ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง
ประตูบานที่สองพลันอ้าเปิดออก..
เผยให้เห็นดวงจิตของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักที่ได้โอบอุ้มร่างของพ่อหงชุนซึ่งมีเปลวเพลิงสีขาวลุกโชติช่วงไปทั่วร่าง ประหนึ่งเปลวสุริยันสว่างไสวในยามราตรีออกมาจากข้างในนั้น
เปลวไฟสีขาวนั้นหาใช่เพลิงธรรมดาไม่..
หากแต่คือ 'เปลวนิพพาน' เปลวเพลิงอันบังเกิดจากความยากลำบากและเจ็บปวดอย่างที่สุดในดวงจิตของผู้ถือครอง
ซึ่งพ่อหงชุนผู้นี้กลับปลุกมันขึ้นมาได้ในยามวิกฤต..
นับเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม แม้ร่างของเขาจะแหลกยับเยินจนแทบมองไม่ออกว่าคือผู้ใดก็ตามที
“เสด็จพี่!!”
ทันทีที่น้องหญิงของฉันได้เห็นสภาพของพี่ชายนาง น้ำตาของนางก็พลันพรั่งพรูอย่างมิอาจหักห้าม
ร่างน้อย ๆ ของนางขยับหมายจะพุ่งเข้าหาผู้เป็นพี่ ทว่าฉันจำต้องยื่นมือคว้าไว้เสียก่อน
“อย่าได้เข้าใกล้มันตอนนี้..!
หากน้องถูกเปลวนิพพานลวกขึ้นมาในตอนที่พ่อหงชุนยังสลบอยู่.. แม้นแต่ตัวปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งก็คงมิอาจช่วยน้องดับเพลิงสายนี้ได้”
ฉันกระซิบเตือนเสียงเรียบ พลางคลายมือเมื่อเห็นว่าน้องหญิงไร้ท่าทีขัดขืน
ใช่แล้ว..
เปลวนิพพานมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะเข้าใกล้ได้ตามใจ หากในกายมิได้สั่งสมปราณแห่งอัคคีประเภทนี้ ต่อให้เป็นยอดฝีมือเพียงใดก็ตามที
เพลิงขาวนี้ก็ย่อมกลืนสิ้น ไม่มีวันดับลงด้วยเพียงแรงปราณทั่วไป
“เจ้าทารกน้อยกล่าวถูกแล้ว ต่อให้เป็นข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้หรอกหนา..แม่ทารกน้อย
ทำได้อย่างมากก็แค่ประวิงเวลาให้เจ้าทรมานน้อยลง”
ถ้อยคำนั้นเอื้อนเอ่ยโดยดวงจิตของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง พลางเคลื่อนไหวพลังปราณอย่างนุ่มนวลเพื่อประคองร่างของพ่อหงชุนซึ่งเปลวเพลิงยังลุกท่วมอยู่ ให้ลงแตะพื้นอย่างสงบเงียบ
“ตอนนี้พี่ชายของเจ้ากำลังถูกเปลวนิพพานชำระล้างอยู่
คาดคะเนผ่านสายตาของข้า น่าจะอีกราว ๆ สองชั่วยามพี่ชายของเจ้าก็จะฟื้นขึ้นราวกับไม่เคยมีบาดแผลนี้มาก่อน
และดูแล้ว..
มันจะกลายเป็นจอมยุทธ์ระดับสัมผัสสรรพวิถีในยามนั้น”
แม้นจักฟังดูเกินฝัน แต่น้ำเสียงของตาเฒ่าผู้นั้นมั่นคงนัก
หากแต่กล่าวโดยผู้อื่น ฉันคงหัวเราะกลอกตาไปสามรอบแล้วเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อมาจากผู้ที่ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาด้วยสองมือ..
ความสงสัยก็พลันกลับกลายเป็นความหวังที่จับต้องได้
“ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..
ท่านว่ารูปร่างของท่านดูโปร่งใสขึ้นฤๅไม่?”
ฉันเอ่ยพลางเพ่งมองดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งอีกครา..
ภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นเลือนรางนัก ราวกับแสงเงาที่สะท้อนในกระจกใสบางเฉียบ ซึ่งสามารถมองทะลุไปถึงเบื้องหลังได้อย่างง่ายดาย
ความโปร่งใสเช่นนั้น..
ใช่สัญญาณของการคงอยู่ไม่..
หากแต่บ่งชี้ถึงการเลือนหายอย่างน่าใจหาย
“ใช่แล้ว..
ดวงจิตของข้าใกล้ดับสูญแล้ว”
คำกล่าวของท่านผู้ก่อตั้งเอ่ยอย่างสงบ ราวกับว่าสิ่งที่กำลังจะเลือนหายนี้ หาใช่เรื่องน่าหวั่นไหวแก่จิตใจของผู้กล่าวเลยสักนิด
“เอาละ!
ในเมื่อเวลาของข้านั้นเหลือไม่มากแล้ว พวกมันทั้งสองก็ยังไม่ฟื้น เฉพาะฉะนั้นพวกเจ้าทั้งสองจงจำในสิ่งที่ข้ากำลังจะบอกให้ดี
ห้ามลืม..
ห้ามบอกต่อคลาดเคลื่อน”
ครานี้น้ำเสียงของท่านแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง..
จากเรียบเฉยกลายเป็นเด็ดขาด มิมีผู้ใดสงสัยในความหนักแน่นนั้นได้เลย
แลในน้ำเสียงอันจริงจัง..
ยังแฝงความคาดหวังไว้จนฉันรู้สึกกดดันโดยมิอาจกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำได้
“เจ้าทั้งสองคงจำได้ ว่าข้าได้กล่าวถึงสองศึกใหญ่ที่รอให้พวกเจ้าจะต้องเผชิญ
โดยเฉพาะเจ้า..
เจ้าทารกน้อยแซ่ซุน…”
ฉันฟังทุกถ้อยถ้อยคำของท่านด้วยความเคารพ
ทั้ง ๆ ที่สมองพลันครุ่นคิดต่อเนื่อง ว่าเพราะเหตุใดกันเล่า ฉันจึงมักเป็นผู้ที่ถูกพาดพิงเสมอ.
นั่นคงเป็นคำสาปของผู้แบกสกุลซุนกระมัง..
แค่เกิดมาพร้อมสกุลนี้ ก็เหมือนจุดธูปเรียกเรื่องยุ่งใส่ตัวตั้งแต่ยังไม่ทันคลาน
ทว่าคำกล่าวของท่านกลับมิใช่เพียงแค่เรื่องฉันผู้เดียว หากแต่เป็นการตักเตือนถึงหายนะที่กำลังมาเยือนคนทั่วผืนแผ่นดินนี้
คำว่า 'ศึก' ในปากท่าน..
มิได้หมายถึงเพียงการห้ำหั่นกันด้วยคมศัสตรา หากแต่คือบทพิสูจน์ใจของคนทั้งแผ่นดิน
ความร่วมมือที่แตกเป็นเสี่ยง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่กลายเป็นรอยบาก..
อันบังเกิดเมื่อยี่สิบปีก่อน..
ยิ่งเมื่อท่านเอ่ยถึงรอยร้าวระหว่างอาณาจักรปัญจมิตรของฉันกับแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์
ใจฉันกลับเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามมิได้
น้องหญิง..
แม้นคำว่ารักจักไม่อาจลบอดีตระหว่างสองแคว้นได้โดยง่าย
แต่หากฉัน ซุนโหวหวัง เลือกจะรักแล้ว
ยิ่งเป็นแรงผลักให้ฉันจำต้องหาหนทางทำให้ความหมางใจนี้จางลงให้จงได้
“...ก่อนที่เหตุการณ์ต่าง ๆ จะดำเนินไปถึงศึกซ้อมที่ข้ากล่าว หรือก็คือศึกระหว่างคนพรรคมารรอบสอง
พวกเจ้าต้องผสานรอยร้าวจากสงครามเมื่อยี่สิบปีก่อนให้ได้โดยเร็วและจงหาคนทั้งสิบให้ได้ก่อนจะถึงเวลานั้น..”
คำกล่าวสุดท้ายของท่านผู้ก่อตั้งนั้นประหนึ่งดั่งระฆังย้ำเตือนทั่วหล้า
ในอกฉันกลับรู้สึกทั้งหนักและว่างเปล่าไปพร้อมกัน
หนักเพราะภาระ..
ว่างเปล่าเพราะรู้ว่าหนทางข้างหน้าช่างยากเข็ญเหลือคณา
“เอ่อ..ขออภัยที่ต้องขัดท่าน..ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง
ฉันสงสัย..
เหตุใดท่านเรื่องรู้เรื่องศึกเมื่อยี่สิบก่อนได้ละเอียดถึงเพียงนี้?
ต่อให้เป็นคำทำนายของร่างสถิตมังกรครามหลายรุ่นก่อนก็เถิด..
แต่มันก็มิน่าจะสามารถทำนายสิ่งที่เกิดขึ้นได้กว้างไกลขนาดนั้นจริงฤๅไม่?”
คำถามที่ฉันเอ่ยไปนั้นมิใช่เพื่อแย้ง หากแต่เกิดจากความข้องใจที่มิอาจเก็บกลั้น
ฉันเติบโตมาพร้อมคำเล่าขานเกี่ยวกับร่างสถิตมังกรคราม ฤๅชิงหลง
ซึ่งผู้คนต่างยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่มหาร่างสถิตระดับห้าดาว แลคือผู้มีพลังในการอ่านกาลเวลา
เป็นความจริงที่พลังแห่งชิงหลงนั้นสามารถแย้มมองอนาคตได้ แต่ก็หาใช่เรื่องที่ใครจะกระทำได้ง่ายดาย
บางผู้เพียงอ่านไปไม่กี่ลมหายใจก็ถึงแก่ชีวิตจากปราณที่แตกซ่านด้วยเหตุร่างกายรองรับมิไหว ขณะอีกบางผู้กลับสามารถมองทะลุได้ไกลถึงอนาคตนับปี..
แต่ก็ต้องแลกมาด้วยสิ่งอันประเมินค่ามิได้
บางคนต้องสละอายุขัยเพื่อแลกการมองเห็นภาพวันข้างหน้า บางคนถึงขั้นเสียสิ่งสำคัญในร่างกาย หรือสูญเสียแม้นกระทั่งคนอันเป็นที่รัก เพื่อแลกกับเศษเสี้ยวเจตจำนงของสวรรค์ที่ไม่ควรถูกรบกวน
พลังแห่งการแย้มมองอนาคตนั้น..
แม้นจักเป็นสิ่งเลอค่าน่าประหวั่น..
แต่ก็มิควรถูกใช้พร่ำเพรื่อ มันมิใช่ของเล่น หากแต่คือการฝืนจำนงฟ้าโดยแท้
แลเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใดล่วงรู้สิ่งที่มิสมควรรู้..
สวรรค์ก็มักจะเรียกค่าตอบแทนที่สาสมเสมอ
“เผอิญในยุคของข้า..
ร่างสถิตมังกรครามคือสตรี และสิ่งที่นางใช้แลกเปลี่ยนในการแย้มดูอนาคตคือเส้นผม
การที่นางเปิดแง้มดูลิขิตสวรรค์เพื่อทำนายเภทภัยในยุคสมัยนี้ของพวกเจ้า ทำให้ในตอนที่นางอายุสามสิบกว่าปี..
ผมของนางก็ล่วงจนหมดหัวแล้ว..
พวกเจ้าควรจะสำนึกในพระคุณนี้ของนางให้มาก ๆ”
ถ้อยคำของท่านผู้ก่อตั้งครั้งนี้ทำเอาฉันนิ่งงันไปชั่วครู่..
เส้นผมของสตรีนับเป็นสิ่งล้ำค่าโดยธรรมเนียม แลยิ่งเป็นอิสตรีผู้มีพลังอันสูงส่งย่อมไม่ควรต้องแลกด้วยความสูญเสียเช่นนั้น
ทว่าเพียงเพื่อพวกเราในยุคนี้..
บรรพสตรีท่านนั้นกลับยอมแลกมันไปจนสิ้น!
ฉันก้มศีรษะลงเล็กน้อยในใจ พลางให้สัตย์ว่าจะไม่ปล่อยให้ความเสียสละเช่นนี้สูญเปล่า
สายตาของดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งหันมองมาทางฉันราวจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดสักอย่าง
หากแต่เพียงวินาทีถัดมา..
กลับกลืนคำลงไปเสียเฉย ๆ แล้วหันเหเข้าสู่ถ้อยถัดไปแทน
“อย่างแรก..”
ทว่ายังไม่ทันเอื้อนได้เต็มความ!
แสงที่ห่อหุ้มร่างดวงจิตของท่านกลับกะพริบขึ้นอย่างแผ่วเบา
เสียงของท่านปรมาจารย์จึงขาดห้วงเป็นช่วง ๆ จนยากจะจับความได้
ฉันจึงกลั้นหายใจเงียบงัน มองดูท่านหยุดกล่าวรอจังหวะ จนแสงกะพริบนั้นค่อย ๆ จางหายไป
“อ่า..
ดูเหมือนความที่ข้าอยากจะกล่าวคงมิอาจกล่าวได้หมดแน่..
เช่นนั้นข้าจะเลือกแต่เรื่องที่สำคัญ..
เจ้าจงฟังและจดจำเอาไว้ให้ดี”
ฉันกับน้องหญิงเพียงพยักหน้า มิกล่าวแทรกแม้ครึ่งถ้อย หวั่นว่าหากเอ่ยเพียงคำเดียว อาจทำให้ท่านสูญสิ้นพลังเร็วยิ่งกว่าที่ควร
“เรื่องแรก..
เจ้าจงบอกจงกล่าวต่อร่างสถิตมังกรครามในยุคสมัยนี้..
จงบอกต่อมันว่าอย่าได้พยายามใช้พลังของมันในการอ่านอนาคตเป็นอันขาด
เพราะอนาคตในยุคนี้ของพวกเจ้า..
คนในรุ่นข้าอ่านจนพรุนอ่านจนช่ำชองและตระเตรียมให้พวกเจ้าไว้หมดแล้ว
เพียงเดินตามที่พวกข้าขีดพวกข้าแนะเอาไว้เป็นพอ ให้มันเก็บออมแรงของมันไว้ใช้เนตรอ่านธาราในการต่อสู้เป็นดีที่สุด
อย่าได้ฝืนใช้เนตรส่องสวรรค์อ่านซ้ำสิ่งที่พวกข้าเคยอ่านเป็นอันขาด
เรื่องสอง..
ตอนนี้ไอ้คนที่ห้าในคำทำนายมันได้ถูกคนชั่วปั้นแต่งความแค้นจอมปลอมหลอกลวงมัน ใช้มันไม่ต่างกับหุ่นเชิดกระทำในสิ่งที่ผิด
แต่พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้น..
ไม่นานมันจะรู้ด้วยตนเองว่าสิ่งที่มันทำนั้นผิด..
เรื่องที่คนหลอกนั้นเป็นเท็จ..
พวกเจ้าเพียงรอยามที่ม่านหมอกที่ลวงหลอกมันจางหายไป
จงยืนหยัดอยู่ข้างมัน..
หากใครซ้ำจงช่วยฉุด หากใครเสริมจงช่วยดึง
จงยืนอยู่ข้างมัน..
เพราะเนื้อแท้ของมันนั้นเป็นคนดี
เรื่องที่สาม..
ร่างสถิตกิเลนในตอนนี้ มันมีรอยบากรอยใหญ่ที่กลางใจ
รอยแผลนี้ของมันหยั่งรากลึกมานานหลายปีเกินไป
พวกเจ้ามิอาจลบหรือช่วยสมานแผลที่กลางอกนี้ของมันได้ มีเพียงร่างสถิตพญานาคเท่านั้นที่สามารถช่วยมันได้..
หากเจ้าพบเจอร่างสถิตกิเลนแล้ว..
แค่เพียงส่งร่างสถิตพญานาคไปหามัน..
นางจะช่วยพวกเจ้าในเรื่องนี้เอง
เรื่องที่สี่..”
“ขออภัยที่กล่าวขัด..ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง
พลังสถิตกิเลนฤา?
มีพลันสถิตเช่นนั้นด้วยฤาท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง?”
ฉันกล่าวถามพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจ
ด้วยตั้งแต่จำความได้..
ฉันเคยถูกฝึกฝนอบรมเรื่องร่างสถิตต่าง ๆ มาจนแทบท่องได้ดั่งบทสวดที่กราบหมอน
แต่ 'พลังสถิตกิเลน' กลับเป็นสิ่งที่ข้ามิเคยได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว
ในฐานะว่าที่เจ้าสกุลพญาวานร..
สิ่งสำคัญยิ่งคือการเฟ้นหาผู้มีพลังสถิตที่มั่นคงและคู่ควรมาเป็นพันธมิตร
นำมาเพื่อเสริมฐานอำนาจและจิตใจของคนรุ่นฉันให้มั่นคงไม่แพ้รุ่นก่อน
ทว่าพลังสถิตที่ว่านี้กลับราวกับปรากฏขึ้นมาจากห้วงตำนานที่ไม่เคยมีใครเอ่ยถึงมาก่อน
ฉันย่อมมิอาจปล่อยผ่านคำนี้ไปได้โดยไม่ถาม
“ย่อมมี..”
ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งเอื้อนเอ่ยถ้อยตอบอย่างแผ่วเบา แต่กลับหนักแน่นนัก
“พลังสถิตกิเลน..
เป็นพลังสถิตช่วงชั้นเดียวกับพลังสถิตราชันมังกรทองของสหายเจ้า
พวกมันทั้งสองเป็นพลังสถิตระดับหกดาว
โดยพลังสถิตกิเลนหรือหลินฉีนั้น..
คือพลังสถิตสองในหนึ่งพลังที่มีความสามารถในการควบคุมทัณฑ์สวรรค์ และมันยังคือผู้ปิดฉากสงครามสุดท้ายอีกด้วย
มันคือกำลังสำคัญ
สำคัญอย่างมาก”
คำว่าระดับหกดาวนั้น..
ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ถึงก่อนหน้าท่านปรมาจารย์จักเอ่ยว่าอ้ายเจี้ยนเป็นก็เถิด..
แต่ไหนเลยกลับมีสอง
แถมอ้ายหลินฉีอันใดนั่นยังเป็นผู้ปิดฉากศึกครั้งใหญ่..
หากเป็นจริงดังถ้อยที่เอื้อนบอกมา..
เช่นนั้นพลังนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะครอบครองได้โดยง่าย
หรือว่า.. จะมีใครแอบซ่อนพลังประเภทนี้ไว้ใต้จมูกยุทธทวีปมานาน?
หากเป็นเช่นนั้นจริง..
ข่าวเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่มิอาจมากความได้
“เรื่องที่สี่..
เรื่องสุดท้าย..
ที่สำนักสี่ขุนเขาของข้านั้นมีสถานที่ลับที่ถูกซ่อนอยู่หนึ่งแห่ง..
มันคือสุสานของพวกข้าทั้งสิบสองคน..
มันอยู่ตรง..”
ประโยคของท่านหยุดลงเพียงเท่านั้น..
ใจฉันถึงกับวูบ..
ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งกะพริบอีกครา..
ครานี้แสงแห่งพลังกลับริบหรี่ลงทุกขณะ คล้ายเปลวเทียนที่ถูกลมหอบผ่าน ซ้ำยังยาวนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
จนฉันรู้ได้ในบัดดลว่าท่านคงมาถึงขีดจำกัดของเศษเสี้ยววิญญาณแล้วจริง ๆ
“ช้าก่อนท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง..
สุสานของพวกท่านอยู่ที่ใด!!
โปรดบอกพวกฉันก่อน!”
ฉันกลั้นใจกล่าวออกไปเฮือกหนึ่ง..
คล้ายผู้ที่กำลังไขว่คว้าฟางเส้นสุดท้ายในห้วงธาราเชี่ยวกราก
แต่คำขอร้องนั้นก็ไร้ซึ่งคำตอบ
แม้นแต่ลมหายใจแห่งแสงสุดท้ายก็ยังมิอาจก่อเป็นถ้อยคำ
ดวงตาของท่านผู้นั้นจับจ้องมาที่ฉัน..
มองมาอย่างแน่วนิ่ง ราวกับภาพที่อยากฝากไว้ให้ตราตรึงถึงวันสุดท้ายของลมหายใจ
ริมฝีปากนั้นขยับเอื้อนถ้อยหนึ่ง หากแต่ไร้เสียง..
ทว่ากลับเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในความเงียบนั้นได้จากรูปปาก
'อ่า.. คิดถึงพวกเจ้าเหลือเกิน.. สหายของข้า..'
แล้วร่างดวงจิตของท่านก็เลือนดับลงอย่างช้า ๆ ประหนึ่งหิ่งห้อยที่สิ้นแสง
ทิ้งไว้เพียงเศษพลังอันซีดจางดั่งตะวันยามสนธยาที่มอดแสงลงกลายเป็นเพียงก้อนหินอันเงียบงัน
“อ่า.....า
ฉันไม่น่ากล่าวขัดตอนก่อนหน้าเลย..
น่าจักให้ท่านปรมาจารย์ท่านกล่าวความให้หมดก่อนแล้วค่อยถาม
แลแบบนี้จักรู้ได้อย่างไรว่าสุสานของบรรพบุรุษทั้งสิบท่านอยู่ที่ใด”
ฉันพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ..
พลางเกาศีรษะของตนเองไปมาเชื่องช้า
รู้ตัวเต็มอกว่าคำถามของตนในตอนนั้นอาจพรากความลับสำคัญที่มิอาจหวนคืนอีกครั้ง
สำนักสี่ขุนเขานั้นกว้างใหญ่เพียงใดฉันย่อมรู้ดี..
มันหาใช่สถานที่เล็กจ้อยเหมือนสำนักทั่วไป..
หากแต่ใหญ่โตมโหฬารดุจแคว้นทั้งแคว้น เช่นนี้แล้วจะให้หาสุสานลับเพียงหนึ่งจุดจากพื้นที่กว้างเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า..
“ไม่ต้องห่วงท่านพี่..
หากเป็นอย่างที่ดวงจิตท่านผู้ก่อตั้งฯ กล่าว
อย่างไรพวกเราก็ต้องหาพบ อย่าลืมคำที่ท่านกล่าวเอาไว้..
ว่าพวกเขาได้คิดแทนพวกเรามาแล้ว..
ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องหาพบแน่..
ท่านอย่าได้กังวลไปเลย”
น้องหญิงปลอบโยนฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะลูบแขนเบา ๆ ดังจะชะล้างทุกข์ในใจให้จางหายไปบ้าง
แม้นเพียงสัมผัสนั้นจะมิได้ขจัดความกังวลออกไปสิ้น..
แต่ก็ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจยิ่งนัก..
อุ่นเสียจนใจเจ้ากรรมเกือบหลุดลอยไปยังความคิดอันไม่พึงประสงค์
“จริงอย่างน้องหญิงว่า..”
ฉันจ้องตอบกลับไปยังดวงพักตร์ของนางด้วยความรู้สึกอบอุ่นอย่างหาที่เปรียบมิได้
มือที่เมื่อครู่ยังยกขึ้นเกาศีรษะด้วยความหงุดหงิด ค่อย ๆ ทิ้งลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง
ก่อนสายตาของฉันจะเหลือบไปยังร่างของอ้ายเจี้ยนและพ่อหงชุนที่ยังคงนอนนิ่งไร้สติอยู่ ณ ที่เดิม
“เปลวนิพพานของพ่อหงชุนยังไม่มอด
อ้ายเจี้ยนก็ยังหลบไร้สติ
แบบนี้คงได้แต่รอให้พวกมันฟื้น..
ฉันว่าพวกเรามาทำอะไรฆ่าเวลากันดีหรือไม่น้องหญิง..”
ฉันหันกลับมามองคนข้างกายอีกครา..
คราวนี้ในดวงตากลับเปล่งแสงแปลกประหลาดขึ้น..
นัยน์ตานั้นหาใช่ความหยาบโลนในเชิงดูหมิ่น..
หากแต่เป็นความกำเริบเสิบสานที่มีต่อนางผู้เดียว ซึ่งฉันเฝ้าหวงแหนเกินผู้ใด
ศอกเล็กของน้องหญิงกระทุ้งเข้ามาเบา ๆ ที่ท้องน้อยของฉันอย่างออดอ้อนปนประชดในที
“พอเลยท่าน! พอข้ายอมแล้วเอาใหญ่!!
ให้ข้าได้พักบ้างเถิด”
“น้องอยากพักฤๅ..
ได้!!”
ฉันไม่รอช้า ยื่นแขนทั้งสองเข้าไปรวบกายนวลอย่างรวดเร็ว
โอบอุ้มนางขึ้นราวกับแม่ทัพที่คว้าธงชัยกลางสนามรบมาไว้ในอ้อมแขน
เสียงร้องตกใจของนางดังขึ้นตามด้วยฝ่ามือนุ่มที่ตบเข้ากลางอกของฉันอย่างแม่นยำประหนึ่งผ่านการซ้อมมาแล้วสามรอบ
“ข้าบอกท่านแล้วว่าให้ข้าพักบ้าง!
นี่ท่านไม่เข้าใจหรืออย่างไร?”
ฉันแกล้งทำตาใสซื่อแบบที่รู้ตัวดีว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร พลางยักไหล่เหมือนไม่รู้สึกรู้สา
“ก็แม่บอกอยากพัก..
ฉันก็จักอุ้มแม่ไปพักที่เตียงอย่างไรเล่า”
นางหรี่ตามองฉันอย่างรู้ทันแบบที่ผู้หญิงทุกคนมักทำได้เวลาเราคิดไม่ซื่อ
ฉันไม่หยุดแค่นั้น
“แม่ไม่เคยได้ยินฤๅ..
ว่าการพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอน..
นอนกอดคนรัก พูดคุยเล็กน้อย เล่านิทานหรือฟังเสียงลมหายใจของกันและกัน... แลก็--!”
ศอกของนางไม่รอให้ฉันพูดจบ..
ท่อนแขนน้อย ๆ ง้างพุ่งสวนตรงซี่โครงแบบเดิมเป๊ะจนฉันสงสัยว่านางซ้อมมากับอ้ายเจี้ยนฤๅไม่
“โอ๊ย..!”
ฉันผงะไปเล็กน้อย แต่กลับหัวเราะขำในคอ
เสียงนั้นหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ตั้งใจ
นางหน้าแดงแล้วก็หันหน้าหนี แต่ฉันเห็นหูของนางก็แดงไม่แพ้กัน
ฉันยอมวางนางลงเบา ๆ บนเบาะนุ่มอย่างสุภาพ ไม่ลืมจะพูดต่อราวกับตนเองเพิ่งแพ้ศึกสำคัญ
“เอาเถิด.. พี่ยอมน้องแล..
แต่ศึกหน้ายังมี..”
ฉันโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเบา ๆ ที่ข้างหู
“ไว้คราหน้าพี่จักตะล่อมน้องให้เคลิ้มเสียก่อน..”
นางมองหน้าฉัน แล้วเอ่ยเสียงดุเบา ๆ พลางเบ้ปากเล็กน้อยอย่างน่าหยิก
“ท่านเลิกแกล้งข้าด้วยมุขแบบนั้นมิได้หรือไร!”
ฉันแสร้งถอนใจเฮือกใหญ่ราวกับชายผู้สิ้นหวังในสนามรบแห่งความรัก ก้มหน้าพลางส่ายศีรษะเหมือนพ่ายศึกยิ่งใหญ่
ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมข้างแก้มนางแผ่วเบา
ลูบเบา ๆ ราวกับกลัวนางจะระเหยหายไปกับอากาศ แล้วกระซิบตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก
“ใครว่าพี่แกล้ง..
นี่ฉันจริงจังทุกคำเอ่ย”
ฝ่ามือน้อยยกขึ้นหยิกตรงสีข้างฉันอีกครั้งแบบไม่ปรานี พร้อมมองค้อนอย่างขู่กลาย ๆ
ฉันหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างแท้จริง เสียงนั้นหลุดออกมาทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมใจ
ครานี้ไม่ได้ยั่ว ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น
แค่หัวเราะเพราะคนตรงหน้า คือความสุขของฉันโดยแท้
ฉันค่อย ๆ โน้มตัวเข้าหา แล้วโอบแขนคล้องนางแนบอกไว้แผ่วเบา
ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เพิ่งได้รู้มาอย่างจริงจัง