ตอนที่ 14 จางอี้ตลกจริงๆ (1)
“ถ้างั้นก็ยิ่งง่ายเลย!” หลี่อวิ๋นได้ยินแล้วดีใจ “เซียวหลิน คุณพาเขาไปห้องข้างๆ เลย เซ็นสัญญาก่อน แล้วคุยเื่ต่อจากนี้กับเขา คนที่เหลือให้รีบจัดการติดต่อนักแสดงคนอื่นๆ เข้ากองถ่ายด่วนๆ เลย พวกเราจะพยายามเปิดกล้องให้เร็วที่สุด!”
เมื่อเขากล่าวคำนี้ออกไป พนักงานในกองถ่ายทั้งหมดซึ่งรวมรองผู้กำกับเซียวหลินอยู่ด้วย ต่างก็รู้สึกอยากจะหลั่งน้ำตาทันที ‘ขอบคุณฟ้าดิน! หาม่อยวนเจอแล้ว! ในที่สุดกองถ่ายก็จะได้เตรียมเปิดกล้องแล้ว! ในที่สุดฉันก็ไม่ต้องมาติดแหง็กอยู่ระหว่างอารมณ์ดื้อรั้นของผู้กำกับหลี่กับช่องหลิวเหลียนทุกวี่ทุกวันอีก!!’
เมื่อนึกได้ว่าตัวเองจะได้บอกลาชีวิตอันแสนรันทดแล้ว เซียวหลินในตอนนี้ตื่นเต้นมากจนแทบจะยกมือขึ้นเชียร์ ตอนที่มองมู่ชิงอีกครั้งไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ยิ่งรู้สึกสบายตา เขาเดินเข้าไปหาอย่างเป็กันเองสุดๆ ดึงแขนอีกฝ่ายแล้วพาเดินไปข้างนอก “ไปๆๆ ฉันจะพานายไปดูสัญญา ก่อนหน้านี้นายไม่เคยมีประสบการณ์ มีตรงไหนไม่เข้าใจถามฉันมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ...”
ท่าทางเร่งรีบนั้นราวกับว่าหากเขาแค่เดินช้านิดเดียว หลี่อวิ๋นก็จะเสียใจทันที
หลี่อวิ๋นซึ่งจิตใจเบิกบานมองดูมู่ชิงพยายามดิ้นตัวออกมาทำความเคารพตน ก่อนจะถูกเซียวหลินหมาป่าปลอมตัวเป็คุณยายใจดีลากไปอย่างจนใจ ด้วยความตื่นเต้นที่มีอยู่เต็มเปี่ยมไม่รู้ว่าจะระบายออกอย่างไร จึงถือโอกาสโทรไปหาจางอี้
ตอนนี้จางอี้กำลังทำธุระอยู่ข้างนอก เขากำลังคิดไปถึงการออดิชั่นของมู่ชิงอยู่ กลัวว่าอีกฝ่ายแสดงไม่ดีแล้วจะทิ้งความประทับใจอันเลวร้ายที่ยากจะลืมได้ แต่แล้วจู่ๆ ก็ได้รับสายที่โทรมาจากหลี่อวิ๋น แถมอีกฝ่ายมาถึงก็ถามเขาว่า “จางอี้ หน้าใหม่ที่นายแนะนำกับฉันเมื่อวานนี้ ชื่อว่ามู่ชิงรึเปล่า”
“ใช่ครับ...” จางอี้ไม่เคยคิดเลยว่ามู่ชิงจะผ่านการออดิขั่น เมื่อได้ยินหลี่อวิ๋นถามเช่นนี้ จึงเกิดความเคร่งเครียดขึ้นมา เขารีบตอบโดยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน “ผู้กำกับ เกิดเื่อะไรขึ้นครับ มู่ชิงแสดงไม่ดีจนทำให้คุณโกรธรึเปล่าครับ ผู้กำกับหลี่ คุณอย่าโกรธเลยนะ เด็กคนนี้อายุยังน้อย ผู้จัดการก็ไม่ชอบใจเขา เมื่อก่อนนี้เคยเป็แค่ตัวประกอบ ไม่มีประสบการณ์แสดงจริงอะไรเลย แต่ทักษะการแสดงของเขายังถือว่าพอใช้ได้จริงๆ ครับ ทั้งยังตั้งใจและขยันเอามากๆ...เขาเป็เด็กดีนะครับ...”
หลี่อวิ๋นได้ยินแบบนี้ก็รู้ว่าจางอี้เข้าใจเจตนาที่ตนโทรหาผิด ตอนนี้เขากำลังอารมณ์ดีอยู่ จึงเกิดความคิดที่จะแกล้งคนขึ้นมา
เขาเจตนาขัดคำพูดของอีกฝ่าย ทั้งยังกดเสียงของตัวเองลง ทำให้อีกฝ่ายฟังแล้วรู้สึกเหมือนตนกำลังโกรธอยู่ “นายเลิกพูดเื่พวกนี้กับฉันก่อน ฉันถามนาย ก่อนหน้านี้ที่นายแนะนำเขาให้ฉันพูดกับฉันว่ายังไง หืม นายบอกว่าเขาหน้าตาไม่เลว ทักษะการแสดง...ก็พอได้น่ะเหรอ! หืม”
จางอี้ถูกคำว่า 'หืม' คำเดียวของหลี่อวิ๋นทำเอาจิตใจปั่นป่วน เขาอยากจะรู้มากว่าตอนที่มู่ชิงออดิชั่นเกิดเื่ขัดข้องอะไรขึ้น คิดไม่ถึงว่าจะทำให้หลี่อวิ๋นโทรมาประณามตนได้ แต่เื่มาถึงขั้นนี้ ต่อให้จะสติแตกอย่างไร ก็ได้แต่จัดการปัญหาตรงหน้าก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลัง
เขาไม่รู้ว่าเื่เป็มาอย่างไร ไม่กล้าต่อปากกับหลี่อวิ๋นอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ ดังนั้นจึงได้แต่พูดขอความเมตตาไม่หยุด “ผู้กำกับหลี่ ผมไม่รู้ว่ามู่ชิงทำอะไรผิดกันแน่ แต่เด็กคนนี้ถึงแม้จะพูดจาไม่ค่อยเป็ แต่ชอบการแสดงมากจริงๆ นิสัยก็ตั้งอกตั้งใจ ทีแรกผมจะบอกให้เขาไปหาคุณพรุ่งนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะวิ่งไปออดิชั่น ผมรับรองว่าเขาแค่อยากจะใช้โอกาสนี้ฝึกฝนตัวเองจริงๆ ถ้าเขามีตรงไหนที่ทำไม่ถูกผมก็ขออภัยคุณแทนเขาด้วยครับ คุณอย่าได้ถือสาเขาเลย...หรือไม่บทตัวละครสมทบนี้ก็ให้แล้วไปเถอะครับ คุณเห็นแก่หน้าผมให้บทอะไรกับเขาสักบท ขอแค่มีบทพูดสองสามประโยค ให้เขาได้โผล่หน้าในละคร ให้คนคุ้นหน้าก็พอแล้วครับ...”
“ให้บทอะไรก็ได้งั้นเหรอ ให้เขาได้โชว์หน้า ให้คุ้นหน้าคุ้นตาหน่อยเหรอ” หลี่อวิ๋นฟังจนรู้สึกมึน เขาไม่สามารถเข้าใจนิยามของคำว่า 'ทักษะการแสดงพอใช้ได้' ที่พูดจากปากของจางอี้ได้เลย
หากเอามู่ชิงเป็มาตรฐานว่าแค่ 'พอใช้ได้' เท่านั้น ถ้าอย่างนั้นทักษะการแสดงของนักแสดงส่วนใหญ่ในประเทศก็มีแต่คนไม่ผ่านเกณฑ์แล้ว!