ตอนที่ 16 อคติ (2)
“ตอนนั้นข้า...ตอนนั้นข้ายังเข้าใจเจ้าผิดด้วย เจ้ากลับไม่เคยบอกข้า”
มองสายตาอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยนของคนตรงหน้า ถึงขนาดที่ยังแฝงไปด้วยเชิงขอโทษ หัวใจของซ่งจื่อเฉินก็รู้สึกแย่จนแทบหายใจติดขัด ทันใดนั้นก็รวบตัวคนตรงหน้าเข้ามากอดอย่างอดไม่ได้ “ทำไม...ถึงชอบไม่บอกข้า”
“ท่านอ๋อง...”
มู่ชิวไม่รู้ว่าอยู่ๆ ซ่งจื่อเฉินนึกอะไรขึ้นมาได้ แต่ยังคงกอดตอบตามสัญชาตญาณ ตบปลอบอย่างอดทน ผ่านไปสักพักถึงยิ้มพลางพูดอย่างอ่อนโยน “อย่างไรเสียตอนนั้นกระหม่อมก็ยังเด็กนัก คิดอะไรก็ค่อนข้างเอนเอียง...ต่อไปคงไม่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ต่อไปไม่ว่ามีเรื่องอะไร กระหม่อมจะทูลท่านอ๋องตามตรง พวกเราจะปรึกษากันเพื่อเดินหน้า จะไม่มีเรื่องเข้าใจผิดอีกต่อไป”
ซ่งจื่อเฉินเอาหน้าซุกคอของมู่ชิว พยักหน้าเบาๆ กะพริบตาไล่น้ำตาแล้วยืดตัวขึ้น ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นกลับรู้สึกตัวขึ้นมา อารมณ์ที่เดิมทีกำลังประทับใจจนเลอะเลือนมลายหายในชั่วพริบตา ถลึงตาใส่มู่ชิวอย่างจริงจัง “ยังจะพูดว่าปรึกษาข้า เมื่อครู่ใครพูดว่าจะตีข้าให้สลบ”
“สัญญาของกระหม่อมกับท่านอ๋องคือวันหน้าไม่ว่ามีเรื่องอะไรก็จะทูลท่านอ๋องตามตรง กระหม่อมก็ทูลตามตรงแล้ว แต่น่าเสียดายที่ท่านอ๋องไม่มีบอกกล่าวกันสักคำก็ขายกระหม่อมออกไปเสียแล้ว”
มู่ชิวถอนหายใจอย่างจริงจัง ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “แต่ตอนนั้นจะคัดค้านก็ไม่ได้ คำบัญชายิ่งใหญ่ดุจขุนเขา แม้ท่านอ๋องจะขายกระหม่อมออกไปเช่นนี้ กระหม่อมก็ทำได้เพียงช่วยนับเงิน...”
“หากเจ้าช่วยข้านับเงินอย่างว่านอนสอนง่ายได้ ข้าก็คงต้องสวดอามิตตาพุทธแล้ว”
ซ่งจื่อเฉินมองค้อนใส่ ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม นวดขมับส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เดิมทีข้ายังภาคภูมิใจ คิดว่าในที่สุดก็ทำเจ้าตกหลุมพรางได้ครั้งหนึ่ง แต่พอคิดดูดีๆ ใครจะรู้ว่าเจ้าจะคิดอะไรออกมาอีกหรือไม่ จะยอมเชื่อฟังดีๆ ได้หรือเปล่า...”
“ท่านอ๋องโปรดวางพระทัย ขอเพียงแต่ท่านอ๋องปลอดภัย มู่ชิวย่อมทำตามพระบัญชา...”
มู่ชิวยิ้มตอบ ทว่าทันใดนั้นกลับเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ พูดไปได้ครึ่งเดียวก็หยุดกลางคัน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่สักพัก ดวงตาฉายแววกระจ่างแจ้งปราดหนึ่ง “ท่านอ๋องเดินหมากตัวนี้ได้ถูกต้อง พวกเราต้องแยกกันเท่านั้นถึงจะปลอดภัย แต่ประเด็นคือ...ไม่ว่าพวกเราคนใดคนหนึ่งตกที่นั่งลำบาก อีกฝ่ายก็จะไปช่วยไม่ได้”
“จะเป็นไปได้อย่างไร” สายตาของซ่งจื่อเฉินเคร่งเครียด คว้าข้อมือของมู่ชิว จ้องสายตาเคว้งคว้างของอีกฝ่ายเขม็ง รู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “มู่ชิว เจ้านึกอะไรออกใช่หรือไม่”
“กระหม่อมกำลังคิดว่า...หากพวกเราอยู่ด้วยกัน พวกเขาก็แค่ต้องแยกพวกเราสองคนออกจากกองทัพ กระหม่อมกับท่านอ๋องต้องดูแลกันและกัน เมื่อใดที่เสียสมาธิก็จะเผยจุดอ่อนออกมาอย่างแน่นอน เป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขา หากว่ากระหม่อมกับท่านอ๋องไม่ได้อยู่ด้วยกัน พวกเขาต้องการแยกพวกเราออก แต่กลับมีความยากในระดับหนึ่ง ทว่าขอเพียงคนใดคนหนึ่งตกที่นั่งลำบากก็จะเป็นกับดักทันที เมื่ออีกคนหนึ่งไล่ตามไปจะตกอยู่ในกำมือพวกเขาเป็นแน่”
มู่ชิวครุ่นคิดพลางเอ่ย แววตาขรึมลงเล็กน้อย ซ่งจื่อเฉินตั้งใจฟังอยู่สักพักกลับได้ข้อสรุปออกมาข้อเดียว ลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาด้วยความร้อนใจ ทันใดนั้นก็หันกลับมาพูด “ต่อให้สิ่งที่เจ้าพูดมาถูกต้อง แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร หรือเจ้าทนเห็นข้ามีอันตรายได้ ทั้งยังใจเย็นถึงขั้นไม่ลงมือช่วยเหลือได้ จะเอาแต่มองดูอยู่ข้างๆ อย่างนั้นหรือ”
“ทูลท่านอ๋องตามตรง กระหม่อม...ก็ไม่มีทางทำได้...”
มู่ชิวยิ้มขมขื่นพลางถอนหายใจ ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นี่แทบจะไม่ถือว่าเป็นแผน คนช่างสังเกตย่อมมองเห็นความไม่ชอบมาพากลได้ไม่ยาก แต่ถึงแม้จะมองออก ก็คงทำได้เพียงกระโดดเข้าไปอย่างยอมรับชะตากรรม เขาไม่มีทางทิ้งท่านอ๋องไว้โดยไม่สนใจ ส่วนท่านอ๋องของตน...
ทันใดนั้นความคิดก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมาอย่างที่ไม่อาจมองข้ามได้ มู่ชิวค่อยๆ ขยับข้อมือ ทว่ายังไม่ทันทำอะไร ซ่งจื่อเฉินกลับรู้สึกเสียวตรงหลังคอ ก้าวถอยอย่างต่อเนื่องด้วยความหวาดระแวง “มู่ชิว เจ้าอย่าทำอะไรแผลงๆ นะ หากเจ้ากล้าลงมือ ข้าจะตะโกนเรียกคน!”
“หากกระหม่อมลงมือจริง ท่านอ๋องไม่มีแม้แต่โอกาสจะตะโกนหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
มู่ชิวหลุดหัวเราะอย่างควบคุมไม่ได้ ตอบอย่างนุ่มนวล มองท่านอ๋องของตัวเองที่เคร่งเครียดเสียจนหน้าซีด สายตาเจือไปด้วยรอยยิ้มอย่างจนใจ “ท่านอ๋องเองก็ไม่ต้องเครียดเช่นนี้ กระหม่อมไม่อาจทำให้ท่านอ๋องสลบอยู่ที่นี่ได้ มิฉะนั้นจะอธิบายอย่างไร...”
“ถ้าไม่ใช่เพราะครั้งนี้พวกเราออกมาด้วยกัน ข้าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าไม่พอใจข้าถึงเพียงนี้ เอะอะก็คิดจะลงมือกับข้า”
ซ่งจื่อเฉินส่ายหน้าด้วยความกลัวไม่หาย พูดพึมพำอย่างคิดเป็นจริงเป็นจัง มู่ชิวอดหัวเราะไม่ได้ ทว่ากลับทำสีหน้าสุขุมเพื่อสอดรับสถานการณ์ ยกมือคารวะพลางโค้งตัวอย่างจริงจัง “นั่นเป็นความปรารถนาของกระหม่อม แต่กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่ามาทำเป็นเล่นลิ้นกับข้า ยังจะกล้าบอกว่ามิกล้า ถ้าเจ้าขอข้ายังจะไม่อนุญาตได้รึ”
ซ่งจื่อเฉินแกล้งประชดด้วยสีหน้าที่ทำอารมณ์ไม่ถูก รู้สึกเพียงว่าถูกเขาขัดจังหวะเช่นนี้ อารมณ์ที่เดิมทีกำลังขุ่นมัวจางหายไปไม่น้อย นวดขมับพลางทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ยิ้มเศร้าพลางถอนหายใจ “หวังเพียงว่าให้เป็นพวกเราที่คิดมากไปเอง บางทีสุดท้ายอาจไม่เกิดเหตุอะไรขึ้นก็ได้ ผ่านหุบเขาไปได้อย่างปลอดภัย แต่มันก็ไม่แน่...”