แสงจันทร์นวลกระจ่างสาดส่องลงมายังร่างงดงามราวกับเทพธิดาที่เกาะหน้าต่างแหงนหน้ามองพระจันทร์
“จันทราเจ้าคิดว่าข้าจะมีโอกาสได้เป็นคหบดีหญิงแห่งต้าถังหรือไม่ อายุขัยของข้าเหลืออีกกี่ปีกัน ตระกูลจ้าวสามารถยืนหยัดไปอีกนานเท่าใด”
จ้าวลู่ชิงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบิดากับท่านปู่กำลังทำอะไร ฉีอ๋องต้องมีจุดจบอย่างไร แล้วตระกูลจ้าวต้องมีจุดจบแบบใด ทุกอย่างมันดูมืดมน นางย้อนเวลามาอยู่ที่ใดกันแน่
แน่นอนว่าผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในแต่ละราชวงศ์เป็นไปตามที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ และตอนนี้หลี่ซื่อหมินก็เป็นผู้ครองบัลลังก์ที่แย่งมากจากบิดาและพี่ชาย เหตุการณ์หลายอย่างมันคล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ที่ได้ร่ำเรียนมา
แต่ทว่า…
เขา…..
‘ฉีอ๋อง’ ผู้ที่สมควรจะตายไปตั้งแต่เกิดรัฐประหารที่ประตูเสวียนอู่ เหตุใดเขาถึงยังมีชีวิตรอด ผู้ที่ตายพร้อมรัชทายาทคือเว่ยอ๋องที่สมควรตายตั้งแต่ราชวงศ์สุยยังไม่สิ้น
นางสับสนไปหมดว่าเกินอันใดขึ้น หรือว่าประวัติศาสตร์ไม่เป็นไปตามที่จารึกให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา
จ้าวลู่ชิงเคร่งเครียด นางไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ทะลุมิติมาอยู่บนโลกคู่ขนาน ที่คล้ายคลึงกันราวกับเป็นฝาแฝด
“ฉีอ๋อง ดวงชะตาท่านเป็นเช่นไรกันแน่? เพราะเหตุใดท่านจึงไม่ยอมยกเลิกสัญญาหมั้นหมาย?” พึมพำภายในใจ นางต้องการรู้จักฉีอ๋องไม่ธรรมดาผู้นี้ นางจะใช้สองมือหนึ่งสมองรักษาตระกูลจ้าวให้รอดพ้นจากภัยได้หรือไม่
----------------------------------
หรงซู่อ่านจดหมายด้วยใบหน้าสงบนิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเช้าจดหมายฉบับนี้วางอยู่บนโต๊ะหนังสือได้อย่างไร ไม่รู้ว่าผู้ใดนำเข้ามาวางตั้งแต่เมื่อไหร่
เนื้อหาบอกเพียงว่าหากกล้าทำร้ายคนในหมู่บ้านอีก จุบจบของเจ้าและคนในครอบครัวคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากไม่ได้ทำใดอันผิดก็ไม่ต้องกลัวว่าผีจะมาเคาะประตู
ประโยคพวกนี้มันทำให้เขาเสียวสันหลังจนแสดงออกทางสีหน้า คนที่ให้ไปสืบเรื่องหมู่บ้านซานเป่ยก็หายสาบสูญ ไม่กลับมาเลยสักคน
หรือว่ามีพยัคฆ์ซ่อนอยู่ที่หมู่บ้านกลางหุบเขาอย่างซานเป่ย รีบไปรื้อค้นสำมะโนครัวด้วยความร้อนรน
หรงซู่นั่งหลังตรงปิดเปลือกตา ในความสงบนิ่งยังเห็นว่ามือที่กอบกุมกันบนหน้าตักสั่นเทา ลืมไปได้อย่างไรว่าคนตระกูลจ้าวอยู่ที่หมู่บ้านกลางหุบเขาอย่างซานเป่ย
จ้าวลู่ชิงเตรียมสมุนไพรสำหรับบำรุงร่างกายกับน้ำผึ้งหนึ่งโถเล็กให้พี่ชายนำติดมือไปเป็นของฝาก หลังปรึกษากันแล้วว่าจะจ้างชาวบ้านสร้างคอกสัตว์ หากเป็นเรื่องทั้งหมู่บ้าน ติดประกาศหน้าบ้านก็คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ จำต้องวานให้หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนดำเนินการให้
หลิวเล่อรับตะกร้าจากมือซูเซียงด้วยอาการเขินอาย ใบหน้าแดงระเรื่อ ส่งสายตาแพรวพราวสื่อความนัย
“เจ้าเลิกทำท่าทีน่ารำคาญได้แล้ว” ซูเซียงกรอกตามองบน นางเห็นท่าทีของบ่าวรับใช้ข้างกายคุณชายรองแล้วอยากอัดสักหมัด
“หลิวเล่อ ไปได้แล้ว” จ้าวลู่เสียนกล่าว
“ขอรับ” รีบวิ่งตามหลังคุณชายรองเข้าไปในหมู่บ้าน
ภัตตาคารหย่งเล่อ ตำบลหลงซี
บุรุษสี่คนยืนแหงนหน้ามองป้ายชื่ออยู่หน้าร้าน เสี่ยวเอ้อรีบออกมาต้อนรับด้วยอาการดีใจราวกับสอบได้ขุนนาง
“เชิญคุณชายทั้งสี่ท่านเข้ามาลิ้มลองอาหารเลิศรสมีหนึ่งมิมีสองในภัตตาคารหย่งเล่อของเราก่อนขอรับ”
ประโยคต้อนรับแบบเดียวกันกับภัตตาคารในอำเภอไม่มีตกหล่นสักคำ
จ้าวลู่ชิงอยู่ในชุดบุรุษ บนศีรษะนางสวมใส่หมวกฝูดังเช่นบุรุษทั่วไปของต้าถัง จับเข็มขัดคาดเอวเล็กน้อยเดินองอาจเข้าไปภายในภัตตาคาร
สาวรับใช้ข้างกายก็แต่งกายเป็นบุรุษเช่นเดียวกับผู้เป็นนาย มีเพียงโม่เอินผู้เดียวที่แต่งกายแบบเดิม
“หลงจู๊เจ้าอยู่ที่ใด”
“คุณชายต้องการพบหลงจู๊เพราะเหตุใดหรือขอรับ” เสี่ยวเอ้อกล่าวอย่างนอบน้อม
ถุงหอมโผล่ออกมาทางแขนเสื้อปรากฎสู่สายตา สิ่งที่เสี่ยวเอ้อผู้นี้สนใจหาใช่ความงดงามของถุงหอมแต่เป็นสัญลักษณ์ไป๋ฉาน (ดอกพุดซ้อน)
“ผืนพสุธามิอาจเทียบเทียมดวงดารา”
“เชิญทางนี้ขอรับ” บนกลอนที่ได้ยินทำให้เสี่ยวเอ้อรีบเชิญขึ้นไปบนห้องรับรอง
จ้าวลู่ชิงสัมผัสถึงสายตาที่คอยจับจ้องทุกย่างก้าว ภัตตาคารหย่งเล่อทุกสาขาถูกสร้างขึ้นให้มีสามชั้น ชั้นสามแน่นอนว่าต้องเป็นเขตหวงห้าม ผู้ที่สามารถขึ้นมาได้มีเพียงเจ้าของกับแขกคนสำคัญ
การตกแต่งภายในมิได้ด้อยไปกว่าเฟิ่งไหล มีเพียงอาหารเท่านั้นสินะเป็นปัญหา
ผู้ดูแลร้านสาขาตำบลหลงซีรีบเข้ามาภายในห้องรับรอง
“ฮ่าวตูคารวะคุณหนู”
“ไม่ต้องมากพิธี เชิญท่านฮ่าวนั่งก่อน” ทักทายบุรุษสูงวัยเคราและผมกลายเป็นสีดอกเลา
“แค่มองท่านก็รู้ว่าข้าเป็นสตรี?” นางปลอมตัวเป็นบุรุษไม่แนบเนียนหรืออย่างไร เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นสตรี
“ทุกคนต่างรู้จักผู้เป็นเจ้านายขอรับ”
“ข้านึกว่าตนเองปลอมตัวได้ไม่แนบเนียนเสียอีก” รูปร่างนางยังไม่โตเต็มวัยจึงแต่งกายคล้ายบุรุษได้ไม่ขัดหูขัดตา
“หากผู้ชราไม่รู้จักคุณหนูก็คงมองว่าคุณหนูเป็นบุรุษ”
“ฮ่าวหลงจู๊ ที่วันนี้ข้ามาเพราะอยากปรับปรุงภัตตาคารเล็กน้อยเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการภัตตาคารหย่งเล่อ ขืนยังเงียบเหงาอยู่อย่างนี้สักวันคงต้องปิดตัวลง”
“ผู้ชราทราบดีขอรับ ร้านพวกเราถูกคู่แข่งแย่งลูกค้าไปเพราะอีกฝ่ายมีพ่อครัวฝีมือดีมาจากฉางอันและลั่วหยาง คนเลยให้ความสนใจ” พวกตนไม่สามารถจ้างพ่อครัวทั่วไปได้เพราะสถานะของภัตตาคารมันพิเศษเกินกว่าจะให้ใครมารับรู้
“ท่านจะเศร้าไปไย การค้ามันก็เป็นเช่นนี้แล หากไม่รู้จักปรับตัวก็ต้องถูกผู้อื่นฉกฉวย เส้นทางการค้าย่อมมีไว้ให้ผู้แข็งแกร่งก้าวเดินเหมือนกับเส้นทางอื่น ๆ”
พนักงานในภัตตาคารนางมองดูแล้วต่างเป็นผู้มีวรยุทธ์ มิรู้ว่าผู้ที่รับหน้าที่เป็นพ่อครัวมีที่มาอย่างไร ฝีมือการทำอาหารจัดอยู่ระดับใดถึงได้รับหน้าที่สำคัญของร้านอย่างการทำอาหาร
“เปิดห่อผ้า”
“เจ้าค่ะ”
ซูเซียงกับซูเจินเปิดห่อผ้าออกด้วยใบหน้าภาคภูมิใจในฝีมือคุณหนูของพวกนาง
“นี่คือรายการอาหารที่ข้าวาดขึ้นมา”
ฮ่าวหลงจู๊หยิบสมุดรายการอาหารมาเปิดดู ประกายนัยน์ตาบ่งบอกว่าประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น นี่มันคืองานศิลปะระดับปรมาจารย์ มือเหี่ยวย่นรีบเช็ดน้ำลายที่กำลังจะไหลออกมาเพียงแค่เห็นภาพอาหาร
“คุณหนู….”
“คุณชาย ท่านต้องเรียกข้าว่าคุณชาย”
“ขอรับคุณชาย” มือลูบไล้บนแผ่นกระดาษที่มีภาพวาดเสมือนจริง
“ท่านพอจะหาผู้ที่สามารถวาดภาพออกมาในลักษณะนี้ได้หรือไม่”
“คุณชาย นี่ท่านกำลังพูดอะไรออกมา ภาพงดงามเสมือนจริงเช่นนี้ ผู้ที่วาดได้ล้วนต้องเป็นปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงด้านภาพวาด คนพวกนั้นเย่อหยิ่ง ขนาดฮ่องเต้ขนทองคำไปกองไว้ตรงหน้าก็ยังไม่ตอบรับ”
“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ท่านพาข้าไปพบพ่อครัวที”
“ห้องครัวไม่เหมาะจะให้คุณชายย่างกรายเข้าไปใกล้ ท่านต้องการอันใดบอกผู้ชรามาได้เลยขอรับ”
“ฮ่าวหลงจู๊ คุณชายข้าบอกว่าอยากไปห้องครัว ท่านก็ทำตามเถิดอย่าได้ขัดขวาง” ซูเซียงกล่าวเสียงขรึม
“ผู้ชรากลัวว่าคุณชายจะมีกลิ่นเหม็นติดกายขอรับ มิได้ตั้งใจจะขัดขวาง” รีบผุดลุกขึ้นน้อมกลายคารวะเพื่อขออภัย
“ท่านอย่าได้เกรงใจ พวกเราคนกันเองทั้งนั้น ข้าต้องการพูดคุยกับพ่อครัว ท่านเห็นหรือไม่ว่าภาพอาหารที่ข้าวาดออกมาเป็นของแปลกใหม่ พ่อครัวภัตตาคารหย่งเล่อน่าจะไม่เคยเห็น” ชี้ไปยังภาพวาดที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า
“ขอคุณชายโปรดอภัย ผู้ชราวิตกกังวลจนเกินเหตุ”
“ท่านนำพวกข้าไปที่ห้องครัวเถิด”
“ตามผู้ชรามาเลยขอรับ”
พ่อครัวค่อนข้างมีรูปร่างไปทางห้าใหญ่สามหนา [1] เห็นกลุ่มคนย่างกลายเข้ามาภายในห้องครัว ดวงตาเล็กหรี่มองใบหน้า พอเห็นว่าเป็นผู้ใดก็รีบคารวะทันที
“อาฝูคารวะคุณหนู”
“พวกท่านไม่ต้องคารวะข้า” จ้าวลู่ชิงเป็นเพียงดรุณีน้อยให้ผู้อาวุโสกว่ามาคารวะ นางรู้สึกไม่ชิน
“ข้าแต่งกายเป็นบุรุษเช่นนี้พวกท่านก็เรียกข้าคุณชายเถิด”
“เหตุใดคุณชายถึงเข้ามาในห้องครัว”
“ข้ามีอาหารชนิดใหม่มาแนะนำท่าน”
ซูเซียงเปิดภาพในสมุดเล่มใหญ่ให้พ่อครัวดู
พ่อครัวมองภาพวาดด้วยตาเป็นประกาย รายชื่ออาหารที่เขียนกำกับทำให้แววตาที่เป็นประกายเริ่มมีแววคำถาม
“ท่านอยากถามกระไรก็ถามมาเถิด”
“ข้าเกรงว่าอาหารที่ทำจากเนื้อหมูจะไม่มีผู้ใดสนใจสั่ง คหบดีชนบทรวมไปถึงขุนนางท้องถิ่นต่างไม่ยิมยอมแตะต้องเนื้อหมู พวกเขามองว่าเนื้อหมูสกปรกนำมาปรุงอาหารไม่อร่อย” แน่นอนว่าลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการย่อมเป็นผู้มีเงินมิใช่ชาวบ้านธรรมดา หากซื้อวัตถุดิบอย่างเนื้อหมูมาคงต้องเน่าเสียเพราะไม่มีคนสั่ง
“พวกเขาเพียงไม่รู้วิธีปรุงเนื้อหมูให้อร่อย พวกท่านต้องลองทำสิ่งแปลกใหม่บ้าง หากย่ำอยู่ที่เดิมภัตตาคารคงกลายเป็นสถานที่ร้าง”
ไม่มีพนักงานนั่งเกลื่อนกลาด คงกลายเป็นสถานที่วังเวงใจกลางตัวเมือง ได้ข่าวว่ามีคหบดีหลายรายมาขอซื้อกิจการเพราะเห็นว่าภัตตาคารใกล้จะแบกรับภาระไม่ไหว
หากเป็นภัตตาคารทั่วไปแน่นอนว่าผู้เป็นเจ้าของต้องขายหรือปรับเปลี่ยนไปทำกิจการอื่น ทว่าที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมบุรุษและสตรีมีวรยุทธ์ มองภายนอกใครจะคาดคิดว่าพนักงานที่มีทั้งคนอ้วนจนเคลื่อนกายลำบาก ผอมจนลมพัดก็ปลิวเป็นผู้มีวรยุทธ์
บุรุษรูปร่างกำยำกับสตรีรูปร่างสะโอดสะองก็มีไม่น้อย โดยรวมแล้วพนักงานเหมือนกับร้านอื่น ๆ ทั่วไป ไม่มีจุดเด่นจนเป็นที่จับสังเกต
“ท่านกับข้ามาลองทำสูตรอาหารชนิดใหม่ ๆ กันเถอะ พวกเราต้องดึงลูกค้ากลับมาให้ได้” เสียงฮึกเหิมของผู้เป็นนายทำให้พนักงานในห้องครัวต่างมีกำลังใจฮึกเหิมตามไปด้วย
[1] ห้าใหญ่สามหนา ห้าใหญ่ คือสองมือ สองเท้า และหนึ่งศีรษะที่มีขนาดใหญ่ ส่วนสามหนา คือ ขา เอว และคอที่หนา