เต็มร้อย ทำให้ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของท่านเชื่องช้าลงกว่าปกติมาก
"ถอยร่นไปทางซ้าย!" ท่านะโลั่นเพื่อเตือนผู้าุโอีกท่าน
ทว่ามันสายเกินกาล ร่างในชุดโลหิตสามคนพุ่งทะยานเข้าหาเป้าหมายเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง คมดาบทั้งสามเล่มฟาดฟันแหวกอากาศลงมาจากสามทิศทางหมายสังหาร
หลินอันยืนอยู่ห่างออกไปถึงสิบห้าก้าว ซึ่งนับเป็ระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะใช้วิชาตัวเบาธรรมดาพุ่งไปช่วยเหลือได้ทันท่วงที ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายเย็นเยียบ ค่ายกลผนึกกายาถูกปลดปล่อยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในสองร้อยส่วน
ตูม!
ปลายเท้าขวากระแทกอัดลงบนพื้นลานบรรพชนอย่างรุนแรง แผ่นศิลาแกรนิตอันแข็งแกร่งถึงกับยุบตัวเป็รอยบุ๋มลึก รอยแตกร้าวลุกลามกระจายออกเป็วงกว้างรอบจุดที่เขายืนหยัด และในชั่วพริบตาต่อมา ร่างของหลินอันก็อันตรธานหายไปจากสายตา
เปรี้ยง!
พริบตาเดียว แรงส่งมหาศาลก็พาร่างของเขาพุ่งข้ามผ่านระยะสิบห้าก้าว หัวไหล่ซ้ายกระแทกเข้าใส่ร่างของมือสังหารชุดแดงคนแรกกลางอากาศอย่างจัง แรงปะทะอันหนักหน่วงะเิออกดุจดั่งคลื่นั์ถาโถม ซัดกระหน่ำจนศัตรูทั้งสามปลิวกระเด็นถอยร่นไปพร้อมกัน ร่างของสองคนแรกพุ่งกระแทกเข้ากับกำแพงศิลาจนเกิดเป็รอยยุบรูปมนุษย์ ส่วนอีกคนร่วงหล่นกระแทกพื้นและนอนแน่นิ่งไร้การเคลื่อนไหว
ผู้าุโที่รอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิดได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ หลินอันร่อนกายลงประทับยืนบนพื้นอย่างแ่เบาไร้สุ้มเสียง
"ผู้าุโ โปรดถอยไปหลบพักด้านหลังก่อน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง "ตรงนี้ปล่อยให้ข้าเป็ผู้จัดการเอง"
ข่าวการปรากฏตัวของผู้เยี่ยมยุทธ์ปริศนาแพร่สะพัดไปทั่วสมรภูมิอย่างรวดเร็ว กลุ่มมือสังหารจำนวนมากเริ่มละทิ้งการโจมตีเหล่าผู้าุโและหันมารวมตัวตั้งหลักกันใหม่ เพียงไม่นาน ร่างในชุดโลหิตสิบห้าคนก็เคลื่อนตัวเข้ามาก่อค่ายกลตีวงล้อมรอบตัวชายหนุ่มเอาไว้
บุรุษผู้เป็หัวหน้ากลุ่มสวมชุดแดงขลิบดิ้นทอง ดวงตาคมกริบดุดันแผ่รังสีอำมหิตคุกคาม เขายกมือขวาขึ้นสูงเด่น
"จัดกระบวนค่ายกลล้อมสังหาร!" เสียงคำรามสั่งการดังกึกก้อง "ปลดปล่อยพลังปราณสิบหกทิศพร้อมกัน!"
สิ้นเสียงสั่งการ ศาสตราคมกริบสิบห้าเล่มกวัดแกว่งร่ายรำขึ้นพร้อมเพรียง คลื่นพลังปราณสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาจากทุกทิศทาง ประสานกันก่อตัวเป็กรงขังพลังงานขนาดมหึมาปิดล้อมหลินอันไว้เบื้องใน พลังปราณทั้งสิบห้าสายควบแน่นจนถึงขีดสุดก่อนจะะเิทะลวงเข้าใส่ร่างของเขาอย่างพร้อมเพรียง คลื่นพายุพลังพัดกระหน่ำจนฝุ่นผงและเศษหินปลิวว่อน บรรดาศิษย์ที่อยู่รายล้อมสมรภูมิถึงกับต้องยกแขนขึ้นบดบังใบหน้าจากแรงอัดกระแทก
ครั้นเมื่อม่านฝุ่นควันจางหายไป หลินอันกลับยังคงหยัดยืนอยู่อย่างสงบ ณ ตำแหน่งเดิม อาภรณ์ศิษย์สายนอกของเขามีเพียงรอยยับย่นจากแรงลมพายุ ทว่าบนร่างกายกลับไร้ซึ่งร่องรอยาแแม้แต่รอยขีดข่วน
ใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มมือสังหารซีดเผือดลงในบัดดล
"เป็ไปไม่ได้..." เขารำพึงด้วยความตระหนก เพราะนั่นคือการผสานพลังโจมตีที่แม้แต่กำแพงศิลาหนาสองเชียะยังต้องแหลกสลายในพริบตา "โจมตีอีกครั้ง!" คราวนี้เสียงของเขาเริ่มสั่นพร่า
หลินอันเพียงลอบถอดถอนใจแ่เบา ค่ายกลผนึกกายาถูกปลดปล่อยเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งในร้อยส่วน คราวนี้แผ่นศิลาใต้ฝ่าเท้าของเขาถึงกับเริ่มปริร้าวและส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ชายหนุ่มก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปหาศัตรูอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคงดั่งขุนเขา
คลื่นพลังปราณสังหารลูกใหม่ถาโถมกระหน่ำเข้าใส่อีกระลอก บรึ้ม! ทว่าเมื่อขุมพลังทั้งหมดพุ่งเข้าปะทะร่างของเขา มันกลับถูกสะท้อนกลับและะเิออกไปในทิศทางเดิมอย่างรุนแรง ร่างของมือสังหารชุดแดงสองคนถูกคลื่นพลังตีกลับซัดกระเด็นร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นในทันที ในขณะที่หลินอันยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างไร้กังวล
"ถอยทัพ!" หัวหน้ากลุ่มแผดเสียงะโอย่างตื่นตระหนก ความเยือกเย็นอำมหิตเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น มือสังหารชุดแดงหลายคนเริ่มหันหลังวิ่งเตลิดหนี ทว่าตัวผู้เป็หัวหน้ากลับยังคงยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ แม้ว่าั์ตาจะฉายแววหวาดผวาขีดสุดก็ตาม
"เ้า... เป็ตัวประหลาดอันใดกันแน่!" เขาเค้นเสียงถามอย่างสั่นเทา
หลินอันหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าของอีกฝ่าย
"ศิษย์สายนอก" คำตอบที่เรียบง่ายและไร้ซึ่งความอหังการ กลับยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว "จงไสหัวออกไปจากสำนักแห่งนี้เสีย"
หัวหน้ากลุ่มกัดฟันกรอด
"ข้ารับบัญชาจากผู้นำตระกูลเทียนฉาง ไม่มีทางที่ข้าจะ..."
ยังไม่ทันสิ้นคำ ฝ่ามือของหลินอันก็ประทับลงบนทรวงอกของอีกฝ่ายอย่างแ่เบา ทว่าพริบตาต่อมาร่างของชายชุดแดงกลับลอยละลิ่วปลิวถอยหลังไปไกลนับสิบก้าว ร่วงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนลมหายใจแทบขาดห้วง
"อั่ก!" เขาสำรอกโลหิตออกมาด้วยความเ็ปรวดร้าว ดวงตาเบิกโพลงสั่นระริก
หลินอันเดินเนิบนาบเข้าไปใกล้ ก่อนจะยื่นมือขวาออกไปหา หัวหน้ากลุ่มมือสังหารจ้องมองมือนั้นอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปคว้ามันไว้ หลินอันออกแรงดึงร่างของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน
"จงพาผู้าเ็ของพวกเ้ากลับไป" น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงราบเรียบปราศจากคลื่นอารมณ์ "สำนักวิถีเมฆาจะไม่ส่งคนออกไปไล่ล่า"
เมื่อขุมกำลังชุดแดงยอมจำนนและทยอยถอนตัวจากไป ความสงบเงียบจึงค่อยๆ หวนคืนสู่ลานบรรพชนอีกครา หากแต่เป็ความเงียบสงัดที่รายล้อมไปด้วยซากปรักหักพัง รอยเืที่สาดกระเซ็น และกลิ่นคาวคละคลุ้งของา ผู้าุโทั้งเจ็ดท่านยืนหอบหายใจรวยรินอยู่กลางลานศิลา บางท่านมีร่องรอยาแตามร่างกาย ทว่าเคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับาเ็ถึงแก่ชีวิต
มู่หรงเสวี่ยก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมกับกระบี่ในมือ ทันทีที่สายตาของนางมองเห็นหลินอันปลอดภัย นางก็เผลอลอบถอนหายใจออกมาอย่างลืมตัว
"เ้าาเ็หรือไม่"
"ข้าปลอดภัยดี" หลินอันตอบกลับสั้นๆ
สายตาของชายหนุ่มเหลือบไปเห็นรอยาแที่ต้นแขนของอิสตรี
"ศิษย์พี่หญิง ท่านถูกคมดาบ"
"เพียงแค่รอยถลอกเล็กน้อย" มู่หรงเสวี่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา "พวกมันลงมือไม่ทัน เ้าเข้ามาขัดขวางไว้เสียก่อน"
หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวสืบต่อ
"เมื่อครู่ข้าเห็น... เ้าเคลื่อนกายข้ามผ่านลานกว้างมาได้ในชั่วพริบตาเดียว"
หลินอันเลือกที่จะนิ่งเงียบไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ มู่หรงเสวี่ยหันไปมองสภาพลานบรรพชนที่พังพินาศย่อยยับ รอยเท้าที่ยุบลึกประทับบนพื้นหิน รอยแตกร้าวบนกำแพงศิลา และเหล่าศัตรูที่กำลังถูกหามพ้นเขตสำนักออกไป จากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิวคล้ายกระซิบ
"ค่ำคืนนี้ สำนักของเราอยู่รอดปลอดภัยมาได้... ล้วนเป็เพราะเ้า"
หลินอันส่ายหน้าปฏิเสธอย่างถ่อมตน
"เป็เพราะทุกคนร่วมแรงร่วมใจต่อสู้ต้านทานอย่างสุดกำลังต่างหาก"
ในระหว่างที่สนทนากันอยู่นั้น อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนได้เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เคียงข้างคนทั้งสอง บริเวณผ้าพันแผลที่ต้นแขนของท่านเริ่มมีโลหิตซึมเปื้อนออกมาอีกครั้ง ทว่าประกายตาของผู้าุโสูงสุดกลับดูหนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าคราใด
"หลินอัน"
ชายหนุ่มหมุนตัวหันไปประสานสายตา
อาจารย์ใหญ่นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมาเพียงคำเดียว
"ขอบใจ"
แม้จะเป็เพียงถ้อยคำสั้นๆ ทว่ากลับทรงคุณค่าและหนักแน่นยิ่งกว่าวาจาใดในค่ำคืนนี้ หลินอันน้อมศีรษะลงคารวะผู้าุโอย่างเงียบงัน
[จิติญญาา : บันทึกฉุกเฉิน]ค่ายกลผนึกกายาถูกคลายออกสูงสุด 1/100 ส่วน ระดับความเสี่ยงยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย หากเกิน 1/50 ส่วน แรงะเืจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในรัศมีสิบก้าวภารกิจสะสม: เพิ่มขึ้น 3 ครั้ง จากการถูกโจมตีโดยไม่สวนกลับเต็มกำลังยอดปัจจุบัน: 20/100
หลินอันกวาดสายตาอ่านข้อความเ่าั้ในห้วงคำนึงอย่างเงียบๆ ยี่สิบจากหนึ่งร้อย นั่นหมายความว่ายังเหลืออีกแปดสิบครั้ง และเขาย่อมล่วงรู้ดีแก่ใจ ค่ำคืนนี้หาใช่จุดจบของเื่ราวทั้งหมด หากแต่มันเป็เพียงจุดเริ่มต้นของคลื่นพายุลูกมืดมิดที่ยิ่งใหญ่และอันตรายกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ชายหนุ่มทอดสายตามองลอดผ่านช่องโหว่บนซากกำแพงทางทิศอุดรออกไป ความมืดมิดของป่าสนเบื้องนอกนั้นดูเงียบสงัดเสียจนน่าขนลุก ราวกับภาพลวงตาของอสูรร้ายที่กำลังหมอบซุ่มซ่อนเร้น เพื่อเฝ้ารอคอยเวลาขย้ำเหยื่อ
รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้ เขายังคงมีลานศิลาที่ต้องปัดกวาด มีเศษซากกำแพงที่ต้องซ่อมแซม และมีศัตรูที่ต้องเตรียมตัวรับมือ แต่สำหรับค่ำคืนนี้ สำนักวิถีเมฆาก็ยังคงสามารถหยัดยืนฝ่าฟันพายุโลหิตเอาตัวรอดมาได้อีกคราหนึ่ง...