ที่ได้ชื่อว่าเป็นเต่านรกนั่นเพราะว่าทุกปีเมื่อถึงฤดูวางไข่พวกมันจะมายังเกาะฟู่หมิง เกาะนี้อยู่ห่างจากทะเลที่ติดกับชายแดนของแคว้นโยวไปหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้ากิโลเมตรบนเกาะไม่มีต้นไม้ มีเพียงก้อนหินและทะเลทราย ทุกปีเต่านรกจะขึ้นมาวางไข่เป็นจำนวนมาก
และที่ไข่ของเต่านรกมีไม่มากเพราะถูกเยาโซ่วหรือสัตว์อื่นๆ เอาไปกินจนหมด แน่นอนว่ารวมไปถึงมนุษย์ด้วย
เมื่ออันเจิงพูดจบชายสวมชุดแดงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปจนดูแย่ เขาอยากพูดบางอย่างเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นแต่กลับไม่อาจปฏิเสธอะไรได้
อันเจิงเดินไปหยิบของชิ้นที่สี่ตรงหน้าชายสวมชุดแดง จากนั้นก็พยักหน้า“นี่ถือว่าเป็นของดีชิ้นหนึ่ง เป็นดาบใต้ทะเลตงไห่ ดูแล้วเหมือนเป็นดาบธรรมดาที่ดำไปสักหน่อยแต่มันเต็มไปด้วยพลังธาตุน้ำมหาศาล หากผู้ฝึกพลังวัตรที่ร่างกายเข้ากับน้ำได้ของชิ้นนี้ไปเป็นอาวุธประจำตัวมันจะช่วยเพิ่มพลังการโจมตีไม่น้อย และหากใช้ดาบแบบนี้มาสร้างเป็นเตาหลอมโอสถละก็ราคาคงไม่อาจประเมินได้ทีเดียว น่าจะต่ำกว่าราคาอุกกาบาตเพียงนิดเดียวเท่านั้น”
เขาถามชายสวมชุดแดง“ของชิ้นนี้เจ้าจะเรียกราคาเท่าไหร่?”
ชายสวมชุดแดงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พูดขึ้น “ของชิ้นนี้เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่อาจประเมินราคาได้”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่ เมื่อเทียบกับอุกกาบาตแล้วก็ไม่ต่างกันมากยิ่งไปกว่านั้น ใต้ทะเลมีขุมทรัพย์อยู่ เพียงแค่น้อยคนที่จะเข้าไปถึง ฉะนั้นจึงถือว่าหาได้ง่ายกว่าอุกกาบาตอยู่เหมือนกันอุกกาบาตเป็นของที่ไม่อาจประเมินค่าได้ แต่ดาบตงไห่มีค่าเท่ากับเมืองเมืองหนึ่ง”
ชายสวมชุดแดงหรี่ตามองอันเจิง“เจ้าอายุน้อยยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ แต่ความรู้มากเกินความคาดหมายของข้านัก ในเมื่อเจ้าก็พูดแล้วว่าของชิ้นนี้มีค่าเทียบเท่าเมืองเมืองหนึ่งหากราชาแคว้นเยี่ยนทรงยอมนำเมืองตัวเองมาแลกละก็ ข้าจะลองพิจารณาดู”
ผู้คนต่างระเบิดความโมโหและชี้นิ้วด่าทอ
ทว่าอันเจิงกลับยิ้มแล้วพยักหน้า “ได้สิหนึ่งเมืองแลกของหนึ่งชิ้น ยุติธรรมดี”
ชายชุดแดงชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “เป็นเด็กที่ขี้คุยไม่น้อย เกรงว่าแม้แต่ราชาของเจ้าก็ยังไม่กล้าพูดคำนี้แต่เจ้ากลับกล้าพูดว่าหนึ่งเมืองแลกของหนึ่งชิ้น เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิว่าเจ้าคิดจะให้ราชาเอาเมืองไหนมาแลกกับดาบตงไห่เล่า?”
อันเจิงพูด “ต้าตู”
สีหน้าชายชุดแดงเปลี่ยนไปทันที “บังอาจ!”
ทุกคนต่างหัวเราะเสียงดังบางคนก็ชูนิ้วโป้งมาทางอันเจิง
ต้าตู เป็นเมืองหลวงของแคว้นโยว
อันเจิงพูดขึ้น “ที่ข้าบอกว่าต้าตูไม่ใช่การบังอาจ”
“แคว้นเยี่ยนมีกองทัพทหารนับล้านไม่ช้าก็เร็วอย่างไรต้องรบชนะแคว้นโยวแน่ ต้าตูก็ถือเป็นเมืองของแคว้นเยี่ยนในอนาคตแล้วทำไมพวกเจ้าถึงคิดว่าต้าตูแลกกับดาบตงไห่ไม่ได้? เพราะดาบตงไห่มีค่ามากกว่าหรือต้าตูมีค่ามากกว่าเล่า?”
อันเจิงหยิบไข่ของเต่านรกส่งให้เด็กในโรงจวี้ฉ่าง“อีกประเดี๋ยวเอาไปทอดให้ข้าด้วย”
เขาหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะ “ค่าไข่”
จากนั้นก็หยิบเศษเงินออกมา แล้วเลือกเศษเงินที่มูลค่าน้อยที่สุดวางไว้บนกองเงินหนึ่งพันตำลึง“ให้เจ้าเพิ่ม เป็นค่าขนส่ง”
เขาเดินกลับไปพลางพูด“ส่วนดาบที่อยู่บนบ่าเพื่อนข้าเป็นของของผีหัวแดง หากเดินจากแคว้นปัวไห่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนืออีกห้าร้อยกิโลเมตรก็จะเป็นแคว้นของผีหัวแดง คนที่นั่นชอบสร้างอาวุธชิ้นใหญ่แต่งานฝีมือไม่ค่อยประณีตดาบนี้มีสัญลักษณ์เป็นรูปง้าวจี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์กษัตริย์ หากนับตามระดับอาวุธของเราในตอนนี้ดาบนี้นับได้ว่าเป็นอาวุธระดับสีทอง”
ระดับสีทอง!
ทุกคนชะงักไปทันที ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนว่าอันเจิงจะหยิบได้อาวุธระดับสีทองของระดับสีทองไม่อาจประเมินค่าได้
“แต่ของชิ้นนี้มีความพิเศษเพราะสัญลักษณ์นี้เป็นของราชวงศ์ยุคก่อน สามสิบปีก่อนแคว้นของผีหัวแดงเกิดความวุ่นวาย ราชวงศ์กษัตริย์ถูกล้มล้างเพราะแม่ทัพนำทหารมาก่อกบฏสุดท้ายก็ขึ้นครองราชย์แทน ส่วนสัญลักษณ์ง้าวจี้นี้ก็เป็นของราชวงศ์ที่ถูกล้มล้างไปฉะนั้นจึงควรเพิ่มมูลค่าให้มันอีกถึงจะถูก ในเมื่อของชิ้นนี้ท่านเป็นคนมอบให้อย่างนั้นก็ขอบคุณแล้วกัน”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ชายชุดแดงพูดด้วยความโมโห“ข้าบอกจะมอบให้หนึ่งชิ้น แต่ไม่ได้บอกว่าจะมอบชิ้นไหนให้เจ้าสักหน่อย!ของชิ้นนี้แคว้นโยวไม่อาจมอบให้คนนอกได้ เป็นเพียงของที่นำมาให้ชมเท่านั้น มอบให้ไม่ได้เด็ดขาด”
อันเจิงถาม “เจ้าไม่อายรึ?”
ผู้คนที่ล้อมอยู่พูดขึ้น“พวกเจ้าชาวโยวไร้ยางอาย พูดแล้วคืนคำ!”
“รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคนแคว้นโยวคบไม่ได้เป็นพวกป่าเถื่อนหน้าเลือด”
“คนป่าเถื่อนอย่างพวกเจ้ายังจะมาบอกว่าตัวเองมีคุณธรรมไม่กลัวฟ้าผ่าหรืออย่างไร น่าขายหน้าจริง ๆ”
“วิธีการขายหน้าแบบนี้ผู้ฝึกพลังวัตรในแคว้นโยวนี่เก่งจริง”
กลุ่มคนมากมายชี้หน้าด่าทอชายชุดแดงสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “ข้า...ข้าพูดคำไหนคำนั้น ของชิ้นนี้เป็นสมบัติของแคว้นเป็นลูกน้องข้าเองที่วางผิด ฉะนั้นของชิ้นนี้ให้เจ้าไม่ได้...เจ้าเปลี่ยนชิ้นใหม่เถอะ”
แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าของที่วางอยู่บนโต๊ะจะมีอาวุธระดับสีทองด้วยที่จริงแล้วเขายังไม่ได้นำของดีออกมาเลยด้วยซ้ำ ของบนโต๊ะส่วนใหญ่ล้วนไม่มีค่าทั้งนั้นแต่เพราะคนในแคว้นเยี่ยนไม่ค่อยได้เห็น พวกเขาจึงเลือกนำออกมาวางนั่นถือเป็นการหยามศักดิ์ศรีของแคว้นเยี่ยน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดการผิดพลาดแบบนี้พวกเขากลับนำดาบระดับสีทองออกมา
มีโต๊ะวางอยู่หลายสิบโต๊ะแต่ของที่ดีจริง ๆ ก็มีเพียงสามชิ้นเท่านั้น สองชิ้นในนั้นก็คือดาบตงไห่และกระดูกเยาโซ่วระดับสีทองมันสามารถหลอมสร้างเป็นอาวุธระดับสีทองได้ บนโต๊ะที่ไกลสุดนั้นยังมีไข่มุกที่ไม่สะดุดตาอีกหนึ่งเม็ดนั่นเป็นโอสถวิญญาณระดับสีทองที่อยู่มานานกว่าร้อยปี
ยังมีดาบที่อันเจิงเจออีกชิ้นก็ถือว่าของดีมีทั้งหมดสี่ชิ้นด้วยกัน
ชายชุดแดงพูด “พวกเจ้ายังไม่รีบไปนำของมาเก็บไว้อีก?!”
ลูกน้องที่สวมชุดสีฟ้ารีบวิ่งไปจากนั้นก็นำกระดูกเยาโซ่ว ดาบตงไห่ และโอสถระดับสีทองเก็บไว้จากนั้นก็เดินไปยื่นมือต่อหน้าอันเจิง “เอาของข้าคืนมา”
อันเจิงพูดขึ้น“ในเมื่อเจ้าไม่มียางอายเช่นนี้ แต่พวกข้าชาวเยี่ยนเป็นคนมีเหตุผลและจริยธรรมในแคว้นเยี่ยน ต่อให้พวกเราจะไม่ชอบขี้หน้าเจ้ามากเท่าไหร่ แต่มันก็คือมารยาทเจ้าไม่อายแต่ข้ายังมียางอาย อย่างไรก็ต้องพูดให้ชัดเจนก่อน ดาบนี้คืนให้เจ้าก็ได้แต่ต้องให้ข้าเลือกของที่มีอยู่สองชิ้น”
ชายชุดแดงไม่กล้าประเมินสายตาของอันเจิงต่ำเกินไปแต่เวลานี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่อย่างนั้นจะขายขี้หน้าไปมากกว่านี้
เดิมทีเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มลัทธิเทพมาที่นี่ขณะนี้กลับถูกหยามหน้า แต่เพื่ออาวุธระดับสีทองอย่างไรก็ต้องยอม แต่ทว่าเขาไม่อาจขายหน้าเพราะของที่ไม่มีค่าพวกนั้นอีก
“ได้!”
ชายชุดแดงพูด “เช่นนั้นให้เจ้าเลือกสองชิ้น”
อันเจิงตะโกนไปทางตู้โซ่วโซ่ว “คืนดาบเล่มนั้นให้พวกเขา”
ตู้โซ่วโซ่วเสียดายจึงกอดเอาไว้แน่น “อาวุธระดับสีทองเชียวนะเจ้าจะยอมคืนให้พวกเขาแบบนี้หรือ?”
“เขาไม่มียางอาย เจ้าจะทำอย่างไรได้?นี่เป็นบ้านเรา เราก็ถือว่าไว้หน้าเขาก็แล้วกัน”
ตู้โซ่วโซ่วยังคงเสียดายหลังจากกอดไว้ครู่หนึ่งก็ทิ้งไปบนพื้น “เอาไป”
ชายชุดฟ้ามองไปยังของล้ำค่าที่วางอยู่บนพื้นจากนั้นก็รีบไปหยิบมา แล้วใช้มือทั้งสองถือกลับไปอย่างระมัดระวัง
อันเจิงเดินไปข้างโต๊ะที่วางเกล็ดมัจฉาพลางชี้“ข้าจะเอาสองชิ้นนี้”
ชายชุดแดงรีบส่ายหน้า “สองชิ้นไม่ได้นั่นเป็นเกล็ดมังกร ให้เจ้าได้เพียงหนึ่งชิ้น”
อันเจิงเบ้ปาก “เกล็ดมังกร?หากเป็นเกล็ดมังกรจริง ๆ เจ้าจะกล้านำมาวางไว้ตรงนี้หรือ? เกรงว่าพวกเจ้าคงนำไปกราบไหว้ในวังหลวงหรือในกลุ่มลัทธิเทพของพวกเจ้าแล้วนี่เป็นเกล็ดที่ขึ้นมาจากใต้น้ำเท่านั้นแหละ เจ้าคิดว่ามันจะเป็นของล้ำค่าจริง ๆหรือ?”
เขาโบกมือ เกล็ดมัจฉาก็ออกมาวางอยู่บนโต๊ะ“เห็นหรือยัง ข้าก็มีเหมือนกัน หากมันเป็นเกล็ดมังกรจริง ๆ ข้าคงจะรวยจนก่อตั้งแคว้นเองแล้ว?ประโยชน์เพียงอย่างเดียวของมันก็คือบรรเทาความร้อนในตัวเมื่อถึงฤดูร้อน จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกเย็นขึ้นไม่น้อย พวกข้ามีกันหลายร้อยคนข้ามีเพียงชิ้นเดียวไม่อาจแบ่งให้ทุกคนได้ ฉะนั้นจึงอยากได้สองชิ้นนี้ด้วย”
ชายชุดแดงลังเลครู่หนึ่งจากนั้นก็พยักหน้า “ให้เจ้าก็ได้ งั้นก็จบเรื่อง สองชิ้นแลกหนึ่งชิ้น”
อันเจิงเก็บเกล็ดมัจฉาเอาไว้จากนั้นก็พูดขึ้น “ไม่ ๆ ๆ เจ้าคิดผิดแล้ว สองชิ้นนี้เหมือนกันจึงนับว่าเป็นชิ้นเดียว”
ชายชุดแดงโมโห “นี่มันเป็นของสองชิ้นชัดๆ!”
อันเจิงพูด “อย่ามาโยกโย้ข้าบอกว่าหนึ่งชิ้นก็คือหนึ่งชิ้น นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องชดเชยให้ข้า เจ้าเอาอาวุธระดับสีทองไปหนึ่งชิ้นตอนนี้ยังจะมาต่อรองอีก ไม่กลัวขายหน้ากลุ่มลัทธิเทพเลยสินะ?!”
ชายชุดแดงลังเลครู่หนึ่งเขาคิดว่าของที่เหลือก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย ฉะนั้นจึงแกล้งทำเหมือนไม่เต็มใจ “เช่นนั้นก็ได้แคว้นโยวข้ามีของมากมาย ให้เจ้าอีกสักชิ้นก็ไม่เป็นไร”
อันเจิงหยิบง้าวจี้ที่ถูกตัดออกครึ่งหนึ่งแล้วโยนไปให้ตู้โซ่วโซ่ว “ลำบากเจ้าใช้อันนี้ไปก่อนแล้วกัน”
ตู้โซ่วโซ่วเบ้ปากแล้วทิ้งลงพื้น“ข้าไม่เอา ข้าอยากได้ดาบเมื่อครู่มากกว่า ไม่อยากได้ของเล่นพัง ๆ นี่”
ชายชุดแดงพูด “ชาวเยี่ยนคำไหนคำนั้นกลับคำไม่ได้เด็ดขาด”
อันเจิงเก็บง้าวจี้ที่หักครึ่งขึ้นมาจากนั้นก็วางไว้ในมือตู้โซ่วโซ่ว “เก็บไว้เถอะ เอากลับไปล่าสัตว์ย่างไก่ก็พอได้อยู่”
ตู้โซ่วโซ่วโยนให้อันเจิง“งั้นเจ้าก็เก็บไว้เอง”
ชายชุดแดงเดินจากไปด้วยสีหน้าราวกับรอดพ้นภัยพิบัติในใจคิดว่าดีนักที่ครั้งนี้ตัวเองไม่ได้เสียเปรียบ
อันเจิงเดินกลับไปที่ชั้นสองของโรงจวี้ฉ่างพลางยกยิ้มที่มุมปากเจ้างั่งไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องเล่าของเกล็ดมัจฉาของชิ้นนี้ไม่แน่ว่าจะมีค่าหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันมีค่ามากสำหรับกู่เชียนเยว่อันเจิงจำได้ว่าในกล่องของซางไห่จิง เจ้าสำนักคนก่อนของสำนักวรยุทธ์ชางก็มีหนึ่งชิ้นแต่เขาคืนมันให้ซางโหยวไปแล้ว อีกหน่อยหากมีโอกาส เขาค่อยขอซื้อจากซางโหยวแล้วกันหากซางโหยวไม่ยินยอมนั่นก็ไม่อาจบังคับได้
ตู้โซ่วโซ่วเดินไปพลางเบ้ปาก“ของวิเศษระดับสีทองหายไปในพริบตา”
อันเจิงหัวเราะพลางพูด “ถุย ของเน่า ๆแบบนั้นจะเป็นของระดับสีทองได้อย่างไร อีกอย่าง เพราะแช่อยู่ใต้ทะเลเป็นเวลานานพลังถึงสูญหายไปหมดแต่เพราะลมปราณทะเลแรง จึงทำให้พอมีกลิ่นอายพลังอยู่รอบด้าน”
ตู้โซ่วโซ่วพูด“เจ้าบอกว่าเป็นของผีหัวแดงอะไรนั่นไม่ใช่หรือ? แล้วยังมีตราสัญลักษณ์ของง้าวจี้อีกด้วย”
อันเจิงยกมือ “ตรานั่น เมื่อครู่ข้าเพิ่งแอบใช้เล็บหยิกทำขึ้นมาเท่านั้น”
ตู้โซ่วโซ่วมีสีหน้าตกตะลึง
อันเจิงเดินกลับไปนั่งที่เดิมจากนั้นก็ยื่นง้าวจี้อันเก่าให้ “กลับไปก็ให้ผู้เฒ่าฮั่วช่วยจัดการนี่ต่างหากที่เป็นของของผีหัวแดง ง้าวจี้เป็นหนึ่งในอาวุธที่ราชาผีหัวแดงเคยมี ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ใช่อาวุธระดับสีม่วงแต่ก็ถือว่าเป็นระดับสีทอง”
ตู้โซ่วโซ่วยิ้มออกทันที“เจ้ามันปีศาจลวงโลกชัด ๆ”
อันเจิงโบกมือ “ไสหัวไปเลย”
จวงเฟยเฟยปรบมืออยู่ด้านข้าง “สวยงาม การละเล่นของเจ้าจบได้สวยงามไม่น้อย”
อันเจิงพูด“เดิมทีของชิ้นนี้ก็ถือว่าอยู่ในระดับสีม่วงแต่เพราะตอนนั้นแคว้นของผีหัวแดงวุ่นวาย ราชาใช้ง้าวอันนี้สู้กับแม่ทัพที่กบฏแต่ทว่าท่านแม่ทัพคนนั้นก็ได้ของวิเศษมาเหมือนกัน ฉะนั้นจึงทำให้ง้าวจี้นี้เสียหายระดับพลังลดลง ตอนนี้จึงถือว่าเป็นอาวุธระดับสีทอง หากฝึกพลังอีกหน่อยก็ถือได้ว่าเป็นของล้ำค่าเหมือนกัน”
จวงเฟยเฟยยื่นมือมาด้านหน้า “เจ้าควรจะให้ค่าตอบแทนข้าบ้าง”
อันเจิงเบ้ปาก “หอมหนึ่งครั้ง เจ้าอยากได้หรือไม่?”
จวงเฟยเฟยเขม่นหน้าอันเจิง“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
อันเจิงหัวเราะ “ของของคนแคว้นโยวหากไม่หลอกเอามาก็สูญเปล่า แต่ทว่า แคว้นโยวกลับส่งคนโง่มา ไม่มีความสามารถจริง ๆ”
จวงเฟยเฟยพูด“รออีกประเดี๋ยวจะมีของดีกว่านี้”
อันเจิงส่ายหน้า“เกรงว่าคงไม่มีอะไรล้ำค่าไปมากกว่าง้าวจี้นี้แล้วล่ะ หรือจะมีของวิเศษระดับสีม่วง?ต่อให้คนแคว้นโยวจะโง่มากแค่ไหนก็คงไม่เอาของวิเศษแบบนั้นมาถึงแคว้นเยี่ยนหรอก”
เขากำลังพูดอยู่ ทันใดนั้น เสี่ยวช่านก็เงยหน้าขึ้นพร้อมแววตาเปล่งประกาย