อันแสนอบอุ่นออกมา
“เย่หยาง” สตรีคนดังกล่าวรำพึง
การปรากฏตัวของเย่หยางทำให้ผู้คนตื่นตระหนกโดยเฉพาะคนทางฝั่งเย่เฟิง การโจมตีของพวกเขาเริ่มชะลอลง
เย่เฟิงกับคนอื่นๆ เบนสายตามองไปทางสนามประลองถึงแม้ก่อนหน้านี้เย่อวิ๋นจะมีสภาพไม่ต่างจากคนคลุ้มคลั่งเสียสติแต่ปัจจุบันเขานอนกองอยู่กับพื้นโดยไม่รู้ว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร
เย่หยางมองศิษย์ตระกูลเย่ที่ในมือถือกระบี่อย่างอาฆาตแค้นประกายแสงเย็นเยียบในแววตาควบแน่นราวกับเป็สสารคนที่คิดฏในตระกูลเย่รู้สึกประหนึ่งว่าตนตกอยู่ชั้นน้ำแข็งใต้พิภพ
เขาพยายามชักกระบี่ออกจากมือเย่หยางแต่ดูเหมือนกระบี่ยาวยังคงติดหนึบอยู่ในมือของเย่หยางไม่ว่าพยายามแค่ไหนก็ไม่ขยับเขยื้อนตาม
‘แคร้ง’ เสียงดังคมชัด
กระบี่ยาวทำจากเหล็กเนื้อดีหักครึ่งก่อนที่ศิษย์คนดังกล่าวจะทันได้ตอบโต้ เย่หยางก็ถือกระบี่ที่หักเฉือนเข้าลำคอของเขาไปแล้ว
โลหิตพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุศิษย์ตระกูลเย่ผู้นั้นโยนกระบี่หักทิ้งทันที สองมือกุมลำคอพยายามระงับาแแต่เขาก็ไม่อาจหยุดมันได้ โลหิตยังคงไหลทะลักออกตามร่องนิ้วมืออย่างต่อเนื่อง
ดูเหมือนเขา้าจะพูดบางอย่าง แต่เป็เพราะเส้นเสียงในลำคอของเขาถูกตัดขาดเสียงที่ออกมาจึงฟังดูประหลาด ยามโลหิตพุ่งกระฉูดแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวค่อยๆ มลายหายกลายเป็สิ้นแวว
‘ตุบ’
ร่างของเขาล้มลงไปกองกับพื้นชักกระตุกสองสามครั้งก่อนสิ้นใจ
เมื่อศิษย์ตระกูลเย่เสียชีวิตทั้งสองฝ่ายก็หยุดต่อสู้ทันที เฝ้ามองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน
แม้ว่าศิษย์ชนรุ่นหลังเหล่านี้มักจะทะเลาะเบาะแว้งต่อสู้กันเองอยู่เนืองๆบางครั้งก็ถึงขั้นเืตกยางออกได้รับาเ็แต่พวกเขาก็ไม่เคยลงมือหนักจนถึงแก่ชีวิต
ยามนี้พวกเขาได้เห็นคนถูกสังหารต่อหน้าต่อตาหัวใจจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
กลิ่นโลหิตคละคลุ้งเข้าจมูกของทุกคนเด็กสาวหลายคนทนไม่ไหวถึงกลับต้องถอยหลังเอามือปิดปากไปอาเจียน
เย่หยางสะบัดกระบี่หักในมือที่ผสมกับโลหิตของศิษย์ในตระกูลโลหิตของคนผู้นั้นค่อยๆ ไหลหยดลงมาจากปลายกระบี่
แววตาของเย่หยางเหมือนมีประกายไฟลุกโชนไร้ซึ่งความรังเกียจหวาดกลัว แต่กลับเต็มไปด้วยความเพลิดเพลินพึงพอใจ
จู่ๆ เขาก็บังเกิดแรงกระตุ้นที่จะสังหารทุกคนตรงหน้าด้วยกระบี่ในมือเมื่อได้สติเย่หยางก็รู้สึกหนาวสั่นพยายามบังคับแรงกระตุ้นในใจ
เขาชี้ปลายกระบี่หักไปยังเย่เฟิงกับพรรคพวกจากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งความลังเล
เมื่อเห็นเย่หยางวิ่งเข้ามาหา เย่เฟิงก็ะโขึ้นว่า "ช่วยกันฆ่ามันเร็ว!"
คนหลายสิบคนให้ความร่วมมือรีบเข้ามาปิดล้อมเย่หยางทันที
เย่หยางเบี่ยงตัวหลบกระบี่ยาวของศิษย์ตระกูลเย่ออกไปอีกทางพร้อมเหวี่ยงหมัดชกเข้าไปที่อกของคนผู้นั้นอย่างแรง หน้าอกทรุดยวบโลหิตพุ่งกระฉูดออกมาเต็มปากผสมกับอวัยวะภายในบางส่วน
ต่อมาเย่หยางก็โยนศิษย์คนดังกล่าวที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่งไปทางเย่เฟิงกับพรรคพวก
แผนเดิมของเย่เฟิงกับพรรคพวกคือการปิดล้อมเย่หยางแต่เมื่อเห็นร่างไร้ิญญาลอยมาหาพวกเขาก็รีบหลบเลี่ยงทันที
แผนการปิดล้อมจึงล้มเหลวไม่เป็ท่าเย่หยางเริ่มใช้ทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่ฝึกฝนมาจากกองทัพกระบี่หักในมือเสมือนดั่งเคียวตัดหญ้า ฟันคู่ต่อสู้ที่อยู่ใกล้ที่สุดสองคนทันที
ขณะทั้งสองล้มลงกับพื้นกระบี่หักในมือของเย่หยางก็แปรเป็กริชแทงทะลุหัวใจคนที่สาม
ชั่วพริบตาพรรคพวกของฝั่งเย่เฟิงสิ้นชีพไปสี่คนแล้วความตายที่เกิดขึ้นทำให้คนที่เหลือรู้สึกหวาดหวั่นจนต้องถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
กลุ่มบุปผางามในเรือนกระจกไม่เคยเห็นภาพฉากนองเืเช่นนี้มาก่อนบางคนถึงกับแข้งขาอ่อนแรง
วิธีการคุกคามของฝ่ายฏเมื่อสักครู่กล้าทำเพราะเผชิญหน้ากับเหล่าสตรีซึ่งไม่ต่างจากกลุ่มลูกแกะใช้ความแข็งแกร่งกับจำนวนคนเข้าว่า จึงกล้าทำตัวโอหังได้ถึงเพียงนั้น
ทว่าบัดนี้พยัคฆ์ตัวหนึ่งกลับเริ่มล่าสังหารท่ามกลางฝูงแกะทำให้ความกล้าหาญเหือดหายไปอย่างฉับพลัน บางตัวพรั่นพรึงเพราะััได้ถึงจิตสังหารของเย่หยางทำให้ร่างกายสั่นเทาจนแทบยืนไม่ไหว
เย่เฟิงรู้สึกหวาดผวากับวิธีการสังหารอันเด็ดขาดของเย่หยางเพราะไม่คาดคิดว่าคนขี้ขลาดอย่างเย่หยางจะโเี้อำมหิตสังหารคนโดยไม่กะพริบตา
เย่หยางใช้กระบี่หักชี้ไปทางเย่เฟิงกับพรรคพวก "ข้ารู้ว่าพวกเ้าไม่ได้เต็มใจติดตามเย่เฟิงตอนนี้ข้าจะให้โอกาสพวกเ้า วางอาวุธลงแล้วข้าจะไว้ชีวิตไม่เช่นนั้นชะตากรรมของพวกเ้าจะเป็เช่นเดียวกับสี่คนก่อนหน้านี้”
พรรคพวกของเย่เฟิงเกิดความเคลื่อนไหวแปลกๆเย่เฟิงรีบกล่าวด้วยความกังวล "อย่าฟังเื่เหลวไหลที่มันพูดนี่คือการยุยงให้พวกเราแตกคอกัน ทุกคนตามข้าไปสังหารมัน"
เย่หยางไม่แยแสเย่เฟิงเลยแม้แต่น้อยเขายังคงมองพรรคพวกของเย่เฟิงด้วยสายตาเ็า "ข้าจะนับแค่สามถ้ายังไม่ยอมจำนนทิ้งอาวุธก็เตรียมตัวไปลงนรกได้เลย"
"สาม"
"สอง"
เสียง ‘เคร้ง’ ‘เคร้ง’ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหกคนทิ้งอาวุธแล้วรีบวิ่งออกจากการต่อสู้
"หนึ่ง"
หลังมองพรรคพวกที่เหลืออยู่เจ็ดคนของเย่เฟิงเขาก็ส่ายศีรษะ"ข้าพยายามแล้ว พยายามมีเมตตาต่อพวกเ้าในเมื่อพวกเ้าไม่คิดจะกลับตัวกลับใจก็อย่าได้ตำหนิข้าเลย"
เหตุที่เขายังไม่ทิ้งกระบี่หักในมือไปเป็เพราะเขายังมิได้ฝึกฝน‘กายาัคชสาร’จึงไม่สามารถต่อสู้กับศัตรูด้วยมือเปล่าการถือกระบี่หักไว้ในมือก็เปรียบเสมือนกับการใช้กริชปัดป้องโจมตีของอีกฝ่ายหากใช้มือเปล่าปะทะกับอาวุธของผู้อื่น เขาอาจจะได้รับาเ็เอาได้
เย่หยางกระดิกปลายเท้าคว้าดาบเล่มหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้บนพื้นก่อนหน้านี้มาไว้ในมือ จากนั้นก็ลองฟันดูสองสามครั้งเพื่อทดสอบ
เขายิ้มมุมปากด้วยความโเี้ให้กับเย่เฟิงและพรรคพวกพลันยกกระบี่หักฟาดฟันใส่ทุกคน รัศมีอันทรงพลังปกคลุมศัตรูทั้งหมดเอาไว้
ทุกคนตื่นกลัว รีบขยับอาวุธเผชิญหน้ากับเย่หยางด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
บังเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายเย่เฟิงกับพรรคพวกกระเด็นถอยออกไปทันที
ไม่ว่าคนที่กำลังต่อสู้หรือเฝ้าดูสถานการณ์หัวใจของทั้งศัตรูกับเหล่าสหายเต้นแรงจนแทบจะหลุดจากอกแม้แต่เย่หลิงเทียนก็ยังไม่เว้น
แม้พรรคพวกทั้งหมดกับเย่เฟิงรวมแปดคนจะผนึกกำลังร่วมมือกันแต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการโจมตีของเย่หยางได้ พวกเขาเริ่มล่าถอยอย่างยากลำบากแต่ละคนล้มลุกคลุกคลานบนพื้นราวกับน้ำเต้า
เย่หยางไม่ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้หายใจเขาเดินดึงดาบขึ้นมาจากพื้นเหวี่ยงตวัดเป็แนวนอนตัดร่างของลูกสมุนเย่เฟิงที่ยังไม่ทันลุกขึ้นขาดเป็สองท่อน
จากนั้นก็หันไปเตะที่ปลายคางของอีกคนจนหักตวัดวาดดาบยาวกลายเป็เส้นแสงฟันไปทางคนที่เหลือ
ครู่หนึ่งก็บังเกิดเสียงกรีดร้องตามด้วยชิ้นส่วนแขนขาปลิวว่อนไปทั่ว แม้แต่เย่หลิงเทียนก็ยังแอบรู้สึกหนาวสั่นในใจการลงมืออันแสนเหี้ยมโหดทำให้เขาตกตะลึงเด็กหนุ่มตรงหน้ายังเป็บุตรชายขี้ขลาดของเขาอยู่หรือ
เมื่อเย่เฟิงลุกขึ้นจากพื้นดินก็พบว่าโดยรอบเงียบสงัดไร้ซึ่งสุรเสียง
ชิ้นส่วนแขนขากระจัดกระจายอยู่รอบตัวสายตาเ็าคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เขา ราวกับว่าเขากำลังยืนเปลือยเปล่าบนผืนหิมะในเหมันต์อันหนาวเหน็บสายตานั้นสามารถมองผ่านตัวเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือตอนนี้เหลือเขาเพียงผู้เดียวพรรคพวกคนอื่นๆ ล้มหายตายจากไปกันหมดแล้วเย่เฟิงถูกปู่ประคบประหงมดูแลเป็อย่างดีมาั้แ่เกิดวันนี้เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจ
เย่เฟิงกลืนน้ำลายพลางจ้องมองเย่หยางแม้ว่าตัวเขาจะเป็คนมีวาทศิลป์เฉียบคม แต่ยามนี้กลับไม่รู้ว่าจะพูดอันใดดี
สีหน้าที่เย็นเยียบของเย่หยางเปลี่ยนเป็ยิ้มผ่อนคลายใจดี “อืม..? ยามนี้เปี่ยวเกอเย่เฟิงมีอะไรอยากจะบอกข้าหรือไม่”
เมื่อเห็นว่าเย่หยางยิ้มจริงๆเย่เฟิงก็รู้สึกว่าตนเองมีความหวังพลิกสถานการณ์ “เปี่ยวตี้เย่หยางความจริงทั้งหมดนี้เป็เื่เข้าใจผิด ข้าไม่ได้ตั้งใจสังหารเ้าข้าแค่อยากทำให้เ้าหวาดกลัวเท่านั้น”
พอคนรอบข้างได้ยินสิ่งที่เย่เฟิงกล่าวต่างก็เบะปากกล่าวอันใดไม่ออก เย่เฟิงคนนี้ไม่ใช่แค่พวกไร้ยางอายธรรมดาทั่วไป
เย่หยางไม่สบอารมณ์กับวาจาของเย่เฟิง เขามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าติดตลก "ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเ้าแล้วว่าด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของเ้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะวางอุบายชั่วช้าเล่นงานข้าแต่ข้าเพิ่งรู้ว่าตนเองคิดผิด”
“เอ่อ…เปี่ยวตี้หมายความว่าอย่างไร” เย่เฟิงร้อนรน
“เพราะแท้จริงแล้วเ้ามันไร้สมองจนถึงขั้นเกินเยียวยา!เ้าปั้นแต่งเื่หลอกลวงที่แม้แต่เด็กอายุสามขวบก็ยังไม่หลงกลเลยด้วยซ้ำกำลังดูถูกข้าใช่หรือไม่” เย่หยางเยาะเย้ย
เมื่อเห็นว่าใบหน้าอันหล่อเหลาของเย่เฟิงกลายเป็สีแดงราวกับโดนสาดด้วยเืไก่เขาก็กล่าวอย่างไม่ยี่หระ"วันนี้ไม่ว่าลูกหลานหรือผู้สมคบคิดคนใดคิดก่อฏจะต้องถูกปะาตามกฎของตระกูล”
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ เขาก็กล่าวต่อว่า "เ้าก็ไม่ได้ต่างจากคนที่ตายแล้ว…อย่าทำให้ตระกูลเย่ต้องอับอายแม้จะตายก็ควรตายอย่างมีศักดิ์ศรี ข้าจะให้โอกาสเ้าเพื่อความเป็ธรรมถ้าเ้าสามารถเอาชนะหรือสังหารข้าได้ ข้าจะปล่อยเ้าเป็อิสระ"
หลังจากกล่าวเช่นนั้นดาบยาวเปื้อนโลหิตในมือก็ชี้ไปยังเย่เฟิง
บรรยากาศเคร่งเครียดทำให้ทุกคนหายใจลำบากพรรคพวกผู้ติดตามของเย่เฟิงที่ยอมวางอาวุธก่อนหน้านี้รู้สึกขอบคุณตนเองที่ตัดสินใจยอมจำนน
เย่ชิงเสวียนกับเด็กสาวคนอื่นๆ เริ่มปรับตัวเข้ากับกลิ่นโลหิตไม่อาเจียนอีกต่อไปแต่สีหน้าของพวกนางยังคงซีดเซียว ต่างมองเย่หยางด้วยสายตาซับซ้อน
ปัจจุบันเย่หยางดูไม่เหมือนคนหนุ่มที่อ่อนเยาว์ไร้เดียงสาอีกต่อไปเขาดูเป็ผู้ใหญ่โเี้ ไม่สมกับอายุของเขาเลยแม้แต่น้อยทำให้พวกนางต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน
เย่เฟิงกำกระบี่ยาวในมือแน่นแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองพลางบอกกับเย่หยางว่า "แม้ข้าจะไม่รู้ทำไมอยู่ๆเ้าถึงทรงพลังขนาดนี้ ต่อให้เ้าเก็บซ่อนมันไว้ได้อย่างมิดชิดอย่างไรวันนี้ก็เป็วันตายของเ้าอยู่ดี ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจช่วยได้”
“ฮ่าๆ ข้าไม่รู้ว่าจะรอดไปได้หรือไม่แต่ข้ามั่นใจอยู่เื่หนึ่ง คือเ้าจะมีชีวิตอยู่ไม่ถึงจนเห็นผลลัพธ์ของมันแน่นอน”
เย่หยางหยุดพูด แล้วทะยานไปหาเย่เฟิง พร้อมโจมตีเป็แนวทแยงด้วยดาบ
เย่เฟิงไม่กล้าประมาท เขาระมัดระวังอย่างมากพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเย่หยางตรงๆ
น่าเสียดายที่เย่เฟิงยังไม่เข้าใจคุณสมบัติของดาบยิ่งพยายามหลีกเลี่ยงมากเท่าไรก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเท่านั้น หลังจากหลบหลีกได้ไม่เท่าไรในที่สุดเย่เฟิงก็ถูกไล่ต้อนจนต้องยกกระบี่ขึ้นมาสกัดกั้น แต่ก็ถูกฟันอยู่ดี
ความแข็งแกร่งทรงพลังของมันสั่นะเือวัยวะภายในราวกับกำลังพลิกคว่ำโลหิตพุ่งทะลักออกมาจากปาก เขาล้มลงบนพื้นด้วยความตื่นตระหนกไม่สามารถต่อสู้ได้อีกต่อไป
เย่หยางลากดาบไปกับพื้นพลางเดินเข้าหาเย่เฟิงอย่างช้าๆเสียงเสียดสีดังรุนแรงราวกับดนตรีบรรเลงโหมโรงสู่ความตายนำมาซึ่งความหดหู่ใจไม่รู้จบสิ้น
เมื่อมาถึงหน้าเย่เฟิง เย่หยางก็ค่อยๆยกดาบยาวขึ้นมาด้วยท่าทางสงบ
“เย่หยาง! หากเ้ากล้าทำร้ายหลานชายข้าข้าจะฟันเ้าเป็หมื่นๆ ชิ้น” ผู้าุโใหญ่แผดเสียงคำรามอย่างรวดเร็ว
มุมปากของเย่หยางยกยิ้มเย้ยหยันส่วนมือของเขาก็ไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหว ปลายแหลมของดาบค่อยๆ แทงทะลุเข้าสู่หัวใจของเย่เฟิง
เมื่อเห็นภาพดังกล่าวผู้าุโใหญ่ก็ร้องะโอย่างบ้าคลั่ง “อีกนานเท่าไรกว่าเ้าจะลงมือหรือจะรอให้พวกเราทุกคนตายกันหมดเสียก่อน?”
ทุกคนตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
อยู่ๆ เย่หยางก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ การโจมตีอันรุนแรงพุ่งตรงมายังแผ่นหลังของเขา
“หยางเอ๋อร์ ระวัง!!!” ดวงตาของเย่หลิงเทียนเบิกกว้าง