บทที่ 3: ไข่มุกแห่งความโกลาหล
ความรู้สึกของการร่วงหล่นดูเหมือนจะยาวนานชั่วนิรันดร์ เย่เฉินไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้อีกต่อไป พลังปราณที่เคยไหลเวียนอยู่ในกายบัดนี้ได้เหือดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเ็ปแสนสาหัสที่จุดตันเถียน
ตันเถียน... รากฐานพลังของเขา... ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
"จบสิ้นแล้ว..." นี่คือความคิดสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นในห้วงสำนึกที่กำลังจะดับวูบลงของเขา
ตูม!
ร่างของเขาไม่ได้แหลกสลายเมื่อกระทบกับพื้นหินอย่างที่คิด แต่กลับพุ่งลงไปในแอ่งน้ำที่เย็นะเืจนถึงกระดูก ความเ็ปจากการกระแทกทำให้สติที่ใกล้จะดับมอดของเขากระจ่างขึ้นมาชั่ววูบ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยาแ กระดูกหลายท่อนคงแหลกละเอียดไปแล้ว
เขากำลังจะตาย... อย่างช้าๆ และทรมานในก้นเหวที่遗忘แห่งนี้
ในขณะที่ชีวิตกำลังจะหลุดลอยออกจากร่าง เืสดๆ ที่ไหลออกจากาแทั่วร่างกายของเขาได้เริ่มแผ่กระจายออกไปในน้ำ ทันใดนั้น หยดเืหยดหนึ่งที่เข้มข้นที่สุด ได้ลอยไปัักับวัตถุทรงกลมขนาดเท่าปลายนิ้วหัวแม่มือเม็ดหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ก้นแอ่งน้ำ มันคือไข่มุกสีเทาขุ่นมัวที่ดูธรรมดาสามัญ ไม่สะดุดตา
วินาทีที่เืของเย่เฉินัักับไข่มุกเม็ดนั้น...
วูมมมมม!
ลำแสงสีเทาเจิดจ้าได้ะเิออกมาจากไข่มุก แต่เป็ลำแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ มันพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของเย่เฉิน ห่อหุ้มจิติญญาของเขาไว้ ก่อนจะดึงดูดเข้าไปในไข่มุกเม็ดนั้นอย่างรวดเร็ว!
ภาพสุดท้ายที่เย่เฉินรับรู้คือไข่มุกสีเทาได้ลอยขึ้นจากพื้นน้ำและพุ่งเข้าฝังในตำแหน่งหน้าอกของเขา หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับร่างกาย ก่อนที่สติของเขาจะดำดิ่งสู่ความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าก้นเหว
...
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เย่เฉินรู้สึกตัวอีกครั้ง แต่สิ่งที่อยู่รอบกายเขามิใช่ความเย็นะเืของแอ่งน้ำ แต่เป็พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยม่านหมอกสีเทาที่จับตัวกันเป็เกลียวคลื่น ไม่มีฟ้า ไม่มีดิน มีเพียงความโกลาหลและความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุด
"ที่นี่คือ...ปรโลกงั้นรึ?" เขาพึมพำกับตนเอง ร่างของเขาในตอนนี้โปร่งแสงคล้ายกับิญญา
"ปรโลก? ฮึ! สถานที่เช่นนั้นจะเทียบกับ 'มหาจักรวาลสถิตดวงใจ' ของข้าได้อย่างไร!"
เสียงหนึ่งดังขึ้น! เป็เสียงที่แหบพร่า เก่าแก่ และแฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองอันไร้ขีดจำกัด มันดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติแห่งความโกลาหลนี้
เย่เฉินหันขวับไปตามต้นเสียง ที่ใจกลางของมิติหมอกสีเทา ปรากฏร่างเงาสีดำทมิฬขนาดมหึมาลอยเด่นอยู่ มันไม่มีรูปร่างที่แน่ชัด แต่กลับแผ่แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนทำให้จิติญญาของเย่เฉินแทบจะสลายไป
"เ้า...เ้าคือใคร?" เย่เฉินถามเสียงสั่น
"เ้าหนู... ปลุกข้าที่หลับใหลมานับเก้าหมื่นปีขึ้นมาเพียงเพื่อจะมานอนตายโง่ๆ ตรงหน้ารึ?" ร่างเงานั้นกล่าวอย่างไม่พอใจ "เืของเ้าปลุกข้า แต่จิติญญาของเ้ากลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ช่างน่าสมเพชเสียจริง!"
คำพูดที่เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามนั้น แทนที่จะทำให้เย่เฉินหวาดกลัว กลับไปจุดประกายไฟแห่งโทสะที่มอดดับไปแล้วให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่ ภาพใบหน้าอันแสนสะใจของเซียวอี้เฟิงปรากฏขึ้นในใจของเขา
"ข้ายังไม่ตาย!" เย่เฉินะโกลับไป "และข้าจะไม่มีวันตายจนกว่าจะได้ล้างแค้น!"
"โอ้?" ร่างเงาดูเหมือนจะประหลาดใจเล็กน้อย "น่าสนใจ... จิตใจยังไม่แตกสลายดีสินะ ทั้งที่รากฐานพลังถูกทำลายจนหมดสิ้น กลายเป็ไอ้ขยะที่แม้แต่คนธรรมดาก็ยังสู้ไม่ได้"
"ต่อให้ข้าต้องคลานกลับไป ข้าก็จะกลับไป!" ความแค้นที่เดือดพล่านทำให้เย่เฉินลืมความเ็ปและความสิ้นหวังไปชั่วขณะ
"ฮ่าๆๆๆๆ!" ร่างเงาะเิเสียงหัวเราะก้องโลก "ดี! ดีมาก! จิตใจเช่นนี้แหละที่คู่ควร! ฟังให้ดีเ้าหนู ข้าคือ 'หุนตุ้น' จิติญญาที่หลงเหลืออยู่ของเทพอสูรา ส่วนสถานที่แห่งนี้คือมิติภายในของ 'ไข่มุกแห่งความโกลาหล' ที่บัดนี้ได้หลอมรวมกับเ้าแล้ว"
"ไข่มุกแห่งความโกลาหล..." เย่เฉินทวนคำ
"ถูกต้อง" หุนตุ้นกล่าวต่อ "มันช่วยรักษาิญญาของเ้าไว้ แต่ร่างกายของเ้าด้านนอกกำลังจะตายในอีกไม่ช้า ข้ามีทางเลือกให้เ้าสองทาง"
"หนึ่ง... นอนตายอย่างสงบในนี้ ปล่อยให้ความแค้นของเ้ากลายเป็เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ"
"สอง..." หุนตุ้นเว้นจังหวะ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังและแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันน่าเกรงขาม "ยอมรับมรดกของข้า เดินบนเส้นทางแห่งอสูรที่ท้าทายฟ้าดิน ข้าจะมอบเคล็ดวิชา 'กายาอสูรครองพิภพ' ให้เ้า สอนวิธีการสร้างรากฐานพลังขึ้นมาใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมนับร้อยเท่า แต่เ้าจะต้องทนทุกข์กับความเ็ปที่ยิ่งกว่าตกนรกหมกไหม้นับพันครั้ง"
"เมื่อเ้าเลือกเส้นทางนี้แล้ว เ้าจะไม่ได้เป็อัจฉริยะในสายตาของโลกภายนอกอีกต่อไป แต่จะเป็อสูรที่ถือกำเนิดขึ้นจากความแค้นและความตาย"
หุนตุ้นจ้องมองมายังจิติญญาของเย่เฉิน "เลือกมา... จะเป็ขยะที่ตายอย่างอนาถ หรือจะเป็อสูรที่ลุกขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง!"
เย่เฉินนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับมามีประกายอีกครั้ง... แต่เป็ประกายที่เย็นเยียบและอำมหิตอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
เขานึกถึงรอยยิ้มของบิดา นึกถึงความคาดหวังของตระกูล และนึกถึงรอยยิ้มเย้ยหยันของเซียวอี้เฟิง
ความเ็ปน่ะหรือ? จะมีอะไรเ็ปไปกว่าการถูกสหายรักหักหลังอีก?
"ความเ็ปแค่นี้...เทียบไม่ได้กับความแค้นของข้า!"
"ข้าตกลง!"
(จบตอนที่ 3)