ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 49 เรื่องเล่า(ซุนโหวหวัง)

    ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง

             

            ประตูบานที่สองพลันอ้าเปิดออก..

            เผยให้เห็นดวงจิตของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักที่ได้โอบอุ้มร่างของพ่อหงชุนซึ่งมีเปลวเพลิงสีขาวลุกโชติช่วงไปทั่วร่าง ประหนึ่งเปลวสุริยันสว่างไสวในยามราตรีออกมาจากข้างในนั้น

            เปลวไฟสีขาวนั้นหาใช่เพลิงธรรมดาไม่..

            หากแต่คือ 'เปลวนิพพาน' เปลวเพลิงอันบังเกิดจากความยากลำบากและเจ็บปวดอย่างที่สุดในดวงจิตของผู้ถือครอง

            ซึ่งพ่อหงชุนผู้นี้กลับปลุกมันขึ้นมาได้ในยามวิกฤต..

            นับเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม แม้ร่างของเขาจะแหลกยับเยินจนแทบมองไม่ออกว่าคือผู้ใดก็ตามที

             

            “เสด็จพี่!!”

            ทันทีที่น้องหญิงของฉันได้เห็นสภาพของพี่ชายนาง น้ำตาของนางก็พลันพรั่งพรูอย่างมิอาจหักห้าม

            ร่างน้อย ๆ ของนางขยับหมายจะพุ่งเข้าหาผู้เป็นพี่ ทว่าฉันจำต้องยื่นมือคว้าไว้เสียก่อน

             

            “อย่าได้เข้าใกล้มันตอนนี้..!

            หากน้องถูกเปลวนิพพานลวกขึ้นมาในตอนที่พ่อหงชุนยังสลบอยู่.. แม้นแต่ตัวปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งก็คงมิอาจช่วยน้องดับเพลิงสายนี้ได้”

            ฉันกระซิบเตือนเสียงเรียบ พลางคลายมือเมื่อเห็นว่าน้องหญิงไร้ท่าทีขัดขืน

            ใช่แล้ว..

            เปลวนิพพานมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเข้าใกล้ได้ตามใจ หากในกายมิได้สั่งสมปราณแห่งอัคคีประเภทนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือเพียงใดก็ตามที

            เพลิงขาวนี้ก็ย่อมกลืนสิ้น ไม่มีวันดับลงด้วยเพียงแรงปราณทั่วไป

             

            “เจ้าทารกน้อยกล่าวถูกแล้ว ต่อให้เป็นข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอกหนา..แม่ทารกน้อย

            ทำได้อย่างมากก็แค่ประวิงเวลาให้เจ้าทรมานน้อยลง”

            ถ้อยคำนั้นเอื้อนเอ่ยโดยดวงจิตของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง พลางเคลื่อนไหวพลังปราณอย่างนุ่มนวลเพื่อประคองร่างของพ่อหงชุนซึ่งเปลวเพลิงยังลุกท่วมอยู่ ให้ลงแตะพื้นอย่างสงบเงียบ

            “ตอนนี้พี่ชายของเจ้ากำลังถูกเปลวนิพพานชำระล้างอยู่

            คาดคะเนผ่านสายตาของข้า น่าจะอีกราว ๆ สองชั่วยามพี่ชายของเจ้าก็จะฟื้นขึ้นราวกับไม่เคยมีบาดแผลนี้มาก่อน

            และดูแล้ว..

            มันจะกลายเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีในยามนั้น”

            แม้นจักฟังดูเกินฝัน แต่น้ำเสียงของตาเฒ่าผู้นั้นมั่นคงนัก

            หากแต่กล่าวโดยผู้อื่น ฉันคงหัวเราะกลอกตาไปสามรอบแล้วเสียด้วยซ้ำ

            ทว่าเมื่อมาจากผู้ที่ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาด้วยสองมือ..

            ความสงสัยก็พลันกลับกลายเป็นความหวังที่จับต้องได้

             

            “ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..

            ท่านว่ารูปร่างของท่านดูโปร่งใสขึ้นฤๅไม่?”

            ฉันเอ่ยพลางเพ่งมองดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งอีกครา..

            ภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นเลือนรางนัก ราวกับแสงเงาที่สะท้อนในกระจกใสบางเฉียบ ซึ่งสามารถมองทะลุไปถึงเบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย

            ความโปร่งใสเช่นนั้น..

            ใช่สัญญาณของการคงอยู่ไม่..

            หากแต่บ่งชี้ถึงการเลือนหายอย่างน่าใจหาย

             

            “ใช่แล้ว..

            ดวงจิตของข้าใกล้ดับสูญแล้ว”

            คำกล่าวของท่านผู้ก่อตั้งเอ่ยอย่างสงบ ราวกับว่าสิ่งที่กำลังจะเลือนหายนี้ หาใช่เรื่องน่าหวั่นไหวแก่จิตใจของผู้กล่าวเลยสักนิด

            “เอาละ!

            ในเมื่อเวลาของข้านั้นเหลือไม่มากแล้ว พวกมันทั้งสองก็ยังไม่ฟื้น เฉพาะฉะนั้นพวกเจ้าทั้งสองจงจำในสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกให้ดี

            ห้ามลืม..

            ห้ามบอกต่อคลาดเคลื่อน”

            ครานี้น้ำเสียงของท่านแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง..

            จากเรียบเฉยกลายเป็นเด็ดขาด มิมีผู้ใดสงสัยในความหนักแน่นนั้นได้เลย

            แลในน้ำเสียงอันจริงจัง..

            ยังแฝงความคาดหวังไว้จนฉันรู้สึกกดดันโดยมิอาจกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำได้

            “เจ้าทั้งสองคงจำได้ ว่าข้าได้กล่าวถึงสองศึกใหญ่ที่รอให้พวกเจ้าจะต้องเผชิญ

            โดยเฉพาะเจ้า..

            เจ้าทารกน้อยแซ่ซุน…”

            ฉันฟังทุกถ้อยถ้อยคำของท่านด้วยความเคารพ

            ทั้ง ๆ ที่สมองพลันครุ่นคิดต่อเนื่อง ว่าเพราะเหตุใดกันเล่า ฉันจึงมักเป็นผู้ที่ถูกพาดพิงเสมอ.

            นั่นคงเป็นคำสาปของผู้แบกสกุลซุนกระมัง..

            แค่เกิดมาพร้อมสกุลนี้ ก็เหมือนจุดธูปเรียกเรื่องยุ่งใส่ตัวตั้งแต่ยังไม่ทันคลาน

             

            ทว่าคำกล่าวของท่านกลับมิใช่เพียงแค่เรื่องฉันผู้เดียว หากแต่เป็นการตักเตือนถึงหายนะที่กำลังมาเยือนคนทั่วผืนแผ่นดินนี้

            คำว่า 'ศึก' ในปากท่าน..

            มิได้หมายถึงเพียงการห้ำหั่นกันด้วยคมศัสตรา หากแต่คือบทพิสูจน์ใจของคนทั้งแผ่นดิน

            ความร่วมมือที่แตกเป็นเสี่ยง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่กลายเป็นรอยบาก..

            อันบังเกิดเมื่อยี่สิบปีก่อน..

            ยิ่งเมื่อท่านเอ่ยถึงรอยร้าวระหว่างอาณาจักรปัญจมิตรของฉันกับแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์

            ใจฉันกลับเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามมิได้

            น้องหญิง..

            แม้นคำว่ารักจักไม่อาจลบอดีตระหว่างสองแคว้นได้โดยง่าย

            แต่หากฉัน ซุนโหวหวัง เลือกจะรักแล้ว

            ยิ่งเป็นแรงผลักให้ฉันจำต้องหาหนทางทำให้ความหมางใจนี้จางลงให้จงได้

             

            “...ก่อนที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จะดำเนินไปถึงศึกซ้อมที่ข้ากล่าว หรือก็คือศึกระหว่างคนพรรคมารรอบสอง

            พวกเจ้าต้องผสานรอยร้าวจากสงครามเมื่อยี่สิบปีก่อนให้ได้โดยเร็วและจงหาคนทั้งสิบให้ได้ก่อนจะถึงเวลานั้น..”

            คำกล่าวสุดท้ายของท่านผู้ก่อตั้งนั้นประหนึ่งดั่งระฆังย้ำเตือนทั่วหล้า

            ในอกฉันกลับรู้สึกทั้งหนักและว่างเปล่าไปพร้อมกัน

            หนักเพราะภาระ..

            ว่างเปล่าเพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้าช่างยากเข็ญเหลือคณา

             

            “เอ่อ..ขออภัยที่ต้องขัดท่าน..ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง

            ฉันสงสัย..

            เหตุใดท่านเรื่องรู้เรื่องศึกเมื่อยี่สิบก่อนได้ละเอียดถึงเพียงนี้?

            ต่อให้เป็นคำทำนายของร่างสถิตมังกรครามหลายรุ่นก่อนก็เถิด..

            แต่มันก็มิน่าจะสามารถทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นได้กว้างไกลขนาดนั้นจริงฤๅไม่?”

            คำถามที่ฉันเอ่ยไปนั้นมิใช่เพื่อแย้ง หากแต่เกิดจากความข้องใจที่มิอาจเก็บกลั้น

            ฉันเติบโตมาพร้อมคำเล่าขานเกี่ยวกับร่างสถิตมังกรคราม ฤๅชิงหลง

            ซึ่งผู้คนต่างยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่มหาร่างสถิตระดับห้าดาว แลคือผู้มีพลังในการอ่านกาลเวลา

            เป็นความจริงที่พลังแห่งชิงหลงนั้นสามารถแย้มมองอนาคตได้ แต่ก็หาใช่เรื่องที่ใครจะกระทำได้ง่ายดาย

            บางผู้เพียงอ่านไปไม่กี่ลมหายใจก็ถึงแก่ชีวิตจากปราณที่แตกซ่านด้วยเหตุร่างกายรองรับมิไหว ขณะอีกบางผู้กลับสามารถมองทะลุได้ไกลถึงอนาคตนับปี..

            แต่ก็ต้องแลกมาด้วยสิ่งอันประเมินค่ามิได้

            บางคนต้องสละอายุขัยเพื่อแลกการมองเห็นภาพวันข้างหน้า บางคนถึงขั้นเสียสิ่งสำคัญในร่างกาย หรือสูญเสียแม้นกระทั่งคนอันเป็นที่รัก เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวเจตจำนงของสวรรค์ที่ไม่ควรถูกรบกวน

            พลังแห่งการแย้มมองอนาคตนั้น..

            แม้นจักเป็นสิ่งเลอค่าน่าประหวั่น..

            แต่ก็มิควรถูกใช้พร่ำเพรื่อ มันมิใช่ของเล่น หากแต่คือการฝืนจำนงฟ้าโดยแท้

            แลเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใดล่วงรู้สิ่งที่มิสมควรรู้..

            สวรรค์ก็มักจะเรียกค่าตอบแทนที่สาสมเสมอ

             

            “เผอิญในยุคของข้า..

            ร่างสถิตมังกรครามคือสตรี และสิ่งที่นางใช้แลกเปลี่ยนในการแย้มดูอนาคตคือเส้นผม

            การที่นางเปิดแง้มดูลิขิตสวรรค์เพื่อทำนายเภทภัยในยุคสมัยนี้ของพวกเจ้า ทำให้ในตอนที่นางอายุสามสิบกว่าปี..

            ผมของนางก็ล่วงจนหมดหัวแล้ว..

            พวกเจ้าควรจะสำนึกในพระคุณนี้ของนางให้มาก ๆ”

            ถ้อยคำของท่านผู้ก่อตั้งครั้งนี้ทำเอาฉันนิ่งงันไปชั่วครู่..

            เส้นผมของสตรีนับเป็นสิ่งล้ำค่าโดยธรรมเนียม แลยิ่งเป็นอิสตรีผู้มีพลังอันสูงส่งย่อมไม่ควรต้องแลกด้วยความสูญเสียเช่นนั้น

            ทว่าเพียงเพื่อพวกเราในยุคนี้..

            บรรพสตรีท่านนั้นกลับยอมแลกมันไปจนสิ้น!

            ฉันก้มศีรษะลงเล็กน้อยในใจ พลางให้สัตย์ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเสียสละเช่นนี้สูญเปล่า

             

            สายตาของดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งหันมองมาทางฉันราวจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดสักอย่าง

            หากแต่เพียงวินาทีถัดมา..

            กลับกลืนคำลงไปเสียเฉย ๆ แล้วหันเหเข้าสู่ถ้อยถัดไปแทน

            “อย่างแรก..”

            ทว่ายังไม่ทันเอื้อนได้เต็มความ!

            แสงที่ห่อหุ้มร่างดวงจิตของท่านกลับกะพริบขึ้นอย่างแผ่วเบา

            เสียงของท่านปรมาจารย์จึงขาดห้วงเป็นช่วง ๆ จนยากจะจับความได้

            ฉันจึงกลั้นหายใจเงียบงัน มองดูท่านหยุดกล่าวรอจังหวะ จนแสงกะพริบนั้นค่อย ๆ จางหายไป

            “อ่า..

            ดูเหมือนความที่ข้าอยากจะกล่าวคงมิอาจกล่าวได้หมดแน่..

            เช่นนั้นข้าจะเลือกแต่เรื่องที่สำคัญ..

            เจ้าจงฟังและจดจำเอาไว้ให้ดี”

             

            ฉันกับน้องหญิงเพียงพยักหน้า มิกล่าวแทรกแม้ครึ่งถ้อย หวั่นว่าหากเอ่ยเพียงคำเดียว อาจทำให้ท่านสูญสิ้นพลังเร็วยิ่งกว่าที่ควร

             

            “เรื่องแรก..

            เจ้าจงบอกจงกล่าวต่อร่างสถิตมังกรครามในยุคสมัยนี้..

            จงบอกต่อมันว่าอย่าได้พยายามใช้พลังของมันในการอ่านอนาคตเป็นอันขาด

            เพราะอนาคตในยุคนี้ของพวกเจ้า..

            คนในรุ่นข้าอ่านจนพรุนอ่านจนช่ำชองและตระเตรียมให้พวกเจ้าไว้หมดแล้ว

            เพียงเดินตามที่พวกข้าขีดพวกข้าแนะเอาไว้เป็นพอ ให้มันเก็บออมแรงของมันไว้ใช้เนตรอ่านธาราในการต่อสู้เป็นดีที่สุด

            อย่าได้ฝืนใช้เนตรส่องสวรรค์อ่านซ้ำสิ่งที่พวกข้าเคยอ่านเป็นอันขาด

            เรื่องสอง..

            ตอนนี้ไอ้คนที่ห้าในคำทำนายมันได้ถูกคนชั่วปั้นแต่งความแค้นจอมปลอมหลอกลวงมัน ใช้มันไม่ต่างกับหุ่นเชิดกระทำในสิ่งที่ผิด

            แต่พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้น..

            ไม่นานมันจะรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่มันทำนั้นผิด..

            เรื่องที่คนหลอกนั้นเป็นเท็จ..

            พวกเจ้าเพียงรอยามที่ม่านหมอกที่ลวงหลอกมันจางหายไป

            จงยืนหยัดอยู่ข้างมัน..

            หากใครซ้ำจงช่วยฉุด หากใครเสริมจงช่วยดึง

            จงยืนอยู่ข้างมัน..

            เพราะเนื้อแท้ของมันนั้นเป็นคนดี

            เรื่องที่สาม..

            ร่างสถิตกิเลนในตอนนี้ มันมีรอยบากรอยใหญ่ที่กลางใจ

            รอยแผลนี้ของมันหยั่งรากลึกมานานหลายปีเกินไป

            พวกเจ้ามิอาจลบหรือช่วยสมานแผลที่กลางอกนี้ของมันได้ มีเพียงร่างสถิตพญานาคเท่านั้นที่สามารถช่วยมันได้..

            หากเจ้าพบเจอร่างสถิตกิเลนแล้ว..

            แค่เพียงส่งร่างสถิตพญานาคไปหามัน..

            นางจะช่วยพวกเจ้าในเรื่องนี้เอง

            เรื่องที่สี่..”

             

            “ขออภัยที่กล่าวขัด..ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง

            พลังสถิตกิเลนฤา?

            มีพลันสถิตเช่นนั้นด้วยฤาท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง?”

            ฉันกล่าวถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจ

            ด้วยตั้งแต่จำความได้..

            ฉันเคยถูกฝึกฝนอบรมเรื่องร่างสถิตต่าง ๆ มาจนแทบท่องได้ดั่งบทสวดที่กราบหมอน

            แต่ 'พลังสถิตกิเลน' กลับเป็นสิ่งที่ข้ามิเคยได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว

            ในฐานะว่าที่เจ้าสกุลพญาวานร..

            สิ่งสำคัญยิ่งคือการเฟ้นหาผู้มีพลังสถิตที่มั่นคงและคู่ควรมาเป็นพันธมิตร

            นำมาเพื่อเสริมฐานอำนาจและจิตใจของคนรุ่นฉันให้มั่นคงไม่แพ้รุ่นก่อน

            ทว่าพลังสถิตที่ว่านี้กลับราวกับปรากฏขึ้นมาจากห้วงตำนานที่ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงมาก่อน

            ฉันย่อมมิอาจปล่อยผ่านคำนี้ไปได้โดยไม่ถาม

             

            “ย่อมมี..”

            ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งเอื้อนเอ่ยถ้อยตอบอย่างแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นนัก

            “พลังสถิตกิเลน..

            เป็นพลังสถิตช่วงชั้นเดียวกับพลังสถิตราชันมังกรทองของสหายเจ้า

            พวกมันทั้งสองเป็นพลังสถิตระดับหกดาว

            โดยพลังสถิตกิเลนหรือหลินฉีนั้น..

            คือพลังสถิตสองในหนึ่งพลังที่มีความสามารถในการควบคุมทัณฑ์สวรรค์ และมันยังคือผู้ปิดฉากสงครามสุดท้ายอีกด้วย

            มันคือกำลังสำคัญ

            สำคัญอย่างมาก”

            คำว่าระดับหกดาวนั้น..

            ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ถึงก่อนหน้าท่านปรมาจารย์จักเอ่ยว่าอ้ายเจี้ยนเป็นก็เถิด..

            แต่ไหนเลยกลับมีสอง

            แถมอ้ายหลินฉีอันใดนั่นยังเป็นผู้ปิดฉากศึกครั้งใหญ่..

            หากเป็นจริงดังถ้อยที่เอื้อนบอกมา..

            เช่นนั้นพลังนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะครอบครองได้โดยง่าย

            หรือว่า.. จะมีใครแอบซ่อนพลังประเภทนี้ไว้ใต้จมูกยุทธทวีปมานาน?

            หากเป็นเช่นนั้นจริง..

            ข่าวเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจมากความได้

            “เรื่องที่สี่..

            เรื่องสุดท้าย..

            ที่สำนักสี่ขุนเขาของข้านั้นมีสถานที่ลับที่ถูกซ่อนอยู่หนึ่งแห่ง..

            มันคือสุสานของพวกข้าทั้งสิบสองคน..

            มันอยู่ตรง..”

             

            ประโยคของท่านหยุดลงเพียงเท่านั้น..

            ใจฉันถึงกับวูบ..

             

            ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งกะพริบอีกครา..

            ครานี้แสงแห่งพลังกลับริบหรี่ลงทุกขณะ คล้ายเปลวเทียนที่ถูกลมหอบผ่าน ซ้ำยังยาวนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

            จนฉันรู้ได้ในบัดดลว่าท่านคงมาถึงขีดจำกัดของเศษเสี้ยววิญญาณแล้วจริง ๆ

            “ช้าก่อนท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..

            สุสานของพวกท่านอยู่ที่ใด!!

            โปรดบอกพวกฉันก่อน!”

            ฉันกลั้นใจกล่าวออกไปเฮือกหนึ่ง..

            คล้ายผู้ที่กำลังไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายในห้วงธาราเชี่ยวกราก

            แต่คำขอร้องนั้นก็ไร้ซึ่งคำตอบ

            แม้นแต่ลมหายใจแห่งแสงสุดท้ายก็ยังมิอาจก่อเป็นถ้อยคำ

             

            ดวงตาของท่านผู้นั้นจับจ้องมาที่ฉัน..

            มองมาอย่างแน่วนิ่ง ราวกับภาพที่อยากฝากไว้ให้ตราตรึงถึงวันสุดท้ายของลมหายใจ

            ริมฝีปากนั้นขยับเอื้อนถ้อยหนึ่ง หากแต่ไร้เสียง..

            ทว่ากลับเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในความเงียบนั้นได้จากรูปปาก

            'อ่า.. คิดถึงพวกเจ้าเหลือเกิน.. สหายของข้า..'

            แล้วร่างดวงจิตของท่านก็เลือนดับลงอย่างช้า ๆ ประหนึ่งหิ่งห้อยที่สิ้นแสง

            ทิ้งไว้เพียงเศษพลังอันซีดจางดั่งตะวันยามสนธยาที่มอดแสงลงกลายเป็นเพียงก้อนหินอันเงียบงัน

             

            “อ่า.....า

            ฉันไม่น่ากล่าวขัดตอนก่อนหน้าเลย..

            น่าจักให้ท่านปรมาจารย์ท่านกล่าวความให้หมดก่อนแล้วค่อยถาม

            แลแบบนี้จักรู้ได้อย่างไรว่าสุสานของบรรพบุรุษทั้งสิบท่านอยู่ที่ใด”

            ฉันพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ..

            พลางเกาศีรษะของตนเองไปมาเชื่องช้า

            รู้ตัวเต็มอกว่าคำถามของตนในตอนนั้นอาจพรากความลับสำคัญที่มิอาจหวนคืนอีกครั้ง

            สำนักสี่ขุนเขานั้นกว้างใหญ่เพียงใดฉันย่อมรู้ดี..

            มันหาใช่สถานที่เล็กจ้อยเหมือนสำนักทั่วไป..

            หากแต่ใหญ่โตมโหฬารดุจแคว้นทั้งแคว้น เช่นนี้แล้วจะให้หาสุสานลับเพียงหนึ่งจุดจากพื้นที่กว้างเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า..

             

            “ไม่ต้องห่วงท่านพี่..

            หากเป็นอย่างที่ดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งฯ กล่าว

            อย่างไรพวกเราก็ต้องหาพบ อย่าลืมคำที่ท่านกล่าวเอาไว้..

            ว่าพวกเขาได้คิดแทนพวกเรามาแล้ว..

            ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องหาพบแน่..

            ท่านอย่าได้กังวลไปเลย”

            น้องหญิงปลอบโยนฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะลูบแขนเบา ๆ ดังจะชะล้างทุกข์ในใจให้จางหายไปบ้าง

            แม้นเพียงสัมผัสนั้นจะมิได้ขจัดความกังวลออกไปสิ้น..

            แต่ก็ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจยิ่งนัก..

            อุ่นเสียจนใจเจ้ากรรมเกือบหลุดลอยไปยังความคิดอันไม่พึงประสงค์

             

            “จริงอย่างน้องหญิงว่า..”

            ฉันจ้องตอบกลับไปยังดวงพักตร์ของนางด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างหาที่เปรียบมิได้

            มือที่เมื่อครู่ยังยกขึ้นเกาศีรษะด้วยความหงุดหงิด ค่อย ๆ ทิ้งลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง

            ก่อนสายตาของฉันจะเหลือบไปยังร่างของอ้ายเจี้ยนและพ่อหงชุนที่ยังคงนอนนิ่งไร้สติอยู่ ณ ที่เดิม

            “เปลวนิพพานของพ่อหงชุนยังไม่มอด

            อ้ายเจี้ยนก็ยังหลบไร้สติ

            แบบนี้คงได้แต่รอให้พวกมันฟื้น..

            ฉันว่าพวกเรามาทำอะไรฆ่าเวลากันดีหรือไม่น้องหญิง..”

            ฉันหันกลับมามองคนข้างกายอีกครา..

            คราวนี้ในดวงตากลับเปล่งแสงแปลกประหลาดขึ้น..

            นัยน์ตานั้นหาใช่ความหยาบโลนในเชิงดูหมิ่น..

            หากแต่เป็นความกำเริบเสิบสานที่มีต่อนางผู้เดียว ซึ่งฉันเฝ้าหวงแหนเกินผู้ใด

             

            ศอกเล็กของน้องหญิงกระทุ้งเข้ามาเบา ๆ ที่ท้องน้อยของฉันอย่างออดอ้อนปนประชดในที

            “พอเลยท่าน! พอข้ายอมแล้วเอาใหญ่!!

            ให้ข้าได้พักบ้างเถิด”

             

            “น้องอยากพักฤๅ..

            ได้!!”

            ฉันไม่รอช้า ยื่นแขนทั้งสองเข้าไปรวบกายนวลอย่างรวดเร็ว

            โอบอุ้มนางขึ้นราวกับแม่ทัพที่คว้าธงชัยกลางสนามรบมาไว้ในอ้อมแขน

             

            เสียงร้องตกใจของนางดังขึ้นตามด้วยฝ่ามือนุ่มที่ตบเข้ากลางอกของฉันอย่างแม่นยำประหนึ่งผ่านการซ้อมมาแล้วสามรอบ

            “ข้าบอกท่านแล้วว่าให้ข้าพักบ้าง!

            นี่ท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร?”

             

            ฉันแกล้งทำตาใสซื่อแบบที่รู้ตัวดีว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร พลางยักไหล่เหมือนไม่รู้สึกรู้สา

            “ก็แม่บอกอยากพัก..

            ฉันก็จักอุ้มแม่ไปพักที่เตียงอย่างไรเล่า”

            นางหรี่ตามองฉันอย่างรู้ทันแบบที่ผู้หญิงทุกคนมักทำได้เวลาเราคิดไม่ซื่อ

            ฉันไม่หยุดแค่นั้น

            “แม่ไม่เคยได้ยินฤๅ..

            ว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอน..

            นอนกอดคนรัก พูดคุยเล็กน้อย เล่านิทานหรือฟังเสียงลมหายใจของกันและกัน... แลก็--!”

             

            ศอกของนางไม่รอให้ฉันพูดจบ..

            ท่อนแขนน้อย ๆ ง้างพุ่งสวนตรงซี่โครงแบบเดิมเป๊ะจนฉันสงสัยว่านางซ้อมมากับอ้ายเจี้ยนฤๅไม่

             

            “โอ๊ย..!”

            ฉันผงะไปเล็กน้อย แต่กลับหัวเราะขำในคอ

            เสียงนั้นหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ตั้งใจ

             

            นางหน้าแดงแล้วก็หันหน้าหนี แต่ฉันเห็นหูของนางก็แดงไม่แพ้กัน

            ฉันยอมวางนางลงเบา ๆ บนเบาะนุ่มอย่างสุภาพ ไม่ลืมจะพูดต่อราวกับตนเองเพิ่งแพ้ศึกสำคัญ

            “เอาเถิด.. พี่ยอมน้องแล..

            แต่ศึกหน้ายังมี..”

            ฉันโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู

            “ไว้คราหน้าพี่จักตะล่อมน้องให้เคลิ้มเสียก่อน..”

             

            นางมองหน้าฉัน แล้วเอ่ยเสียงดุเบา ๆ พลางเบ้ปากเล็กน้อยอย่างน่าหยิก

            “ท่านเลิกแกล้งข้าด้วยมุขแบบนั้นมิได้หรือไร!”

             

            ฉันแสร้งถอนใจเฮือกใหญ่ราวกับชายผู้สิ้นหวังในสนามรบแห่งความรัก ก้มหน้าพลางส่ายศีรษะเหมือนพ่ายศึกยิ่งใหญ่

            ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมข้างแก้มนางแผ่วเบา

            ลูบเบา ๆ ราวกับกลัวนางจะระเหยหายไปกับอากาศ แล้วกระซิบตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก

            “ใครว่าพี่แกล้ง..

            นี่ฉันจริงจังทุกคำเอ่ย”

             

            ฝ่ามือน้อยยกขึ้นหยิกตรงสีข้างฉันอีกครั้งแบบไม่ปรานี พร้อมมองค้อนอย่างขู่กลาย ๆ

            ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างแท้จริง เสียงนั้นหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมใจ

            ครานี้ไม่ได้ยั่ว ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น

            แค่หัวเราะเพราะคนตรงหน้า คือความสุขของฉันโดยแท้

            ฉันค่อย ๆ โน้มตัวเข้าหา แล้วโอบแขนคล้องนางแนบอกไว้แผ่วเบา

            ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เพิ่งได้รู้มาอย่างจริงจัง

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน