บทที่ 7 เหล่าเวิน พี่ชายผู้แสนดี
หลังจากยกกะละมังน้ำอุ่นเข้ามาให้จิ่วอีแช่เท้า โดยมีความเชื่อว่าหากคนที่ผ่านการทำงานหนักมาเป็เวลานาน จะต้องกระตุ้นเส้นเืและิัด้วยการแช่เท้าในน้ำอุ่นครึ่งชั่วยาม นั่นจะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับสบายขึ้น
ขณะนี้โจวฉือย่อตัวลง...นั่งบนตั่งสูงที่ตั้งอยู่ตรงข้ามเตียงนอนขนาดเล็กของจิ่วอี เนื่องจากบ้านหลังนี้เล็กและคับแคบมาก มีแค่หนึ่งห้องครัวหนึ่งห้องนอน ตลอดมาเสี่ยวเซากับจิ่วอีนอนด้วยกันบนเตียงหลังนั้น วันนี้มีโจวฉือเพิ่มเข้ามา คงต้องออกไปนอนข้างเพิงหมาแหงนที่ทำไว้เพื่อเก็บฟืน
แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคสำหรับชายชาติทหารที่เคยผ่านการออกรบ เคยนอนกลางดินกินกลางทราย แม้จะรักหน้าถือตาอยู่บ้าง แต่ยามตกอยู่ในบริบทที่ต้องโอนอ่อน โจวฉือจวินก็ไม่ใช่คนแข็งกระด้างเสียทีเดียว
โจวฉือมองไปข้างหน้าอย่างชื่นชม ในใจของเขากำลังพินิจพิเคราะห์ทุกส่วนบนใบหน้าของจิ่วอี นอกจากใบหน้าของนางจะงดงามจนโจวฉือไม่อยากละสายตาเบือนหนีไปทางอื่น อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้โจวฉือสนใจหน้าตาของนาง คือโครงหน้าของจิ่วอีละม้ายคล้ายคลึงกับสหายคนสนิท สนิทชิดเชื้อชนิดที่สามารถตายแทนกันได้ นั่นคือโม่เวินเย้า
ใช่แล้ว! โม่จิ่วอีคือน้องสาวแท้ ๆ ของโม่เวินเย้า ที่ตายในสนามรบเมื่อหลายปีก่อนเพื่อปกป้องโจวฉือจวิน าหกดินแดนในครั้งนั้นสิ้นสุดลงได้ เพราะการเสียสละของโม่เวินเย้า
โจวฉือจวินรู้ว่าสหายร่วมเป็ร่วมตายอย่างเหล่าเวิน มีน้องสาวหนึ่งคน นั่นนึกว่าเขาพูดโกหกเพราะอยากเกทับเ้าสหายกองทัพปากหอยปากปูเสียอีก ครั้งหนึ่งเหล่าเวินเคยพูดว่า น้องสาวของเขานั้นงามมาก งามชนิดที่ว่านางสังคีตในเมืองหลวงก็เทียบไม่ได้ เสียอย่างก็ที่อีเอ๋อร์นางด้อยโอกาส ต้องอยู่บ้านใหญ่กับแม่เลี้ยงแซ่เซียว
หลายครั้งที่เหล่าเวินนึกอยากให้อีเอ๋อร์เป็ชาย แบบนั้นเหล่าเวินจะได้พาอีเอ๋อร์เข้าร่วมกองทัพ ฝึกฝนให้เป็ชายที่เก่งกาจและออกรบด้วยกัน เป็ตายไม่อาจพรากจาก พี่อยู่น้องอยู่ น้องตายพี่ตาย แต่นั่นก็เป็แค่ความคาดหวังล้ม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น
อีเอ๋อร์นางเป็สตรี…หากออกจากเรือนใหญ่ คนบ้านอื่นก็จะดูถูกดูแคลน ซ้ำยังตำหนิว่านางไร้หัวนอนปลายเท้า แบบนั้นชายบ้านไหนจะกล้าสู่ขอนางกันเล่า ขอเพียงนางอดทนอยู่บ้านใหญ่ต่อไปอีกหน่อย หากมีชายมาสู่ขอ...นั่นเท่ากับเป็อิสระ ระยะนี้ต้องอาศัยบารมีและชื่อเสียงของแม่เลี้ยงคอยหนุนนำปูทางไปก่อน
สัญญาว่าหากเหล่าเวินยังอยู่ นำทัพปราบปรามศัตรูสำเร็จ จะนำธงชัยเจ็ดสีกลับไปถวายองค์จักรพรรดิ ทูลขอธารรางวัลเป็เงินพันก้อนทอง จากนั้นทูลขอจวนเล็ก ๆ สักหลัง พาน้องสาวเพียงคนเดียวย้ายออกจากบ้านใหญ่มาอยู่ด้วยกัน เหล่าเวินเคยพูดว่าน้องสาวเพียงคนเดียวไฉนจะเลี้ยงดูไม่ได้ ต่อให้ชาตินี้ไม่มีชายใดยอมสู่ขอนาง โม่เวินเย้าก็จะเลี้ยงดูนางไปจนแก่เฒ่า นั่นคือความ้าสูงสุดของชายผู้ล่วงลับ
โจวฉือหวนนึกถึงคำพูดของสหายเหล่าเวินพวกนี้ ก็ได้แต่กลืนก้อนสะอื้นลงคอ น้ำตาของลูกผู้ชายไหลตกในอกตรม จริงอย่างเหล่าเวินว่า...อีเอ๋อร์ของเหล่าเวินงามนัก แต่น่าเสียดายที่เหล่าเวินอายุสั้น ไม่สามารถกลับมาชมความงามและดูแลอีเอ๋อร์ได้อีก
์ช่างเมตตา พรากโม่เวินเย้าไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ส่งโม่จิ่วอีมาฝากฝังให้ดูแล ยอมรับว่าเพียงได้ยินแซ่โม่และได้เห็นปิ่นหยกที่ปักอยู่บนผมของนาง โจวฉือผู้ปราดเปรื่องก็รู้ได้ในทันทีว่าสตรีที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือสายเืเดียวกันกับโม่เวินเย้า นั่นก็เพราะปิ่นหยกแบบนั้นเหล่าเวินก็พกติดตัวตลอด มีอยู่สามสี่ครั้งที่เหล่าเวินหยิบขึ้นมาปักผม
การคาดคะเนของโจวฉือเก้าในสิบส่วนไม่เคยผิดพลาดมาก่อน
โม่จิ่วอี นางคืออีเอ๋อร์ของเหล่าเวิน น้องสาวที่เขาถวิลหาตราบจนชั่วลมหายใจสุดท้าย อีกทั้งนางยังเป็เทพธิดาบนดินที่ช่วยชุบชีวิตของโจวฉือขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ไม่มีเหตุผลอะไรที่โจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่ จะไม่ดูแลรับผิดชอบชีวิตที่เหลืออยู่ของจิ่วอี
เหอะ! อย่าว่าแต่จิ่วอีกับเสี่ยวเซา ขอเพียงเป็นาง ต่อให้แยกร่างเป็จิ่วอีกสิบคน โจวฉือจวินคนนี้ก็จะดูแลนางเป็อย่างดี ตราบจนชั่วชีวิตนี้จะหาไม่
“เหตุใดคนพวกนั้นถึงได้บอกว่าเ้าเป็นางปีศาจกินคน”
ท่ามกลางความเงียบสงบและงุนงงของคนทั้งคู่ จู่ ๆ โจวฉือก็เป็ฝ่ายถามจิ่วอีขึ้นมาก่อน ต้องขอบคุณโจวฉือที่เป็ฝ่ายเปิดประเด็น เพราะหากจะเล่าเื่ตัวเองก่อน จิ่วอีก็ลำบากใจที่จะพูดไม่น้อย
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน หลังจากพี่ชายเข้าร่วมกองทัพเพื่อออกรบ จิ่วอีอยู่ในจวนสกุลโม่ มารดาตายตกั้แ่คลอดจิ่วอี นั่นทำให้จิ่วอีถูกรังแกด้วยคำพูด พี่สาว พี่ชายร่วมสกุลที่เกิดจากครรภ์ของแม่เลี้ยงแซ่เซียว ล้อเลียนว่าโม่จิ่วอีเป็ปีศาจกินคน มารดาคลอดเสร็จก็ตายลง หากไม่ใช่ปีศาจกินคนแล้วจะเป็อะไรไปได้เล่า
เมื่อเวลาผ่านพ้นไป...คำด่าทอเ่าั้กลายเป็ปมในใจจิ่วอี นานเข้าก็กลายเป็คำติดปากที่คนในบ้านใช้เรียก บางครั้งจิ่วอีก็นึกสงสัยว่าทุกคนลืมชื่อของจิ่วอีไปแล้วใช่หรือไม่ จิ่วอีคือจิ่วอี หาใช่ภูตผีปีศาจ
ต่อมาบิดาป่วยตายเพราะโรคระบาด อำนาจภายในจวนถ่ายโอนไปที่มารดาเลี้ยง ด้วยความที่ไม่เคยเป็บุคคลที่เครือญาติโปรดปราน แม่เลี้ยงใจร้ายจึงให้ทางเลือกว่า จะรั้งอยู่ในจวนโม่ในฐานะทาสเลี้ยงม้าชั้นต่ำ หรือแต่งกับพ่อเฒ่าหัวงูที่เป็เศรษฐีในเมืองหลวง ว่าง่าย ๆ ก็คือกำลังขายลูกกิน ทางเลือกสุดท้าย หรือจะยินยอมเก็บข้าวของออกจากตระกูลโม่อย่างว่าง่าย
แน่นอนว่าจิ่วอีต้องเลือกข้อสุดท้าย อย่างน้อยชีวิตนางก็ยังเหลือพี่เวิน พี่เวินไปประจำการที่เมืองหลวงชื่อหนานเป่ย นางจะเดินทางไปที่นั่น หวังพบพี่ชายเพียงคนเดียวของนาง หลังจากนั้นค่อยแก้ปัญหาร่วมกันทีหลัง
แต่คาดไม่ถึงว่าหลังออกจากบ้านใหญ่สกุลโม่ได้เพียงหนึ่งวัน จิ่วอีก็ได้ทราบข่าวการตายของพี่ชาย นั่นทำให้นางแทบคลั่ง ความเสียใจกัดกินก้อนหัวใจตลอดทั้งคืน ประจวบกับแรกเริ่มของเหมันต์ฤดูมาเยือน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บางเบานัก
จิ่วอีเดินเตร่เร่ร่อนอย่างไร้จุดหมาย เงินติดตัวมีเพียงหนึ่งพวง หากพักโรงเตี้ยมหนึ่งคืนจะทำให้เงินเก็บทั้งชีวิตของจิ่วอีร่อยหรอลงเสียเปล่า เท่ากับได้ไม่คุ้มเสีย ดังนั้นจิ่วอีจะไม่ยอมสูญเงินเก็บไปกับสิ่งนั้นเด็ดขาด จิ่วอีร้องไห้เป็เวลานาน กระทั่งหมดสติลงใต้ต้นนกยูงสีแดงสูงใหญ่
คืนจันทรามืดดับ ร่างกายของจิ่วอีแข็งซีดเพราะหนาวเย็น กระแสเืที่อุ่นร้อนเริ่มไหลเวียนเชื่องช้า ชีพจรที่บ่งบอกถึงสัญญาณชีวิตจวนจะหยุดเต้น ตามตำราแพทย์นางอาจจะตายในคืนนี้ หากเป็เช่นนั้นจริง จิ่วอีอธิษฐานต่อทวยเทพ...ขอตามพี่ชายเวินเย้าไปอยู่บนสรวง์
แต่เมื่อลืมตาตื่นก็พบว่าร่างอรชรอ้อนแอ้นนอนพาดอยู่บนเตียงไม้เก่า ๆ หญิงชราทำโจ๊กผักกาดดองเตรียมไว้ให้ทาน มองไปนอกบานหน้าต่าง เช้าตรู่นกร้องเจื้อยแจ้ว แต่หิมะยังโหมกระหน่ำไม่ปรานี โม่จิ่วอีมองผงหิมะอย่างเหม่อลอยพลางคิดในใจว่า "ไม่หนาวตายไปั้แ่เมื่อคืนก็บุญโขแล้ว"
นับั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา จิ่วอีก็อาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายเขาหลังนี้เพื่ออยู่ดูแลท่านยายผู้แก่ชรา ด้วยความเป็อยู่ไม่นับว่าลำบากมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่สกุลโม่ เหล่าพี่ชาย พี่สาว และแม่เลี้ยงแซ่เซียวก็กดขี่ข่มเหงจิ่วอีไม่ต่างจากทาสนางหนึ่ง
ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมกัน หลังจากท่านพ่อตาย จิ่วอีก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็คุณหนูของบ้านอีกเลย แม้แต่สาวใช้ก้นครัวยังกล้าพูดจาเสียดสีเหยียบย่ำจิ่วอีอย่างเปิดเผย นั่นก็แน่นอนแล้วว่าบ้านใหญ่หลังนี้ไม่ใช่ที่ของจิ่วอี ที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขอีกต่อไป
จิ่วอีโหยหารักแท้ โหยหาชายหนุ่มผู้แสนดีที่พร้อมแต่งจิ่วอีไปเป็ภรรยา นั่นเป็หนทางที่จะทำให้จิ่วอีหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของบ้านใหญ่หลังนั้น แต่ด้วยฐานะลูกอนุอย่างจิ่วอี นอกจากไม่มีสิทธิ์มีเสียงออกความเห็น ยังไม่มีสิทธิ์ออกนอกรั้วบ้านด้วย อย่างนั้นการจะได้พบบุรุษเพศก็เป็เื่ยากแล้ว
จิ่วอีแอบคิดว่า ไม่ช้าก็เร็วแม่เลี้ยงแซ่เซียวรังเกียจนางออกปานนั้น ต้องแต่งนางออกจากจวนด้วยการขายให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งอย่างแน่นอน นั่นจึงเป็เหตุผลที่จิ่วอีเลือกจากมาทั้งที่ตัวนางเองไม่มีความรู้เกี่ยวกับสรรพเส้นทางนอกรั้วบ้านเลย
“พวกสารเลว! ข้าโจวฉือจวิน หากไม่สั่งสอนตระกูลโม่ นับว่าเสียชื่อต้าเจียงจวินผู้ตั้งตนเป็ศาลเตี้ยแห่งหนานเป่ย!”
โจวฉือนั่งฟังอย่างตั้งใจมาถึงตรงนี้ ก็ซึมซับรับรู้ว่าชีวิตโม่จิ่วอีนั้นยาก นางถูกกดขี่ข่มเหงมาเป็เวลานาน ถึงกระนั้นนางก็ยังเป็คนที่จิตใจดี รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ซ้ำยังไม่กลายเป็สตรีปากร้าย ทุกถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่เลี้ยงจอมร้ายกาจ สีหน้าของจิ่วอีออกไปทางปล่อยวางเข้าใจโลก มากกว่าการถือใจแค้น
ใบหน้าที่แสนเ็าของโจวฉือมีเส้นเืปูดโปน เขากัดฟันฟังอย่างสุดกลั้น บัดนี้ฝ่ามือหยาบกระด้างทุบลงบนหน้าขาอย่างปวดใจ บุรุษเพศชาตินักรบอย่างโจวฉือกล้าได้กล้าเสีย ใจถึงพึ่งได้ ขอเพียงเป็คนสำคัญของเหล่าเวิน ก็จะเป็คนสำคัญของโจวฉือเช่นนั้น คนพวกนั้นถือดีอย่างไรมารังแกคนของข้า! หรือว่าพวกมันไม่รู้จักกิตติศัพท์ก้องนามของข้าโจวฉือจวิน!!
“จิ่วอี กลับเมืองหลวงกับข้า นับแต่นี้เป็ต้นไปข้าจะเลี้ยงดูเ้ากับเสี่ยวเซาเอง”
*****
*ร้ายกับคนทั้งโลก แต่อ่อนโยนกับจิ่วอีคนเดียวจ้ะ อึ้ย*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1