“ศิษพี่สนใจไปล่ามอนสเตอร์กับข้าหรือไม่”ศิษย์น้องผู้หนึ่งถามชายที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ในห้อง ชายที่นั่งสมาธินั้นมีออร่าลมปราณแพร่ออกมาอย่างน่าเกรงขาม ชายที่นั่งสมาธิลืมตาขึ้น “มอนสเตอร์ที่เ้าหมายถึงตัวใดกัน” ชายที่นั่งสมาธิเอ่ยถามขึ้น
“มันคือเคทมิ้ว”ศิษย์น้องกล่าว “เคทมิ้วงั้นหรอ”ศิษย์พี่คุ้นคิดและพยักหน้า “ที่เ้าพบมันอยู่ในระดับใดกันข้าหวังว่ามันจะมีระดับที่สูงพอที่จะให้ข้าออกล่า ไม่เช่นนั้นเ้าอย่าเสียใจทีหลังที่มารบกวนเวลาเข้าชาญของข้า”ศิษย์พี่มองด้วยสายตาดุดัน
“แน่นอนศิษย์พี่ ข้านั้นพบเคทมิ้วสองตัว ตัวลูกมีระดับเปิดประตูบานที่สาม ส่วนตัวแม่มีระดับเปิดประตูบานที่ห้า ข้าหวังว่าศิษย์พี่คงไม่เสียเวลาเพราะข้า”ศิษย์น้องที่เล่านั้นมีเหงือไหล เขานั้นรู้ว่าศิษย์พี่ผู้นี้นั้นแข็งแกร่งแค่ไหน และมีหลายคนที่พยายามเอาใจแต่ก็ไม่เคยมีใครสำเร็จ
ศิษย์พี่มองศิษย์น้องที่อยู่ตรงหน้าและพยักหน้า”ดีเคทมิ้วระดับเปิดประตูบานที่ห้าสินะหวังว่าครั้งนี้ข้าจะได้กำไร เ้าออกไปหาคนมาเพิ่มใครที่มาช่วยข้าครั้งนี้ เป็เวลาหนึ่งสัปดาห์ใครที่กล้ามีเื่กับพวกเขาข้าจะออกตัวช่วยเอง”เมื่อศิษย์น้องที่ได้ยินก็รู้สึกตัวสั่นด้วยความยินดี “ขอรับศิษย์พี่”จากนั้นเขาก็รีบออกไปรวบรวมคน
ทางด้านของหวังอีฮัง “เฮ้ หวังอีฮังทำไมถึงมีเหล่ามอนสเตอร์เตอร์วิ่งไล่พวกเรา แถมมันยังมาเยอะอีกด้วยเ้าไปสังหารบรรพบุรุษมันหรือไงกัน”เหม่าวิ่งหนีมอนสเตอร์ที่วิ่งไล่พวกเขาทั้งสองคนอยู่
“อะไรกันเ้าเองไม่ใช่หรือไงที่ให้ข้าไปแอบที่พุ่มไม้คอยสอดส่องดูเคทมิ้ว ข้าไม่น่าเชื่อเ้าเลย ข้าทั้งโสดและหล่อเหลาหญิงงามมาต่อแถวที่หน้าประตูบ้านข้าทุกวันทั้งเช้าและเย็น”หวังอีฮังและเหม่าวิ่งหนีเหล่ามอนสเตอร์มากกว่าหนึ่งชั่วยามสุดท้ายทั้งสองก็รอดพ้นจากฝูงมอนสเตอร์เ่าั้
“อะไรเ้าทำไมถึงมองหน้าข้าแบบนั้น”หวังอีฮังรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เหม่าจ้องมองเขาแบบแปลกๆ “นี่เ้าเป็ตัวดึงดูดมอนสเตอร์หรือไงกัน”เหม่าถามและสายตาของเขานั้นจ้องมองหวังอีฮัง หวังอีฮังรู้สึกว่าเขานั้นโดนเหม่าจ้องมองราวกับว่าเขานั้นไม่ได้ส่วมเสื้อผ้าและจ้องมองทะลุเข้าไปถึงจิตใจ
“อะไรกันนี่เ้าจ้องมองข้าราวกับว่าข้าเป็อิทสตรีหรือไงกัน”หวังอีฮังรู้สึกไม่สบายใจ “นี่เ้าข้าถามเ้าอยู่นะตอบข้ามา”เหม่ายังคงจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน และข้าก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่”หวังอีฮังพูด เหม่าส่ายหน้าเล็กน้อย”ช่างเถอะถ้าเ้าไม่อยากบอกข้าก็จะไม่ถามอีก”
หวังอีฮังนั่งสมาธิเขานั้นได้กางอาคมปกป้องเอาไว้หากมอนสเตอร์ที่มีระดับต่ำกว่าเปิดประตูบานที่หกจะไม่สามารถทำลายค่ายอาคมนี้ได้ เหม่าเองก็ทำสมาธิเพื่อฟื้นลมปราณเช่นกัน
ในแต่ละขั้นของการเปิดประตูแต่ละบาน เปิดประตูบานที่หนึ่งนั้นจะสามารถหลอมรวมกับจิติญญาของมอนสเตอร์ระดับเปิดประตูบานที่หนึ่งเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตน เปิดประตูบานที่สองนั้นก็หลอมจิติญญาที่เปิดประตูบานที่สองเช่นกัน
ความสามารถของแต่ละบุคคนจะขึ้นอยู่กับจิติญญาของเหล่ามอนสเตอร์ที่หลอมเข้ากับประตู ดังนั้นก่อนจะเปิดประตูขั้นต่อไปได้นั้นรากฐานที่หลอมรวมเข้ากับประตูบานก่อนหน้าแข็งแกร่งพอที่จะสามารถรองรับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นได้
จิติญญาเป็ชนิดอาวุธหรือสิ่งของต่างๆที่ใช้ในการต่อสู้หรือใช้เพื่อเอาชีวิตรอด ยิ่งหลอมรวมกับจิติญญาที่แข็งแกร่งก็จะยิ่งทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้
หวังอีฮังนั่นฟื้นพลังได้เพียงครึ่งชั่วโมงจากนั้นเขานั้นรู้สึกว่าโลกราวกับหมุนวนไปมาทำให้เขารู้สึกสับสน แต่เมื่อหวังอีฮังลืมตาขึ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็ภาพที่ดูคุ้นเคยยิ่งนัก “นี่ข้าฝันไปงั้นหรอ”หวังอีฮังตรวจเช็กสภาพร่างกายของตนเองปรากฏว่าเขานั้นไม่ได้เป็อะไร
จากนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของหวังอีฮัง สตรีที่งดงามที่สุดที่เขานั้นหลงรักจนหมดใจ และเป็คนเดียวกันที่ใช้มีดแทงหัวใจของเขา”ลู่เอ๋อทำไมเ้าถึง…”