เกิดใหม่อีกที เป็นพระชายาก็ไม่เลว

    เจียวซินกับคำตอบรับของเฟยเฟิ่ง

    “อื้อออออ เทียนเกอตื่นนานแล้วหรือ” ร่างอวบงัวเงียลืมตาขึ้นมาก็พบว่า เฟยเทียนได้ถดตัวลงไปพูดคุยกับเจ้าตัวน้อยในท้องของนางอยู่ เจียวซินเริ่มจะ ชินชากับกิริยาเช่นนี้ของสวามีแล้ว ร่างอวบที่นอนตะแคงอยู่ยกมือขึ้นลูบท้องทักทายเจ้าตัวน้อยเบาๆ

    “มินาน พึ่งจะสนทนากับเจ้าตัวน้อยได้เพียงไม่กี่คำ ว่าแต่เจ้าเถิด…เหตุใดถึงรีบตื่นนักเล่า”

    “เราต้องรีบเตรียมตัวเข้าวังมิใช่หรือ วันนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับท่านพี่ซีห่าว น้องจะไปช่วยจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ให้เสียหน่อย มิรู้ว่าพ่อบ้านที่เรือนจัดเตรียมเสื้อผ้าอาภรณ์สำหรับเข้าวังแล้วหรือยัง”

    “มิต้องหรอก พี่จะให้จิ้นหนานไปดูให้ เจ้าตัวน้อยเติบโตขึ้นทุกวันเจ้าคงเดินเหินมิสะดวกเช่นเมื่อก่อน” เฟยเทียนยกมือลูบหน้าท้องที่ใหญ่โตของเจียวซิน เมื่ออายุครรภ์เข้าสู่เดือนที่ห้า จากหน้าท้องที่นูนขึ้นมาไม่มากก็ขยายใหญ่ขึ้นผิดหูผิดตา จนเฟยเทียนต้องรีบให้ท่านหมอจ้าวมาตรวจดูแต่ก็ได้รับคำยืนยันจากท่านหมอว่าเจ้าตัวน้อยของพวกเขากำลังเติบโตเท่านั้น เฟยเทียนและเจียวซินจึงได้วางใจ

    “ขอบพระทัยเพคะ จริงสิ! ท้องน้องโตเช่นนี้คงมิอาจปิดบังเรื่องตั้งครรภ์กับผู้อื่นได้เป็นแน่” ตากลมฉายแววกังวลขึ้นมาเล็กน้อย

    “มิต้องกังวลไป พี่จะมิปล่อยให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าและบุตรของเราได้” เฟยเทียนยันกายขึ้นไปนอนกกกอดเจียวซิน หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาได้จัดการกับกองกำลังทางเหนือไปแล้วสองกลุ่มย่อยและยังคงเหลืออีกแปดกลุ่มที่บัดนี้กำลังเร่งเดินทางเข้าประชิดเมืองหลวงคาดว่าจะมาถึงในอีกสองเดือนข้างหน้า ซึ่งสายข่าวของเฟยเทียนก็แจ้งมาว่ากองกำลังทางตะวันออกของพวกสุกลอันก็แยกคนป่วยออกแล้วเร่งเดินทางมาเมืองหลวงเช่นกัน วันเวลาที่กองกำลังกบฏทั้งสองจะมาถึงเมืองหลวงก็ใกล้เคียงกันดั่งว่านัดแนะกันมาแล้ว นั่นก็คือใกล้เวลาจัดพิธีปักปิ่นของ เฟยเฟิ่ง

    “เทียนเกอของน้องเก่งกาจยิ่ง เช่นนี้ต้องให้รางวัลเสียหน่อยแล้ว” ริมฝีปากบางเลื่อนเข้าไปจุมพิตปากหนา

    “หึๆ เพียงเท่านี้จะเพียงพอได้อย่างไรเล่า” เฟยเทียนเอ่ยหยอกเย้าชายา หวังให้ชายาเขินอาย แต่ไม่เพียงจะมิเขินอายแล้วเจียวซินยังพลิกกายหันหลังให้สวามี บั้นท้ายกลมกลึงขยับถอยเข้าไปบดเบียดแกนกลางกายของสวามี

    “เช่นนั้นเทียนเกออยากเข้าไปเยี่ยมเยือนเจ้าตัวน้อยหรือไม่เล่า” ใบหน้างามหันหลังมายกยิ้มยั่วยวนสวามี

    “เจ้าตั้งใจจะให้พี่ถูกเสด็จพ่อลงโทษที่เข้าวังช้าหรือ” เสี่ยวเทียนที่ถูกปลุกเร้าจากบั้นท้ายกลมเริ่มแข็งขืนขึ้น

    “โอ๊ะ! น้องลืมไปได้อย่างไร เช่นนั้นเทียนเกอรีบไปแต่งกายเถิด น้องจะนอนต่ออีกหน่อย”

    “อะฮึ่ม! พี่ว่ามิจำเป็นต้องเร่งรีบถึงเพียงนั้น ยังพอมีเวลาอยู่” ร่างหนาเห็นว่าชายาคิดจะถอดใจก็รีบเอ่ยขัดขึ้น ไม่รอให้เจียวซินเอ่ยสิ่งใดเฟยเทียนก็เข้าไป ซุกไซร้ชายาทันที เสียงครวญครางที่ดังลอดออกมานอกห้องทำให้หนิงเออร์ที่กำลังจะเข้าไปปลุกพระชายาต้องรีบถอยออกห่างประตูอย่างรวดเร็ว เห็นทีว่าจะต้องรออีกสักชั่วยามจึงจะเข้าไปปลุกพระชายาได้

     

    ร่างสูงของเฟยเทียนโอบประคองร่างอวบของชายาลงจากรถม้าเพื่อเข้าสู่ลานพิธีที่ใช้จัดงานเลี้ยงต้อนรับรองแม่ทัพจางซีห่าวที่ได้รับชัยชนะจากการทำสงครามกับพวกนอกด่าน หน้าท้องที่นูนออกมาอย่างเด่นชัดของเจียวซินทำให้เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางต่างตกใจที่ตนเองพลาดข่าวการตั้งครรภ์ของ พระชายาท่านอ๋องสาม

    นี่มิใช่ว่าจวนอ๋องปิดข่าวได้เป็นอย่างมิดชิดหรอกหรือ เห็นทีเรื่องครานั้นคงจะเป็นการกวาดล้างจวนดังคนเขาว่า

    เฟยเทียนมิได้สนใจเสียงอื้ออึงของเหล่าขุนนาง มือหนายังโอบประคองชายาไปนั่งประจำตำแหน่งของตนที่อยู่ถัดลงมาจากที่นั่งขององค์รัชทายาท และถัดจากที่นั่งของเจียวซินเป็นที่นั่งขององค์หญิงเฟยเฟิ่งและองค์ชายหนิงหลงที่ รบเร้าขอมานั่งใกล้พี่สาวและพี่สะใภ้ของตน

    “โอ้โห! นี่น้องน้อยของพี่อาหลงโตถึงเพียงนี้เลยหยือ” องค์ชายตัวน้อยทำตาโต มือเล็กลูบไล้ไปบนท้องนูนของเจียวซิน

    “หึๆ นั่นนะสิ อีกไม่นานคงออกมาวิ่งเล่นกับอาหลงได้แล้วกระมัง” มือบางลูบศีรษะเล็กอย่างอ่อนโยน

    “มานั่งเถิดหนิงหลง ประเดี๋ยวงานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว” เฟยเทียนคว้าตัวน้องชายมานั่งบนตัก อีกมือก็โอบประคองชายามิห่าง รออยู่ไม่นานก็ได้ยินเสียงขันทีประกาศการมาถึงขององค์ฮ่องเต้และฮองเฮา ทุกคนในลานพิธีจึงได้ลุกขึ้นเอ่ยคำถวายบังคม

    “ลุกขึ้นๆ มิต้องมากพิธีไป วันนี้ข้าจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับรองแม่ทัพจางซีห่าวที่นำชัยชนะกลับมาให้แคว้นของเรา ขอทุกท่านดื่มกินเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะของแคว้นเราอย่างเต็มที่ และอย่างที่พวกเจ้าเห็น พระชายาของเฟยเทียนกำลังตั้งครรภ์ ข้าจึงใช้โอกาสนี้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่าข้ากำลังจะได้เป็นเสด็จปู่ ฮ่าๆ” สิ้นเสียงขององค์ฮ่องเต้ก็มีเสียงกู่ร้องแสดงความยินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็มีเสียงบรรเลงดนตรีและมีนางรำออกมาร่ายรำ ท่วงท่าร่ายรำสอดรับกับจังหวะ จะโคนของเสียงดนตรี ยิ่งส่งเสริมให้การร่ายรำงดงามมากขึ้นจนเหล่าขุนนางหลายคนถึงกับหมายตาเหล่านางรำมาเป็นอนุของตน ซึ่งนั่นก็เป็นเป้าหมายของนางรำบางคนที่หวังว่าตนจะถูกตาต้องใจเหล่าขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์บ้าง

    “หม่อมฉันมี่ลี่ลี่เป็นนางรำจากหอชิงฟู่ มารินสุราปรนนิบัติท่านอ๋องสามเพคะ”

    “อะแฮ่ม! มิต้อง ข้าจะให้ชายาของข้าปรนนิบัติ” เฟยเทียนเบือนหน้าหนีจากสตรีตรงหน้าที่กำลังก้มคำนับจนเผยให้เห็นเนินอกอันใหญ่โตของนาง

    “คงมิลำบากเจ้า ข้าปรนนิบัติสวามีข้าเอง” เจียวซินที่นั่งอยู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ นางพวกนี้สมควรตายเสียจริง! ชายาเขาก็นั่งอยู่ข้างกายเช่นนี้ยังกล้ามาเสนอตัวปรนนิบัติสวามีผู้อื่นอีก

    “มิลำบากเลยเพคะ หม่อมฉันเต็มใจ พระชายากำลังตั้งครรภ์คงปรนนิบัติท่านอ๋องได้มิเต็มที่” สายตาคมของเจียวซินตวัดมองไปที่สวามีจนเฟยเทียนสะดุ้งโหยง

    “ชายาข้าปรนนิบัติข้าได้อย่างเต็มที่มิจำเป็นต้องให้เจ้ามาสอดเรื่องนี้ ออกไป!” ร่างหนารีบเข้ามาโอบกอดชายาแล้วเอ่ยไล่นางรำผู้นั้นทันที เขาจะมิยอมให้สิ่งใดมาทำให้เจียวซินอารมณ์เสียเป็นแน่ คราก่อนเขากลับจวนผิดเวลาไปสองชั่วยาม ร่างบางถึงขั้นตั้งโต๊ะไต่สวนเขาเสียยกใหญ่ ทั้งเขายังถูกไล่ให้ไปนอนที่อื่น และแน่นอนว่าท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์อย่างเขาก็ต้อง…

    ขนหมอนขนผ้าห่มมานอนเฝ้าชายาอยู่หน้าประตูอย่างไรเล่า จะให้ไปนอนที่ใดได้!

    แต่พอเช้ามาซินซินของเขากลับรู้สึกผิดจนร้องห่มร้องไห้ อารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมารวดเร็วจนเฟยเทียนแทบตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นแล้วอย่าให้สิ่งใดมาปลุกเร้าอารมณ์ของเจียวซินให้ขุ่นเคืองจะดีที่สุด

    “คนดี~ พี่มิอยากนอนนอกห้องแล้ว” เฟยเทียนที่เห็นสายตาขุ่นเคืองจากชายาก็รีบเอ่ยขอร้องทันที

    “หึ น้องยังมิทันเอ่ยสิ่งใดเลยนะเพคะ เหตุใดต้องร้อนรนด้วย”

    “เหตุใดพี่สามทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เช่นนั้นเล่า กลัวเจียวซินโกรธหยือ คิกๆ” องค์ชายตัวน้อยหันกลับไปสนใจขนมตรงหน้าอย่างสบายอารมณ์ต่อราวกับว่าเมื่อครู่มิได้ใช้คำพูดที่เสียดแทงจิตใจพี่ชายแม้แต่น้อย คนเป็นพี่ที่ถูกน้องชายอายุเพียงสี่หนาวดูออกก็ดึงหน้าเข้มขึ้น แต่ก็มิวายหันมาพูดจาออดอ้อนอ่อนหวานกับชายาตนเอง

    “ก็เจ้าจะโกรธพี่ พี่ยังมิได้ทำสิ่งใดผิดแม้แต่น้อย พี่เพียงนั่งอยู่นิ่งๆ เท่านั้น มิได้ขยับโยกย้ายไปที่ใดเลย”

    “จะกล่าวว่า แม้เทียนเกอจะนั่งนิ่งๆ ก็จะมีผู้คนมาชมชอบอย่างนั้นหรือ”

    “จะว่าเช่นนั้นก็ได้ แต่ตัวเจ้าเองก็มีคนมาชมชอบมิใช่หรือ” เฟยเทียนเอ่ยประชดประชันออกมา มิใช่ว่าเขามิเห็นว่านายกองหรงแอบมองมาทางซินซินของเขาอยู่บ่อยครั้ง

    ทั้งที่ชายาของเขาท้องโตถึงเพียงนี้แล้วก็ยังมิตัดใจงั้นหรือ น่าตายเสียจริง!!!

    “ผู้ใดกันเพคะ น้องท้องโตถึงเพียงนี้ใครเขาจะมาชมชอบอยู่อีก” เจียวซิน ยิ้มขำให้กับความคิดของสวามี

    “ก็นายกองหรงนั่นอย่างไร นั่งข้างพี่ชายเจ้านั่นไงเขามองมาที่เจ้าหลายคราแล้ว…นี่!! หันมา ห้ามหันไปมองผู้อื่นเด็ดขาด” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อชายาของตนหันไปมองทางที่นายกองหรงนั่งอยู่

    “คิก แล้วอย่างไรเพคะ หากน้องจะมองแล้วเทียนเกอจะทำอย่างไร จะลงโทษมิให้น้องนอนในห้องด้วยหรือ” เจียวซินยกยิ้มอย่างผู้ชนะ

    “หึ พี่จะขังเจ้าไว้ในห้องกับพี่มิให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันเลยต่างหาก” เฟยเทียนกดจูบลงบนแก้มเนียนนุ่มของชายาท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย การกระทำที่มิอายฟ้าดินของสวามีทำเอาเจียวซินแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี ใบหน้างามแดงก่ำแทบมิอยากเงยหน้าขึ้นมาสบตาผู้คน ยังดีที่องค์ฮ่องเต้ให้ขันทีประกาศความดีความชอบของรองแม่ทัพซีห่าวและร่ายรางวัลที่จะมอบให้แก่ รองแม่ทัพจางซีห่าว ทุกคนจึงหันไปให้ความสนใจกับรางวัลมากมายที่จะถูกส่งไปให้สกุลจาง

    “ความดีความชอบของสกุลจางที่ได้กระทำต่อแคว้นเฉินของเราช่างมากมายนัก นอกจากรางวัลพวกนั้นแล้ว จางซีห่าว…เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่ ข้าจะให้มอบให้แก่เจ้า” ฮ่องเต้เฟยหลงเอ่ยถามตามที่ได้วางแผนกันไว้ พระองค์เองก็ มิแน่ใจว่าซีห่าวจะทำการสิ่งใดเพราะซีห่าวมิได้บอกแผนการของตนเองออกมา แต่หากให้คาดเดาพระองค์คิดว่าจางซีห่าวน่าจะขอสมรสพระราชทานกับเฟยเฟิ่งเป็นแน่ เพราะระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพระองค์ได้รับรายงานจากองค์รักษ์เงาว่าเฟยเฟิ่งลอบออกจากวังไปเที่ยวเล่นกับจางซีห่าวอยู่หลายครา ซึ่งหากเป็นดังที่พระองค์คาดเดา ทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาก็คงวางใจได้ อย่างน้อยบุตรของพระองค์ ก็ยังอยู่ภายในแคว้นเฉิน

    “กระหม่อมมีสิ่งหนึ่งที่อยากทูลขอต่อฝ่าบาท แต่มิรู้ว่าจะอาจเอื้อมเกินไปหรือไม่” เสียงเข้มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผู้คนใจลานพิธีต่างคาดเดาไปต่างๆ นานาว่ารองแม่ทัพซีห่าวต้องการทูลขอสิ่งใดกับฝ่าบาท

    “กล่าวมาเถิด หากเป็นสิ่งที่ข้าให้ได้ ข้าก็ยินดี”

    “กระหม่อมประสงค์อยากขอให้องค์หญิงเฟยเฟิ่งมีสิทธิ์เลือกคู่สมรสด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงของรองแม่ทัพจางซีห่าว เสียงพูดคุยของเหล่าขุนนางก็ดังอื้ออึงขึ้นทันที บ้างก็ตกที่กับคำขอของรองแม่ทัพจางซีห่าว บ้างก็ประหลาดใจว่าเหตุใดรองแม่ทัพจางซีห่าวถึงได้ทูลขอเรื่องเช่นนี้กับฝ่าบาท

    “เจ้าหมายความว่าจะมิให้ผู้ใดบังคับเฟยเฟิ่งให้สมรสได้อย่างนั้นหรือ”

    “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท หากให้กล่าวตามความจริง กระหม่อมมีใจให้กับองค์หญิงเฟยเฟิ่ง แต่หากจะขอพระราชทานสมรสก็เกรงว่าจะเป็นการบังคับจิตใจของ องค์หญิงมากเกินไป จึงได้ทูลขอให้องค์หญิงสามารถเลือกคู่สมรสได้ตามที่ใจปรารถนา แล้วจึงจะส่งเทียบหมั่นหมายมาตามธรรมเนียม” ฮ่องเต้เฟยหลงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ มิคิดว่าจางซีห่าวจะมีจิตใจที่น่านับถือเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นเพียงแค่เอ่ยขอพระราชทานสมรสทุกอย่างก็จบสิ้นไปแล้ว แต่คนผู้นี้กลับขอให้เฟยเฟิ่งได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเอง

    “ฮ่าๆ แล้วเจ้ามิกลัวว่าเฟิ่งเออร์ของข้าจะปฏิเสธเทียบหมั้นจากเจ้าหรือ”

    “กลัวพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมมิอยากให้องค์หญิงทนใช้ชีวิตกับผู้ที่องค์หญิงมิได้มีใจให้ หากสุดท้ายแล้วองค์หญิงมิได้มีใจให้กระหม่อม กระหม่อมก็จะน้อมรับการตัดสินใจขององค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ” เฟยเฟิ่งที่นั่งฟังอยู่นานก็อดเขินอายมิได้ ทุกคำพูดของซีห่าวทำให้เฟยเฟิ่งรู้สึกอุ่นใจจนแทบอยากตะโกนตอบว่านางเองก็มีใจให้เขาเช่นกัน แต่หากทำเช่นนั้นผู้คนคงได้เล่าลือกันไปทั่วแคว้นว่าองค์หญิงแคว้นเฉินน่าไม่อายถึงขั้นตะโกนบอกชายหนุ่มว่ามีใจให้

    “ดี! เช่นนั้นข้าจะให้ในสิ่งที่เจ้าขอ จากนี้ผู้ใดก็มิมีสิทธิ์บังคับให้เฟิ่งเออร์สมรสได้อีก” ฮ่องเต้เฟยหลงประกาศกร้าวกลางลานพิธี

    “แล้วที่เจ้ากล่าวว่าจะให้แม่สื่อส่งเทียบหมั้น วันนี้เตรียมมาด้วยหรือไม่เล่า” องค์รัชทายาทเฟยฉีเอ่ยถามหวังเร่งให้ซีห่าวกระทำการหมั้นหมายเฟยเฟิ่งให้เสร็จสิ้นเรียบร้อยในทีเดียว จะได้มิต้องมากังวลเรื่องเทียบหมั้นจากแคว้นหลงอีก แต่เฟยฉีเองก็ลืมไปว่าการยื่นเทียบหมั้นก่อนวันพิธีปักปิ่นมิมีผู้ใดปฏิบัติกัน

    “กระหม่อมตระเตรียมมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

    “องค์รัชทายาทรีบร้อนเกินไปแล้ว น้องสาวของเจ้ายังมิพ้นวัยปักปิ่นเสีย ด้วยซ้ำ” ฮองเฮาหลี่เอ่ยเตือนพลางยกชาขึ้นจิบ เพื่อดึงเชิงมิให้ผู้อื่นดูแคลนได้ว่าพวกเขาต้องการส่งบุตรสาวให้ไปตบแต่งกับรองแม่ทัพจางจนเสียกิริยา

    “อืม เฟิ่งเออร์ของข้ายังมิพ้นวัยปักปิ่น แต่หากว่าเฟิ่งเออร์ตกลงจะแต่งให้กับเจ้า ข้าจะให้หมั้นหมายปากเปล่าแลกของแทนใจกันไว้ก่อน เจ้าจะว่าอย่างไร”

    “เป็นพระมหากรุณาพ่ะย่ะค่ะ” ซีห่าวหันไปส่งสัญญาณให้แม่สื่อรับหน้าที่กล่าวคำขอหมั้นและร่ายรายการของหมั้นที่มากมายจนเหล่าขุนนางต่างตกใจในความร่ำรวยของสกุลจาง แม้การหมั้นหมายครานี้จะเป็นการหมั้นหมายปากเปล่า แต่ทว่าข่าวการหมั้นหมายขององค์หญิงเฟยเฟิ่งกับรองแม่ทัพจางซีห่าวคงแพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้น

    “ว่าอย่างไรเฟิ่งเออร์ เจ้าเต็มใจแต่งเข้าสกุลจางหรือไม่เล่า” ฮ่องเต้เฟยหลง ยกยิ้มเต็มใบหน้าหันไปมองบุตรของตนที่นั่งอยู่ แม้ว่าเฟยเฟิ่งยังมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแต่ผู้เป็นบิดาหรือจะดูมิออกว่าบุตรสาวของตนก็มีใจให้กับจางซีห่าวเช่นกัน

    “เพคะ ลูกเต็มใจจะแต่งเข้าสกุลจาง หากแต่มีเรื่องอยากขอต่อรองแม่ทัพจางซีห่าวสักเรื่องจะได้หรือไม่” เฟยเฟิ่งหันไปมองที่ซีห่าว ทั้งที่ใบหน้างามยังคง แดงก่ำเต็มไปด้วยความขัดเขิน

    “มิว่าจะเป็นสิ่งใดกระหม่อมยินดีจะทำตามที่พระองค์ขอพ่ะย่ะค่ะ” เสียงเข้มเอ่ยตอบรับอย่างมั่นใจ

    “ข้ายังอยากอยู่ปรนนิบัติเสด็จพ่อและเสด็จแม่ หากข้าจะขอหมั้นหมายกันไว้ก่อน แล้วหลังจากพ้นวัยปักปิ่นไปสักหนึ่งหนาวเราค่อยจัดงานสมรสได้หรือไม่”

    “กระหม่อมยินดีพ่ะย่ะค่ะ”

    “ฮ่าๆ ตกลงกันได้เช่นนี้ก็ดี อีกหนึ่งหนาวข้างหน้าข้าจะจัดงานสมรสให้พวกเจ้าอย่างยิ่งใหญ่” ฮ่องเต้เฟยหลงยกจอกสุราขึ้นดื่มจอกแล้วจอกเล่า เรื่องราวที่หนักใจก็แก้ปัญหาไปได้อีกหนึ่งเรื่อง คงจะเหลือแต่เรื่องกบฏที่ยังต้องจัดการให้สิ้น

    “คิกๆ เป็นดังที่อาหลงว่าไว้ ทำอย่างไรถึงมาลงเอยกันเช่นนี้ได้เล่า” เจียวซิน หรี่ตามองว่าที่พี่สะใภ้ที่ควบตำแหน่งน้องสามี

    “โถ่! พี่เจียวซินเย้าข้าเกินไปแล้ว ข้ามิได้ทำสิ่งใดแม้แต่น้อย เรื่องนี้ท่านคงต้องถามความเอากับพี่ชายของท่านเสียแล้ว” เหนเฟิ่งเอ่ยตอบไปตามความจริง แม้จะเป็นนางที่เป็นฝ่ายชวนพี่ซีห่าวออกไปเที่ยวหอนางโลมจนเกิดเหตุการณ์มิคาดคิดขึ้นก็เถอะ นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นนางก็อดเขินอายมิได้ เพราะหลังจากวันนั้นนางก็แอบออกไปเที่ยวกับพี่ซีห่าวหลายครา แต่ก็มิได้รับจุมพิตแสนหวานเช่นครานั้นอีกเลย

    เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างดื่มกินสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน เหล่าขุนนางผู้น้อยต่างลุกไปคำนับฝากเนื้อฝากตัวกับขุนนางยศสูงและเชื้อพระวงศ์ บ้างก็เข้าไปกล่าวแสดงความยินดีต่อองค์หญิงเฟยเฟิ่งและรองแม่ทัพจางซีห่าว ไม่เว้นแม้แต่องค์ชายห้าที่เดินเข้ามาเอ่ยแสดงความยินดีต่อน้องสาว ของตน

    “พี่ยินดีกับเจ้าด้วย ต่อจากนี้พี่คงมิได้พบเจ้าบ่อยๆ แล้วกระมัง” องค์ชายห้าแสร้งทำท่าเศร้าหมองหวังเย้าน้องสาว

    “ขอบพระทัยเพคะ แต่น้องยังมิแต่งวันนี้วันพรุ่งเสียหน่อย พอถึงวันนั้นเสด็จพี่ค่อยแสร้งทำท่าเศร้าหมองให้ข้าเห็นเถิด คิกๆ” เฟยเฟิ่งหัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางที่เศร้าหมองเกินจริงของพี่ชายต่างมารดาของตน

    “ว่าแต่เจ้าไปสานสัมพันธ์กับรองแม่ทัพจางซีห่าวตั้งแต่เมื่อใดหรือ ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนที่เขากลับมาเจ้าจะไว้ใจให้เขาดูแลเจ้าได้อย่างไรเล่า”

    “ข้าเคยได้พบเจอและพูดคุยกับพี่ซีห่าวที่จวนของพี่สามมานานแล้ว เขาไว้ใจได้ทั้งยังเก่งกาจหลายเรื่อง เสด็จพี่อย่าได้กังวลไปเลยเพคะ”

    “อ่อ รองแม่ทัพจางซีห่าวกลับมานานแล้วหรอกหรือ เช่นนั้นก็ดีแล้วที่เจ้าได้สมรสกับผู้ที่ตนเองพึงใจ ดีแล้วที่มิได้ถูกบังคับให้แต่งเชื่อมสัมพันธ์ดังที่ลี่ฮวาโดน” องค์ชายห้าส่งยิ้มเศร้าให้เฟยเฟิ่งก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิมของตน ทิ้งให้เฟยเฟิ่งมองตามหลังผู้เป็นพี่ชายอย่างเศร้าสร้อย

    Knock knock! แงงงงง คู่นี้ก็จะหวานๆกันหน่อย~

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกที เป็นพระชายาก็ไม่เลว ที่คุณอ่าน